สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ

พยาธิตัวตืด
 
เรามีความรู้เรื พยาธิตัวตืด มาให้ท่านศึกษาดังต่อไปนี้
พยาธิตัวตืด จาก สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน
 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10
 
โรคหนอนพยาธิ โดย นายแพทย์สุวิทย์ อารีกุล และคนอื่นๆ

          เกิดจากเชื้อปรสิตในกลุ่มที่เรียกว่า  เฮลมินท์ (helminth) ซึ่งมีรูปร่างคล้ายหนอนเชื้อปรสิตในกลุ่มนี้แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภท คือ พยาธิตัวกลม พยาธิใบไม้ และพยาธิตัวตืด




[ดูภาพทั้งหมดในหมวด]



หัวข้อ

พยาธิตัวกลม
          เป็นพยาธิซึ่งมีรูปร่างคล้ายไส้เดือน ที่เราพบตามพื้นดินทั่วๆ ไปต่างกันที่พยาธิตัวกลมไม่มีลำตัวแบ่งเป็นปล้องๆ  มีทางเดินอาหารชนิดสมบูรณ์แบบ  และมีเพศผู้แยกจากเพศเมียโดยที่ตัวผู้มักเล็กกว่าตัวเมีย  พยาธิตัวกลมที่ก่อให้เกิดโรคในคนได้แก่  พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือนกลม  พยาธิเส้นด้าย  พยาธิแส้ม้า พยาธิตัวจี๊ด  พยาธิทริคิแนลลา (Trichinella) พยาธิฟิลาเรีย  (Filaria) พยาธิแองจิโอสตรองกิลุส (Angiostrongylus)  และพยาธิสตรองกีลอยด์ (Strongyloides)

          สำหรับประเทศไทย โรคที่เกิดจากพยาธิตัวกลมที่สำคัญซึ่งสมควรกล่าวให้ทราบ คือ
          โรคพยาธิปากขอ  เป็นโรคเกิดจากพยาธิปากขอ ๓  ชนิดที่มีชื่อว่า เนคาเทอร์  อเมริกานุส  (Necator americanus) แองไคโลสโตมา ดูโอดีนาเล (Ancylostoma duodenale) และ แองไคโลสโตมา ซีลอนิคุม (Ancylostoma ceylonicum)
          พยาธิปากขอมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ ๑ เซนติเมตร พยาธิตัวแก่อาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก  โดยใช้ปากซึ่งมีฟันหรือที่เกาะฝังเข้าไปในผนังของลำไส้เล็ก  แล้วดูดเลือดจากเส้นเลือดฝอยเป็นอาหาร ตัวเมียจะออกไข่ปนออกมากับอุจจาระ เมื่อตกถึงพื้นดินไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนเจริญเติบโตลอกคราบอยู่ประมาณ ๗ วัน ก็กลายเป็นระยะติดต่อ เมื่อคนเดินเท้าเปล่ามาเหยียบดิน ตัวอ่อนก็จะไชทะลุผิวหนังเข้าสู่ร่างกาย  ผ่านทางเดินน้ำเหลืองและเส้นเลือดเข้าสู่หัวใจ ปอด และเข้าหลอดอาหาร เจริญเติบโตเป็นตัวแก่ในลำไส้เล็กต่อไป ถ้าเรากินน้ำหรืออาหารที่มีระยะติดต่อของพยาธิปากขอเข้าไปก็จะเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
          ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการซีด อ่อนเพลีย ง่วงนอนเหนื่อยง่าย  มึนงงและเป็นลมบ่อยๆ  เนื่องจากพยาธิปากขอจะดูดเลือดทำให้เกิดการสูญเสียเลือดทางลำไส้ เกิดการซีดชนิดขาดเหล็ก ในรายที่ซีดมากๆ อาจเกิดอาการบวมและหัวใจวายได้  เด็กที่ซึม  ง่วงนอนอยู่ตลอดเวลาเรียนหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่อง ควรได้รับการตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่ของพยาธินี้ 
          โรคนี้มีเป็นกันมากในประเทศไทย  (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้) เพราะเป็นประเทศกสิกรรมที่มีดินฟ้าอากาศเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของพยาธิปากขอ และกสิกรชอบถ่ายอุจจาระตามพื้นดิน  และสุมทุมพุ่มไม้  ไม่นิยมสวมรองเท้า ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การถ่ายอุจจาระในส้วมหรือฝังให้ลึก เพื่อไม่ให้ไข่พยาธิฟักออกมาเป็นตัวอ่อนได้ สำหรับผู้ที่เป็นโรคควรกินยาถ่ายพยาธิ เพื่อจะได้ไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

