ความรู้ รักออกฤทธิ์ เกร็ดความรู้ สารานุกรม สารานุกรมออนไลน์ ความรู้รอบตัว ความรู้ทั่วไป พจนานุกรม เกมส์

การบำรุงรักษาสวน, การบำรุงรักษาสวน หมายถึง, การบำรุงรักษาสวน คือ, การบำรุงรักษาสวน ความหมาย, การบำรุงรักษาสวน คืออะไร
| เปิดอ่าน 0 | ความคิดเห็น 0
การบำรุงรักษาสวน

          ต้นยางเป็นไม้ยืนต้น  สามารถให้น้ำยางแก่เจ้าของสวนยางได้เป็นเวลานานไม่น้อยกว่า ๓๐ ปี  แต่ถ้าไม่บำรุงรักษาต้นยางให้เจริญเติบโตแข็งแรงเต็มที่เสียตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ  แล้ว  ต้นยางจะกลายเป็นต้นยางที่แคระแกร็นหรือพิการ  ไม่สามารถให้น้ำยางได้เต็มที่   น้ำยางที่เจ้าของสวนยางควรจะได้รับ จะได้น้อยกว่าที่ควรได้ไปตลอดกาล นอกจากนั้น แทนที่ต้นยางจะโตได้ขนาดกรีดเมื่ออายุ ๕ หรือ ๖ ปีบริบูรณ์ จะต้องขยายเวลาออกไปเป็นปีที่ ๘-๙ หรือกว่านั้น  จึงจะกรีดได้  ทำให้ขาดรายได้ ฉะนั้น การบำรุงรักษาสวนยางในระยะแรกจึงเป็นงานที่สำคัญยิ่ง และเมื่อต้นโตได้ขนาดกรีดแล้ว  ถ้าบำรุงรักษาดีก็จะได้น้ำยางมากอยู่เสมอ ในการบำรุงรักษานั้นมีข้อที่ควรปฏิบัติ คือ
          (๑) การปราบวัชพืช
          (๒) การให้ปุ๋ย
          (๓) การตัดแต่งต้น
          (๔) การคัดเลือกต้นเลวออก
          (๕) การป้องกันดินถูกชะล้าง
          (๖) การป้องกันและกำจัดโรคและศัตรูพืชของต้นยาง  ซึ่งจะได้กล่าวเป็นข้อ ๆ  พอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้

การปราบวัชพืช

          ต้นยางอ่อนที่ปลูกในสวนจะเจริญได้รวดเร็วเต็มที่  จะต้องไม่มีพืชอื่นมารบกวนหรือแย่งอาหาร ฉะนั้น  จะต้องระวังรักษาอย่าให้วัชพืช  หรือพืชคลุมขึ้นรบกวนต้นยางในรัศมีอย่างน้อย  ๑  เมตรจากโคนต้นยางเป็นอันขาด  การบำรุงรักษาต้นยางจะได้ผลดียิ่งขึ้น  ถ้าปราบวัชพืชที่ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ  ในสวนนั้นออกเสียให้หมด  เช่น  หญ้าคา  ซึ่งนับว่าเป็นศัตรูสำคัญสำหรับต้นยางและพืชทุกชนิด จะต้องกำจัดให้หมดสิ้นไป ส่วนวัชพืชอื่น ถ้าไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้จะต้องหวดด้วยมีดหวดให้ต่ำอยู่เสมอ อย่าให้สูงจากพื้นดินเกินกว่า ๕๐ เซนติเมตร วิธีที่ดีที่สุด ควรปราบวัชพืชทุกชนิดเสียให้หมด ถ้าใช้ยากำจัดวัชพืช วัชพืชจะไม่ขึ้นไปหลายเดือน เป็นวิธีปราบที่ถูกกว่าค่าจ้างแรงงานมาก แล้วปลูกพืชคลุมตระกูลถั่วลงแทน คือ ต้นถั่ว  เซ็นโทรซิมา  เปอลาเรียและคาโลโปโกเนียม  ฯลฯ  ซึ่งเป็นไม้เลื้อยคลุมดินไว้  พืชคลุมดังกล่าวนี้  จะช่วยคลุมดิน รักษาความชื้นไว้ และตัวมันเองยังสามารถเพิ่มอาหารธาตุต่าง ๆ  ให้ด้วย  หญ้าและวัชพืชที่พยายามจะงอกหรือแทงยอดขึ้นมา จะถูกพืชคลุมตระกูลถั่ว  ดังกล่าวนี้พันฉุดลงมาเจริญงอกงามต่อไปไม่ได้  เนื่องจากพืชคลุม ๓ ชนิดข้างต้นมีอายุไม่เท่ากัน ความเจริญเติบโตก็ไม่เท่ากัน ควรจะใช้ปลูกให้ขึ้นปนกันไป  จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน ช่วยให้อายุยาวออกไปอีก ส่วนผสมถ้ามีทั้ง ๓  อย่างหรือมีเพียง  ๒  อย่างควรใช้ดังนี้

