สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ

ระบบการไหลเวียนเลือด
 
เรามีความรู้เรื ระบบการไหลเวียนเลือด มาให้ท่านศึกษาดังต่อไปนี้
ระบบการไหลเวียนเลือด จาก สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน
 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
 
ระบบการไหลเวียนเลือด โดย นายแพทย์วิเชียร ดิลกสัมพันธ์ และนายแพทย์ชูศักดิ์ เวชแพศย์

          การไหลเวียนเลือดเกิดขึ้นได้จากแรงที่หัวใจบีบตัวส่งเลือดตามหลอดเลือดไปยังปอดเพื่อการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วกลับมาเข้าหัวใจเพื่อส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย สุดท้ายจะไหลเวียนมาเข้าหัวใจอีกเช่นนี้เรื่อยไป
 
หน้าที่ของระบบไหลเวียนเลือด อาจแบ่งได้เป็นข้อๆ ดังนี้ คือ
          ๑. ให้อาหาร นำอาหารและสารอื่นๆ ไปเลี้ยงเซลล์ของร่างกาย
          ๒. หายใจ นำคาร์บอนไดออกไซด์ไปขับออกทางปอดเพื่อแลกเปลี่ยนออกซิเจนกลับมาใช้
          ๓. ขับถ่าย นำของเสียซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึม เพื่อขับออกภายนอกร่างกาย
          ๔. การคงปริมาณสารน้ำของร่างกาย ช่วยควบคุมและรักษาดุลของสารน้ำภายในร่างกาย
          ๕. การควบคุมอุณหภูมิ รักษาอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติ
          ๖. ปรับระดับและป้องกัน เลือดที่ไหลเวียนช่วยนำสารบางอย่าง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายไปยังอวัยวะ ต่างๆ และนำสารบางอย่างที่เป็นตัวช่วยป้องกันร่างกายไปยังที่ได้รับอันตรายด้วย
 
          อาจเปรียบเทียบได้ว่าระบบการไหลเวียนเลือดมีการทำงานเป็นระบบขนส่งซึ่งทำหน้าที่ขนส่งของดีไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ขณะเดียวกันก็นำของเสียไปยังอวัยวะที่มีหน้าที่กำจัดทิ้ง

การไหลเวียน แบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน
         
๑. วงจรไหลเวียนทั่วกาย (systemic circulation)เลือดที่ไหลเวียนจะออกจากเวนตริเคิลซ้ายไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายแล้วกลับมาเข้าเอเทรียมขวา วงจรนี้ทำงานกว้างขวางจึงอาจเรียกว่า วงจรใหญ่ (greater circulation)
          ๒. วงจรไหลเวียนผ่านปอด (pulmonary circulation)เลือดที่ส่งมาเข้าเอเทรียมขวาจะเทลงสู่เวนตริเคิลขวาแล้วส่งไปยังปอด หลังจากนั้นจะกลับมาเข้าเอเทรียมซ้ายใหม่ การไหลเวียนวงจรนี้ทำงานน้อยกว่า จึงเรียกว่า วงจรเล็ก (lesser circulation)

           การศึกษาเรื่องการไหลเวียนเลือด ต้องแบ่งออกเป็นส่วนใหญ่ๆ ๒ ส่วน คือ 
                    ก. หัวใจ พร้อมทั้งการทำงานโดยละเอียด
                    ข. หลอดเลือด ซึ่งมีเลือดบรรจุอยู่พร้อมทั้งกลไกการทำงาน

 



แผนภาพแสดงระบบการไหลเวียนเลือด

[ดูภาพทั้งหมดในหมวด]



หัวข้อ

หัวใจ

          ในการศึกษาเรื่องการไหลเวียน การรู้หน้าที่ของหัวใจโดยละเอียดนั้นนับว่ามีความสำคัญมากที่สุด เพราะหัวใจเป็นเสมือนสูบที่สูบน้ำออกไปตามหลอดเลือด การไหลเวียนจึงคงอยู่ได้ 
          หัวใจเป็นอวัยวะกลวงซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อพิเศษต่างจากกล้ามเนื้อชนิดอื่นคือ บีบตัวอยู่ได้เองตลอดเวลา นับว่าเป็นหน้าที่ซึ่งหนักที่สุดในร่างกาย
 
หัวใจแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน คือ 
          ๑. กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle) เป็นส่วนหนึ่งซึ่งหดตัวเพื่อส่งเลือดออกไป
         
