สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ

เส้นโค้งเกิดจากเส้นตรง
 
เรามีความรู้เรื เส้นโค้งเกิดจากเส้นตรง มาให้ท่านศึกษาดังต่อไปนี้
เส้นโค้งเกิดจากเส้นตรง จาก สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน
 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 6
 
ไฮเพอร์โบลา (Hyperbola) โดย นายสุรวิทย์ กองสาสนะ
          มีจุดคงที่หรือจุดโฟกัสสองจุดเช่นเดียวกับวงรี ถ้าเราให้จุดๆ หนึ่งเคลื่อนที่ไป โดยมีผลต่างของระยะทางระหว่างจุดที่เคลื่อนที่และจุดคงที่ทั้งสองมีค่าคงที่แล้ว จุดที่เคลื่อนที่ไปนั้นจะขีดรอยเส้นโค้งขึ้นซึ่งเรียกว่า เส้นโค้งไฮเพอร์โบลา และจะมีเส้นโค้งเช่นนี้ถึงสองส่วนโดยไม่ติดต่อกันเลย
          ตามรูป F และ F' เป็นจุดคงที่สองจุด P เป็นจุดที่กำลังเคลื่อนที่โดยมีคุณสมบัติว่า PF'- PF = ค่าคงที่ = K ทางเดินของจุด P จะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นโค้งไฮเพอร์โบลา แต่ถ้าเราให้ P' เป็นจุดที่กำลังเคลื่อนที่โดยมีคุณสมบัติว่า
               P'F - P'F' = ค่าคงที่ = K
ทางเดินของจุด P ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งของไฮเพอร์โบลาเดียวกัน
          ถ้าลากเส้นตรงผ่าน F และ F' เส้นตรงนี้จะตัดส่วนทั้งสองของเส้นโค้ง ไฮเพอร์โบลาที่ A และ A' ซึ่งเราเรียกว่าจุดยอดของเส้นโค้ง เนื่องด้วย A และ A' ต่างก็อยู่บนเส้นโค้ง ดังนั้น AF'- AF = K = A'F - A'F'
          จุด  A และ A' ต่างก็เป็นจุดที่  และ AF = A'F' ดังนั้น  K = AA' เท่ากับระยะห่างระหว่างจุดยอดทั้งสองของไฮเพอร์โบลา แสดงว่าผลต่างของระยะทางจากจุดโฟกัสไปยังจุดบนไฮเพอร์โบลานั้น เท่ากับระยะห่างระหว่างจุดยอดทั้งสองของไฮเพอร์โบลา
          เราอาจจะเขียนเส้นโค้งไฮเพอร์โบลาด้วยไม้บรรทัด เส้นด้าย และดินสอ ดังนี้ กำหนดจุดคงที่ F และ  F' ไว้บนกระดาษ  ใช้เส้นด้ายที่มีความยาวน้อยกว่าความยาวของไม้บรรทัด และให้ผลต่างของความยาวของไม้บรรทัดและเส้นด้ายน้อยกว่าระยะทางระหว่าง F และ  F'  พอสมควร ใช้หมุดตรึงปลายข้างหนึ่งของไม้บรรทัดไว้ที่จุด  F' ผูกปลายหนึ่งของเส้นด้ายไว้ที่จุด F และผูกอีกปลายหนึ่งไว้ที่ปลายอีกข้างหนึ่ง (ในรูปคือจุด  B) ใช้ปลายดินสอดึงเส้นด้ายให้ตึงโดยให้เส้นด้ายส่วนหนึ่งอยู่ในแนวของไม้บรรทัดที่ค่อยๆ หมุนไป ปลายดินสอก็จะขีดรอยเส้นโค้งไฮเพอร์โบลาส่วนหนึ่งซึ่งอยู่เหนือเส้น FF' การเขียนส่วนโค้งส่วนที่อยู่ใต้ FF' ก็เพียงแต่วางไม้บรรทัดตามเส้นประ (ดังในรูป)
          การเขียนส่วนที่สองของเส้นโค้ง ก็เปลี่ยนเอาปลายไม้บรรทัดอีกปลายหนึ่งให้หมุนรอบจุด F เอาเส้นด้ายผูกปลายไว้ที่ C และ F' และกระทำเช่นเดียวกันก็จะได้เส้นโค้งส่วนที่สอง
          จากรูป  PF' - PF  =  (PF'+ PB) - (PF + PB)
                                      =  CB - (PF + PB)
                                      =  ความยาวของไม้บรรทัด - ความยาวของด้าย
                                      =  ความยาวคงที่จำนวนหนึ่ง
                                      =  ระยะทางระหว่าง A และ A'
           สมการทั่วไปของเส้นโค้งไฮเพอร์โบลามีแบบเป็น
                             x2/a2 - y2/b2 = 1

          ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีเส้นตรงสองเส้น ลากผ่านจุดกึ่งกลางของ FF' เส้นตรงสองเส้นนี้จะไปพบเส้นโค้งไฮเพอร์โบลาที่ระยะอนันต์ เส้นทั้งสองนี้มีลักษณะคล้ายเป็นกรอบของเส้นโค้ง
          กราฟของสมการ xy  = 1 ก็เป็นไฮเพอร์โบลาอีกแบบหนึ่งซึ่งมีแกน x  และแกน y เป็นเส้นกรอบ และมีเส้นที่ทำมุม 45 องศากับแกน x เป็นแกนของรูป เส้นโค้งทั้งสี่ชนิดที่กล่าวมานี้คือ วงกลม วงรี พาราโบลาและไฮเพอร์โบลา เป็นเส้นโค้งที่ได้จากการตัดรูปกรวยมีฐานเป็นวงกลมด้วยพื้นราบ ในลักษณะต่างๆ กันดังนี้
          ถ้าตัดด้วยพื้นราบซึ่งขนานกับฐาน จะได้รอยตัดเป็นวงกลม แต่ถ้าให้พื้นราบเอียงทำมุมพอสมควรกับฐานจะได้วงรี เมื่อพื้นราบเอียงจนขนานกับเส้นที่ลากจากจุดยอดของกรวยไปยังฐาน จะได้รอยตัดเป็นรูปพาราโบลา แต่ถ้าผ่ากรวยออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กันโดยผ่านจุดยอดจะได้เส้นตรงคู่ ถ้าใช้กรวยขนาดเท่ากันสองกรวยวางให้จุดยอดต่อกัน (ดังรูป) แล้วตัดด้วยพื้นราบซึ่งตั้งได้ฉากกับฐานของกรวย จะได้รอยตัดเป็นรูปไฮเพอร์โบลาสองส่วนอยู่บนกรวยแต่ละส่วน เราจึงถือว่า วงกลม  วงรี พาราโบลา ไฮเพอร์โบลา และเส้นตรงคู่เป็นเส้นโค้งจากภาคตัดของกรวย (conic sections)



ไฮเพอร์โบลา


พาราโบลา


เส้นตรงคู่

[ดูภาพทั้งหมดในหมวด]



หัวข้อ

การเคลื่อนที่ของจุดซึ่งอยู่บนวงกลม
          ถ้าเราทำเครื่องหมายไว้แห่งหนึ่งบนขอบนอกของล้อรถ เช่น ล้อรถจักรยาน เมื่อรถวิ่งไปบนพื้นราบ เราจะสังเกตเห็นว่าเครื่องหมายที่ทำไว้นั้น ก็จะเคลื่อนที่ไปด้วย เมื่อตรวจสอบทางเดินของเครื่องหมายที่ทำไว้จะเห็นว่าเป็นเส้นโค้งชนิดหนึ่ง ในทางคณิตศาสตร์เรียกเส้นโค้งนี้ว่า ไซคลอยด์ (cycloid) มีลักษณะคล้ายคลื่น ฉะนั้นไซคลอยด์ก็คือ ทางเดินของจุดๆ หนึ่งบนวงกลมที่กลิ้งไปบนเส้นตรง
         ถ้าหงายเส้นโค้งไซคลอยด์ลง และให้ M เป็นจุดต่ำที่สุดของเส้นโค้งนี้ คุณสมบัติพิเศษของไซคลอยด์ก็คือ เมื่อเอาลูกบอลวางไว้ที่จุด P ซึ่งอยู่ที่ส่วนใดๆ ของเส้นโค้งนี้ก็ตาม เมื่อปล่อยลูกบอลให้กลิ้งลงมาตามเส้นโค้ง ลูกบอลจะมาถึงจุด M ในเวลาเท่ากันหมด
         ท่านอาจจะลองคิดต่อไปว่า ถ้า P1 เป็นจุดๆ หนึ่งบนรัศมี OP เมื่อวงกลมกลิ้งไปบนเส้นตรง ทางเดินของจุด P1 จะมีลักษณะอย่างไร  ถ้า P2 เป็นจุดๆ หนึ่งบนรัศมี OP ที่ต่อออกไป ทางเดินของจุด P2 จะเป็นอย่างไรเมื่อกลิ้งวงกลมไปบนเส้นตรง
         ทดลองโดยเอาเหรียญบาทมาสองอัน วางเหรียญหนึ่งไว้ให้อยู่กับที่ ทำเครื่องหมายไว้หนึ่งแห่งที่ขอบของเหรียญที่สอง แล้วค่อยๆ กลิ้งเหรียญที่สองรอบเหรียญที่วางไว้อยู่กับที่จนรอบ ทางเดินของเครื่องหมายบนขอบเหรียญที่สองจะเป็นเส้นโค้งมีลักษณะ (ดังรูป) ดูคล้ายกับรูปหัวใจ ทางคณิตศาสตร์เรียกเส้นโค้งชนิดนี้ว่า คาร์ดีออยด์ (cardioid) ซึ่งเป็นทางเดินของจุดๆ หนึ่งบนวงกลมที่กลิ้งรอบวงกลมที่อยู่กับที่อีกวงหนึ่ง
         คราวนี้ลองให้วงกลมที่กลิ้งไปนั้นมีรัศมีน้อยกว่ารัศมีของวงกลมที่อยู่กับที่จุดที่ทำเครื่องหมายบนวงกลมวงนอก จะอยู่บนวงกลมวงในมากกว่าหนึ่งแห่ง ทำให้ทางเดินเป็นส่วนโค้ง (arch)  มากกว่าหนึ่งส่วน เช่น ถ้าวงกลมวงนอกมีรัศมีเท่ากับครึ่งหนึ่งของรัศมีของวงกลมวงใน จะได้เส้นโค้งเป็นส่วนโค้งสองส่วน ถ้าวงกลมวงนอกมีรัศมีเพียงเศษหนึ่งส่วน n ของรัศมีวงกลมวงในก็จะได้ส่วนโค้ง n ส่วนรอบวงกลมวงใน เราเรียกเส้นโค้งชนิดนี้ว่า เอพิไซคลอยด์ (Epicycloid)เส้นโค้งคาร์ดิออยด์เป็นกรณีเฉพาะของเส้นโค้งเอพิไซคลอยด์
        ถ้าเอาวงกลมเล็กไปกลิ้งภายในวงกลมใหญ่ซึ่งอยู่กับที่ จุดที่อยู่บนวงกลมเล็กจุดหนึ่งก็จะขีดเส้นโค้งขึ้นภายในวงกลมใหญ่ เราเรียกทางเดินของจุดเช่นนี้ว่า ไฮโพไซคลอยด์ (Hypocycloid) จำนวนเส้นโค้งภายในวงกลมใหญ่จะมี n ส่วนโค้ง เมื่อวงกลมใหญ่มีรัศมีเป็น n เท่าของรัศมีวงกลมเล็ก
         ท่านอาจจะลองเขียนเส้นโค้งไฮโพไซคลอยด์ เมื่อวงกลมใหญ่มีรัศมีเป็นสองเท่าและสามเท่าของวงกลมเล็กดูบ้างว่าเส้นโค้งมีลักษณะอย่างไร

