ความรู้ รักออกฤทธิ์ เกร็ดความรู้ สารานุกรม สารานุกรมออนไลน์ ความรู้รอบตัว ความรู้ทั่วไป พจนานุกรม เกมส์

อุปราคา, อุปราคา หมายถึง, อุปราคา คือ, อุปราคา ความหมาย, อุปราคา คืออะไร
| เปิดอ่าน 0 | ความคิดเห็น 0
อุปราคา


ผลที่เกิดจากการเอียงของระนาบวิถีโคจรของดวงจันทร์

          ถ้าดวงจันทร์เคลื่อนที่ไปในระนาบสุริยวิถี ซึ่งเป็นระนาบวงทางโคจร ของโลกรอบดวงอาทิตย์ตลอดเวลาจะเกิดอุปราคาเดือนละสองครั้งทุกเดือน เป็นจันทรุปราคาหนึ่งและสุริยุปราคาหนึ่ง แต่ระนาบวิถีโคจรของดวงจันทร์เอียงประมาณ ๕ องศา กับระนาบสุริยวิถี ฉะนั้น ตามปกติดวงจันทร์จึงลอยผ่านไปเหนือหรือใต้เส้นต่อเนื่องโลกกับดวงอาทิตย์ เมื่อใดรัศมีเวกเตอร์ (คือ เส้นตรงที่ลากจากดวงอาทิตย์มายังโลก) ของโลกเกือบทับกับเส้นโนดของดวงจันทร์ก็จะเกิดอุปราคาขึ้น (เส้นโนดของดวงจันทร์คือเส้นซึ่งลากจากโลกไปยังจุดที่วงทางโคจรของดวงจันทร์ตัดกับระนาบสุริยวิถี)
          ภาพบน แสดงวิถีโคจรของโลก และดวงจันทร์ในสองตำแหน่ง ดังที่จะเห็นจากจุดๆ หนึ่งในทิศทางประมาณ ๔๕ องศาเหนือระนาบสุริยวิถี ส่วนที่เป็นเส้นประของวิถีโคจรของดวงจันทร์อยู่ใต้ระนาบสุริยวิถี และคิดเสียว่าเหมือนกับอยู่เบื้องหลังหน้ากระดาษที่เขียนรูปนี้แสดงไว้ ส่วนที่เหลือเป็นเส้นเต็มอยู่เหนือสุริยวิถีหรืออยู่เหนือแผ่นกระดาษ
          ในตำแหน่งที่ ๑ ดวงจันทร์ผ่านสูงกว่าเงาของโลกในวันเดือนเพ็ญ (B) และอยู่ใต้รัศมีเวกเตอร์ในวันเดือนมืด (A) ในวันเช่นนั้นจะไม่มีอุปราคาเกิดขึ้น ในตำแหน่งที่ ๒ รัศมีเวกเตอร์ทับกับเส้นโนดจุด A กับ B อยู่ในระนาบของสุริยวิถี และถ้าวันเช่นนั้นเป็นวันเดือนเพ็ญ หรือวันเดือนมืดได้ดิถีที่เหมาะสมต้องเกิดอุปราคา
          เงาของโลกและเงาของดวงจันทร์อาจแสดงได้ด้วยแผนภาพในหน้าถัดไป ให้ L เป็นความยาวของเงาของโลก R เป็นระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์ d เป็นเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก และ Dเป็นเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ เงาของโลกเป็นรูปกรวย ซึ่งภาพตัดขวาง HCK อยู่ระหว่างเส้นตรง BK กับ AH อันเป็นเส้นสัมผัสทั้งโลกและดวงอาทิตย์ เนื่องจากระยะห่างของโลกจากดวงอาทิตย์ยาวมาก เมื่อเทียบกับขนาดของโลกและดวงอาทิตย์ เส้น BK กับ AH จึงเกือบขนานกัน ดังนั้น เส้น AB กับ HK ซึ่งต่อเนื่องจุดสัมผัสเกือบจะบรรจบกับเส้นผ่านศูนย์กลาง D กับ d

          ในรูปสามเหลี่ยมคล้ายกัน ABC กับ  CKH เราได้  L =  d     หรือ L = dR
                                                                                 R+L  D     D-d
          เส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์มีค่าประมาณ ๑๐๙ เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก ดังนั้น 
         d   จึงมีค่าเท่ากับ   ๑  
       D-d                     ๑๐๘