          โรคพยาธิไส้เดือนกลม   เป็นโรคเกิดจากหนอนพยาธิชนิดแอสคาริส ลุมบริคอยดีส (Ascaris lumbricoides) ซึ่งมีขนาดใหญ่มากกว่าพยาธิตัวกลมชนิดอื่น  ตัวผู้ยาว  ๑๕-๒๐ เซนติเมตร กว้าง ๒-๔ มิลลิเมตร ตัวเมียยาว ๒๐-๓๕ เซนติเมตร และกว้าง ๓-๖ มิลลิเมตรตัวผู้มักจะมีหางงอเล็กน้อย  ตัวแก่ของพยาธินี้อาศัยอยู่ในลำไส้เล็กโดยไม่เกาะอยู่กับผนังของลำไส้  แต่จะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  ตัวเมียจะปล่อยไข่ออกมากับอุจจาระเมื่อตกลงสู่พื้นดิน ได้รับความชื้นและอุณหภูมิพอเหมาะตัวอ่อนจะเจริญเติบโตอยู่ในไข่และกลายเป็นระยะติดต่อใน  ๑๐-๑๔ วัน  เมื่อคนกินไข่ที่มีตัวอ่อนนี้เข้าไป  ตัวอ่อนก็จะออกมาในลำไส้เล็ก ไชทะลุผนังลำไส้เล็กเข้าสู่วงจรเลือดผ่านหัวใจ ปอด หลอดลม เข้าสู่หลอดอาหาร แล้วเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ในลำไส้เล็กต่อไป 
          ผู้ป่วยที่เป็นโรคพยาธิชนิดนี้ มักมีอาการปวดท้อง จะปวดเป็นพักๆ ในบางรายจะอาเจียนเอาตัวพยาธิออกมา     ผู้ป่วยบางรายเกิดดีซ่านและตัวเหลือง เนื่องจากพยาธินี้เข้าไปอุดท่อน้ำดี หรือบางรายเกิดอาการอุดกั้นลำไส้เล็ก ปวดท้องอย่างรุนแรง อาเจียนและท้องอืดมาก โดยที่พยาธิชนิดนี้คอยแย่งอาหารในลำไส้จึงทำให้ผู้ป่วยผอมลง น้ำหนักลด อ่อนเพลียและ ซูบซีดได้
          การป้องกันโรคนี้ก็คือ  กำจัดอุจจาระให้ถูกวิธีให้การศึกษาแก่เด็กๆ เรื่องการใช้ส้วม  รักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ตัดเล็บให้สั้น และควรบริโภคผักที่ล้างให้สะอาดแล้ว ส่วนผู้ที่เป็นพยาธินี้ให้ใช้ยาถ่ายพยาธิ เพื่อไม่ให้ติดต่อไปยังคนอื่นๆ

