ความรู้ รักออกฤทธิ์ เกร็ดความรู้ สารานุกรม สารานุกรมออนไลน์ ความรู้รอบตัว ความรู้ทั่วไป พจนานุกรม เกมส์

โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในวัยเด็ก, โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในวัยเด็ก หมายถึง, โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในวัยเด็ก คือ, โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในวัยเด็ก ความหมาย, โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในวัยเด็ก คืออะไร
| เปิดอ่าน 0 | ความคิดเห็น 0
โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในวัยเด็ก


โรคคอตีบ

          เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อบัคเตรี ชื่อคอรีนแบคทีเรียม ดิปเทรีอี  (Corynebacterium  diphtheriae)  ทำให้เกิดแผ่นเยื่อขาวบนเยื่อบุของคอของกล่องเสียง หรือจมูก ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อาจมีอาการหายใจลำบาก เนื่องจากแผ่นเยื่อที่เกิดขึ้นนี้ไปอุดหลอดลม ทำให้มีอาการคล้ายกับถูกบีบให้ตีบลง โรคนี้มักจะระบาดในฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายน  - เดือนกันยายน ของทุกปี  และพบบ่อยในเด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียน ระยะหลังนี้มีแนวโน้มว่าโรคคอตีบจะเป็นในเด็กโตมากขึ้น เชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัสโดยตรงกับเสมหะหรือน้ำมูกของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ หรือโดยทางอ้อมจากการสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย 
          อาการของโรคคอตีบดังกล่าวข้างต้น  เป็นผลจากเชื้อบัคเตรีชนิดนี้ ปล่อยพิษออกมาทำลายเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงทำให้เกิดเป็นแผ่นเยื่อขาวปนเทาขึ้นบนเยื่อบุต่างๆ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเป็นไข้ เจ็บคอ เมื่ออ้าปากดูจะพบแผ่นขาวๆ อยู่บนเยื่อบุของคอที่ต่อมทอนซิล และบนเพดานปาก ถ้าพยายามขูดแผ่นเยื่อนี้ออกจะพบว่า หลุดออกได้ยากและจะมีเลือดออกอาการมักจะเกิดหลังจากผู้ป่วยได้รับเชื้อเข้าไปแล้ว ๒-๖ วัน หรืออาจจะนานกว่า ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการหายใจลำบาก แพทย์อาจจะต้องทำการเจาะคอเพื่อให้ลมหายใจเข้าได้ นอกจากนี้พิษของเชื้อโรคคอตีบ ยังไปทำอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ และมีผลต่อเส้นประสาท ทำให้พูดไม่ชัดกลืนลำบากเนื่องจากกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ในการกลืนอ่อนแรงลง
          เราสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ  ซึ่งปกติจะฉีดร่วมกับวัคซีนป้องกันบาดทะยักและไอกรน ตั้งแต่เด็กอายุได้ ๒-๓ เดือน (ดูตารางกำหนดการ สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ท้ายเรื่อง)
 


ไอกรน
           เป็นโรคติดต่อที่สำคัญอันหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อบัคเตรีชื่อ บอร์ดีเทลลา เปอร์ตัสซิส (Bordetellapertussis) ผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอาการน้ำมูกไหล  ไอมาก  คล้ายมีเสมหะติดคอ  ซึ่งจะเป็นมากตอนกลางคืน และจะไอติดๆ กันเป็นชุด ตามด้วยเสียงหายใจเข้าดังวู้บ เด็กเล็กจะมีอาการหนักมากกว่าเด็กโต หรือผู้ใหญ่ เด็กเล็กอาจจะไอมากจนหน้าเขียว บางรายไอมากจนมีเลือดออกที่เยื่อบุตา อาการไอนี้จะเป็นอยู่ ประมาณ ๑-๓ เดือน 
          โรคนี้มีระยะฟักตัวประมาณ ๕-๒๑ วัน คนที่เป็นโรค ถ้าไม่รักษาจะแพร่เชื้อไปได้เป็นเวลานาน ๔-๖ สัปดาห์ โดยการไอหรือจามรดผู้อื่นโรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยๆ คือ โรคปอดบวม หูน้ำหนวก เด็กบางคนกินอาหารไม่เนื่องจากมีอาการไอมาก เกิดภาวะขาดอาหารตามมา 
          เราสามารถป้องกันโรคไอกรนได้โดยการฉีดวัคซีนร่วมกับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ และบาดทะยัก ตั้งแต่เด็กอายุได้ ๒-๓ เดือน
โรคบาดทะยัก