ชนิดพืชคลุมวัชพืช

อัตราส่วนผสม

แบบที่ ๑

แบบที่ ๒

แบบที่ ๓

เซ็นโทรซิมา
เปอลาเรีย
คาโลโปโกเนียม ๔ ส่วน
๑ ส่วน
๕ ส่วน ๑ ส่วน
-
๑ ส่วน ๔ ส่วน
๑ ส่วน
-
          เนื่องจากเมล็ดพืชคลุมเหล่านี้มีเปลือกนอกแข็งมาก  เพื่อช่วยให้งอกง่ายเข้า ให้ใช้น้ำร้อนที่เดือดแล้ว  ๒ ส่วน กับน้ำเย็น ๑ ส่วนผสมกัน แช่เมล็ดไว้ประมาณ  ๑๒ ชั่วโมง หรือ ๑ คืน แล้วจึงนำไปปลูก ขณะที่ต้นยางยังเล็กไม่เกิน ๓ ๑/๒  ปี   แทนที่จะปลูกพืชคลุมดินกลับปลูกพืชแซม  เช่น  กล้วย  สับปะรด  ตะไคร้  ผัก ฯลฯ  ที่ได้รับผลเร็ว  เป็นการหารายได้ระหว่างที่ต้นยางยังเล็กก็ได้ แต่ต้องระวังอย่าให้พืชแซมอยู่ใกล้ต้นยาง จะต้องอยู่ห่างจากแถวต้นยาง ๑.๕ เมตร เป็นอย่างน้อย
          ถ้าเห็นว่าฝนตกไม่ใคร่จะแน่นอน  เมื่อเมล็ดงอกแล้วฝนไม่ตก  เมล็ดที่งอกจะตายเสียหมด  จะแช่เมล็ดในน้ำร้อนเพียงครึ่งเดียว  แล้วเอามาผสมกันกับเมล็ดที่ยังไม่ได้แช่อีกครึ่งหนึ่งก็ได้ เมล็ดที่งอกแล้วถ้าตายก็ยังมีเมล็ดที่งอกช้าเหลืออยู่อีก การปลูกควรใช้วิธีฝังไว้ตื้น ๆ  เป็นหย่อม ๆ ละ ๓-๔ เมล็ด  แต่ให้เป็นแถวห่างกันประมาณ ๑ เมตร ดีกว่าวิธีหว่าน การหว่านอาจทำให้เมล็ดเสียหายมาก  เพราะเมื่อฝนตกอาจถูกน้ำพัดพาไปหมด
          ถ้าปลูกพืชคลุมได้สำเร็จ  เจ้าของสวนยางจะไม่ต้องเดือดร้อน ปัญหาเกี่ยวกับวัชพืชจะหมดไปจนกระทั่งต้นยางโตเต็มที่  เพียงแต่คอยระวังไม่ให้พืชคลุมเลื้อยขึ้นต้นยางเท่านั้น จะทุ่นค่าแรงงานในการปราบวัชพืชได้ปีละมาก  ๆ สวนไม้ยืนต้นทุกชนิดควรใช้พืชคลุมกันให้มาก

          กำหนดเวลาใส่ปุ๋ยผสมข้างต้นและจำนวนปุ๋ยที่ต้องใส่ให้แต่ละต้น

กำหนดเวลาใส่ปุ๋ย
(อายุ)

ชนิดปุ๋ย

ต้นกล้าต้นติดตาทุกชนิด

ปลูกด้วยเมล็ด

การติดตาในสวน

ในหลุมปลูก
๒ เดือน
๔ เดือน
๕ เดือน
๘ เดือน
๑๒ เดือน
๑๘ เดือน
๒๔ เดือน
๓๐ เดือน
๓๖ เดือน
๔๘ เดือน
๖๐ เดือน
๗๒ เดือน

ร็อคฟอสเฟต
สูตร ก.
สูตร ก.
สูตร ก.
สูตร ก.
สูตร ก.
สูตร ก.
สูตร ก.
สูตร ก.
สูตร ก.
สูตร ข.
สูตร ข.
สูตร ข.