๒. ระบบสื่อนำ (conducting system) เป็นระบบสื่อนำซึ่งมีคุณสมบัติอยู่ระหว่างกล้ามเนื้อและประสาททำหน้าที่นำคำสั่งไปยังส่วนต่างๆ ของหัวใจ เพื่อให้ทำงานเป็นจังหวะและพร้อมเพรียงกัน

การทำงานของลิ้นหัวใจ
          การทำงานของลิ้นหัวใจ (heart valve)มิใช่เป็นการปิดเปิดอย่างง่ายๆ เท่านั้น ส่วนต่างๆ แต่ละส่วน คือ ห้องหัวใจแต่ละห้องยังต้องทำงานสัมพันธ์กัน และร่วมกันทำงานกับลิ้นหัวใจอีกด้วย ลิ้นหัวใจทำหน้าที่เปิดให้เลือดผ่านไป และปิดกั้นไม่ให้เลือดไหลย้อนทางกลับที่เก่า แบ่งได้เป็น ๒ พวก คือ
         

          ๑. อัตราหัวใจ (heart rate) ตามปกติอัตราหัวใจของผู้ชายเฉลี่ยประมาณ ๗๒ ครั้ง/นาที และผู้หญิงประมาณ ๗๕ - ๘๐ ครั้ง/นาที อัตราหัวใจเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่อไปนี้
                    ๑.๑ อายุ ถ้าอายุน้อย อัตราหัวใจสูงแล้วจะลดน้อยลงเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น เช่น ทารกแรกเกิด มีอัตราหัวใจสูง ๑๔๐ ครั้ง/นาที
                   
๑.๒ ขนาดของร่างกาย คนผอมอัตราหัวใจสูงกว่าคนอ้วน ๕-๑๐ ครั้ง/นาที
                   
๑.๓ อารมณ์  ทำให้อัตราหัวใจเพิ่มขึ้นโดยพลังประสาทจากสมองส่วนบนผ่านลงมาตามประสาทซิมพาเทติค
                   
๑.๔ การออกกำลังกาย อาจทำให้อัตราหัวใจเพิ่มขึ้นสูง ๑๘๐-๒๐๐ ครั้ง/นาที
                   
๑.๕ อุณหภูมิ อัตราหัวใจเร็วขึ้นตามอุณหภูมิกายที่สูงขึ้น
          ๒. ปริมาตรบีบเลือดรายครั้ง (stroke volume, S.V.คือ ปริมาณเลือดที่ส่งออกจากหัวใจแต่ละครั้ง การไหลออกขณะหัวใจบีบตัว (systolic discharge) นี้ มีค่าประมาณ ๗๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร ค่าที่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่อไปนี้ คือ กำลังบีบตัวของหัวใจ จำนวนไดอัสโตลิกฟิลลิง (diastolic filling)และ  วินัสรีเทิร์น (venous return) 
          ๓. ผลผลิตของหัวใจ (cardiac output, C.O.)คือ ปริมาณเลือดที่ส่งออกจากหัวใจใน  ๑  นาที  อาจเรียกว่า  อัตราการไหลเวียน (circulatory rate) ก็ได้
 
          ผลผลิตของหัวใจ = ปริมาตรบีบเลือดรายครั้ง x อัตราหัวใจ

          ในภาวะปกติ ผลผลิตของหัวใจ = ๗๐ x ๗๒ = ๕ ลิตร

           เมื่อเมแทบอลิซึมของร่างกายเพิ่มขึ้น  ผลผลิตของหัวใจจะเพิ่มขึ้น เช่น การเดินช้าๆ จะทำให้เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๐ เดินเร็วปานกลางเพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๐ แต่ถ้าออกกำลังกายอย่างหนักจะเพิ่มได้มากถึง ๔-๕ เท่า
          กำลังสำรองของหัวใจ (cardiac reserve) เป็นกำลังสำรองของหัวใจที่สามารถจะเพิ่มผลผลิตของหัวใจได้ ในคนปกติมีค่ากว่าร้อยละ ๓๐๐ นักกีฬาจะมีกำลังสำรองของหัวใจมาก คือ อาจถึงร้อยละ ๕๐๐ หรือคนที่มีร่างกายอ่อนแออาจลดลงเหลือเพียงร้อยละ ๒๐๐ เท่านั้น