[กลับหัวข้อหลัก]

คาร์ดีออยด์


เอพิไซคลอยด์

การเขียนเส้นโค้งโดยใช้เส้นรังสีและมุม

          เขียนวงกลมรัศมี 2 1/4 นิ้ว จากจุดศูนย์กลางเขียนเส้นรังสี 18 เส้นให้ทำมุมเท่ากับ 20 องศาเท่าๆ กันโดยใช้ไม้โพรแทรกเตอร์ (ไม้ที่มีสเกลแบ่งมุม) ให้ตัวเลขรังสีเริ่มจาก 0 ถึง 17 แล้วต่อไปเป็น 18, 19, 20,...ตามรูป กำหนดจุดบนเส้นรังสีเหล่านี้ จุดแรกบนรังสีที่หนึ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลาง 1/8นิ้ว จุดที่สองบนรังสีที่สองอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลาง 2/8นิ้ว จุดที่สามบนรังสีที่สามอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลาง 3/8นิ้ว ทำเช่นนี้ไปจนถึงรังสีที่ 18 จุดจะอยู่บนวงกลมพอดี ถ้าทำต่อไปโดยให้ความยาวของรังสีเพิ่มขึ้นครั้งละ  1/8 นิ้ว แล้วโยงจุดเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะได้เส้นโค้งเป็นรูปก้นหอย (spiral)

         จากวิธีการเขียนเส้นโค้งก้นหอย จะเห็นได้ว่าถ้าให้ O เป็นจุดคงที่ เส้น OX เป็นเส้นที่อยู่คงที่เส้นหนึ่ง เส้นตรงใดๆ ที่ลากผ่าน O มีความยาว r และทำมุม q กับเส้น OX เราเรียกเส้น OP ว่ารังสี OP การวัดมุม q  วัดจาก OX ไป หา OP ในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาถือว่าเป็นการวัดไปในทิศทางบวก มุม q จะวัดในหน่วยองศาหรือเรเดียนก็ได้ (มุม 1เรเดียน คือมุมที่ศูนย์กลางของวงกลมซึ่งรองรับส่วนโค้งของเส้นรอบวงของวงกลม มีความยาวเท่ากับรัศมีของวงกลมนั้น มุม 2p เรเดียน เท่ากับ 360 องศา และมุม 1 เรเดียนเท่ากับ 57.28 องศาโดยประมาณ) การวัดมุมอาจจะวัดกี่รอบก็ได้ เราบอกตำแหน่งของจุด P ด้วยขนาดของความยาว r ของรังสี  OP และขนาดของมุม q ที่  OP ทำกับเส้น OX และเขียนแสดงโดยคู่ลำดับ (r,q)
         จุดต่างๆ บนเส้นโค้งก้นหอยสร้างจากหลักเกณฑ์ "ความยาวของรังสี  OP เป็นปฏิภาคโดยตรงกับขนาดของมุมที่ OP ทำกับเส้น OX" เขียนเป็นสมการดังนี้
                         r  =  aq

   
เมื่อ a เป็นค่าคงที่ เราเรียกเส้นโค้งแบบนี้ว่า เส้นโค้งก้นหอยแบบอาร์คีมีดีส (Spiral of Archimedes) ถ้าลองกลับไปดูความยาวของเส้นรังสี ที่วัดจากจุดศูนย์กลางไปยังจุดบนเส้นโค้งก้นหอยแบบอาร์คีมีดีส จะเห็นว่าความยาวจะเพิ่มขึ้นเป็นความก้าวหน้าเลขคณิต ดังนี้
         1/8,2/8,3/8,4/8, 5/8,6/8, 7/8, ...

