ความรู้ รักออกฤทธิ์ เกร็ดความรู้ สารานุกรม สารานุกรมออนไลน์ ความรู้รอบตัว ความรู้ทั่วไป พจนานุกรม เกมส์

พรรณไม้ประดับต่างถิ่น, พรรณไม้ประดับต่างถิ่น หมายถึง, พรรณไม้ประดับต่างถิ่น คือ, พรรณไม้ประดับต่างถิ่น ความหมาย, พรรณไม้ประดับต่างถิ่น คืออะไร
| เปิดอ่าน 0 | ความคิดเห็น 0

          พรรณไม้ที่กล่าวถึงในวรรณคดีไทยส่วนใหญ่เป็นไม้พื้นเมืองของไทยที่พบขึ้นตามธรรมชาติในสภาพภูมิประเทศต่างๆ กันพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นเดิมอยู่ต่างประเทศบางชนิดเข้ามาเนิ่นนาน จนปรับตัวกลมกลืนกับไม้พื้นเมือง แพร่กระจายขยายพันธุ์ไปจนทั่วถิ่นทำให้เข้าใจกันว่าเป็นไม้พื้นเมือง เช่น พุทธชาด รัก และบานเย็น ไม้ประดับบางชนิดซึ่งปัจจุบันนิยมปลูกกันทั่วไป จนเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศแน่นอน แต่มักไม่ทราบว่า เข้ามาปลูกและเจริญงอกงามในเมืองไทยได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด คนส่วนใหญ่มักคิดว่าพันธุ์ไม้เหล่านั้นเพิ่งจะถูกนำมาปลูกในเมืองไทยเมื่อความนิยมไม้ประดับและจัดสวนเฟื่องฟูเร็วๆ นี้ก็ได้ เมื่อปรากฏชื่อพรรณไม้ต่างถิ่นเหล่านั้นในวรรณคดี จึงทำให้ประวัติของไม้ประดับแต่ละชนิดนั้นกระจ่างขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เช่น เบญจมาศมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ พุทธรักษามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่นเดียวกับดาหลา หรือกาหลา ซึ่งเป็นไม้ตัดดอกในปัจจุบัน เป็นต้น

ดาวเรือง (Tagetes erecta Linn.)

          ดาวเรือง ดอกไม้สีเหลืองสดใสที่ปลูกประดับตามบ้านตามสวนทั่วไปนั้น เป็นไม้ล้มลุกฤดูเดียว ในวงศ์เดียวกับทานตะวันและบานชื่นปลูกง่าย ให้ดอกเร็ว มีหลายพันธุ์ทั้งขนาดดอกเล็กและดอกใหญ่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก    มีบันทึกเป็นหลักฐานว่า ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้นำเข้ามาปลูกครั้งแรกในกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเจริญงอกงามได้ดีจนปลูกกันดาษดื่นในขณะนั้น ในวรรณคดีกาพย์ห่อโคลง นิราศธารทองแดง ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของ

         เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ กล่าวถึงดาวเรืองไว้ดังนี้
     ชาตบุษป์พุทธชาตซาบ
     กุหลาบกนาบทั้งสองทาง
     เบงระมาดยี่สุ่นกาง
     กลีบบานเพราเหล่าดาวเรือง

           ต้นดาวเรืองสูง ๓๐ - ๖๐ ซม. แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มเล็กๆ  ลำต้นอวบแข็ง ใบเป็นใบเดี่ยว ขอบหยักเว้าเป็นแฉกเล็กๆ  ลึกบ้างตื้นบ้าง สีเขียวเข็มเช่นเดียวกับลำต้น ช่อดอกกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒ - ๗ ซม. สีเหลือง เหลืองอมเขียว บางชนิดมีสีน้ำตาลแกมม่วงแซม บางพันธุ์มีทั้งดอกย่อยวงนอกและดอกย่อยวงในบางพันธุ์นี้จะไม่ติดเมล็ด พันธุ์ที่มีดอกย่อยทั้งสองวงจะติดเมล็ดง่าย เมล็ดแบน สีดำ เพาะขึ้นง่ายการขยายพันธุ์จึงนิยมใช้วิธีเพาะเมล็ด

          ดาวเรืองชอบที่แจ้ง ดินระบายน้ำดี นิยมปลูกเป็นแปลงประดับสวนและปลูกเป็นไม้กระถางนอกจากนั้น ในปัจจุบันเกษตรกรยังปลูกเป็นไม้ตัดดอกที่ทำรายได้ดีอีกชนิดหนึ่ง สีของดอกดาวเรืองเกิดจากรงควัตถุพวกแคโรทีนอยด์ ซึ่งใช้ทำสียอมผ้า และผสมอาหารไก่เพื่อให้ได้ไข่ไก่ที่มีสีแดง และผิวหนังไก่มีสีเข้มน่ารับประทานยิ่งขึ้น

          ดาวเรืองมีสรรพคุณใช้เป็นสมุนไพร ใบใช้ทาแผลเน่าเปื่อยและฝี ใช้ดอกผสมกับข่าและสะค้าน สำหรับรับประทานแก้ปวดท้อง ต้นใช้เป็นยาขับลม และแก้ปวดท้อง


ยี่เข่ง (Lagerstroemia indica Linn.)

          พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เรื่อง อิเหนา ตอนหนึ่ง กล่าวถึง  ยี่เข่ง ไว้ดังนี้

ลำดวนดอกดกตกเต็ม
ยี่เข่งเข็มสารภียี่โถ
รสสุคนธ์ปนมะลิผลิดอกโต
ดอกส้มโอกลิ่นกล้าน่าดม

          ยี่เข่งเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูง ๑.๕ - ๒.๕ เมตร ทรงพุ่มโปร่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลเป็นมันใบเดี่ยว รูปไข่ ปลายแหลม กว้าง ๒ - ๓ ซม. ยาว ๓ - ๖ ซม. เรียงเป็นเกลียวรอบกิ่งใบช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม จะออกดอกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบส่วนที่ใกล้ยอดที่สุด ดอกมี ๓ สี คือ สีขาว สีชมพู และสีม่วง ลักษณะดอกคล้ายเสลา ตะแบก และอินทนิล เพราะเป็นพันธุ์ไม้สกุลเดียวกัน กลีบดอก ๕ - ๖ กลีบเป็นแผ่นบางและจีบย่นทุกกลีบ มีโคนกลีบเรียวลงเป็นก้านแลดูสวยงามและนุ่มนวล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก ๒ - ๓ ซม. ผลกลม ขนาดเล็ก เมื่อแก่มีสีน้ำตาล ใช้ขยายพันธุ์ได้ แต่นิยมใช้วิธีตอนกิ่งมากกว่า

          ยี่เข่งมีถิ่นกำเนิดในจีนและญี่ปุ่น กระจายพันธุ์ทั่วไปทั้งในเขตร้อนและเขตหนาว นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเพราะสวยงาม ทนแล้งได้ดี และเจริญเติบโตค่อนข้างช้า ไม่มีปัญหาในเรื่องขนาดและสัดส่วนเมื่อนำมาใช้ในการจัดสวน ในการดูแลรักษา ควรหมั่นตัดแต่งกิ่ง จะทำให้ได้ทรงพุ่งสวยงามและดอกดก การที่กล่าวถึงยี่เข่งในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง อิเหนา เป็นหลักฐานที่แสดงว่า พันธุ์ไม้ชนิดนี้น่าจะนำเข้ามาในตอนต้นสมัยรัชกาลที่ ๒ และปลูกประดับไว้ในบริเวณพระราชวัง มากกว่าที่จะนำเข้ามาตอนปลายรัชกาลที่ ๓ ตามที่พระยาวินิจวนันดรได้เขียนไว้ในตำนานไม้ต่างประเทศในประเทศไทย ส่วนผู้ที่นำเข้ามาน่าจะเป็นชาวจีนนั่นเอง


ยี่โถ (Nerium indicum Mill.)
          ยี่โถหรือยี่โถฝรั่งเป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศที่ปลูกประดับทั่วไป เพราะความสวยงามของดอกซึ่งมีหลายสีทั้งดอกทั้งเดียวและดอกซ้อน ปลูกได้เกือบทุกแห่งที่เป็นที่แจ้ง ได้รับแสงแดดเต็มที่และดินระบายน้ำได้ดี สันนิษฐานว่า ชาวจีนเป็นผู้นำเข้ามาปลูกในเมืองไทย ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพราะสุนทรภู่ได้กล่าวถึงในเรื่อง รำพันพิลาป ซึ่งแต่งใน พ.ศ. ๒๕๘๕ ไว้ดังนี้

เห็นทับทิมริมกระฎีดอกยี่โถ
สะอื้นโอ้อาลัยจิตใจหาย
เห็นต้นชาหน้ากระไดใจเสียตาย
เคยแก้อายหลายครั้งประทังจน

          ยี่โถเป็นไม้พุ่มวงศ์เดียวกับลั่นทม สูง ๒-๓ เมตร แตกกิ่งในระดับต่ำจึงเป็นกอแน่น ใบดก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเวียนเป็นเกลียวรอบกิ่ง ส่วนใกล้ยอดใบมักเรียงเป็นวงรอบกิ่ง วงละ ๓ ใบ แผ่นใบแคบ ปลายแหลม หนาและแข็งกว้าง ๑.๕ - ๒ ซม. ยาว ๘ - ๑๒ ซม. ดอกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง มีหลายสี ได้แก่ ขาวชมพูอ่อน ชมพูแก่ และสีแดง กลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปกรวยปลายแยก ๕ กลีบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกเมื่อบานเต็มที่ ๓ - ๔ ซม.บางพันธุ์มีกลิ่นหอมอ่อนๆ  ฝักเป็นแท่งกลมปลายแหลม ยาว ๑๒ - ๑๕ ซม. เมล็ดรูปทรงกระบอกเล็กๆ  มีขนเป็นพู่ที่หัวท้าย

