
เป็นการอักเสบจากการติดเชื้อบัคเตรี เชื้อราหรือไวรัส สาเหตุที่สำคัญ คือ น้ำเข้าหู แคะหูด้วยเครื่องมือสกปรก ขี้หูติดอยู่นานๆ เมื่อมีน้ำเข้าหูเกิดการอักเสบได้ง่าย
อาการสำคัญที่สุดคือปวดหู ผู้ป่วยจะปวดในช่องหู รอบๆ หู หรือปวดร้าวไปทั้งศีรษะ การอักเสบแบบเป็นฝีจะปวดมาก ถูกต้องใบหูเจ็บมาก มีน้ำเหลืองหรือหนองไหลซึ่งมีจำนวนน้อยและไม่ข้น นอกจากนี้ยังมีหูตึง คันหู และเป็นไข้ การตรวจจะพบว่าช่องหูบวมแดงหรือเป็นฝี มีหนองขัง แก้วหูอาจบวมแดงหรือปกติก็ได้ มีแผ่นหนองแห้งติดอยู่ ถ้าอักเสบจากเชื้อราจะเห็นเชื้อราชัดเจนโดยเห็นเป็นก้านยื่นออกจากแผ่นหนอง และมีสปอร์สีต่างๆ กัน เช่น สีดำ และสีเหลือง การตรวจด้วยกล้องขยาย เช่น กล้องจุลทรรศน์ จะมองเห็นเชื้อราชัดเจนมาก ผู้ที่มีอาการคันหู ส่องดูหูแล้วแคะออกมาเป็นสะเก็ดสีขาวเป็นขุยนั้นไม่ใช่เชื้อรา เป็นผิวหนังที่ลอกออกมาจากในช่องหูเท่านั้น หูชั้นนอกอักเสบจากเชื้อบัคเตรีหรือเชื้อรา ยังไม่เคยพบว่าลุกลามเข้าสมองทำให้สมองอักเสบหรือเป็นฝีในสมอง หูอักเสบจากเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น งูสวัดที่หู เชื้อไวรัสอาจลุกลามเข้าหูชั้นในและประสาทสมองที่ ๗ ทำให้มีอาการหูตึง เวียนศีรษะ และปากเบี้ยวได้
การรักษาโดยทำความสะอาดช่องหู นับว่าสำคัญที่สุด อะไรก็ตามที่ติดค้างในช่องหู เช่น ขี้หูก้อนหนอง แผ่นหนอง ผิวหนังที่ลอกออกมา ต้องเอาออกให้หมดโดยการแคะ ใช้เครื่องดูดหรือล้างออกการทำความสะอาดช่องหูทำให้เจ็บปวดได้มากแต่จะหายอักเสบได้เร็ว ใช้ยาหยอดหูที่มียาปฏิชีวนะ หรือยาต้านเชื้อราหลังจากทำความสะอาดช่องหูแล้ว ถ้าไม่ทำความสะอาดช่องหูก็ไม่มีประโยชน์ที่ใช้ยาหยอดหู เพราะยาเข้าไม่ถึงผิวหนังส่วนที่อักเสบ ถูกสิ่งสกปรกบังไว้หมดนอกจากนี้ก็ให้ยาแก้ปวด ลดบวม และยาแก้คัน รายที่อักเสบมากหรือเป็นฝีควรให้ยาปฏิชีวนะโดยการฉีด หรือกินก็ได้ ส่วนรายที่เกิดจากเชื้อไวรัสงูสวัดและปากเบี้ยวต้องได้รับการตรวจและรักษาเป็นพิเศษ โดยมุ่งการรักษาไปที่เส้นประสาทสมองที่ ๗ เพื่อรักษาอัมพาตกล้ามเนื้อใบหน้าซึ้งทำให้มีอาการปากเบี้ยว