ความรู้ รักออกฤทธิ์ เกร็ดความรู้ สารานุกรม สารานุกรมออนไลน์ ความรู้รอบตัว ความรู้ทั่วไป พจนานุกรม เกมส์

อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก, อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก หมายถึง, อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก คือ, อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก ความหมาย, อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก คืออะไร
| เปิดอ่าน 0 | ความคิดเห็น 0
อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก

          เมื่อเด็กเจ็บป่วย สิ่งสำคัญที่บิดามารดาจะทราบได้ก็คือ "อาการของโรค"ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายแสดงออกมา เพื่อแสดงว่าร่างกายมีความผิดปกติผันแปรไป  เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนว่าร่างกายเจ็บป่วย หรือเกิดมีโรคขึ้นแล้วในร่างกาย อาการที่เกิดขึ้นอาจสังเกตได้ง่าย แต่บางครั้งก็สังเกตได้ยาก เด็กโต อาจบอกอาการได้ แต่เด็กเล็กไม่สามารถบอกได้ บิดามารดาหรือผู้ปกครองจะต้องสังเกตเอาเอง โดยทั่วไปเวลาเด็กเจ็บป่วย มักแสดงอาการ ๒-๓ อย่างร่วมกันไปเสมอ เช่น มีไข้ร่วมกับเจ็บคอ ไอ หรือ อุจจาระร่วงกับอาเจียน เป็นต้น

          อาการที่ปรากฏในเด็กอย่างหนึ่งอย่างใด มีสาเหตุได้มากมาย การที่จะทราบแน่ว่าเป็นโรคอะไรนั้น แพทย์ต้องทราบอาการนั้นๆ โดยละเอียด และใช้การตรวจร่างกายผู้ป่วยร่วมด้วย  นอกจากนั้น ในบางรายก็จำเป็นต้องใช้การทดสอบทางห้อง
ปฏิบัติการด้วย จึงจะทราบสาเหตุที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม อาการที่ผู้ป่วยมี ก็จะเป็นตัวชี้ให้แพทย์ทำการตรวจในระบบใด จึงจะขอกล่าวถึงอาการของโรคที่พบได้บ่อยๆ ในขณะเด็กไม่สบายพร้อมทั้งสาเหตุที่สำคัญพอสังเขป


อาการไข้

          ไข้เป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยเด็ก ไข้ไม่ใช่โรคหมายถึงภาวะที่มีอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นกว่าระดับปกติ การที่เราจะทราบว่าเด็กเป็นไข้ อาจทราบจากการคลำตัวเด็ก โดยมากใช้หลังมืออิงบนหน้าผาก ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้เมื่อมีไข้สูงเท่านั้น ในรายที่มีไข้ต่ำๆ การใช้วิธีนี้อาจใช้ไม่ได้ การจะทราบแน่นอนก็คือการวัดอุณหภูมิด้วยปรอทวัดอุณหภูมิ ซึ่งอาจวัดได้ทางปาก(ซึ่งปรอทวัดมีลักษณะใหญ่ แบน) หรือวัดทางทวารหนัก (ซึ่งปรอทวัดจะเล็กกว่าและกลม) ส่วนการวัดทางรักแร้จะใช้เครื่องวัดแบบใดก็ได้ เด็กปกติจะมีอุณหภูมิที่วัดทางปากอยู่ระหว่าง ๓๖.๕ - ๓๗.๕ องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่วัดทางปากจะต่ำกว่าอุณหภูมิจะทางทวารหนักประมาณ ๐.๖๕ องศาเซลเซียล อุณหภูมิของคนปกติจะมีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา ตอนเช้าก่อนตื่นนอน อุณหภูมิจะต่ำสุด และจะสูงสุดตอนบ่ายและเย็น ซึ่งอาจแตกต่างกันได้ในแต่ละช่วงเวลาของวันประมาณ ๑ องศาเซลเซียส
          การวัดปรอททางปาก ควรทำในเด็กโต โดยทั่วไปอายุเกิน ๖ ปีแล้ว (เด็กที่เล็กกว่านี้อาจไม่รู้เรื่อง บางครั้งอาจเคี้ยวปรอทวัดอุณหภูมิแตกซึ่งมีอันตรายได้) การวัดทางปาก ใช้อมไว้ใต้ลิ้นประมาณ ๒ - ๓ นาที สำหรับเด็กเล็กต้องใช้วัดทางทวารหนัก ซึ่งปลายปรอทควรทาด้วยวาสลินเพื่อหล่อลื่นก่อน การใส่เข้าทวารหนักควรกระทำด้วยความนุ่มนวล ใส่ลึกเข้าไปประมาณ ๓ เซนติเมตร และทิ้งไว้ ๒ - ๓ นาที เช่นกัน โดยระวังอย่าให้เด็กดิ้น
 