        เราอาจจะสร้างเส้นโค้งก้นหอยอีกแบบหนึ่ง ให้ความยาวของรังสีค่อยๆ เพิ่มขึ้นแบบความก้าวหน้าเรขาคณิตก็ได้ เมื่อมุมของรังสีเท่ากันหมดที่จุดศูนย์กลาง เส้นโค้งก้นหอยที่น่าสนใจแบบหนึ่งมีความยาวของรังสีที่อยู่ห่างกัน 12 พจน์ เป็น  2  เท่ากัน กล่าวคือ ถ้าความยาวของรังสีเรียงตามลำดับแบบความก้าวหน้าเรขาคณิต
         r, r2, r3,...rn,...
เมื่อแทนรังสีที่  n ด้วย  rn ดังนั้น rn = rn  จะได้
         rn + 12    =  2rn   หรือ   rn+12   =  2rn
ดังนั้น        r12  =  2      หรือ   r   =  1.0595

         แบ่งมุมรอบจุด O ออกเป็น 24 ส่วนเท่าๆ กันโดยเส้นรังสี Oa, Ob, Oc, B, C,...บนเส้นรังสี Oa, Ob, Oc,...ดังต่อไปนี้
               จุด  A  อยู่บน  Oa  ให้  OA   =   1.00   หน่วย
               จุด  B  อยู่บน  Ob  ให้  OB  =   1.06   หน่วย
               จุด  C  อยู่บน  Oc  ให้  OC  =   1.12   หน่วย
               จุด  D  อยู่บน  Od  ให้  OD  =   1.19   หน่วย
               จุด  E  อยู่บน  Oe  ให้  OE   =   1.26   หน่วย
               จุด  F  อยู่บน   Of  ให้   OF   =   1.33   หน่วย
               จุด  G  อยู่บน  Og  ให้  OG  =    1.41   หน่วย
               จุด  H  อยู่บน  Oh  ให้  OH  =    1.50   หน่วย
                จุด  I  อยู่บน    Oi   ให้   OI   =    1.59   หน่วย
               จุด  J  อยู่บน   Oj   ให้  OJ   =    1.68   หน่วย
               จุด  K  อยู่บน  Ok  ให้  OK   =    1.78   หน่วย
               จุด  L  อยู่บน  Ol   ให้  OL    =    1.89   หน่วย
               จุด  M  อยู่บน  Om  ให้  OM  =   2.00   หน่วย
               จุด  N  อยู่บน  On   ให้  On   =   2.12   หน่วย
               จุด  P  อยู่บน  Op   ให้  Op   =   2.24   หน่วย
               จุด  Q  อยู่บน  Oq  ให้   Oq   =   2.38   หน่วย
               จุด  R  อยู่บน  Or   ให้  OR   =   2.52   หน่วย
               จุด  S  อยู่บน  Os  ให้  OS   =    2.66   หน่วย
               จุด  T  อยู่บน  Ot   ให้   OT   =    2.83   หน่วย
               จุด  U  อยู่บน  Ou  ให้  OU  =    3.00   หน่วย
               จุด  V  อยู่บน  Ov  ให้    OV  =    3.17   หน่วย
               จุด  W  อยู่บน  Ow  ให้ Ow   =    3.36   หน่วย
               จุด  X  อยู่บน  Ox     ให้  OX  =    3.56   หน่วย
               จุด  Y  อยู่บน  Oy     ให้  Oy   =    3.77   หน่วย
               จุด  A'  อยู่บน  Oa   ให้  OA'  =    4.00   หน่วย
               จุด  B'  อยู่บน  Ob   ให้  OB'  =    4.24   หน่วย
               จุด  C'  อยู่บน  Oc   ให้  OC'  =    4.49   หน่วย

         จากการสังเกตจะเห็นว่า
                  OA'    =     4  OA
                  OB'    =     4  OB
                  OC'    =     4  OC
                   ...................
                  OA"    =     4  OA'  =  16  OA
                  OB"    =     4  OB'  =  16  OB
                  OC"    =     4  OC'  =  16  OC



[กลับหัวข้อหลัก]

เส้นโค้งก้นหอย


เส้นโค้งก้นหอยแบบอาร์คีมีดีส


เส้นโค้งก้นหอยแบบลอการิทึม

เส้นโค้งก้นหอยแบบลอการิทึม (logarithmic sprial)

          เส้นโค้งก้นหอยแบบนี้มีคุณสมบัติพิเศษประการหนึ่งคือ เส้นรังสีและเส้นสัมผัสกับเส้นโค้งจะทำมุมเท่ากันหมดตลอดทุกจุดบนเส้นโค้ง นักคณิตศาสตร์เรียกเส้นโค้งแบบนี้ว่า เส้นโค้งก้นหอยแบบมีมุมเท่ากัน (equiangular  spiral) หรือเรียกว่า เส้นโค้งก้นหอยแบบลอการิทึม (logarithmic sprial) และมีสมการทางคณิตศาสตร์  ดังนี้
                        log  r  =  aq

