สัตว์จะเจริญเติบโตดีและให้ผลิตผลสูง ถ้าได้รับอาหารคุณภาพดีและเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย คุณภาพของอาหารสัตว์สามารถตรวจสอบได้ เช่น การตรวจสอบรสชาติ การเกิดเชื้อรา การมีสารพิษเจือปน และการตรวจหาปริมาณสารอาหาร วิธีตรวจสอบทั่วๆ ไป คือการวิเคราะห์หาส่วนประกอบทางเคมี เช่น หาปริมาณโปรตีน ไขมัน กากหรือเยื่อใย แร่ธาตุค่าพลังงาน สารย่อยยาก เช่น ลิกนิน ตลอดจนสารพิษและการย่อยได้
สูตรคำนวนจำนวนร้อยละ ของอาหารที่ย่อยได้
ค่าการย่อยได้ หมายถึงปริมาณอาหารที่ไม่ถูกถ่ายออกเป็นมูล คิดเป็นร้อยละของอาหารที่สัตว์กินได้ ทดสอบโดยให้สัตว์กินอาหารที่ต้องการ ชั่งน้ำหนักอาหารที่สัตว์กินได้และชั่งมูลที่ถ่ายออกทุกวัน เป็นเวลา ๑๔ วัน น้ำหนักอาหารที่กินได้ลบด้วยน้ำหนักมูลที่ถ่ายออก เป็นค่าของอาหารที่ถูกย่อย ดังสูตรคำนวณข้างบนนี้
วัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดใดที่มีค่าการย่อยได้สูง ถือว่าอาหารสัตว์ชนิดนั้นมีคุณค่าอาหารสัตว์ดีหรือคุณภาพดี หมายความว่า สารอาหารถูกนำไปใช้หล่อเลี้ยงร่างกายได้มาก เช่น เมล็ดข้าวโพด มีค่าการย่อยได้ร้อยละ ๘๐ ใบข้าวโพด มีค่าการย่อยร้อยละ ๕๕ แสดงว่าเมล็ดข้าวโพดมีคุณค่าอาหารสัตว์ดีกว่า
ส่วนการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของอาหารสัตว์ เป็นการแยกหาสัดส่วนของสารอาหารต่างๆ โดยขั้นแรกแยกเป็นส่วนของน้ำหรือความชื้นกับวัตถุอาหารที่ปราศจากความชื้น โดยการไล่ความชื้นด้วยความร้อนในตู้อบ ซึ่งองค์ประกอบส่วนหลังนี้เรียกว่า วัตถุแห้ง จากวัตถุแห้งแยก ส่วนโดยการเผาได้แร่ธาตุรวมเรียกว่า เถ้า ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆ ส่วนที่ถูกเผาไหม้ หายไปเป็นส่วนประกอบของอินทรีย์วัตถุ ประกอบด้วยโปรตีน ไขมัน กากและคาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง
ในการวัดค่าของการย่อยได้ โดยสูตรข้างต้น เราใช้ปริมาณของวัตถุแห้งเป็นเกณฑ์คำนวณ เช่น ค่าการย่อยของโปรตีน ไขมัน กาก และแป้ง ผล รวมของค่าการย่อยได้ทั้งหมดนี้ เรียกว่า ยอดรวมโภชนะที่ย่อยได้ คิดเป็นร้อยละของอาหารที่กินได้ทั้งหมด โดยคิดคำนวณจากวัตถุแห้งดังนี้
สูตรคำนวณยอดรวมโภชนะที่ย่อยได้
การทดลองกับสัตว์ใช้เวลานาน ปัจจุบันมีวิธีการใหม่ทดลองในหลอดแก้ว โดยใช้น้ำของเหลวจากกระเพาะโค ผสมกับอาหารที่ต้องการในหลอดทดลอง นำเข้าบ่มที่อุณหภูมิ ๔๐ องศาเซลเซียส นาน ๗๒ ชั่วโมง เติมสารตัวเร่ง (เพปซิน)ช่วยย่อย ก็ได้ผลใกล้เคียงกับการใช้สัตว์ทดลองวิธีนี้ เรียกว่า อินวิโทรเทคนิค (in vitro technic)อีกวิธีหนึ่งเรียกว่า ไนลอนแบกเทคนิค (nylon bag technic) ไม่ใช้หลอดทดลอง แต่ใช้ถุงไนลอนบรรจุอาหารในถุงนี้แล้วนำเข้าบ่มในกระเพาะโคโดยตรง โดยที่ได้เจาะกระเพาะเตรียมไว้ก่อนแล้ว จุลินทรีย์ในกระเพาะโคจะเป็นตัวช่วยย่อยสลายอาหาร
การเจาะกระเพาะโค กระทำโดยการผ่าตัดช่องท้องตรงบริเวณสวาบด้านซ้ายของโค ตรงพื้นที่สามเหลี่ยมด้านเหนือติดกับส่วนกระดูกสะโพก ผ่าเป็นช่องกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๙-๑๑ เซนติเมตร เย็บผนังกระเพาะให้ติดกับผนังท้องด้านนอก ทำให้เกิดโพรงสำหรับล้วงเข้าไปในกระเพาะได้ ใช้จุกยางขนาดเดียวกับโพรงอุด โดยอาศัยตะปูเกลียวติดกับจุกยางขันเข้าหรือคลายออกได้ เมื่อต้องการดึงเอาถุงไนลอนออกจากกระเพาะ หลังจากครบกำหนดการย่อย ก็ดึงจุกออก นำเอาถุงไนลอนออกมาและนำไปอบจนแห้งสนิทแล้วชั่งน้ำหนักที่หายไป น้ำหนักที่หายไปคือน้ำหนักของสารอาหารที่ถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ในกระเพาะโค สารอาหารที่เหลือในถุงเป็นพวกกากหรือส่วนที่ย่อยยาก
การวัดคุณค่าอาหารสัตว์อีกวิธีหนึ่ง เป็นการวัดค่าของพลังงาน โดยการนำตัวอย่างอาหารสัตว์เข้าเผาในอุปกรณ์พิเศษเรียกว่า บอมบ์ แคลอรีมิเตอร์ (bomb caloriemeter) พลังงานที่วัดได้มีหน่วยเป็นแคลอรี อาหารข้นมีค่าการย่อยหรือพลังงานสูงกว่าอาหารหยาบ เนื่องจากในอาหารหยาบมีกากเยื่อใยสูงย่อยยาก โดยเฉพาะหากมีสารลิกนินซึ่งเป็นสารประกอบในพืชชนิดหนึ่งปนอยู่มาก ทำให้ย่อยยากยิ่งขึ้น
[กลับหัวข้อหลัก]