พยาธิตัวกลม เป็นพยาธิซึ่งมีรูปร่างคล้ายไส้เดือน ที่เราพบตามพื้นดินทั่วๆ ไปต่างกันที่พยาธิตัวกลมไม่มีลำตัวแบ่งเป็นปล้องๆ มีทางเดินอาหารชนิดสมบูรณ์แบบ และมีเพศผู้แยกจากเพศเมียโดยที่ตัวผู้มักเล็กกว่าตัวเมีย พยาธิตัวกลมที่ก่อให้เกิดโรคในคนได้แก่ พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือนกลม พยาธิเส้นด้าย พยาธิแส้ม้า พยาธิตัวจี๊ด พยาธิทริคิแนลลา (Trichinella) พยาธิฟิลาเรีย (Filaria) พยาธิแองจิโอสตรองกิลุส (Angiostrongylus) และพยาธิสตรองกีลอยด์ (Strongyloides)
สำหรับประเทศไทย โรคที่เกิดจากพยาธิตัวกลมที่สำคัญซึ่งสมควรกล่าวให้ทราบ คือ
โรคพยาธิปากขอ เป็นโรคเกิดจากพยาธิปากขอ ๓ ชนิดที่มีชื่อว่า เนคาเทอร์ อเมริกานุส (Necator americanus) แองไคโลสโตมา ดูโอดีนาเล (Ancylostoma duodenale) และ แองไคโลสโตมา ซีลอนิคุม (Ancylostoma ceylonicum)
พยาธิปากขอมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ ๑ เซนติเมตร พยาธิตัวแก่อาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก โดยใช้ปากซึ่งมีฟันหรือที่เกาะฝังเข้าไปในผนังของลำไส้เล็ก แล้วดูดเลือดจากเส้นเลือดฝอยเป็นอาหาร ตัวเมียจะออกไข่ปนออกมากับอุจจาระ เมื่อตกถึงพื้นดินไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนเจริญเติบโตลอกคราบอยู่ประมาณ ๗ วัน ก็กลายเป็นระยะติดต่อ เมื่อคนเดินเท้าเปล่ามาเหยียบดิน ตัวอ่อนก็จะไชทะลุผิวหนังเข้าสู่ร่างกาย ผ่านทางเดินน้ำเหลืองและเส้นเลือดเข้าสู่หัวใจ ปอด และเข้าหลอดอาหาร เจริญเติบโตเป็นตัวแก่ในลำไส้เล็กต่อไป ถ้าเรากินน้ำหรืออาหารที่มีระยะติดต่อของพยาธิปากขอเข้าไปก็จะเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการซีด อ่อนเพลีย ง่วงนอนเหนื่อยง่าย มึนงงและเป็นลมบ่อยๆ เนื่องจากพยาธิปากขอจะดูดเลือดทำให้เกิดการสูญเสียเลือดทางลำไส้ เกิดการซีดชนิดขาดเหล็ก ในรายที่ซีดมากๆ อาจเกิดอาการบวมและหัวใจวายได้ เด็กที่ซึม ง่วงนอนอยู่ตลอดเวลาเรียนหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่อง ควรได้รับการตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่ของพยาธินี้
โรคนี้มีเป็นกันมากในประเทศไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้) เพราะเป็นประเทศกสิกรรมที่มีดินฟ้าอากาศเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของพยาธิปากขอ และกสิกรชอบถ่ายอุจจาระตามพื้นดิน และสุมทุมพุ่มไม้ ไม่นิยมสวมรองเท้า ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การถ่ายอุจจาระในส้วมหรือฝังให้ลึก เพื่อไม่ให้ไข่พยาธิฟักออกมาเป็นตัวอ่อนได้ สำหรับผู้ที่เป็นโรคควรกินยาถ่ายพยาธิ เพื่อจะได้ไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
โรคพยาธิไส้เดือนกลม เป็นโรคเกิดจากหนอนพยาธิชนิดแอสคาริส ลุมบริคอยดีส (Ascaris lumbricoides) ซึ่งมีขนาดใหญ่มากกว่าพยาธิตัวกลมชนิดอื่น ตัวผู้ยาว ๑๕-๒๐ เซนติเมตร กว้าง ๒-๔ มิลลิเมตร ตัวเมียยาว ๒๐-๓๕ เซนติเมตร และกว้าง ๓-๖ มิลลิเมตรตัวผู้มักจะมีหางงอเล็กน้อย ตัวแก่ของพยาธินี้อาศัยอยู่ในลำไส้เล็กโดยไม่เกาะอยู่กับผนังของลำไส้ แต่จะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ตัวเมียจะปล่อยไข่ออกมากับอุจจาระเมื่อตกลงสู่พื้นดิน ได้รับความชื้นและอุณหภูมิพอเหมาะตัวอ่อนจะเจริญเติบโตอยู่ในไข่และกลายเป็นระยะติดต่อใน ๑๐-๑๔ วัน เมื่อคนกินไข่ที่มีตัวอ่อนนี้เข้าไป ตัวอ่อนก็จะออกมาในลำไส้เล็ก ไชทะลุผนังลำไส้เล็กเข้าสู่วงจรเลือดผ่านหัวใจ ปอด หลอดลม เข้าสู่หลอดอาหาร แล้วเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ในลำไส้เล็กต่อไป
