ความรู้ รักออกฤทธิ์ เกร็ดความรู้ สารานุกรม สารานุกรมออนไลน์ ความรู้รอบตัว ความรู้ทั่วไป พจนานุกรม เกมส์

การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม, การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม หมายถึง, การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม คือ, การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ความหมาย, การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม คืออะไร
| เปิดอ่าน 0 | ความคิดเห็น 0
การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

           การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามทำได้หลายวิธี เช่น เลี้ยงในกระชัง เลี้ยงในคอกเฝือก หรือที่ล้อมขังในร่องสวน และในบ่อ แต่ถ้าจะเลี้ยงให้ได้ผลจริงจังแล้ว ควรเลี้ยงในบ่อดิน

           ปัญหาที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม คือ น้ำ  ดังนั้น ในการพิจารณาสถานที่ที่จะเลี้ยงกุ้ง จึงต้องพิจารณาหาแหล่งน้ำที่มีอยู่ใกล้ๆ เช่น แม่น้ำ ลำธาร คลองที่มีน้ำไหลผ่านตลอดปีและน้ำนั้นจะต้องมีคุณภาพดี มีค่าความเป็นกรด-ด่างระหว่าง ๗.๕-๘.๕  ปลอดสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม  และดินจะต้องสามารถเก็บกักน้ำได้ ไม่ควรเป็นดินทรายหรือดินที่มีทรายเกินกว่าร้อยละ ๓๐ เพราะจะมีปัญหาในการเก็บกักน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งถ้าจะแก้ไขจะต้องลงทุนสูง อีกประการหนึ่งที่จะต้องพิจารณาด้วย  คือ ทางคมนาคม ถ้าอยู่ใกล้ทางคมนาคมติดต่อสะดวก การขนส่งไม่ทำให้ลูกกุ้งบอบช้ำมาก สามารถจับกุ้งส่งตลาดได้รวดเร็ว กุ้งไม่เสื่อมคุณภาพและราคาไม่ตก ในบางแห่งอาจใช้น้ำบาดาลเลี้ยงกุ้งก็ได้แต่ต้องลงทุนสูง
   
          สำหรับการเลี้ยงในร่องสวนหรือในที่ล้อมขังที่มีน้ำอยู่แล้วและไม่สามารถสูบน้ำออกหมดได้ ก่อนปล่อยกุ้งต้องฆ่าปลาที่มีอยู่เดิมออกให้หมด มิฉะนั้นปลาเหล่านี้อาจแย่งอาหารหรือกินลูกกุ้งได้ โดยใช้รากโล่ติ๊นสดทุบแช่น้ำไว้ ๑ คืน แล้วขยำให้ยางซึ่งมีสีขาวเหมือนน้ำนมออกให้มากที่สุด แล้วสาดลงในน้ำให้ทั่วในอัตราส่วนโล่ติ๊นสด ๑ กิโลกรัมต่อน้ำ ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร หรือกากเมล็ดชาป่นในอัตรา ๒๕-๓๐ กรัมต่อน้ำ ๑ ลูกบาศก์เมตร หรือจะใช้โซเดียมไซยาไนด์ (Sodium cyanide) ในอัตราส่วน ๑-๓ กรัมต่อน้ำ ๑ ตัน แต่การใช้โซเดียมไซยาไนด์ค่อนข้างเป็นอันตราย ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง หลังจากนั้นปลาใหญ่น้อยจะแสดงอาการสำลักน้ำ ว่ายน้ำผิดปกติขึ้นมาที่ผิวน้ำหรือขอบๆ บ่อ ต้องรีบจับก่อนจะจมลงไปเน่าเสียหมด

          สำหรับบ่อเก่าที่สูบน้ำทิ้งจนแห้งโดยทั่วๆ ไปแล้วจะโรยปูนขาว ในอัตราไร่ละ ๑๕๐-๒๐๐ กิโลกรัม ควรตรวจวัดความเป็นกรด-ด่าง ของดินที่พื้นบ่อเสียก่อน แล้วจึงคำนวณปริมาณปูนขาวที่จะใส่ ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด แล้วปล่อยทิ้งไว้สัก ๗ วัน จึงปล่อยน้ำเข้าและเลี้ยงกุ้งได้ทันที