          เพราะฉะนั้น ถ้าค่าเฉลี่ยของ R เท่ากับประมาณ ๑๕๐,๐๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร เงาของโลกจึงยาวประมาณ ๑,๓๗๙,๐๐๐ กิโลเมตร ความยาวนี้แปรผันได้ประมาณ ๔๕,๐๐๐ กิโลเมตรตามการเปลี่ยนแปลงในค่าของ R แต่ก็ยังคงมากกว่าระยะห่างระหว่างดวงจันทร์กับโลกมากมาย
          โดยการคำนวณทำนองเดียวกัน จะได้ความยาวของเงาของดวงจันทร์เฉลี่ยประมาณ ๓๗๓,๐๐๐กิโลเมตร ซึ่งแปรผันได้อีกประมาณ ๖,๔๐๐ กิโลเมตร เมื่อระยะห่างของดวงจันทร์จากโลกใกล้ที่สุด๓๕๗,๐๐๐ กิโลเมตร และไกลที่สุด ๔๐๗,๐๐๐ กิโลเมตร ในบางเวลาเงาของดวงจันทร์ยาวพอทอดลงมาถึงโลก แต่ในบางเวลาสั้นไป ทอดมาไม่ถึงโลก ในกรณีแรกผู้ที่อยู่ในแนวเส้นศูนย์กลางระหว่างดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ จะเห็นสุริยุปราคาหมดดวง ในกรณีเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์ตามที่ปรากฏสั้นกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ ผู้ที่อยู่ในแนวเส้นศูนย์กลางนั้น จะเห็นเป็นวงสว่างอยู่รอบดวงจันทร์ที่มืดสนิท สุริยุปราคาซึ่งเกิดลักษณะนี้เป็นสุริยุปราคาวงแหวน
          เส้นผ่านศูนย์กลางเงาของโลก MN ที่ดวงจันทร์ผ่านคำนวณได้จากรูปสามเหลี่ยมคล้ายกันHCK กับ MCN ดังนั้น ถ้าให้ f เป็นระยะห่างของดวงจันทร์จากโลก เมื่อดวงจันทร์ผ่านเงา   MN = d
                                                                                               L-f    L
 ค่าเฉลี่ยของ f เท่ากับประมาณ ๓๘๔,๖๐๐ กิโลเมตร ค่าเฉลี่ยของ MN จึงเท่ากับ ประมาณ ๙,๒๐๐ กิโลเมตร 
               แต่ความจริงค่าของ MN อาจแปรผันได้ประมาณ ๖๔๐ กิโลเมตรตามระยะห่างแปรผันของดวงจันทร์จากโลกและของโลกจากดวงอาทิตย์ MN มีค่ามากสุดประมาณสามเท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์ และเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วในหนึ่งชั่วโมงเกือบเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์ ดวงจันทร์ก็อาจจะอยู่ในเงา (เป็นจันทรุปราคาหมดดวง) นานประมาณ ๒ ชั่วโมง และเวลาตั้งแต่เริ่มสัมผัสกับเงาจนถึงเวลาออกจากเงาอาจนานได้ถึง ๔ ชั่วโมง
          เงาที่เกิดจากวัตถุส่องสว่างซึ่งมีขนาดใหญ่ เช่น ดวงอาทิตย์จะประกอบขึ้นด้วยเงามืดและเงามัว เงาทั้งสองนี้อยู่ในระหว่างเส้นสัมผัส BH กับ AK ที่ต่อออกไป ดังแผนภาพล่างในหน้า ๒๙ภายในเงามืดแสงอาทิตย์ที่ส่องตรงมาถูกตัดออกหมด แต่ก็ยังคงมีแสงอาทิตย์บางส่วนที่ผ่านบรรยา-กาศของโลกแล้วหักเหโค้งเข้ามาในเงามืดของโลก ภายในเงามัวคงมีแสงสว่างโดยตรงจากบางส่วนของผิวดวงอาทิตย์อยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด


ขอบเขตความถี่ในการเกิดอุปราคา
          อุปราคาจะเกิดมีได้ก็ต่อเมื่อรัศมีเวกเตอร์อยู่ใกล้เส้นโนด แต่เส้นทั้งสองนี้ไม่จำเป็นต้องทับกันทีเดียว ระยะเชิงมุมของดวงอาทิตย์ (หรือเงาของโลก) จากโนดที่ใกล้ซึ่งจะสอดคล้องกับการมีอุปราคาเรียกว่า ขอบเขตอุปราคา จะเป็นจันทรุปราคาหรือสุริยุปราคาแล้วแต่กรณี
          ภาพล่าง แสดงส่วนหนึ่งของวิถีโคจรของโลก และของดวงจันทร์ ที่ปรากฏกับเงาของโลกและดวงจันทร์วันเพ็ญใน ๔ ตำแหน่ง ที่ A ทั้งดวงจันทร์และเงามีศูนย์กลางอยู่ที่โนดลง ที่ Dดวงจันทร์จดกับเงาพอดี และระยะ AD วัดตามสุริยวิถีเป็นขอบเขตจันทรุปราคาค่าของขอบเขตนี้เปลี่ยนแปลงตามระยะห่างของดวงจันทร์ ขนาดของเงาและความเอียงของระนาบวิถีโคจรของดวงจันทร์ เมื่อดวงจันทร์ผ่านเงาตรงจุดซึ่งเส้นผ่านศูนย์กลางของเงาเท่ากับสามเท่าของดวงจันทร์(๑°.๕) ระยะห่างระหว่างศูนย์กลางของเงากับของดวงจันทร์ จึงเท่ากับประมาณ ๑° และเมื่อความเอียงของระนาบวิถีโคจรของโลกกับดวงจันทร์มีค่าประมาณ ๕° ระยะห่าง AD ก็เท่ากับประมาณ๑๒° แท้จริงขอบเขตนี้มีค่ามากสุด ๑๒°.๓ และ น้อยสุด ๙°.๕
          ดังนั้น การที่จะเกิดมีจันทรุปราคาได้ แม้แต่จะเป็นในสภาพที่เหมาะสมที่สุด ระยะห่างนับจากโนดไปทั้งสองด้านอย่างมากรวมกันก็ยังน้อยกว่า ๒๕° ซึ่งภายในระยะนี้เป็นขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งวันเพ็ญ ดวงอาทิตย์ตามที่เห็นเคลื่อนที่ไปตามสุริยวิถีประมาณวันละหนึ่งองศา และ
จะผ่านบริเวณนี้ในเวลา ๒๕ วัน แต่เดือนทางจันทรคติเดือนหนึ่ง (คือ ระยะเวลาตั้งแต่วันเพ็ญมาบรรจบครบรอบวันเพ็ญถัดไป) เฉลี่ยนาน ๒๙.๕๓๐๕๙ วัน ดังนั้นดวงอาทิตย์จึงอาจผ่านโนดได้โดยที่จะไม่เกิดจันทรุปราคาเลย ถ้าเกิดมีจันทรุปราคาขึ้นแม้แต่เพียงเข้าอยู่ในขอบเขตจันทรุปราคาจันทรุปราคานั้นจะเป็นจันทรุปราคาบางส่วน ก่อนที่ดวงจันทร์จะเต็มเป็นวันเพ็ญอีก ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่ผ่านพ้นขอบเขตนั้นไปแล้ว ฉะนั้น ที่โนดหนึ่งๆ จึงอาจเกิดจันทรุปราคาขึ้นได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าดวงอาทิตย์ผ่านที่โนดหนึ่งในเดือนมกราคม ดวงอาทิตย์จะผ่านอีกโนดหนึ่งในเดือนมิถุนายน และกลับมาที่โนดเดิมในเดือนธันวาคม เพราะว่ามีการถดถอย (regression) ของโนดไปทางตะวันตกของวิถีโคจรปีหนึ่งประมาณ ๑๙° ระยะเวลาที่ดวงอาทิตย์ที่โนดหนึ่งเคลื่อนที่มาบรรจบครบรอบที่โนดนั้นเรียกว่า หนึ่งปีอุปราคา หนึ่งปีอุปราคานานเพียง ๓๔๖.๖๒ วันเท่านั้นดังนั้น ในปีปฏิทินปีหนึ่งๆ จึงอาจมีจันทรุปราคาได้สามครั้ง และบางปีอาจไม่มีเลย