ผู้ป่วยที่เป็นโรคพยาธิชนิดนี้ มักมีอาการปวดท้อง จะปวดเป็นพักๆ ในบางรายจะอาเจียนเอาตัวพยาธิออกมา ผู้ป่วยบางรายเกิดดีซ่านและตัวเหลือง เนื่องจากพยาธินี้เข้าไปอุดท่อน้ำดี หรือบางรายเกิดอาการอุดกั้นลำไส้เล็ก ปวดท้องอย่างรุนแรง อาเจียนและท้องอืดมาก โดยที่พยาธิชนิดนี้คอยแย่งอาหารในลำไส้จึงทำให้ผู้ป่วยผอมลง น้ำหนักลด อ่อนเพลียและ ซูบซีดได้
การป้องกันโรคนี้ก็คือ กำจัดอุจจาระให้ถูกวิธีให้การศึกษาแก่เด็กๆ เรื่องการใช้ส้วม รักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ตัดเล็บให้สั้น และควรบริโภคผักที่ล้างให้สะอาดแล้ว ส่วนผู้ที่เป็นพยาธินี้ให้ใช้ยาถ่ายพยาธิ เพื่อไม่ให้ติดต่อไปยังคนอื่นๆ
โรคฟิลาเรียหรือโรคเท้าช้าง เป็นโรคที่เกิดจากพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่ง ที่มีตัวแก่ของพยาธิฟิลาเรียอาศัยอยู่ในหลอดน้ำเหลือง และให้ตัวอ่อนหรือเรียกว่า ไมโครฟิลาเรีย (microfilaria) ออกมาว่ายในกระแสเลือด โดยปกติแล้วไมโครฟิลาเรียมักจะซ่อนตัวไม่ออกมาในกระแสเลือดในเวลากลางวัน แต่จะออกมาในตอนกลางคืน เมื่อยุงมากัดคน ก็จะได้รับเชื้อไมโครฟิลาเรียซึ่งจะเจริญเติบโตและลอกคราบจนกลายเป็นระยะติดต่อในตัวยุง เมื่อยุงไปกัดคน ตัวอ่อนนี้จะเจริญเติบโตเป็นตัวแก่อาศัยอยู่หลอดน้ำเหลืองต่อไป
ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักมีอาการค่อยเป็นค่อยไปเริ่มด้วยอ่อนเพลีย เบื่ออาหารอยู่ ๒-๓ วัน แล้วเป็นไข้อย่างเฉียบพลัน คลื่นไส้ อาเจียน ซึม เหงื่อออกมาก ไข้มักสูงอยู่หนึ่งหรือสองวันแล้วลดลง บางรายมีไข้ต่ำๆ ไข้นี้จะเป็นๆ หายๆ ต่อมาต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาจะบวมแดง เมื่อเป็นนานๆ ผิวหนังจะหนาและขรุขระทำให้ขาโตขึ้นเป็นลำดับ เราจึงเรียกโรคนี้ว่า โรคเท้าช้าง
โรคเท้าช้างในประเทศไทยมีอยู่ ๒ ชนิด คือ
๑. ชนิดขาโต เกิดจากพยาธิบรูเกีย มาลาไย (Brugia malayi) โดยอาศัยยุงจำพวก แมนโซเนีย (Mansonia) เป็นตัวนำ ยุงชนิดนี้จะวางไข่ตามแอ่งน้ำที่มีผักตบชวา จอก และวัชพืชอื่นๆ พบทางบริเวณทางใต้ ทำให้เกิดขาโต
๒. ชนิดอัณฑะโต เกิดจากพยาธิวูเชอเรอเรีย แบนครอฟไท (Wuchereria bancrofti) โดยอาศัยยุง เออีดีส ไนเวียส (Aedes niveus) เป็นตัวนำนอกจากนี้ยุงก้นปล่องและยุงคิวเล็กซ์ (Culex) ก็เป็นพาหะที่นำโรคนี้ได้เช่นกัน ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดบริเวณอัณฑะ ต่อมาอัณฑะจะมีขนาดโตขึ้น ปัสสาวะเป็นน้ำขุ่นขาวคล้ายน้ำนม ชนิดนี้พบมากที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำแควน้อย และแควใหญ่
การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ นอนกางมุ้ง พ่นสารดีดีทีเพื่อกำจัดยุง และช่วยกันกำจัดวัชพืชน้ำ เพื่อป้องกันการแพร่พันธุ์ของยุง [กลับหัวข้อหลัก] | 
| พยาธิไส้เดือน |  |
|

| ยาถ่ายพยาธิ |  |
|

| เด็กเล่นดินทรายขณะรับประทานขนมเป็นช่องทางให้พยาธิเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย |  |
|
|