          เมื่อ a เป็นค่าคงที่ q เป็นมุมที่เส้นรังสีทำกับเส้นตรงเส้นหนึ่งที่ใช้เป็นเส้นเริ่มต้น และ r เป็นความยาวของรังสี ท่านอาจจะเขียนเส้นโค้งแบบก้นหอยแบบมีมุมเท่ากัน โดยใช้ไม้บรรทัดและวงเวียนเท่านั้นก็ได้ โดยดำเนินการตามลำดับดังนี้
             1. สร้างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก ข ค ง ให้ด้าน ก ข ยาว  13 เซนติเมตร ด้าน ข ค ยาว  21  เซนติเมตร
             2. สร้างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  จ ฉ ค ง ยาวด้านละ 13 เซนติเมตร อยู่ในรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก ข ค ง
             3. ใช้จุด  ฉ  เป็นจุดศูนย์กลาง รัศมี ฉ ค 13 เซนติเมตร เขียนส่วนโค้งของวงกลมจากจุด ค ไปยังจุด จ
             4. สร้างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  ก ช ซ จ ยาวด้านละ 8 เซนติเมตร จากรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก ข ฉ จ
             5. ใช้จุด ซ เป็นจุดศูนย์กลางรัศมี จ ซ เขียนส่วนโค้งของวงกลมจากจุด จ ไปยังจุด ช
             6. สร้างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ช ข ต ด  ยาวด้านละ 5 เซนติเมตร จากรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ช ข ฉ ซ
             7. ใช้จุด ด เป็นจุดศูนย์กลางรัศมี ด ช เขียนส่วนโค้งของวงกลมจากจุด ช ไปยังจุด ต
             8. สร้างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  ต ฉ ท ถ ยาวด้านละ 3 เซนติเมตร จากรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ต ฉ ซ ด
             9. ใช้จุด  ถ เป็นจุดศูนย์กลาง รัศมี ถ ต เขียนส่วนโค้งของวงกลมจากจุด ต ไปยังจุด ท
             10. สร้างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ท ซ ธ น  ยาวด้านละ 2 เซนติเมตร จากรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ท ซ ด ถ
             11. ใช้จุด  น เป็นจุดศูนย์กลาง รัศมี น ท เขียนส่วนโค้งของวงกลมจากจุด ท ไปยังจุด ธ
             12. สร้างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  ด บ ป ธ ยาวด้านละ 1 เซนติเมตร จากรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ด ถ น ธ (ในขั้นนี้จะเหลือรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส บ ถ น ป ยาวด้านละ เซนติเมตร ป็นรูปสุดท้าย)
             13. ใช้จุด  ป เป็นจุดศูนย์กลาง รัศมี ป ธ เขียนส่วนโค้งของวงกลมจากจุด ธ ไปยังจุด บ

          ส่วนโค้งของวงกลมที่เริ่มต้นจากจุด  ค ไปจนถึงจุด บ จะเป็นเส้นโค้งก้นหอยแบบมีมุมเท่ากัน จากวิธีการนี้จะเห็นได้ว่าเรามีรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่มีความยาวของแต่ละด้านเรียงกันดังนี้
          1,  1,  2,  3,  5,  8,  13,...

          แต่ละพจน์ของอันดับนี้ ได้จากผลบวกของสองพจน์ ซึ่งอยู่ข้างหน้าติดกับพจน์นั้นมาบวกกัน เช่น
          2 = 1+1,  3 = 1+2,  5 = 2+3,  8 = 3+5,  13 = 5+8,  21 =8+13