          ในที่บางแห่งบนโลก จะเห็นสุริยุปราคาได้เมื่อดวงจันทร์สัมผัสเขตบริเวณ AKHB (ดังแผนภาพข้างล่าง) ซึ่งสกัดโลกกับดวงอาทิตย์ ระยะห่างจีโอเซนตริก (geocentric คิดศูนย์กลางของโลกเป็นหลัก) ของศูนย์กลางดวงอาทิตย์จากรัศมีเวกเตอร์ของโลกก็เท่ากับมุม MES ซึ่งเป็นผลบวกครึ่งหนึ่งของเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์ MER กับครึ่งหนึ่งของเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์SEA กับมุม AER มุม AER เท่ากับความแตกต่างระหว่าง ERK จีโอเซนตริกปารัลลักซ์ (geocentricparallax) ของดวงจันทร์ และ EAK ปารัลลักซ์ของดวงอาทิตย์ ครึ่งหนึ่งของเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ต่างเท่ากับประมาณ ๐°.๒๕ เมื่อปารัลลักซ์ของดวงจันทร์ขั้นสูงสุดเท่ากับประมาณ ๑° และของดวงอาทิตย์เท่ากับ ๘ฒ.๘ เท่านั้น มุม MES จึงมีค่าขั้นสูงสุดเท่ากับ ๑°.๕ เพราะฉะนั้นขอบเขตของสุริยุปราคาจึงมากกว่าขอบเขตจันทรุปราคาประมาณร้อยละ ๕๐
          ปารัลลักซ์ของดาวเป็นระยะห่างเชิงมุมระหว่างจุด ๒ จุด ซึ่งเป็นความแตกต่างในทิศทางของดาว ตามที่เห็นจากจุด ๒ จุดนั้น
          พิสัยขอบเขตสุริยุปราคามีค่าจาก ๑๕°.๔ ถึง ๑๘°.๕ ฉะนั้นในบริเวณที่ยาวอย่างน้อย ๓๑°ดวงอาทิตย์จะอยู่ในเวลาเกิดสุริยุปราคาได้ และเมื่อต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งเดือนจันทรคติ ในการที่จะผ่านโค้งนี้ สุริยุปราคาจึงต้องเกิดมีอย่างแน่นอนหนึ่งครั้ง และอาจมีได้สองครั้งในการผ่านโนดหนึ่งๆ ถ้าเกิดสุริยุปราคา (บางส่วน) ในต้นเดือนมกราคมใกล้ขอบเขตสุริยุปราคาทางตะวันตกของโนด สุริยุปราคาอาจเกิดขึ้นได้อีกครั้งหนึ่งในเดือนเดียวกันนั้น ในกลางปีอาจเกิดมีสุริยุปราคาขึ้นได้ในทำนองเดียวกันนี้อีกโนดหนึ่ง และสุริยุปราคาที่ห้าอาจเกิดมีขึ้นได้ในเดือนธันวาคมในปีปฏิทินเดียวกัน แต่จะเกิดมีขึ้นเป็นครั้งที่หกในปีเดียวกันนั้นไม่ได้ เพราะจะเป็นเวลา ๓๔๖.๖ + ๒๙.๕ =๓๗๖.๑ วัน ภายหลังสุริยุปราคาครั้งแรกซึ่งจะอยู่ในเดือนมกราคมปีถัดไป จำนวนสุริยุปราคาในปีหนึ่งจึงมีได้อย่างมากเพียงห้าครั้งและอย่างน้อยที่สุดสองครั้ง
          เมื่อมีสุริยุปราคาเกิดขึ้นสองครั้งในการผ่านโนดหนึ่งๆ จะเกิดจันทรุปราคาขึ้นครั้งหนึ่งในระหว่างเวลานั้นเสมอ จำนวนอุปราคาในปีหนึ่งๆ จึงอาจมีมากได้ถึงเจ็ด กล่าวคือเป็นจันทรุปราคาสองกับสุริยุปราคาห้า หรือจันทรุปราคาสามกับสุริยุปราคาสี่ แต่อย่างน้อยที่สุดในปีหนึ่งจะต้องมีอุปราคาสองครั้ง และทั้งสองครั้งเป็นสุริยุปราคา

อุปราคา, อุปราคา หมายถึง, อุปราคา คือ, อุปราคา ความหมาย, อุปราคา คืออะไร

ร่วมเป็นแฟนเพจเรา บน Facebook..ได้ที่นี่เลย!!

บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 1

สารานุกรมเล่มอื่นๆ

คำยอดฮิต

Sanook.commenu