๑/๒ กระป๋องบุหรี่
-
๑/๒ กระป๋องบุหรี่
-
๓/๔ กระป๋องบุหรี่
๑ กระป๋องบุหรี่
๑ กระป๋องบุหรี่
๑๑/๒ กระป๋องบุหรี่
๑๑/๒ กระป๋องบุหรี่
๓ กระป๋องบุหรี่
๔ กระป๋องบุหรี่
๔ กระป๋องบุหรี่
๔ กระป๋องบุหรี่

๑/๒ กระป๋องบุหรี่
๑/๒ กระป๋องบุหรี่
-
๑/๒ กระป๋องบุหรี่
๓/๔ กระป๋องบุหรี่
๑ กระป๋องบุหรี่
๑ กระป๋องบุหรี่
๑๑/๒ กระป๋องบุหรี่
๑๑/๒ กระป๋องบุหรี่
๓ กระป๋องบุหรี่
๔ กระป๋องบุหรี่
๔ กระป๋องบุหรี่
๔ กระป๋องบุหรี่

-
-
๑/๒ กระป๋องบุหรี่
-
๓/๔ กระป๋องบุหรี่
๑ กระป๋องบุหรี่
๑ กระป๋องบุหรี่
๑๑/๒ กระป๋องบุหรี่
๑๑/๒ กระป๋องบุหรี่
๓ กระป๋องบุหรี่
๔ กระป๋องบุหรี่
๔ กระป๋องบุหรี่
๔ กระป๋องบุหรี่


( ๑ กระป๋องบุหรี่ ใส่ปุ๋ยได้ประมาณ ๒๔๐ กรัม)


การให้ปุ๋ย
          การให้ปุ๋ยถือว่าจำเป็นมาก  เพื่อให้ต้นยางเล็กสมบูรณ์เต็มที่  จะได้แข็งแรงต่อสู้ศัตรูพืชและโรคอันอาจจะเกิดขึ้นที่ใบหรือที่รากได้  ถ้าต้นยางโตได้เร็ว  ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาจะลดน้อยลง  และจะกรีดยางทำรายได้เร็วขึ้น  ปุ๋ยจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปลูกต้นยางอย่างยิ่ง   กำหนดเวลาที่ควรใส่ปุ๋ยและจำนวนปุ๋ยที่จะต้องใช้นั้น  กองการยาง  กรมวิชาการเกษตร  กำลังทดลองอยู่หลายสูตร  ส่วนสูตรที่กองการยาง  แนะนำอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นสูตรของสถาบันวิจัยการยางมาเลเซีย  แนะนำให้ใช้ไปพลางก่อนดังนี้

          สูตรปุ๋ยผสมสำหรับสวนยางพารา

ชนิดปุ๋ย

N

P2O5

K2O

MgO

สูตร ก.


สูตร ข.
สูตร ค.
สูตร ง.
สูตร จ.