          โรคฟิลาเรียหรือโรคเท้าช้าง  เป็นโรคที่เกิดจากพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่ง  ที่มีตัวแก่ของพยาธิฟิลาเรียอาศัยอยู่ในหลอดน้ำเหลือง   และให้ตัวอ่อนหรือเรียกว่า  ไมโครฟิลาเรีย  (microfilaria) ออกมาว่ายในกระแสเลือด  โดยปกติแล้วไมโครฟิลาเรียมักจะซ่อนตัวไม่ออกมาในกระแสเลือดในเวลากลางวัน  แต่จะออกมาในตอนกลางคืน เมื่อยุงมากัดคน ก็จะได้รับเชื้อไมโครฟิลาเรียซึ่งจะเจริญเติบโตและลอกคราบจนกลายเป็นระยะติดต่อในตัวยุง   เมื่อยุงไปกัดคน   ตัวอ่อนนี้จะเจริญเติบโตเป็นตัวแก่อาศัยอยู่หลอดน้ำเหลืองต่อไป
          ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักมีอาการค่อยเป็นค่อยไปเริ่มด้วยอ่อนเพลีย เบื่ออาหารอยู่ ๒-๓ วัน แล้วเป็นไข้อย่างเฉียบพลัน คลื่นไส้ อาเจียน ซึม เหงื่อออกมาก ไข้มักสูงอยู่หนึ่งหรือสองวันแล้วลดลง  บางรายมีไข้ต่ำๆ ไข้นี้จะเป็นๆ หายๆ ต่อมาต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาจะบวมแดง เมื่อเป็นนานๆ ผิวหนังจะหนาและขรุขระทำให้ขาโตขึ้นเป็นลำดับ เราจึงเรียกโรคนี้ว่า โรคเท้าช้าง
          โรคเท้าช้างในประเทศไทยมีอยู่ ๒ ชนิด คือ
          ๑. ชนิดขาโต  เกิดจากพยาธิบรูเกีย มาลาไย (Brugia malayi) โดยอาศัยยุงจำพวก  แมนโซเนีย (Mansonia) เป็นตัวนำ ยุงชนิดนี้จะวางไข่ตามแอ่งน้ำที่มีผักตบชวา  จอก และวัชพืชอื่นๆ  พบทางบริเวณทางใต้ ทำให้เกิดขาโต
          ๒. ชนิดอัณฑะโต   เกิดจากพยาธิวูเชอเรอเรีย  แบนครอฟไท (Wuchereria  bancrofti)  โดยอาศัยยุง  เออีดีส ไนเวียส (Aedes niveus) เป็นตัวนำนอกจากนี้ยุงก้นปล่องและยุงคิวเล็กซ์ (Culex) ก็เป็นพาหะที่นำโรคนี้ได้เช่นกัน ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดบริเวณอัณฑะ ต่อมาอัณฑะจะมีขนาดโตขึ้น   ปัสสาวะเป็นน้ำขุ่นขาวคล้ายน้ำนม  ชนิดนี้พบมากที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำแควน้อย และแควใหญ่ 
          การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ  นอนกางมุ้ง  พ่นสารดีดีทีเพื่อกำจัดยุง  และช่วยกันกำจัดวัชพืชน้ำ เพื่อป้องกันการแพร่พันธุ์ของยุง

[กลับหัวข้อหลัก]

พยาธิไส้เดือน


ยาถ่ายพยาธิ


เด็กเล่นดินทรายขณะรับประทานขนมเป็นช่องทางให้พยาธิเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

พยาธิใบไม้
          เป็นพยาธิชนิดหนึ่งซึ่งมีรูปร่างแบนราบเหมือนรูปใบไม้จึงเรียกว่า พยาธิใบไม้ ในแต่ละตัวจะมีทั้ง ๒ เพศรวมกัน จึงสามารถผสมพันธุ์ในตัวเอง  และให้ไข่ออกมา ไข่นี้จะฟักออกเป็นตัวอ่อนเรียกว่า ไมราซิเดียม (miracidium)   ซึ่งเข้าไปเจริญเติบโตในหอย  แล้วกลายเป็นตัวอ่อนอีกมากมายเรียกว่าเซอร์คาเรีย (cercaria)  ซึ่งต่อมาอาจต้องอาศัยอยู่ในโฮสต์อื่นอีกก็ได้ จนกว่าคนจะไปกินจึงจะติดเชื้อพยาธินี้ ส่วนพยาธิใบไม้เลือดไม่ต้องอาศัยโฮสต์อื่นอีกสามารถไชเข้าไปทางผิวหนังของคนได้โดยตรง