          โดยหลักเกณฑ์นี้ เราก็จะเขียนพจน์ต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด นักคณิตศาสตร์เรียกจำนวนที่เรียงกันไปตามกฎเกณฑ์เช่นนี้ว่า อันดับฟิโบนักชี (Fibonacci sequence) ของจำนวน  จากความรู้ที่ได้นี้ ท่านจะเขียนเส้นโค้งก้นหอยให้มีขนาดใหญ่ขึ้นโดยสร้างจัตุรัสที่มีความยาวของแต่ละด้านเป็นเลขในอันดับฟิโบนักชีต่อไปได้เรื่อยๆ
          ในธรรมชาติ เราอาจจะสังเกตเห็นลวดลายของหอยหลายชนิด ลวดลายของดอกไม้บางประเภท และลวดลายของตาสับปะรด เป็นต้น มีลักษณะคล้ายกับเส้นโค้งก้นหอยสองชุดตัดกัน
          การเขียนเส้นโค้งโดยใช้วิธีการวัดความยาวของรังสี  และมุมที่รังสีนั้นกระทำกับเส้นตรงคงที่เส้นหนึ่ง ทำได้โดยหาคู่ลำดับ (r, q) จากสมการซึ่งแสดงความสัมพันธ์กันในแบบสมการของ r  และ  q เมื่อกำหนดค่าของ q ต่างๆ ก็จะได้ค่าของ r ที่คู่กับ q นั้นๆ จากนี้ก็สามารถกำหนดตำแหน่งของจุด P ลงบนแผ่นกระดาษได้ แล้วโยงจุดต่างๆ ด้วยเส้นโค้งก็จะได้ทางเดินของจุดซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่แสดงโดยสมการของ r และ q นั้นๆ
          กระดาษกราฟที่จะใช้สำหรับวิธีที่จะกล่าวนี้ มีลักษณะเป็นวงกลมที่มีจุดศูนย์กลางร่วมกันหลายๆ วง และเส้นรังสีที่ออกจากจุดศูนย์กลางทำมุมขนาดต่างๆ กัน เราเรียกกระดาษกราฟแบบนี้ว่า กระดาษกราฟโพลาร์ (Polar  graph)
          ถ้าไม่มีกระดาษกราฟโพลาร์เช่นนี้ ก็ใช้วิธีการวัดรังสีและมุมโดยใช้จุด O เป็นจุดคงที่จุดหนึ่ง และเส้น OX เป็นเส้นคงที่เส้นหนึ่ง เพื่อเป็นหลักในการวัดมุม q และความยาว r เราอาจจะลากเส้นตรงตั้งฉากกับ OX ที่จุด  O เพื่อแสดงรังสีที่ทำมุม 90 องศา และ 270 องศา กับ OX ด้วยก็ได้  ค่าของ r โดยทั่วไปใช้ค่าบวก ถ้าใช้ค่า r ที่เป็นลบ หมายความว่ารังสีจะชี้ไปในทิศตรงกันข้ามกับที่ค่าของ r เป็นบวก
          เช่น สมการ r = a (1-cos ) โดยการเปิดตาราง cos   ตั้งแต่   = 0 องศา จนถึง 360 องศา เราจะได้ค่าของ r ที่คู่กันดังนี้
        0°   45°        60°  90°  120°  135°  180°  210°     240°  270°  300°  360°
        r    0     0.29a   0.5a   a    1.5a   1.7a   2a     1.87a   1.5a     a      0.5a      0

          กำหนดจุดจากคู่ลำดับ (r, ) ไปทีละจุดบนกระดาษ แล้วโยงจุดเหล่านี้เข้าด้วยกันด้วยเส้นโค้ง ก็จะได้กราฟของสมการเป็นเส้นโค้งที่เรียกว่า เส้นโค้งคาร์ดิออยด์ ถ้าการแบ่งมุมทำได้ละเอียดมากขึ้นก็จะได้เส้นโค้งที่ถูกต้องยิ่งขึ้น
         รูปต่อไปนี้เป็นเส้นโค้งมีลักษณะคล้ายกลีบดอกไม้  ซึ่งท่านอาจจะลองเขียนเองก็ได้ สมการ r = a sin n  จะให้เส้นโค้งเป็นกลีบดอกไม้   กลีบ เมื่อ  เป็นจำนวนคี่ และให้  2n  กลีบ เมื่อ n เป็นจำนวนคู่ ท่านลองเขียนเส้นโค้งจากสมการ r = a cos   q  จะได้กลีบดอกไม้อย่างใดบ้าง

          สมการ  r = a sin  มีกราฟเป็นรูปวงกลมรัศมี a/2สัมผัสเส้น OX ที่จุด O และมีศูนย์กลางที่จุด (a/2, π/2)

        วิธีเขียนเส้นโค้งโดยวัดความยาวของรังสีจากจุดคงที่จุดหนึ่ง และมุมที่รังสีกระทำเส้นตรงคงที่เส้นหนึ่งนี้ เป็นวิธีที่นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบได้ว่า ทางเดินของดวงดาวต่างๆ ตลอดจนทางเดินของดาวบริวารที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจะมีลักษณะเป็นเส้นโค้งแบบไหน และสามารถบอกตำแหน่งได้ทุกเวลาด้วย



[กลับหัวข้อหลัก]