การเตรียมบ่อ
          ถ้าเป็นบ่อเก่าหรือร่องสวนที่มีอยู่เดิมให้ปรับแต่งคันบ่อให้สูงพ้นระดับน้ำท่วม ถ้าก้นบ่อมีดินเลนต้องขุดลอกออก แล้วตากบ่อและโรยปูนขาวดังที่กล่าวมาแล้ว

          ถ้าเป็นที่ใหม่ยังไม่ได้ขุดบ่อจะต้องวางผังให้ถูกต้อง ประการแรกจะต้องตรวจสอบระดับดินว่าพื้นเรียบและน้ำท่วมหรือไม่ เพื่อจะได้กำหนดระดับขอบคันบ่อให้พ้นน้ำไว้ การวางผังบ่อจะต้องให้ด้านยาวมากกว่าด้านกว้าง และยาวไปตามทิศทางของลม คือจากเหนือไปใต้ ขนาดของบ่อไม่ควรจะเล็กหรือใหญ่เกินไป ควรมีขนาด ๑-๕ ไร่ กว้าง ๒๕-๓๐ เมตร เพราะถ้าเล็กเกินไปจะเลี้ยงกุ้งได้น้อย ระดับความลึก ๘๐-๑๐๐ เซนติเมตร ให้คันบ่อมีความลาด ๑:๒  หรือ ๑:๓ ถ้าไม่เป็นดินเหนียว ความกว้างบนคันบ่อไม่ควรต่ำกว่า  ๓ เมตร พร้อมทั้งบดอัดคันบ่อให้แน่น เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม และใช้ปลูกต้นไม้เป็นร่มเงาได้ ขอบบ่อควรปลูกหญ้าคลุมดินเพื่อป้องกันคันดินขอบบ่อพัง ตรงท้ายบ่อควรปักไม้ไผ่หรือปลูกพืชลอยน้ำ เช่น ผักบุ้ง หรือผักตบชวาไว้รอบๆ เพื่อลดการปะทะของคลื่นลมและเป็นที่หลบซ่อนของกุ้งด้วย

          แต่ละบ่อจะต้องมีประตูน้ำสำหรับระบายน้ำออก และมีท่อส่งน้ำเข้าบ่อทุกบ่อเป็นอิสระ ท่อส่งน้ำสำหรับบ่อขนาด ๑-๒ ไร่ ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า ๖ นิ้ว และประตูน้ำมีขนาดกว้าง ๐.๘๐-๑.๒๐ เมตร จะต้องทำร่องเพื่อใส่ตะแกรงไว้ป้องกันไม่ให้ลูกกุ้งออกและลูกปลาเข้าในขณะระบายน้ำออก

          นอกจากจะต้องถมคันบ่อด้านนอกสุดให้สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมแล้ว ยังต้องใช้ตาข่ายไนล่อนสีฟ้าหรือเฝือกกั้นรอบบ่อทั้งนี้เพื่อป้องกันปลาหรือสัตว์เลื้อยคลานอื่นที่จะไปกินกุ้งในบ่อ

          สำหรับด้านท้ายบ่อจะต้องขุดคูเพื่อระบายน้ำออกจากบ่อด้วย ถ้าใช้น้ำจากธรรมชาติเลี้ยงกุ้งจะทุ่นค่าใช้จ่ายมาก โดยเฉพาะถ้าใช้น้ำธรรมชาติจากลำธารหรือคลองส่งน้ำที่มีระดับสูงกว่าระดับบ่อ เช่น การเลี้ยงกุ้งบางแห่งในจังหวัดภาคเหนือซึ่งได้น้ำจากลำธารธรรมชาติทดไหลเข้าบ่อเองโดยไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำ แต่ถ้าหาทำเลที่ดีดังกล่าวไม่ได้ก็จำเป็นต้องใช้เครื่องสูบน้ำหรือกังหันลมโดยปกติบ่อขนาด ๑ ไร่  ถ้าอยู่ในที่โล่งมีความชื้นต่ำ น้ำจะระเหยวันละประมาณ ๒๐ ตัน ในกรณีที่น้ำไม่รั่วซึม แต่บางแห่งที่เป็นดินทราย น้ำอาจซึมหายไปมากกว่านี้ ฉะนั้น ปริมาณน้ำที่ใช้ทั้งหมดสำหรับบ่อขนาด ๒ ไร่ จำนวน ๕ บ่อ ประมาณ ๒๐๐ ตันต่อวัน ดังนั้น จะต้องใช้เครื่องสูบน้ำที่มีกำลังพอที่จะสูบน้ำได้วันละไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ตันต่อวัน