          พยาธิใบไม้อาจแบ่งออกได้เป็น  ๔  ชนิด  ตามอวัยวะที่พบ  ได้แก่ พยาธิใบไม้ลำไส้ พยาธิใบไม้ปอด พยาธิใบไม้ตับ และพยาธิใบไม้เลือด
          โรคพยาธิใบไม้ลำไส้   ที่พบบ่อยในประเทศไทย  เกิดจากพยาธิชนิดฟัสซิโอลอบซิส  บุสไค  (Fasciolopsis buski) ซึ่งมีขนาดโตมาก ยาวประมาณ ๓-๕ เซนติเมตร กว้าง ๑-๑.๕ เซนติเมตร มีสีน้ำตาลแดง 
          ตัวแก่ของพยาธินี้อาศัยอยู่ในลำไส้เล็กส่วนต้นโดยใช้ปากดูดติดกับเยื่อบุผนังลำไส้ให้ไข่ออกมาในอุจจาระลงไปในน้ำ ฟักตัวเป็นไมราซิเดียมแล้วไชเข้าในหอยน้ำจืดบางชนิด เจริญเติบโตเป็นเซอร์คาเรีย ออกจากหอยว่ายน้ำไปยึดเกาะพืชน้ำบางชนิด เช่น กระจับเจริญเป็นซีสต์ ซึ่งเป็นระยะติดต่อ เมื่อคนกินกระจับดิบๆ ก็จะได้รับเชื้อไปเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ต่อไป 
          ผู้ป่วยที่เป็นโรคพยาธินี้จะมีอาการท้องเดิน  ปวดท้องเวลาหิว  ถ่ายอุจจาระหยาบ  แสดงว่าลำไส้ย่อยอาหารไม่ดี เบื่ออาหาร บางรายมีคลื่นไส้ อาเจียนมีน้ำในช่องท้อง ผอมลง ในรายที่มีพยาธิมากๆ จะมีอาการบวมและขาดอาหาร  อาจถึงตายได้ 
          โรคพยาธิชนิดนี้พบมากในแหล่งที่ปลูกกระจับกันมาก   ส่วนมากมักเป็นในเด็ก  การแพร่กระจายของโรคเกิดจากการถ่ายอุจจาระลงสู่ลำน้ำลำคลอง  หรือท้องร่องที่เป็นน้ำนิ่ง ทำให้ไมราซิเดียมมีโอกาสออกจากไข่เข้าสู่ตัวหอยได้  วิธีป้องกันโรคนี้ก็คือ ไม่รับประทานกระจับดิบ โดยใช้ปากกัดเปลือกนอก ควรล้างให้สะอาด ใช้มีดปอกเปลือกนอกเสียก่อน

          โรคพยาธิใบไม้ปอด   เป็นพยาธิใบไม้ที่มีรูปร่างป้อมและตัวหนามาก ยาว  ๘ มิลลิเมตร  กว้าง ๕ มิลลิ    เมตร และหนา ๓ มิลลิเมตร ชนิดที่พบในบ้านเราคือพาราโกนิมัส เวสเทอร์มาไน (Paragonimus westermani) ตัวแก่ของพยาธินี้อาศัยในปอดของคน   ให้ไข่ออกมาพร้อมกับเสมหะ  ผู้ป่วยบางรายอาจกลืนเสมหะลงไปทำให้ไข่ออกมาในอุจจาระ  ภายใน  ๒-๔ สัปดาห์  ไข่จะฟักออกมาเป็นไมราซิเดียม  เข้าไปเจริญเติบโตในหอยนาน ๑๐ สัปดาห์  กลายเป็นเซอร์คาเรีย  ออกจากหอยเข้าสู่กุ้งหรือปูน้ำจืด เช่น ปูนา  ปูภูเขา เจริญเติบโตเป็นเมทาเซอร์คาเรีย (metacercaria) เมื่อคนกินกุ้งหรือปูเหล่านี้    เมทาเซอร์คาเรียจะไชผ่านผนังลำไส้เข้าช่องท้องผ่านกะบังลม ผ่านเยื่อหุ้มปอดเข้าไปเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ในปอดของผู้นั้น 
          ผู้ป่วยที่เป็นพยาธิใบไม้ปอด มักมีอาการไอเรื้อรังมีเลือดปนออกมาในเสมหะ  มักมีจำนวนเสมหะไม่มากนัก  ส่วนมากมักจะมีมากในตอนเช้า บางรายอาจมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย  มักไม่มีไข้  ในบางรายจะมีอาการคล้ายๆคนเป็นวัณโรคมาก 
          ในประเทศไทยพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้แถวจังหวัดสระบุรี นครนายก เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขาและท้องนา  ชาวบ้านแถวนั้นนิยมจับปูนาและปูภูเขามารับประทานดิบๆ บางรายเอามาดองน้ำส้มหรือน้ำปลาเพียงคืนเดียวแล้วรับประทาน วิธีป้องกันก็คือ ไม่รับประทานปูดิบ นอกจากนี้มีดและเขียงที่ใช้สำหรับสับหรือหั่นปู ควรล้างให้สะอาด เพราะอาจติดเมทาเซอร์คาเรียได้ คนที่เป็นโรคนี้ไม่ควรถ่ายอุจจาระหรือขากเสมหะลงในลำธารหรือลำคลอง เพราะจะเป็นการแพร่กระจายโรคนี้ออกไป