๘.๘


๑๓.๐
๘.๔
๑๐.๗
๑๐.๕

๑๖.๒


๘.๖
๑๔.๔
๑๐.๔
๖.๘

๓.๐
๓.๖
๗.๒
๗.๒
๙.๔

๒.๑


๒.๑
๒.๑
๒.๑
๔.๑

          ตามสูตรข้างต้น
          N                 ต้องใช้ซัลเฟตออฟแอมโมเนียม ๒๑%
          P2O5          ต้องใช้ร็อคฟอสเฟต ๓๖%
          K2O            ต้องใช้มิวริเอตออฟโพแทส ๖๐%
          MgO           ต้องใช้คีเซอไรต์ ๒๖%
          นอกจากปุ๋ยตามสูตรข้างต้นนี้  ยังมีสูตรปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยสำเร็จรูป สำหรับใช้กับต้นยางมีขายอยู่ในตลาดอีกบ้าง แต่ทางราชการยังมิได้ทดลองว่าจะดีมากน้อยเพียงใด
          ถ้าเป็นที่ดินทรายจัดให้ใช้สูตร ค.   กับสูตร  ง.   แทน  สูตร  ก. และ  ข. เมื่อต้นยางโตกรีดได้แล้วใช้สูตร  จ.  ต้นละ ๔ กระป๋อง/ปี
          สูตรของปุ๋ยข้างต้นนั้น  ให้ทราบพอเป็นแนวเท่านั้น  ไม่จำเป็นจะต้องใช้สูตรที่กล่าวมาแล้วเสมอไป   เพราะที่ดินทุกแห่งไม่เหมือนกัน  การให้ปุ๋ยจึงอาจจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มหรือลดให้เหมาะสมกับดินได้
          วิธีใส่ปุ๋ย  ถ้าเป็นปุ๋ยผสมตามสูตรข้างต้น  ภายในสามปีแรก  ใส่โดยวิธีหว่าน   ภายในวงกลมใต้พุ่มใบของต้นยาง     ถ้าต้นยางที่ปลูกไว้อายุ  ๒-๔  เดือน  วงกลมดังกล่าว  ควรจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๔๐ เซนติเมตร  เมื่อต้นยางโตมากยิ่งขึ้น ให้ใส่ปุ๋ยแผ่ขยายกว้างขึ้น และเมื่อต้นยางอายุ ๓  ปี  ขนาดวงกลมที่หว่านปุ๋ยออกไปควรจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ  ๑.๒  เมตร   ปุ๋ยที่หว่านไปรอบ ๆ  ต้นยางดังกล่าวนี้  อย่าให้ถูกใบหรือลำต้นและให้ใช้คราดหรือจอบสับเบา ๆ   เพื่อให้ปุ๋ยคลุกปนกับหน้าดิน  หากฝนตกลงมาจะได้ไม่ไหลไป ตรงที่จะใส่ปุ๋ย  ต้องปราบวัชพืชหรือพืชคลุมให้หมดเสียก่อน
          สำหรับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่  ๔  ปีขึ้นไป  ให้ใส่ปุ๋ยโดยวิธีฝังในหลุม  โดยใช้จอบขุดรอบ ๆ ใกล้ ๆ  แนวชายพุ่มของต้นยาง  และอย่าให้ชิดโคนต้นยาง  หรือจะหว่านไปตามชายพุ่มต้นยางก็ได้  การใส่ปุ๋ยสำเร็จก็ให้ใช้ทำนองเดียวกันกับใส่ปุ๋ยผสม
การป้องกันโรคและศัตรูของต้นยาง
          โรคที่อาจเกิดแก่ต้นยางนั้นมีอยู่หลายอย่าง  และในอายุต่าง ๆ กัน อาจเกิดได้ทั้งที่ใบ กิ่ง ลำต้น และราก  โรคส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อราชนิด ต่าง ๆ  และสัตว์อีกหลายชนิดที่เป็นศัตรูของต้นยาง คือ
          (๑) โรครากขาว  (white  root  disease) เกิดที่รากเนื่องจากรา ไรกิโดพอรัส ลิกโนซัส (Rigidoporus lignosus) ถ้าขุดจะเห็นเป็นเส้นขาวเกาะอยู่ตามราก ทำให้รากเน่า และต่อไปอาจทำให้ต้นยางตายได้  ราชนิดนี้คล้ายกับราสีขาว ซึ่งขึ้นอยู่ตามต้นไม้ผุทั่วไป  มีข้อที่แตกต่างกัน คือ ราชนิดหลังดึงออกได้ง่าย ส่วนราโรครากขาวติดแน่นอยู่กับรากและแทรกตัวเข้าไปในรากด้วย