          น้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งจะต้องกรองเสียก่อน โดยใช้ถุงผ้ากรองไนล่อนหรือตะแกรงลวดไร้สนิม ขนาดตาถี่ไม่น้อยกว่า  ๖๐ ตาต่อนิ้ว กรองน้ำดังกล่าว และต้องหมั่นทำความสะอาด มิฉะนั้น ตะแกรงจะอุดตัน




การเลี้ยง
          ปกติจะปล่อยลูกกุ้งขนาดลำตัวยาว ๑-๒ เซนติเมตร ซึ่งยังเป็นขนาดเล็ก หากคนที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนจะไม่รู้เลยว่าลูกกุ้งก้ามกรามต่างกับกุ้งฝอยอย่างไร จึงมักมีข่าวอยู่เสมอว่าซื้อลูกกุ้งก้ามกรามไปปล่อยแล้วกลายเป็นกุ้งฝอย ฉะนั้นจึงขอแนะวิธีสังเกตลูกกุ้งก้ามกรามกับกุ้งฝอยดังตารางข้างล่างนี้

          ถ้าเลี้ยงในกระชังไม้หรือที่ล้อมขัง ควรจะปล่อยกุ้งที่มีขนาดใหญ่กว่าขนาดดังกล่าว คือ กุ้งจะต้องมีขนาดลำตัวยาวไม่น้อยกว่า ๒ นิ้ว



การขนส่งลูกกุ้ง
           ตามปกติจะบรรจุลงในถุงพลาสติกขนาด ๔๕x๗๕ เซนติเมตร ใส่น้ำประมาณ ๓-๕ ลิตร บรรจุลูกกุ้ง ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ ตัว (ขนาด ๑.๒-๒ เซนติเมตร) เดินทางในระยะไม่เกิน ๖ ชั่วโมง ถ้าจะต้องเดินทางไกลกว่านี้  หรือลูกกุ้งมีขนาดใหญ่จะต้องบรรจุลูกกุ้งน้อยกว่านี้ หรือลดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ ๒๐-๒๔ องศาเซลเซียส จะทำให้ลูกกุ้งมีโอกาสรอดมากขึ้น โดยใช้น้ำแข็งใส่ข้างๆ ถุง ข้อสำคัญในขณะลำเลียงอย่าให้ถุงกุ้งก้ามกรามถูกแดดหรือให้น้ำอุ่นเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ลูกกุ้งใช้ออกซิเจนมากขึ้นและออกซิเจนในถุงหมดเร็ว เมื่อถึงปลายทางลูกกุ้งจะอ่อนแอจมอยู่ก้นถุงและตายได้ ฉะนั้นเมื่อ
ปล่อยลงบ่อหากไม่ได้ตรวจแล้วบางทีอาจเหลืออยู่ไม่กี่ตัว

อัตราการปล่อยลูกกุ้ง
          ก่อนปล่อยลูกกุ้งต้องสูบน้ำเข้าบ่อไว้ก่อน ๑ วัน ถ้าเป็นบ่อใหม่ไม่ควรสูบน้ำใส่บ่อนานเพราะจะทำให้แมลงปอมาไข่และเกิดตัวอ่อน ซึ่งสามารถจับลูกกุ้งกินได้ ถ้าเป็นบ่อเก่าที่เลี้ยงอยู่แล้ว ควรใช้อวนมุ้งไนล่อนสีฟ้ากั้นเป็นคอกภายในบ่อไว้ส่วนหนึ่งสำหรับอนุบาลลูกกุ้งระยะหนึ่ง ประมาณ ๑ เดือน