          โรคพยาธิใบไม้ตับ  เป็นพยาธิที่พบได้บ่อยในบ้านเราโดยเฉพาะทางภาคอีสาน  และพบบ้างประปรายทางภาคเหนือ พบได้น้อยมากในภาคใต้ พยาธิใบไม้ตับที่พบเป็นชนิดออพิสทอร์คิส   ไวเวอร์รินิ   (Opisthorchis viverrini) ซึ่งมีขนาดประมาณ ๐.๘ เซนติเมตร ตัวแก่จะอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีเล็กๆ  ในตับคนหรือสัตว์ เช่น สุนัขหรือแมว เป็นต้น ไข่จะออกมากับน้ำดีลงสู่ลำไส้และออกมาพร้อมกับอุจจาระ   หอยจะกินไข่เข้าไปตัวอ่อนจะฟักตัวออกเจริญเติบโตเป็นสปอโรซีสต์  (sporocyst)  เรเดีย (redia) และเซอร์คาเรีย  ตามลำดับซึ่งจะออกจากหอยไปฝังตัวในเนื้อปลา กลายเป็นเมทาเซอร์คาเรียซึ่งเป็นระยะติดต่อ เมื่อคนกินปลาดิบก็จะติดพยาธินี้เข้าไป
          ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ ส่วนมากมักเป็นหลังอาหาร  อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้น ถ้ารับประทานอาหารที่มีไขมันมากๆ บางรายมีอาการเจ็บบริเวณตับ  บางครั้งมีอาการเจ็บร้าวไปถึงบริเวณลิ้นปี่  ผู้ป่วยจะผอมลง  เบื่ออาหาร  น้ำหนักลด  ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ท่อน้ำดีอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งของตับ เป็นต้น
          โรคนี้พบได้บ่อยทางภาคอีสาน  เพราะชาวบ้านนิยมนำปลาที่จับได้มาทำก้อยปลา ปลาที่มีพยาธินี้ได้แก่ปลาแม่สะแด้ง และปลาในตระกูลปลาตะเพียน เช่น ปลาสร้อยนกเขา ปลากระสูบ ปลากะมัง เป็นต้น วิธีป้องกันก็คือ ไม่รับประทานปลาที่ไม่สุก และไม่ถ่ายอุจจาระลงในลำน้ำลำคลอง