          (๒) โรครากแดง  (red root disease) เกิดที่รากเนื่องจากรา  กาโนเดอร์มา ซูโดเฟอร์เรียม (Ganoderma pseudoferreum) ตรงที่เกิดโรคจะมีสีครีมและสีแดง
          (๓) โรครากเหลือง   (brown  root  disease)  เกิดจากรา เฟลลินัส น็อกซิอัส (Phellinus noxius) มีลักษณะคล้ายโรครากขาว ผิดแต่สีเป็นสีน้ำตาล และเมื่อเกาะอยู่นานเข้าสีจะกลายเป็นสีดำ
          โรครากทั้ง  ๓  ชนิดนี้  โรครากขาวเป็นอันตรายมากที่สุด  เพราะโรครากขาวเจริญและระบาดไปเร็วมาก  ถ้าเกิดแก่ต้นที่ยังเล็กอยู่ ให้เอารากและส่วนอื่น ๆ  ที่เป็นโรคเผาทำลายให้หมด
          (๔) โรคใบยางเป็นรูไหม้  (bird's  eye  spot)  เกิดจากรา เฮลมินทอสโพเรียม ฮีเวีย (Helminthosporium heveae) มักเกิดขึ้นทั่วไปกับใบอ่อนของต้นยางอ่อนอายุไม่เกิน  ๒ ปี โรคชนิดนี้สังเกตได้จากใบ  ซึ่งปรากฏเป็นรูเล็กขนาด ๒-๓ มิลลิเมตร ขอบรูมีสีไหม้ ๆ ไม่มีอันตรายถึงกับทำให้ต้นยางตาย แต่อาจทำให้ต้นอ่อนแอและไม่เจริญเติบโตต่อไปได้ การกำจัดควรใช้ยาฆ่าเชื้อราพ่นใบทั้งข้างล่างข้างบน หรือจะใช้ยาผสมบอร์โดซ์ก็ได้
          (๕) โรคยอดหรือแขนงตาย โรคนี้เกิดจากราคอลลิทอร์ทริคัม กลีออสโพเรียม (Colletortrichum  gleosporium) ทำให้ยอดหรือแขนงที่แตกใหม่ ๆ  แห้ง  และจะเห็นเชื้อราขึ้นอยู่บริเวณนั้น มักจะเกิดแก่ต้นยางเล็ก ๆ  อายุ ๑-๒ ปี  เมื่อพบโรคนี้จะต้องตัดยอดที่เป็นโรคออกเผาไฟเสีย
          (๖) โรคใบร่วง  โรคนี้เกิดจากเชื้อราเช่นกัน  มีเชื้อราที่ทำให้ใบร่วงอยู่  ๒-๓  ชนิด เช่น โรคเพาเดอรี  มิลดิว  (powdery mildew)  เกิดจากราโออีเดียม ฮีเวีย  (Oidium  heveae)  และโรคไฟทอพทอรา  (phytophthora) เกิดจากราไฟทอพทอรา  (phytophthora  spp.)  ชนิดที่ร้ายแรง  คือ  ชนิด  ไฟทอพทอรา   ซึ่งทำให้ทั้งใบและก้านใบร่วงด้วยโรคไฟทอพทอรานี้ ถ้าระบาดมากจะทำให้เกิดโรคเส้นดำ (black  stripe)  ที่รอยกรีดและโรคเปลือกลำต้นเน่า (stem canker) อีกด้วย
          ถ้าปรากฏว่า ต้นยางขนาดต่าง ๆ  มีอาการผิดสังเกต  เช่น ยอดแห้ง  ใบเหี่ยวร่วงหล่นหรือไหม้เป็นรู  หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของต้นยางแห้ง เน่า ฯลฯ  ควรจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เพื่อจะได้มาตรวจและทำลายมิให้ขยายตัวต่อไป
          (๗) โรคสีชมพู  (pink  disease) เกิดที่กิ่ง ง่ามหรือที่คาคบ  ซึ่งเก็บน้ำหรือความชื้นได้มาก  โรคนี้เกิดจากราคอร์ทิคัม ซาลโมนิโคลอร์ (Corticium  salmonicolor)  ทำให้เปลือกที่กิ่ง  ที่ง่าม หรือที่คาคบเน่า  และทำให้ส่วนที่เลยออกไปทางปลายกิ่งตายได้