๑. ลิ้นอะตริโอเวนตริคูลาร์ (atrioventricular valve)กั้นระหว่างเอเทรียมกับเวนตริเคิล ลิ้นที่อยู่ทางซีกซ้ายมี ๒ กลีบ เรียกว่า ลิ้นไบคัสปิด (bicuspid)หรือ ลิ้นไมทรัล (mitral valve)และที่อยู่ทางซีกขวามี ๓ กลีบ เรียกว่า ลิ้นไตรคัสปิด (tricuspid valve) ลิ้นนี้มีกล้ามเนื้อที่เรียกว่า คอร์ดีเทนดินี (chordae tendinae)ทำหน้าที่ช่วยดึงและกั้นไม่ให้ลิ้นเปิดย้อนทาง
          ๒. ลิ้นเอออร์ติก (aortic valve) และ ลิ้นพัลมอนารี(pulmonary valve)เป็นลิ้นที่กั้นระหว่างหัวใจกับหลอดเลือด
 
          การปิดและเปิดของลิ้นหัวใจขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างความดันสองข้างลิ้นหัวใจเป็นสำคัญ เช่น การทำงานของลิ้นอะตริโอเวนตริคูลาร์ เมื่อถึงระยะเอเทรียลซีสโตลี(atrial systole) ลิ้นจะอยู่ในสภาพที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเปิดและปิด คือ เลือดที่ไหลจากเอเทรียมลงไปยังเวนตริเคิลจะทำให้ลิ้นเปิด
ส่วนกระแสไหลวนของเลือดที่ไหลลงไปในเวนตริเคิลจะมีส่วนช่วยดันลิ้นขึ้นมาให้ปิด แต่เมื่อเอเทรียมหยุดบีบตัวแล้วจะทำให้ลิ้นปิด เพราะแรงของกระแสไหลวน แต่ต่อมาเมื่อความดันของเวนตริเคิลมากพอและยิ่งเวนตริเคิลบีบตัว ลิ้นจะโป่งขึ้นไปทางด้านเอเทรียม แต่ก็ยังปิดสนิทอยู่ ทั้งนี้เพราะมี คอร์ดีเทนดินียึดไว้ ถ้าลิ้นปิดไม่สนิท เลือดไหลย้อนกลับขึ้นไปได้เรียกว่า ลิ้นหัวใจรั่ว (regurgitation) หรือมีสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้รูของลิ้นเล็กไป เลือดไหลลงไม่สะดวกเรียกว่า ลิ้นหัวใจตีบ (stenosis)
          การทำงานของหัวใจจนครบรอบหนึ่งซึ่งเรียกว่า รอบทำงานของหัวใจ (cardiac cycle) กินเวลาประมาณ ๐.๘ วินาที (เมื่ออัตราหัวใจเฉลี่ย ๗๒ ครั้ง/นาที) ในการนี้ เอเทรียมใช้เวลาประมาณ ๐.๑ วินาทีในการหดตัว ๐.๗ วินาทีในการคลายตัว ส่วนเวนตริเคิลใช้เวลาหดตัว ๐.๓ วินาทีและคลายตัว ๐.๕ วินาที

เสียงหัวใจ (heart sounds)

          เสียงหัวใจที่เกิดขึ้นในรอบทำงานของหัวใจนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการสั่นสะเทือนของลิ้นหัวใจ รวมทั้ง การโป่งขยายของหัวใจ (cardiac filling)และกำลังการหดตัว (force of contraction)ของหัวใจ ซึ่งการสั่นนี้จะกระจายออกมาด้วยความถี่ที่ต่ำมากอาจต่ำถึง ๐ - ๑๐ ครั้ง/วินาที เสียงเหล่านี้ตรวจได้ด้วยวิธีการต่างๆ ถ้าใช้ฟังด้วยเครื่องฟังตรวจ (stethoscope)จะได้ยินเสียงที่ ๑ หรือ เสียงที่ ๒ บางทีอาจได้ยินเสียงที่ ๓ ด้วย ส่วนเสียงที่ ๔ ไม่ได้ยิน ต้องดูจากภาพบันทึกเสียงของหัวใจ (phonocardiogram)
 
          อัตราหัวใจ ปริมาตรบีบเลือดรายครั้ง และ ผลผลิตของหัวใจ


[กลับหัวข้อหลัก]

หัวใจผ่าซีก แสดงอวัยวะภายใน

หลอดเลือด
          ตามพลศาสตร์ของการไหลเวียนเลือดนั้น การทำงานของระบบการไหลเวียนเลือดขึ้นอยู่กับหลักทางฟิสิกส์โดยตรง คือ การเคลื่อนที่ของน้ำในท่อ ถึงแม้ว่าจะถูกดัดแปลงไปบ้าง ตามผลทางสรีรวิทยา