          โรคนี้เกิดจากเชื้อบาดทะยัก  ซึ่งเป็นบัคเตรี ชื่อ คลอส ตริเดียม เตตานิ (Clostridium tetani) เข้าไปทางบาดแผลแล้ว   ปล่อยพิษออกมา ทำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ระยะเริ่มแรกจะมีอาการขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ขึ้น มีการเกร็งของกล้ามเนื้อที่ใบหน้า ทำให้มีลักษณะคล้ายยิ้มแสยะ ต่อมามีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำตัว และแขนขา ทำให้มีอาการชักแบบหลังแอ่น ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดเวลาที่กล้ามเนื้อหดเกร็ง ถ้ามีการกระตุ้นโดยการสัมผัสโดยเสียงหรือแสงด้วยแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการชักเกร็งมากขึ้น ผู้ป่วยที่ชักติดต่อกันนานๆ อาจจะมีอาการเขียวเนื่องจากหายใจไม่ทัน ผู้ป่วยอาจถึงแก่กรรมได้ เนื่องจากมีโรคปอดบวมแทรกหรือชักจนหมดแรงตาย
          เชื้อบาดทะยักพบได้ทั่วไปในดิน และในอุจจาระของคนและสัตว์ เชื้อนี้ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี น้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไป เช่น แอลกอฮอล์ ทิงเจอร์ไอโอดีน ไม่สามารถฆ่าเชื้อบาดทะยักได้ทั้งหมด
          เนื่องจากเชื้อบาดทะยักไม่ชอบอากาศ เพราะฉะนั้นแผลที่เชื้อบาดทะยักชอบ คือ แผลที่ลึกอากาศเข้าไม่ถึง หรือแผลที่มีเนื้อตายมากๆ เช่น แผลไฟลวก ในภาวะที่พอเหมาะ เชื้อบาดทะยักจะแบ่งตัวและปล่อยพิษออกมา
การตัดสายสะดือทารกแรกเกิดโดยใช้ไม้ไผ่ มีดหรือกรรไกรที่ไม่สะอาด เชื้อบาดทะยักที่ปนอยู่ก็จะมีโอกาสเข้าไปในแผลตรงสะดือ เนื่องจากสะดือของทารกหลังคลอดจะเริ่มมีอาการเหี่ยว จึงเหมาะที่เชื้อบาดทะยักจะเจริญเติบโตได้ดี และปล่อยพิษออกมาทำให้เด็กทารกเกิดโรคบาดทะยัก 
          การป้องกันโรคบาดทะยักอาจทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกัน  พร้อมกับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ  และไอกรนตั้งแต่เด็กในรายที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน ถ้ามีบาดแผลเกิดขึ้นควรไปหาแพทย์เพื่อฉีดยาป้องกันให้ ส่วนในทารกแรกเกิดเราสามารถป้องกันโรคนี้ได้ โดยฉีดวัคซีนป้องกันให้แก่หญิงที่กำลังมีครรภ์ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในแม่ ภูมิคุ้มกันนี้สามารถผ่านรกไปป้องกันให้แก่เด็กทารกชั่วคราวได้


โรคไขสันหลังอักเสบ (โปลิโอ)

          เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส คนที่ได้รับเชื้อโปลิโอเข้าไปอาจจะไม่มีอาการเลย  หรืออาจเป็นมากจนกระทั่งมีอาการอัมพาต อาการที่พบคือมีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการคอแข็ง และมีอาการอัมพาต เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางปากจากอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อนี้อยู่ เมื่อเชื้อเข้าสู่ลำไส้ก็จะเข้าไปต่อไปในเลือด แล้วมาอยู่ที่ระบบประสาทส่วนกลาง  ทำลายเซลล์ประสาทส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ  ทำให้เกิดอัมพาตส่วนใหญ่เป็นที่ขา แต่อาจจะเป็นที่กล้ามเนื้อมัดใดก็ได้ ถ้าเป็นที่กล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับการหายใจ หรือการกลืนอาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่กรรมได้ อาการอัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา กล้ามเนื้อบริเวณนั้นจะค่อยๆ ลีบลง เนื่องจากไม่ได้ใช้งาน
          คนที่ป่วยเป็นโรคโปลิโอ จะแพร่เชื้อโปลิโอออกมาทางน้ำลาย และอุจจาระ ได้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ คนที่ได้รับเชื้อแต่ไม่มีอาการ ก็สามารถแพร่เชื้อออกมาทางอุจจาระได้ระยะฟักตัวของโรคจะมีตั้งแต่ ๓ วันจนถึง ๓ สัปดาห์ 
          โดยทั่วไปคนที่มีอาการอัมพาตจากโรคโปลิโอนี้ มีน้อยกว่าร้อยละหนึ่งของคนที่ได้รับเชื้อ คนที่ผ่าตัดต่อมทอมซิล คนที่ได้รับการฉีดยาหรือได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งคนที่กำลังตั้งครรภ์จะมีโอกาสเกิดอัมพาตได้มากขึ้นกว่าคนทั่วไป ในประเทศไทย โดยมากพบโรคนี้ในเด็กก่อนวัยเรียน ในผู้ใหญ่ก็พบแต่ก็พบได้น้อยมาก เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ได้รับเชื้อตั้งแต่อายุน้อย ๆ
          การป้องกันโรคโปลิโอที่ดีที่สุดคือ การให้รับประทานวัคซีนโปลิโอ  (ดูตารางกำหนดการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคท้ายเรื่อง)

โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในวัยเด็ก, โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในวัยเด็ก หมายถึง, โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในวัยเด็ก คือ, โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในวัยเด็ก ความหมาย, โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในวัยเด็ก คืออะไร

ร่วมเป็นแฟนเพจเรา บน Facebook..ได้ที่นี่เลย!!

บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8

สารานุกรมเล่มอื่นๆ

คำยอดฮิต

Sanook.commenu