          ในกรณีที่เลี้ยงกุ้งอย่างเดียวและมีน้ำถ่ายเทดี  ควรปล่อยกุ้งในอัตราส่วน ๑๕-๓๐ ตัวต่อตารางเมตร เมื่อกุ้งมีอายุได้ประมาณ ๒-๓ เดือน จึงคัดกุ้งที่มีขนาดใกล้เคียงกันไปเลี้ยงในบ่อเดียวกัน ในอัตราส่วน ๕-๑๐ ตัวต่อตารางเมตร ซึ่งจะทำให้กุ้งในบ่อที่เลี้ยงหลังจากการคัดขนาดแล้ว มีอัตราการเจริญเติบโตที่ใกล้เคียงกัน ถ้าน้ำถ่ายเทไม่มากต้องลดจำนวนลงเหลือ ๓-๕ ตัวต่อตารางเมตร จากการสำรวจผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดสุพรรณบุรี  และจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ปล่อยกุ้งในอัตราส่วน ๕-๑๐ ตัวต่อตารางเมตร จะได้ผลิตผล ๑๕๐-๒๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ในระยะ ๗-๘ เดือน ถ้าปล่อยกุ้งแน่นเกินไปกุ้งจะโตช้า

          ในกรณีที่ใช้วิธีทยอยจับกุ้งโตออกตลอดปี ควรปล่อยกุ้งเป็นระยะทุก ๓-๔ เดือน ในจำนวนที่มากกว่ากุ้งที่จับออก ๓ เท่า เช่น ถ้าจับกุ้งใหญ่ขาย ๑,๐๐๐ ตัว ในระยะ ๔ เดือน ก็ต้องปล่อยกุ้งเล็กลงไปแทนประมาณ ๓,๐๐๐ ตัว เป็นต้น

          ในกรณีที่เลี้ยงรวมกับปลา อาจปล่อยกุ้งได้น้อย คือ ไม่เกิน ๕ ตัวต่อตารางเมตร ปลาที่เลี้ยงรวมกับกุ้งได้ คือ ปลาที่กินพืช เช่น ปลาสลิดและปลาจำพวกปลาจีน ได้แก่ ปลาลิ่น ปลาซ่ง และปลาเฉา ในอัตราไม่เกิน ๔๐ ตัวต่อไร่ สำหรับปลาจีนสามารถปล่อยเลี้ยงได้ ๒ รุ่นในรอบปี อย่างไรก็ดีมีข้อพิจารณาว่าถ้าต้องการเลี้ยงกุ้งเพื่อธุรกิจการค้าแล้วควรเลี้ยงกุ้งเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพราะการปล่อยปลาลงเลี้ยงรวมด้วยจะมีปัญหาตามมา ๒ ประการ คือ  ปลาแย่งอาหารกุ้ง ทำให้เสียค่าอาหารเพิ่มขึ้น และปลาจะรบกวนในขณะใช้อวนลากกุ้ง  นอกจากนี้ การเลี้ยงปลารวมกับกุ้งยังได้ผลิตผลต่ำกว่าการเลี้ยงกุ้งอย่างเดียว

          ในบางแห่งนิยมเลี้ยงปลากินยุงไว้ให้แพร่พันธุ์ในบ่อกุ้ง ทั้งนี้เพราะปลากินยุงกินอยู่บนผิวน้ำจึงใช้กำจัดตัวอ่อนของแมลงผิวน้ำและแมลงปอ ซึ่งชอบกินลูกกุ้ง ปลาชนิดนี้มีขนาดใหญ่ไม่เกิน ๒ นิ้ว กินลูกกุ้งไม่ได้ แต่กุ้งจับเป็นอาหารได้หรือถ้ามีมากๆ ก็บดให้กุ้งกินเป็นอาหาร จึงควรเลี้ยงไว้ในบ่อกุ้ง



การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม, การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม หมายถึง, การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม คือ, การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ความหมาย, การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม คืออะไร

ร่วมเป็นแฟนเพจเรา บน Facebook..ได้ที่นี่เลย!!

บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13

สารานุกรมเล่มอื่นๆ

คำยอดฮิต

Sanook.commenu