การไหลเวียนของเลือด

          การไหลเวียนของเลือดที่ส่วนต่างๆ ของร่างกายแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไป ถือว่าขึ้นอยู่กับความต้องการอาหารของอวัยวะนั้นๆ เนื้อเยื่อของต่อม (glandular tissue) เช่น ต่อมไทรอยด์และต่อมหมวกไต มีเลือดไหลไปมาก คืออาจถึง ๒๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร/นาที/เนื้อต่อม ๑๐๐ กรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเมแทบอลิซึมของต่อมนั้น สำหรับกล้ามเนื้อมีเลือดมาเลี้ยงในระยะพักประมาณ ๓๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร/นาที/กล้ามเนื้อ ๑๐๐ กรัม แต่อาจเพิ่มถึง ๒๐ เท่าเมื่อมีการออกกำลังกายอย่างหนัก

ความจุและความยึดได้ของหลอดเลือด (vascular capacitance and distensibility)

          ความจุของหลอดเลือดขึ้นอยู่กับปริมาตรและความยืดนั่นก็คือ ความจุ = ปริมาตร x ความยืดได้

          หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำมีความยืดได้ต่างกันโดยทั่วไปหลอดเลือดดำยึดได้มากกว่าหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำมีความจุเป็น ๒๔ เท่าของหลอดเลือดแดงคือ มีความยืดตัวมากกว่า ๖ เท่า และมีปริมาตรมากกว่า ๔ เท่า
          เลือดในร่างกายมีอยู่ประมาณ ๑๑๑ ของน้ำหนักตัว คือประมาณ ๕ ลิตร ผู้ชาย ๗๙ ลูกบาศก์เซนติเมตร/กิโลกรัม ของน้ำหนักตัว และผู้หญิง ๖๕ ลูกบาศก์เซนติเมตร/กิโลกรัมของน้ำหนักตัว ผู้หญิงมีปริมาตรเลือดน้อยกว่าผู้ชายประมาณร้อยละ ๒๐ เนื่องจากมีไขมันมากกว่า

ความดันเลือด (blood pressure)

          ความดันเลือดในส่วนต่างๆ ของระบบการไหลเวียนไม่เท่ากัน โดยทั่วไปความดันเลือดแดงที่ส่งจากหัวใจนั้นมีความดันมากที่สุด ต่อจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง จนถึงหลอดเลือดดำใหญ่ ที่จะเข้าหัวใจมีความดันน้อยที่สุด 
          ความดันเลือดแดงมีลักษณะเป็นคลื่น (pulsatile) คือ สูงสุดขณะหัวใจบีบตัว และต่ำสุดขณะหัวใจคลายตัว แต่ต่อไปเมื่อถึงหลอดเลือดเล็กๆ ลักษณะเป็นคลื่นจะค่อยหมดไปทีละน้อยเพราะความยืดหยุ่นและความต้านทานของหลอดเลือด 
          การที่หลอดเลือดต้องมีความดันก็เพราะมีหน้าที่ต้องนำเลือดที่ส่งออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกาย ความดันเลือดแดง ในระบบการไหลเวียนทั่วกายสูงกว่าในระบบการไหลเวียนผ่านปอด (pulmonary circulation) ถึง ๕ เท่า 
          ความดันเลือดสูงสุดขณะหัวใจบีบตัว เรียกว่า ความดันซีสโตลิก (systolic pressure) 
          ความดันเลือดต่ำสุดขณะหัวใจคลายตัว เรียกว่า  ความดันไดอัสโตลิก (diastolic pressure) 
          ความแตกต่างของความดันซีสโตลิก และไดอัสโตลิก เรียกว่า ความดันชีพจร (pulse pressure)
          ค่าเฉลี่ยของความดัน ซีสโตลิก และไดอัสโตลิก เรียกว่า ความดันเฉลี่ย (mean pressure) 
          ตามปกติ ความดันซีสโตลิก : ความดันไดอัสโตลิก :  ความดันชีพจร = ๓:๒:๑
          ความดันเลือดโดยทั่วไปมักหมายถึง   ความดันในหลอดเลือดแดงของร่างกาย (systemic arterial pressure) ของหลอดเลือดแดงขนาดปานกลาง คือ หลอดเลือดแดงที่ต้นแขน (brachial artery)

หลอดเลือดฝอย (capillary)