          โรคพยาธิใบไม้เลือด  พยาธิใบไม้เลือดที่ทำให้เกิดโรคในคน  ทางแถบตะวันออกของโลก  เช่น  จีน ญี่ปุ่น  ฟิลลิปปินส์  มีชื่อว่า  ชิสโทโซมา จาพอนิคุม (Schistosoma  japonicum)  ตัวแก่ของพยาธินี้อาศัยอยู่เมื่อมีไข่ ไข่จะไชทะลุเข้าไปในลำไส้หรือกระเพาะปัสสาวะหลุดออกมากับอุจจาระหรือปัสสาวะ  แล้วกลายเป็นตัวอ่อน ซึ่งจะไชเข้าสู่หอยและเจริญเติบโตเป็นเซอร์คาเรียต่อมาเซอร์คาเรียจะออกจากหอย  ไชเข้าสู่ผิวหนังของคนที่ลงมาอยู่ในน้ำ แล้วไปเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ในหลอดเลือดดำของอวัยวะต่างๆ  ดังกล่าวแล้ว ประเทศไทยยังไม่พบหอยชนิดที่นำพยาธินี้ 
          ผู้ป่วยที่เป็นโรคพยาธิชนิดนี้ จะมีไข้ตอนบ่ายจุกแน่นยอดอก ไอบ้างเล็กน้อย เกิดลมพิษบ่อยๆ บางรายเกิดภาวะขาดอาหารร่วมด้วย ตับและม้ามโตต่อมาอาจเกิดตับแข็ง  มีน้ำในช่องท้อง ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายและอาจเสียชีวิตได้
          วิธีป้องกันก็คือ   ในบริเวณที่มีการกระจายของโรคนี้  ไม่ควรลงไปอาบน้ำหรือแช่น้ำในลำธารหรือหนองบึง ซี่งมีหอยที่เป็นพาหะนำโรคอาศัยอยู่  เพราะเซอร์คาเรียอาจไชเข้าทางผิวหนังได้  ในหลอดเลือดดำของลำไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะ

[กลับหัวข้อหลัก]

พยาธิใบไม้ตับ


พยาธิใบไม้ลำไส้

พยาธิตัวตืด
          มีลักษณะตัวแบนและยาวคล้ายๆริบบิ้นหรือเส้นก๋วยเตี๋ยว   โดยมีส่วนหัวเล็กและลำตัวเป็นปล้อง  พยาธินี้จะสร้างปล้องใหม่ขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้ลำตัวค่อยๆยาวขึ้น ปล้องที่ไกลจากหัวที่สุดจะมีอายุมากที่สุด พยาธิตัวตืดจะอาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก โดยใช้ส่วนหัวเกาะจับกับผนังลำไส้   เนื่องจากพยาธินี้ไม่มีระบบย่อยอาหาร  จึงต้องอาศัยการดูดซึมอาหารจากลำไส้ของคน    ปล้องแต่ละปล้องมีอวัยวะเพศทั้งตัวผู้และตัวเมียรวมอยู่ด้วยกัน 
          
         
พยาธิตัวตืดที่พบบ่อยๆ ในบ้านเราและก่อให้เกิดโรคมีอยู่ ๒ ชนิด คือ
          โรคพยาธิตืดวัว  เกิดจากพยาธิตัวตืดที่มีขนาดใหญ่และยาวมาก บางตัวอาจยาวได้ถึง ๕ เมตร มีหัวเป็นตุ่มสี่เหลี่ยมกว้างประมาณ ๒ มิลลิเมตร และมีจานเกาะ  ๔  อัน ปล้องแก่มีความกว้างเท่าๆ กับความยาว คือ ๑๒ มิลลิเมตร   ส่วนปล้องที่สุกแล้วจะมีความยาว (๒๐   มิลลิเมตร)  มากกว่าความกว้าง (๗ มิลลิเมตร) พยาธิตืดวัวมีชื่อว่า ทีเนีย ซากินาทา (Taenia saginata) 
         
ตัวแก่ของพยาธินี้อาศัยอยู่ในลำไส้เล็กของคนเมื่อปล้องที่สุกซึ่งมีไข่อยู่ภายในหลุดออกมา จะแตกออกปล่อยไข่อยู่ตามพื้นดิน วัวหรือควายที่เล็มหญ้าก็จะกินไข่เข้าไป และเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนอยู่ตามเนื้อวัวหรือควาย  ตัวอ่อนนี้จะมีลักษณะคล้ายเม็ดสาคู ฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อของโค และกระบือ เรียกว่า ซิสทิเซอร์คัส โบวิส (Cysticercus  boviss) เมื่อคนกินเนื้อโค หรือเนื้อกระบือที่มีเม็ดสาคูเหล่านี้  โดยไม่ทำให้สุกเสียก่อน ตัวอ่อนนี้ก็จะออกมา แล้วเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ในลำไส้คนต่อไป