          (๘) โรคเปลือกเน่า  (mouldy  rot) เกิดจากรา เซอราโทซีสทิส ฟิมบริเอทา (Ceratocystis fimbriata)  มักจะเกิดที่รอยกรีด   ทำให้หน้ายางหรือรอยกรีดเน่า  และกรีดไม่ได้อีกต่อไป
          โรคต่าง ๆ ที่เกิดจากเชื้อรานั้น ในปัจจุบันนี้มียาที่จะรักษาได้ผลดีอยู่หลายชนิด ฉะนั้น ถ้าเห็นต้นยางมีอาการผิดปกติเมื่อใด ควรจัดการรักษาเสียโดยเร็ว  อย่าปล่อยให้แพร่เชื้อต่อไป
          (๙) ปลวก  เป็นสัตว์ที่ทำลายต้นยาง  ทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่  มีอยู่หลายชนิด แต่มีบางชนิดเท่านั้นที่ทำอันตรายแก่ต้นยาง  ถ้าปรากฏว่ามีอยู่ในสวนยาง  ควรกำจัดให้หมดไป  มียากำจัดปลวกที่ให้ผลดีจำหน่ายอยู่ทั่วไปแล้วหลายชนิด
          ต้นยางที่เสียหายอยู่เป็นประจำนั้น มิใช่เนื่องมาจากโรคหรือแมลงทั้งหมด แต่เนื่องมาจากคนกรีดยางที่กรีดโดยไม่ระมัดระวังเกือบทั้งหมด การกรีดยางโดยไม่ระมัดระวังนี้ ได้ทำความเสียหายแก่ต้นยางมากที่สุด  บางรายกรีดไม่ถึง ๑๐ ปี ต้นยางก็เสียหายจนไม่มีเปลือกดีจะกรีดเสียแล้ว ขณะนี้มีสวนยางที่ได้รับความเสียหาย  เนื่องจากกรีดไม่ถูกต้องเป็นจำนวนกว่า  ๓   ล้านไร่  หรือประมาณ ๗๐-๘๐% ของต้นยางที่กรีดได้ทั้งหมด ทำให้ได้ยางลดน้อยลงกว่าที่ควรจะได้ไปมาก  เจ้าของสวนยางควรจะระมัดระวัง อย่ากรีดให้เสียหายจะได้ยางมากอยู่เสมอ
การตัดแต่งต้น
          ต้นยางที่ดีและง่ายแก่การกรีด  ต้องเป็นต้นยางที่มีลำต้นกลมและตรง  และที่ลำต้นตั้งแต่โคนขึ้นไปจนถึงระยะสูงประมาณ  ๒-๒.๕ เมตร  ต้องไม่มีกิ่งหรือแผล  หรือตาเป็นปมขนาดใหญ่ปรากฏอยู่เลย  ฉะนั้น  การตัดแต่งลำต้นจะต้องพยายามเอาใจใส่  กระทำในขณะที่ต้นยางยังเล็กอยู่
          สำหรับต้นกล้า  จะต้องระวังให้ลำต้นสูงชะลูดขึ้นโดยไม่มีกิ่งแยกออกไป  คอยหมั่นตรวจดูและตัดแขนงที่งอกใหม่ (ถ้ามี)  ออกเสีย  ส่วนต้นติดตาจะต้องคอยตรวจดูในระยะ  ๖ เดือนแรก  อย่าให้มีแขนงแตกออกจากต้นตอเดิมได้  ถ้ามีให้ใช้มีดคม ๆ ตัดออก และปล่อยให้แขนงที่เกิดจากตาที่ติดไว้เจริญ เพียงแขนงเดียวเท่านั้น
          ในขั้นต่อไป  จะต้องตรวจลำต้นให้ตั้งตรงขึ้นไปเฉพาะยอดเดียวเท่านั้น  ถ้ามีกิ่งหรือแขนงงอกขึ้น จะต้องปลิดออกให้เหลือเพียงยอดเดียว   ทั้งนี้จนกว่าจะมีลำต้นสูงพ้น ๒ เมตร ไปแล้ว

การบำรุงรักษาสวน, การบำรุงรักษาสวน หมายถึง, การบำรุงรักษาสวน คือ, การบำรุงรักษาสวน ความหมาย, การบำรุงรักษาสวน คืออะไร

ร่วมเป็นแฟนเพจเรา บน Facebook..ได้ที่นี่เลย!!

บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 3

สารานุกรมเล่มอื่นๆ

คำยอดฮิต

Sanook.commenu