          การแลกเปลี่ยนที่หลอดเลือดฝอย
          เกิดขึ้นโดยที่ความดันทางด้านหลอดเลือดแดงของหลอดเลือดฝอยมีความดันไฮโดรสแตติก (hydrostatic pressure) สูงกว่าความดันออสโมติคของคอลลอยด์ (colloidal osmotic pressure)ทำให้สารน้ำซึมออกไปนอกหลอดเลือด ส่วนความดันไฮโดรสแตติกด้านหลอดเลือดดำของหลอดเลือดฝอยต่ำกว่าความดันออสโมติกของคอลลอยด์สารน้ำจึงซึมเข้าไปในหลอดเลือดฝอย  ความดันออสโมติกของหลอดเลือดฝอย (capillary osmotic pressure)ขึ้นอยู่กับโปรตีนที่อยู่ในพลาสมา (plasma) ซึ่งมีประมาณ ๗.๓  กรัม/๑๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร มากกว่าโปรตีนที่อยู่ในส่วนระหว่างเซลล์ซึ่งมีอยู่เพียง ๑.๕ กรัม/๑๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรถึง ๕ เท่า ความดันออสโมติกของคอลลอยด์ของพลาสมานั้นมีทั้งหมดประมาณ ๒๘ มิลลิเมตรปรอท ๑๙ มิลลิเมตรปรอท เกิดจากโปรตีน อีก ๙ มิลลิเมตรปรอทเกิดจากแคทไอออน (cation)ซึ่งจับอยู่กับพลาสมาตามหลักดุลของดอนนัน (Donnan's equilibrium) หลักดุลของดอนนัน คือจำนวนของแอนไอออนที่แพร่กระจายได้ (diffusible anions) x แคทไอออนที่แพร่กระจายได้ (diffusible cations) ทั้ง ๒ ข้างของผนังเซมิเปอร์มิเอเบิล (semipermeable membrane) จะต้องเท่ากัน โปรตีนในพลาสมาสส่วนมากเป็นแอนไอออน (anions) ซึ่งมีแคทไอออนจับอยู่ แคทไอออนนี้ส่วนมากเป็นโซเดียม
  
          การกรองและการดูดกลับของสารน้ำ
          ก) การกรอง (filtration) ทางด้านหลอดเลือดแดงมีความดัน (pressure) เท่ากับ ๑๐ มิลลิเมตรปรอท ซึ่งหาได้จากสูตร [ความดันไฮโดรสแตติก (๓๕) + ความดันของสารแขวนลอย คอลลอย์ (๔) ]-[ ความดันของสารแขวนลอยคอลลอย์ดในพลาสมา (๒๘) + ความดันของเนื้อเยื่อ (๑)] = ๑๐ โดยเฉลี่ยสารน้ำจะซึมออกจากหลอดเลือดประมาณ ๑ ลิตร/ชั่วโมง
          ข) การดูดซึม (absorption) ทางด้านหลอดเลือดดำความดันของเนื้อเยื่อมากกว่าในหลอดเลือด ทำให้สารน้ำซึมเข้ามาในหลอดเลือด [ความดันของสารแขวนลอยคอลลอยด์ในพลาสมา (๒๘) + ความดันของเนื้อเยื่อ (๑)] - [ความดันไฮโดรสแตติก  (๑๕) + ความดันของสารแขวนลอยคอลลอยด์ (๔)] = ๑๐ สารน้ำจะซึมเข้ามาในหลอดเลือดประมาณ ๙๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร อีก ๑๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร จะถูกดูดกลับเข้าท่อน้ำเหลืองแล้ว จึงมาเทเข้าสู่หลอดเลือดอีกทีหนึ่ง

          จะเห็นได้ว่าสารน้ำต้องซึมเข้าและออกจากหลอดเลือดอยู่ตลอดเวลา แต่อยู่ในสมดุลกันพอดี คือ ความดันของหลอดเลือดฝอยเฉลี่ย (mean capillary pressure) + ความดันของเนื้อเยื่อ   = ความดันของเนื้อเยื่อ + ความดันของสารแขวนลอยคอลลอยด์  ซึ่งเรียกว่า กฎของหลอดเลือดฝอย (Law of the capillary)
          ถ้าสมดุลเสียไปจะทำให้สารน้ำออกไปนอกหลอดเลือดจนอาจเกิดการบวมขึ้น หรือสารน้ำเข้าหลอดเลือดจนในเนื้อเยื่อขาดน้ำ



[กลับหัวข้อหลัก]

ความแตกต่างระหว่างความดันซีสโตลิก ไดอัสโตลิก และความดันเฉื่อยของเลือดในเวนตริเคิลซ้าย หลอดเลือดแดง หลอดเลือดฝอย หลอดเลือดดำ และเวนตริเคิลขวา



บรรณานุกรม
• นายแพทย์ชูศักดิ์ เวชแพศย์
• นายแพทย์วิเชียร ดิลกสัมพันธ์

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!