สาเหตุของไข้ในเด็ก ที่สำคัญคือ

          โรคติดเชื้อ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด พบได้ตั้งแต่ไข้หวัด ทอนซิลอักเสบ หูส่วนกลางอักเสบ ปอดอักเสบ วัณโรค ไข้ออกผื่น ไข้เลือดออก ไข้รากสาดน้อย ไข้มาลาเรีย และการติดเชื้อตามอวัยวะของระบบต่างๆ ฯลฯ
          การขาดน้ำ เช่น ดื่มน้ำไม่พอ หรือมีการเสียน้ำจากร่างกายมาก เช่น อุจจาระร่วง หรือเสียน้ำจากการหอบเป็นเวลานาน 
          การระบายความร้อนของร่างกายไม่ดี อาจพบได้แม้ในเด็กปกติ เช่น เด็กเล็กๆ ที่ใส่เสื้อหนา หรือถูกห่อหุ้มด้วยผ้า ทำให้ระบายอากาศไม่ได้ ผู้ป่วยบางรายมีความผิดปกติของต่อมเหงื่อของผิวหนังทำให้ระบายความร้อนทางผิวหนังไม่ได้ก็เกิดอาการไข้ การได้รับความร้อนมาก โดยเฉพาะเด็กที่อยู่กลางแดดนานๆ ซึ่งจะพบเสมอในเด็กที่วิ่งเล่นตามชายหาดในฤดูร้อน ก็ทำให้เด็กมีไข้ได้ 
          โรคทางสมอง เช่น ความพิการของสมอง เลือดออกในสมอง ทำให้มีการรบกวนศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมอง อันเป็นสาเหตุของไข้ได้เช่นกัน
          การแพ้ยา พิษจากสารเคมี ปฏิกิริยาของร่างกายต่อวัคซีนในรายที่มีไข้เรื้อรังอาจเกิดจากโรคของเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย หรือเป็นมะเร็งก็อาจทำให้ผู้ป่วยมีไข้
          จะเห็นได้ว่าอาการไข้มีสาเหตุได้หลายประการ ดังนั้นเมื่อเห็นเด็กมีไข้ควรต้องดูลักษณะไข้ด้วยว่า มีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูง ไข้ขึ้นแล้วลง หรือสูงลอยตลอดเวลา มีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว มีอาการหวัด ไอ ปวด ศีรษะ  อาเจียน ฯลฯ ซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยโรคถูกต้องมากขึ้น การที่มีไข้สูงมากในวัยเด็กอาจทำให้เกิดการชักได้ (ดูเรื่องชัก) ดังนั้นเมื่อเวลามีไข้ สิ่งที่บิดามารดาอาจช่วยเด็กเป็นการบริบาลเบื้องต้นที่ไม่มีอันตราย คือ การเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำประปา เช็ดตามซอก รักแร้ คอ ขาหนีบ ศีรษะ ซอกคอ จนกว่าไข้จะลด (การใช้น้ำเย็นจัดอาจทำให้เด็กหนาวสั่น) ให้เด็กดื่มน้ำมากๆ อย่าใส่เสื้อหนาอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก  และนำไปให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุเพื่อรักษาอย่างถูกต้องต่อไป การใช้ยาลดไข้ ควรระมัดระวังในขนาดของยาให้ถูกต้อง หรือยาลดไข้ประเภทแอสไพรินอาจมีอันตรายในโรคไข้เลือดออก เพราะทำให้เกล็ดเลือดมีหน้าที่ผิดปกติ จะทำให้อาการเลือดออกเกิดได้ง่ายขึ้น
 