เส้นโค้งก้นหอย


เส้นโค้งก้นหอยแบบมีมุมเท่ากัน หรือ เส้นโค้งก้นหอยแบบลอการิทึม


ลวดลายของหอย มีลักษณะคล้ายกับเส้นโค้งก้นหอยสองชุดตัดกัน


ลวดลายของดอกไม้ มีลักษณะคล้ายกับเส้นโค้งก้นหอยสองชุดตัดกัน


กระดาษกราฟโพลาร์

เส้นโค้งเกิดจากเส้นตรง
          ถ้าลากเส้นตรงเป็นจำนวนมากๆ ค่อยๆ เปลี่ยนทิศทางไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เส้นตรงเหล่านั้นจะตัดกับเส้นตรง ที่อยู่ข้างเคียงกัน และจะมีเส้นโค้งเส้นหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งจะสัมผัสชุดของเส้นตรงที่ได้เขียนไว้แต่แรกทุกเส้น ยิ่งเขียนเส้นตรงให้มากขึ้นก็จะแลเห็นเส้นโค้งชัดเจนยิ่งขึ้น ในทางคณิตศาสตร์เรียกเส้นโค้งเช่นนี้ว่า เอนวิโลป (envelope) ของชุดเส้นตรง หรือเราอาจจะเรียกว่า เส้นขอบ ของชุดเส้นตรงก็ได้
          ลองกำหนดเครื่องหมาย x บนกระดาษ ใช้ไม้บรรทัดวางบนกระดาษ ให้ริมข้างหนึ่งผ่านจุดตัดของเครื่องหมาย x  แล้วขีดเส้นตรงที่ริมของไม้บรรทัดอีกด้านหนึ่ง ค่อยๆ  เลื่อนไม้บรรทัดโดยให้ริมหนึ่งผ่าน x เสมอ และขีดเส้นตรงที่อีกริมหนึ่งของไม้บรรทัด เมื่อหมุนไม้บรรทัดไปจนรอบ x ก็จะได้ชุดเส้นตรงรอบ x ด้วย จะเห็นได้ว่าจะมีวงกลมหนึ่งวงมีศูนย์กลางที่  x  และสัมผัสเส้นตรงชุดนี้ทุกเส้น วงกลมนี้ก็คือเส้นขอบ หรือ เอนวิโลป ของเส้นตรงซึ่งอยู่ห่างจาก x เป็นระยะทางเท่ากับความกว้างของไม้บรรทัดนั่นเอง
          ถ้าลากเส้นตรงสองเส้นมีความยาวเส้นละ 4 นิ้ว และให้ทำมุมต่อกันเป็นมุมเล็กกว่า 90 องศา แบ่งสเกลบนเส้นทั้งสองออกเป็น 16 ส่วนโดยมีความยาวส่วนละ 1/4 นิ้ว บนเส้นหนึ่งเขียนเลข 1, 2, 3,...,16 และเขียนตัวอักษร ก,ข, ค,...,บ บนอีกเส้นหนึ่ง  ใช้เส้นตรงโยงจุด ก และจุด  16 จุด ข และจุด 15 จุด ค และจุด 14 เช่นนี้ไปจนครบ 16 จุดบนแต่ละเส้น  เส้นขอบของเส้นตรงชุดนี้คือเส้นโค้งพาราโบลา
          จากแนวความคิดนี้เราอาจประดิษฐ์ลวดลายแบบคณิตศาสตร์ขึ้นได้  โดยใช้ไม้สี่เหลี่ยมจัตุรัส (อาจจะใช้ไม้อัดหรือวัสดุอื่นก็ได้) ลากเส้นตรงสองเส้นให้ตั้งฉากกันและกัน และแบ่งไม้แบบเป็นสี่ส่วน แบ่งสเกลจากจุดตัดออกไปทั้งสี่ทิศให้มีความยาวช่วงละครึ่งนิ้ว (หรือจะใช้หน่วยอื่นก็ได้) กำหนดเลข 1, 2,  3,... ลงบนเส้นตรงทั้งสอง (ตามภาพ) แล้วเจาะรูตรงหมายเลขทั้งหมด ใช้เชือกเส้นเล็กๆ ที่มีสีสวยงามหรือเส้นด้ายไนลอนสีก็ได้ สอดเข้าไปในรูเข็ม สอดเข็มใต้แผ่นกระดานตรงหมายเลข 8 บนแกน y ขึ้นมา แล้วสอดเข็มลงไปที่หมายเลข 1 บนแกน x ดึงด้ายให้ตึงเสมอ ต่อไปสอดเข็มขึ้นมาตรงหมายเลข 2 บนแกน x แล้วนำเข็มไปสอดลงตรงหมายเลข 7 บนแกน  y สอดเข็มขึ้นมาตรงหมายเลข  6 บนแกน y แล้วนำไปสอดลงตรงหมายเลข 3 บนแกน x ทำเช่นนี้ไปจนครบทุกหมายเลข จะได้เส้นด้ายตัดกันมีขอบเป็นเส้นโค้ง อยู่ในส่วนที่หนึ่งของแผ่นไม้แบบ อีกสามส่วนของแผ่นไม้แบบก็กระทำเช่นเดียวกัน จะได้ลวดลายที่มีเส้นตรงเป็นชุดๆ ออกจากเส้นตรงที่ตั้งฉากกันสองเส้นและมีเส้นโค้งเป็นเส้นขอบ
          เขียนวงกลมลงบนแผ่นไม้อัด แล้วแบ่งเส้นรอบวงของวงกลมออกเป็น 36 ส่วน โดยการวัดมุมที่ศูนย์กลางของวงกลม 36  มุม มุมละ 10 องศา ไปโดยรอบ ใช้ด้ายไนลอนสีและเข็มเช่นในวิธีที่แล้ว เจาะรูที่เส้นรอบของวงกลมตามตำแหน่งที่แบ่งไว้ 36  รู แล้วให้หมายเลขเรียงลำดับตั้งแต่ 1จนถึง 36 เอาเข็มสอดใต้ไม้อัดให้ขึ้นที่หมายเลข 1 แล้วสอดเข็มลงที่หมายเลข 10 และดึงเส้นด้ายให้ตึง สอดเข็มขึ้นที่หมายเลข 11 แล้วนำไปสอดที่หมายเลข 20 (หรือกลับไปที่หมายเลข 2 ก็ได้) ทำเช่นนี้ไปจนครบทั้ง 36 หมายเลข จะได้รูปร่างของเส้นด้ายเป็นเส้นตรงขึงตึงอยู่บนเส้นรอบวงกลมที่อยู่ห่างกัน 9 รู เส้นตรงเหล่านี้จะมีเส้นขอบเป็นวงกลมอีกวงหนึ่งอยู่ภายในวงกลมแรก และมีศูนย์กลางร่วมกัน
          เราอาจจะนำความคิดนี้ไปออกแบบเป็นเครื่องประดับห้องแสดงนิทรรศการหรือประดับสถานที่ก็ได้ โดยใช้เส้นลวดขดเป็นวงกลมและหมายตำแหน่งบนวงกลมไว้ 36 แห่งเท่าๆ กัน ใช้เส้นลวดไนลอนผูกกับเส้นลวดตรงจุดใดจุดหนึ่งที่หมายไว้แล้วดำเนินวิธีการเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็จะได้สิ่งตกแต่งที่ดูงามตา
          คราวนี้ลองเขียนวงกลมและแบ่งเส้นรอบวงกลมออกเป็น 36 ส่วนเท่าๆ กัน แล้วเจาะรูเช่นเดียวกับวิธีข้างต้น ให้หมายเลขรูบนวงกลมตั้งแต่เลข 1จนถึง 36 แล้วให้หมายเลขต่อไปนี้ซ้ำอีกรอบหนึ่งจนถึงหมายเลข 72 ใช้เส้นด้ายไนลอนสีโยงจุดใดจุดหนึ่งบนวงกลม (โดยดึงเส้นด้ายระหว่างสองตำแหน่งให้ตึงอยู่เสมอ) โยงไปยังจุดซึ่งมีหมายเลขเป็นสองเท่าของจุดตั้งต้น เช่น
          โยงจุด  1  ไปยังจุด  2
          โยงจุด  2  ไปยังจุด  4
          โยงจุด  3  ไปยังจุด  6
ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนถึง
          โยงจุด  19 ไปยังจุด  38
          โยงจุด  20 ไปยังจุด  40
ไปจนกระทั่งสุดท้ายโยงจุด 35 ไปยังจุด  70
          เส้นขอบของชุดเส้นตรงที่อยู่ภายในวงกลมนี้คือ เส้นโค้งคาร์ดิออยด์