          เมื่อตัดดอกหรือหักกิ่งยี่โถจะมีน้ำยางใสๆ ไหลออกมา ยางนี้เป็นพิษ หากสัมผัสกับผิวหนังจะทำให้เกิดผื่นคัน หรือเป็นแผลพุพอง โดยเฉพาะถ้าเป็นการสัมผัสซ้ำเป็นครั้งที่สอง หากรับประทานเข้าไปจะเป็นอันตรายมาก เพราะทุกส่วนมีสารพิษ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคลื่นใส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ชีพจรอ่อน ถ่ายเป็นเลือด หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด

เสาวรส (Passiflora laurifolia Linn.)

           เสาวรสหรือสุคนธรสเป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศมีถิ่นเดิมอยู่ในอเมริการใต้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่านำเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใด สันนิษฐานว่า คงจะเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือก่อนหน้านั้น เพราะมีการกล่าวถึงเสาวรสในวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา ดังเช่น ในเรื่องพระอภัยมณี  ตอนหนึ่งว่า

ทั้งสาวหยุดพุดแซมแกมยี่สุ่น
พิกันพิกุลโรยร่วงพวงเกสร
เสาวรสรสสุคนธ์ปนขจร
ต้นรักซ้อนซ้อนกลิ่นระรินโรย

           เสาวรสเป็นไม้เลื้อย สำเถาค่อนข้างใหญ่เกาะเกี่ยวเลื้อยพันโดยใช้มือจับที่เป็นเส้นออกมาตรงซอกใบ ใบสีเขียวเข็มเป็นมัน รูปไข่ หรือรูปรี ปลายแหลม กว้าง ๓ - ๘ ซม. ยาว ๖ - ๑๒ ซม. ดอกเดี่ยวสีม่วงเข็มมีขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางดอก ๔ - ๕ ซม. กลีบเลี้ยง ๕ กลีบสีเขียว กลีบดอก ๕ กลีบ สีนวลและประด้วยจุดสีม่วง ส่วนที่เด่นที่สุดคือ เส้นสีม่วงปนขาวจำนวนมากที่อยู่เป็นวงถัดจากกลีบดอกเข้าไป ดอกเสาวรสจะคว่ำหน้าลง จึงดูคล้ายดวงโคมที่ห้อยแขวนอยู่เป็นระยะๆ ตามเถาที่เลื่อยพันอยู่ ดอกมีกลิ่นหอมมากและหอมตลอดทั้งวัน ผลเป็นรูปไข่ เมื่อผลสุกจะเป็นสีเหลือง มีเมล็ดจำนวนมาก ปลูกประดับตามซุ้ม หรือตามรั้วบ้านได้ดีขยายพันธุ์ได้ทั้งเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำกิ่ง

          ดอกไม้ชนิดหนึ่งที่คล้ายกับเสาวรสมากและอยู่ในวงศ์เดี่ยวกันคือ สร้อยฟ้า ซึ่งนิยมปลูกกันมากในปัจจุบัน ดอกมีขนาดเล็กกว่าเสาวรสเล็กน้อย สีม่วงแกมน้ำเงินหรืออมฟ้า เมื่อดอกบานจะหงายขึ้น ดอกมีกลิ่นหอมแรงเช่นกัน ข้อแตก  ต่างอีกอย่างหนึ่งคือ ใบของสร้อยฟ้าจะหยักเว้าเป็น ๓ พู แต่เสาวรสมีขอบใบไม่หยักเว้า สร้อยฟ้าเป็นไม้เลื้อยต่างประเทศที่นำเข้ามาปลูกเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง จึงไม่ใช่สร้อยฟ้าที่กล่าวถึงในวรรณคดีไทย ซึ่งหมายถึง สร้อยอินทนิล   (Thumbergia grandiflora Roxb.)

พรรณไม้ประดับต่างถิ่น, พรรณไม้ประดับต่างถิ่น หมายถึง, พรรณไม้ประดับต่างถิ่น คือ, พรรณไม้ประดับต่างถิ่น ความหมาย, พรรณไม้ประดับต่างถิ่น คืออะไร

ร่วมเป็นแฟนเพจเรา บน Facebook..ได้ที่นี่เลย!!

บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24

สารานุกรมเล่มอื่นๆ

คำยอดฮิต

Sanook.commenu