อาการชัก

           ชักเป็นอาการที่พบได้ในวัยเด็ก และทำให้บิดามารดาหรือผู้พบเห็นตกใจ เด็กจะมีอาการกระตุกแขนขาน้อยๆ หรือแรงถี่ กล้ามเนื้อเกร็ง ตาเหลือกค้าง กัดฟันหรือลิ้น อาจมีอาการหมดสติร่วมด้วย การชักอาจเป็นทั้งตัว หรือเป็นเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายแล้วแต่พยาธิสภาพ ซึ่งกลไกในการชักก็เกิดจากการกระตุ้นเปลือกสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย การชักในวัยเด็กมีสาเหตุมากมายซึ่งขึ้นอยู่กับอายุของเด็ก 

           อาการชักในทารกแรกคลอด (อายุภายใน ๑ เดือน)  สาเหตุที่สำคัญในวัยนี้คือ  ได้รับอันตรายจากการคลอด การคลอดยาก การใช้เครื่องมือช่วยคลอด ทำให้มีเลือดออกในสมองหรือเด็กคลอดออกมาแล้วไม่หายใจ ขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองเป็นสาเหตุของการชักที่สำคัญในวัยนี้ ความพิการของระบบประสาทโดยเฉพาะของสมองพบได้บ้าง 
          ความผันผวนในการครองธาตุที่ผิดปกติในร่างกาย เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ระดับธาตุแคลเซียม หรือแมกนีเซียมในเลือดต่ำ หรือระดับธาตุโซเดียมสูงในเลือด เป็นสาเหตุการชักในระยะนี้ได้เช่นกัน
          การติดเชื้อของระบบประสาท เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งมักเป็นผลจากการมีเชื้อโรคในเลือดแพร่กระจายไป นอกจากนั้นในบ้านเรา โรคบาดทะยักในเด็กอ่อนยังพบได้เสมอที่ทำให้เด็กชักเกร็ง โดยเฉพาะเวลาจับต้องเด็ก หรือมีเสียงดัง เด็กจะชักตัวแข็ง อ้าปากไม่ขึ้นเพราะขากรรไกรแข็ง โรคบาดทะยักในทารกแรกเกิดนี้ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการทำคลอดไม่สะอาด คลอดโดยหมอตำแยที่ไม่ได้รับการอบรม โดยใช้กรรไกรหรือมีดไม่สะอาด หรือใช้ไม้ไผ่ตัดสายสะดือ นอกจากนั้นยังมักใช้ก้อนดิน ก้อนหินวางรองสายสะดือก่อนตัด ซึ่งเชื้อบาดทะยัก พบมากในดินก็จะเข้าร่างกายทางสายสะดือ และก่อโรคบาดทะยักต่อมาในระยะเวลาประมาณ ๑-๓ สัปดาห์ โรคนี้สามารถป้องกันได้ถ้ามารดาได้รับการทำคลอดที่สะอาดถูกอนามัย  เช่น ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย
          ยาบางชนิดอาจเป็นสาเหตุการชักในเด็กแรกคลอดได้  นอกจากนั้นมารดาที่ติดยาเสพติดประเภทมอร์ฟีน หรือเฮโรอีน บุตรที่คลอดออกมาเมื่อไม่ได้รับยาดังกล่าว ซึ่งก่อนเคยได้รับโดยผ่านทางมารดาอาจเกิดการชักซึ่งมักมีน้ำลายฟูมปากร่วมด้วย