          โรคพยาธิตืดหมู  เกิดจากพยาธิตัวตืดที่มีลักษณะเหมือนตัวตืดในวัว แต่มีขนาดเล็กกว่า คือ ยาว ๒-๓ เมตรพยาธินี้มีชื่อเรียกว่า ทีเนีย โซเลียม (Taenia solium) 
         
ตัวตืดชนิดนี้  มีวงจรชีวิตเช่นเดียวกับตัวตืดวัวตัวอ่อนอาศัยอยู่ในเนื้อสุกร มีลักษณะเป็นเม็ดสาคูเมื่อคนกินเนื้อสุกรที่มีเม็ดสาคูโดยไม่ปรุงให้สุก ตัวอ่อนก็จะออกมา และใช้ส่วนหัวเกาะกับผนังของลำไส้ แล้วเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ใน ๒-๓ เดือน
          นอกจากนี้ตัวตืดหมูยังก่อให้เกิดเม็ดสาคูในคนได้ด้วย ถ้าคนบังเอิญไปกินไข่พยาธิตัวตืดหมูเข้าไปตัวอ่อนจะไปฝังตัวตามอวัยวะต่างๆ เกิดเป็นเม็ดสาคูซึ่งอาจเกิดอันตรายได้รุนแรงมาก  เช่น  ถ้าไปอยู่ในสมอง ทำให้มีอาการชักคล้ายโรคลมบ้าหมู ถ้าเข้าตาทำให้ตาบอดได้  เป็นต้น 
          ผู้ป่วยที่มีพยาธิตัวตืดทั้ง ๒ ชนิดนี้มักไม่มีอาการรุนแรงมากนัก น้ำหนักตัวจะลดลงทั้งๆที่รับประทานอาหารได้มาก หิวบ่อยๆ บางรายมีปวดท้อง  คลื่นไส้ และอาเจียนหรือท้องเดินได้  ในบางรายอาจเกิดปวดท้องอย่างรุนแรง เนื่องจากตัวตืดร่วมตัวเป็นก้อนอุดลำไส้ 
          พยาธิตัวตืดทั้ง   ๒  ชนิดนี้พบได้บ่อยๆ  ในคนที่รับประทานเนื้อโค เนื้อกระบือ หรือเนื้อสุกรที่ไม่ปรุงให้สุก วิธีป้องกันก็คือ ไม่รับประทานเนื้อโค เนื้อกระบือ หรือเนื้อสุกรที่ไม่สุก รวมทั้งถ่ายอุจจาระลงในส้วม เพื่อไม่ให้ไข่พยาธิเจริญเติบโตต่อไปได้ ในประเทศไทยพบโรคพยาธิตืดหมูน้อยกว่าโรคพยาธิตืดวัวส่วนการกินเม็ดสาคูในคนเกิดจากตัวตืดหมูเท่านั้น

          (ดูเพิ่มเติมเรื่อง การกำเนิดของโรคการบริบาลทารกและโรคทางกุมารเวชศาสตร์ เล่ม ๘ สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา เล่ม ๙ และ โรคผิวหนังที่พบบ่อยในประเทศไทย เล่มเดียวกัน)

[กลับหัวข้อหลัก]

ส่วนหัวพยาธิตืดหมู


เม็ดสาคูหรือตัวอ่อนของพยาธิตัวตืดในเนื้อสุกร



บรรณานุกรม
• นายแพทย์ประเสริฐ ทองเจริญ
• นายแพทย์สุวิทย์ อารีกุล
• แพทย์หญิงจันทพงษ์ วะสี
• แพทย์หญิงพรรณกร อิ่มวิทยา

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!