          ปัญหาสุนัขไล่กระต่าย สุนัขแลเห็นกระต่ายตัวหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือของมันกระต่ายกำลังวิ่งไปทางทิศตะวันออกด้วยความเร็วสม่ำเสมอ สุนัขตัวนั้นพยายามวิ่งตรงไปยังกระต่ายด้วยความเร็วเป็นสองเท่าของเจ้ากระต่ายเคราะห์ร้าย ในที่สุดสุนัขก็วิ่งไปทันกระต่ายพอดี เส้นทางที่สุนัขวิ่งจากจุดตั้งต้นจะมีลักษณะอย่างไร
          เราอาจแก้ปัญหานี้ได้โดยแบ่งเส้นตรง ที่กระต่ายวิ่งออกเป็นหลายๆ ส่วนเท่าๆ กัน โดยให้ส่วนหนึ่งแทนระยะทางที่กระต่ายวิ่งไปได้ใน 1 วินาที กำหนดอักษรบนแต่ละส่วน ก ข ค ง... เริ่มแรกสุนัขอยู่ที่จุด O และเห็นกระต่ายอยู่ที่จุด  ก  สุนัขวิ่งตามแนวเส้นตรง O ก พอสุนัขวิ่งมาถึงจุด 1 กระต่ายก็วิ่งไปถึงจุด ข สุนัขจึงเปลี่ยนแนววิ่งไปตามเส้นตรง 1ข เมื่อสุนัขวิ่งมาถึงจุด 2 แลเห็นกระต่ายอยู่ที่จุด  ค  สุนัขก็เปลี่ยนแนววิ่งไปตามเส้นตรง 2 ค เช่นนี้เรื่อยๆ ไปจนกระทั่งวิ่งไปทันกระต่ายที่จุด ป จะสังเกตเห็นได้ว่าเส้นทางที่สุนัขวิ่งเป็นเส้นโค้งมีลักษณะเป็นเส้นขอบของชุดเส้นตรง โดยที่เส้นตรง (ซึ่งเป็นแนวทางที่สุนัขตั้งใจวิ่ง) ทุกเส้นเป็นเส้นสัมผัสเส้นโค้งนี้

[กลับหัวข้อหลัก]

วงกลมจากเส้นตรง


เส้นขอบของคอร์ดที่มีความยาวคงที่ภายในวงกลม เป็นวงกลมที่มีศูนย์กลางรวมกันกับวงกลมวงเดิม


เส้นโค้งคาร์ดิออยด์ซึ่งได้จากเส้นตรง



บรรณานุกรม
• นายสุรวิทย์ กองสาสนะ

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!