           การชักหลังอายุ ๑ เดือน สาเหตุที่สำคัญที่สุด คือ อาการชักจากไข้สูง อาการชักที่มีสาเหตุจากไข้สูงนี้จะพบในเด็กอายุระหว่าง ๖ เดือนถึง ๖ ปี (อายุก่อนและหลังจากช่วงนี้การชักมักไม่ใช่สาเหตุจากไข้สูง) อาการชักจะมีกระตุกทั่วตัว ไม่จำกัดอยู่ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย เกิดขึ้นเมื่อมีไข้สูงมาก และมักเกิดขึ้นในระยะไม่เกิน ๑๒ ชั่วโมงหลังจากเริ่มตัวร้อน มักมีประวัติโรคนี้ในครอบครัว การชักมักไม่เกิน ๑๕ นาที ภายหลังชักไม่มีโรคแทรกซ้อน เช่น อัมพาต หรือหมดสติ การตรวจน้ำไขสันหลัง หรือตรวจคลื่นสมองด้วยไฟฟ้าจะปกติ 
          โรคลมบ้าหมู (epilepsy) เป็นโรคที่ทำให้เกิดการชักได้เกิดขึ้นเพราะมีความผิดปกติในการทำงานของเซลล์สมอง ส่วนมากมักเกิดภายหลังอายุ ๕ ปี การชักในลมบ้าหมูมีได้หลายแบบ อาจชักกระตุกทั้งตัว กระตุกบางส่วน หรือหัวผงก หรือในบางแบบอาจไม่มีอาการชักกระตุกให้เห็นแต่มีอาการเหม่อ ไม่รู้เรื่องประมาณ  ๒๐ วินาทีก็ได้ การชักในโรคลมบ้าหมูมักไม่มีอาการไข้ หรืออาการของโรคติดเชื้อนำ บางรายของผู้ป่วยลมบ้าหมูอาจมีอาการบางอย่างนำมาก่อน เช่น เห็นแสง หรือได้ยินเสียงบางอย่างก่อนชัก 
          โรคติดเชื้อของสมอง พบเป็นสาเหตุได้บ่อย ที่สำคัญ  คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อบัคเตรี (สาเหตุจากเชื้อวัณโรค ยังพบได้ในบ้านเรา) สมองอักเสบจากเชื้อไวรัส ฝีในสมองเป็นสาเหตุของการชักที่พบได้ มาลาเรียขึ้นสมองพบน้อยในวัยเด็ก มักพบในผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในถิ่นที่มีมาลาเรียชุกชุม ผู้ป่วยที่เป็นโรคไอกรนโดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ ในระยะไอมาก มีเสมหะเหนียว อุดกั้นหลอดลม ทำให้หายใจไม่สะดวก มีการขาดออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองก็ทำให้ชักได้เช่นกัน
          ความพิการของสมองแต่กำเนิด อาจมาเริ่มชักในอายุหลัง ๑ เดือนก็ได้ ศีรษะที่ถูกกระทบกระแทก ความดันโลหิตสูง การกลั้นหายใจในเด็ก พิษจากสารบางชนิด เช่น ตะกั่วหรือยาบางชนิด ความผันผวนในการครองธาตุของร่างกาย ก็เป็นสาเหตุการชักในวัยนี้ได้ 
          เมื่อเด็กเกิดอาการชักขึ้น  บิดามารดาอย่าได้ตระหนกตกใจจนเกินเหตุจนทำอะไรไม่ถูก ควรจับเด็กนอนลงกับพื้น เช็ดหรือดูดน้ำมูกน้ำลายออกเพื่อให้หายใจโล่ง ขณะชัก ฟันของผู้ป่วยอาจกัดลิ้น ควรใช้ผ้าสะอาดพันด้ามช้อนใส่ไว้ในปากเหนือลิ้นเพื่อกันการกัดลิ้น ถ้าผู้ป่วยมีอาการไข้สูง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการชักให้เช็ดตัวเด็กด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น หรือน้ำธรรมดาจนไข้ลง เมื่อเด็กหายจากการชักต้องพาไปหาแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไป


อาการไอ

          ไอเป็นอาการที่พบได้เสมอทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่  การไอบางครั้งมิได้เกิดจากโรค แต่เป็นกลไกของร่างกายที่ต้องการขับสารบางอย่างที่หายใจเข้าไป เช่น เชื้อโรค หรือสิ่งระคาย การไอเช่นนี้จึงไอเป็นครั้งคราวเท่านั้น ไม่มีอาการอื่นร่วม และเป็นสิ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การไอที่เป็นอยู่เป็นวันๆ นานเรื้อรัง หรือมีอาการอื่นร่วมด้วยมักจะมีสาเหตุจากโรค 
         ในทารกแรกคลอดมักไม่พบอาการใด แม้ว่าทารกนั้น จะมีโรคของระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ การไอที่ร่วมกับการสำลักในระยะแรกคลอด ซึ่งมักจะมีความผิดปกติของหลอดลมที่มีท่อต่อกับหลอดอาหาร เป็นความผิดปกติแต่กำเนิด และมักเกิดอาการดังกล่าวขึ้นในขณะดูดนม

         การไอในระยะหลังอายุ ๑ เดือนไปแล้ว มักเกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด กล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ โรคหัดจะเริ่มจากการมีไข้สูงและไอมากประมาณ ๓-๔ วันก่อนผื่นออก
 
          โรคไอกรน เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการไอได้รุนแรงและสามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุภายใน ๑ เดือน การไอในโรคไอกรนนี้จะเริ่มไอไม่รุนแรง และมีอาการคล้ายไข้หวัดในระยะ ๑-๒ สัปดาห์แรกแต่ต่อไปจะไอรุนแรง ไอเป็นชุดๆ มีเสมหะมากและเหนียว ไอจนหน้าดำหน้าแดง ในเด็กโตเมื่อสิ้นสุดการไอมักหายใจเข้าแรงจนมีเสียง "วู้บ" ตามมาด้วย บางรายไอมากจนเลือดออกในเยื่อบุตาขาว อาการไอจะปรากฏอยู่นานประมาณ ๓ เดือน ดังนั้นบางคนจึงเรียกโรคนี้ว่า "ไอร้อยวัน"โรคนี้ป้องกันได้หากฉีดวัคซีนป้องกันโรค
 
          สิ่งแปลกปลอม (foreign body) ที่ตกเข้าหลอดลม พบได้เสมอในเด็กที่ชอบหยิบของใส่ปากใส่จมูก ซึ่งมักพบในเด็กอายุ ๒-๓ ปี ซึ่งสามารถเล่นหรือหยิบอะไรได้  แต่ยังไม่ทราบถึงอันตรายหรืออาจเกิดจากการสำลักอาหารก็ได้ ที่พบเสมอคือ เมล็ดผลไม้ ถั่วลิสง ฯลฯ ผู้ป่วยจะมีอาการไอเกิดขึ้นและอาการนี้จะเรื้อรังจนกว่าจะได้นำเอาสิ่งแปลกปลอมนั้นออกจากหลอดลม 
         อาการไอที่เรื้อรังนานเป็นเดือนๆ นอกจากโรคไอกรนแล้ว ในประเทศเราต้องนึกถึงวัณโรคไว้เสมอ เพราะโรคนี้ยังมีมากในบ้านเรา ผู้ป่วยมักไอแห้งๆ ไอมากเวลากลางคืน และ มักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ผอมลง มีไข้ต่ำ เรื้อรัง เบื่อ อาหาร ต่อมน้ำเหลืองโตได้ สิ่งที่ช่วยในการวินิจฉัยคือ มักมีคนใกล้ชิดเป็นวัณโรคอยู่ด้วย และอาจต้องใช้การถ่ายภาพรังสีของปอดช่วย
 
           โรคหืด สามารถพบได้ในเด็กตั้งแต่อายุต่ำกว่า ๑ ปี ทำให้เด็กมีอาการไอเรื้อรังได้ การไอมักมีเสมหะมาก ไอมากเวลากลางคืน อากาศเย็น หรืออากาศเปลี่ยน ภายหลังการออกกำลังหรือเมื่อหายใจเอาสารที่ตนแพ้เข้าไป อาการไอบางครั้งร่วมกับการหอบซึ่งมักเป็นๆ หายๆ ผู้ป่วยโรคหืดในวัยเด็กมัก มีประวัติโรคหืด หรือโรคภูมิแพ้อื่นๆ ในครอบครัว 
         การอักเสบของต่อมน้ำเหลืองในคอ (ต่อมอะดีนอยด์)และโพรงจมูกอักเสบ ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีอาการทางภูมิแพ้ร่วมด้วย ผู้ป่วยประเภทนี้มักมีน้ำมูกหรือเสมหะตกลงสู่ลำคอเสมอ โดยเฉพาะเวลานอนหลับจะทำให้มีอาการไอ และเป็นเรื้อรัง 
          นอกจากสาเหตุดังกล่าว โรคหลอดลมโป่งพอง โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ฯลฯ ก็เป็นสาเหตุของการไอได้ ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง


อาการหอบ
          อาการหอบก็พบได้เสมอในวัยเด็ก  ซึ่งจะดูได้จากการที่มีการหายใจเร็วขึ้นกว่าปกติ และมีลักษณะของการหายใจลำบาก เช่น มีปีกจมูกบานเข้าออก อาการกระสับกระส่าย ช่องซี่โครงบุ๋ม ถ้าเป็นมากอาจมีอาการเขียวบริเวณริมฝีปาก  เล็บ หรือที่หน้า ผู้ป่วยบางรายต้องอยู่ในท่านั่งจึงจะสบาย 
         สาเหตุการหอบส่วนใหญ่เกิดจากโรคในระบบทางเดินหายใจ ในวัยแรกคลอดอาจเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะ เช่น รูจมูกตัน มีท่อติดต่อระหว่างหลอดลมกับหลอดอาหาร ความพิการของกะบังลม นอกจากนั้นการสำลักนม ปอดอักเสบ ปอดแฟบ พบว่าเป็นสาเหตุของการหอบในทารกแรกคลอด 
         สาเหตุของการหอบในเด็กโตที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจมักเกิดจากการติดเชื้อ การอักเสบของหลอดคอ ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อคอตีบ (ดูรายละเอียดเรื่องโรคคอตีบ) หรือเชื้ออื่น  ปอดอักเสบเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดซึ่งอาจเกิดจากเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิด หรือจากการสำลักอาหาร หรือสารพวกน้ำมันก๊าดซึ่งเด็กมักดื่มโดยการเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำ เพราะบิดามารดามักใส่น้ำมันก๊าดในขวดเครื่องดื่ม และตั้งไว้ในที่ที่เด็กสามารถหยิบได้) 
          การอุดกั้นในหลอดลมเป็นสาเหตุของการหอบ เช่น วัตถุแปลกปลอมตกลงในหลอดลม โรคหืดซึ่งเกิดจากการหดเกร็งของหลอดลม การอักเสบของหลอดลมฝอยทำให้ผนังหลอดลมบวม ทำให้ทางผ่านอากาศมีน้อยลง
         ภาวะผิดปกติในโพรงช่องเยื่อหุ้มปอดอาจทำให้ปอด แฟบ ไม่สามารถทำหน้าที่หายใจเอาอากาศเข้าไปฟอกโลหิตดำได้ ก็จะทำให้เกิดอาการหอบ ภาวะเหล่านี้ ได้แก่ การมีสารน้ำ หนองลม หรือเลือดในโพรงช่องเยื่อหุ้มปอด 
          นอกจากโรคของระบบทางเดินหายใจที่ทำให้เกิดการหอบได้แล้ว โรคของระบบอื่นก็สามารถทำให้เด็กเกิดการหอบได้ ภาวะซีด หัวใจวาย ภาวะมีกรดในเลือด (เช่น ภายหลังท้องร่วงอย่างรุนแรง โรคเบาหวาน การได้รับพิษ เช่น ได้ยาประเภทแอสไพรินเกินขนาด โรคไตเรื้อรัง) หรือแม้แต่ภาวะจิตใจที่ผิดปกติ เด็กบางคนอาจมีอาการหอบได้

อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก, อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก หมายถึง, อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก คือ, อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก ความหมาย, อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก คืออะไร

ร่วมเป็นแฟนเพจเรา บน Facebook..ได้ที่นี่เลย!!

บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8

สารานุกรมเล่มอื่นๆ

คำยอดฮิต

Sanook.commenu