สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ

หู
 
เรามีความรู้เรื หู มาให้ท่านศึกษาดังต่อไปนี้
หู จาก แปลภาษาไทย-อังกฤษ อ. สอ เสถบุตร | หู จาก แปลภาษา ไทย-อังกฤษ NECTEC's Lexitron Dictionary | หู จาก พจนานุกรม ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน | หู จาก พจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร | หู จาก คำราชาศัพท์ | หู จาก สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน | หู จาก สนุก! พีเดีย สารานุกรมชาวสนุก
 
แปลภาษา ไทย-อังกฤษ
 

หู

|หู-|sf.|-หู|pf.

คำแปล
n. the ears; an eyelet, an eye, a loop; a handle, a strap = หูหิ้ว


ดูคำที่ใกล้เคียง
  • หูช้าง
  • หูโทรศัพท์
  • หูวิทยุ
  • หูรูด
  • หูหนาตาเล่อ
  • ทำหูทวนลม
  • คุ้นหู
  • เคยหู
  • เงี่ยหู
  • หูตาสว่าง
  • หูไว
  • หูหนวก
  • หูตึง
  • หูเบา
  • หูป่าตาเถื่อน
  • หูฉี่
  • เป็นหูเป็นตา
  • หูกระต่าย
  • หูกวาง
  •  
    แปลภาษา ไทย-อังกฤษ NECTEC's Lexitron Dictionary
     

    หู

    คำแปลที่ 1

    [n.] handle

    ตัวอย่างประโยค

    เวลาที่จะยกหม้อร้อนๆ ลงจากเตา ควรหาผ้าจับที่หูของภาชนะ

    หมายเหตุ

    ส่วนแห่งสิ่งของที่ทำไว้หิ้ว แขวน ร้อย หรือรูดเข้าออก

    คำแปลที่ 2

    [n.] ear

    หมายเหตุ

    ส่วนหนึ่งของร่างกายคนและสัตว์ ทำหน้าที่สำหรับฟังเสียง



     
    พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
     
    หู
    หู
    ความหมาย

    น. ส่วนหนึ่งของร่างกายคนและสัตว์ ทําหน้าที่สําหรับฟังเสียง; ส่วนแห่งสิ่งของที่ทําไว้หิ้ว แขวน ร้อย หรือรูดเข้าออก เช่น หูกระทะ หูมุ้ง หูกางเกง หูถุง; สิ่งที่ทําเป็นห่วงหรือเป็นวง ๆ เช่น หูแจว; (ปาก) เรียกส่วนหูฟังและกระบอกพูดของเครื่องรับโทรศัพท์ว่า หูโทรศัพท์.

     
    พจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร
     

    หู

    คำแปล

    น. อวัยวะสำหรับฟังเสียง; ส่วนแห่งสิ่งของที่ทำไว้หิ้ว หรือแขวน หรือรูดเข้าออก เช่น หูกระทะ หูมุ้ง หูถุง ฯลฯ.


    ลักษณนาม
    หู


    ดูคำอื่นๆที่มีตัวสะกดเหมือนกัน
  • หู่
  • หูก
  • หูกระต่าย
  • หูกวาง
  • หูฉลาม
  • หูฉี่
  • หูช้าง
  • หูด
  • หูดับตับไหม้
  • หูตาสว่าง
  • หูติ
  • หูตึง
  • หูเบา
  • หูปลาช่อน
  • หูรูด
  • หูไวตาไว
  • หูเสือ
  • หูหนาตาโต
  • หูหนาตาเล่อ
  • หูหนู
  • หูหิ้ว
  • หู่หี่

  • คำราชาศัพท์
     

    หู

    คำราชาศัพท์
    พระกรรณ

     
    สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
     
    อวัยวะรับความรู้สึกพิเศษ โดย นายแพทย์วิเชียร ดิลกสัมพันธ์ และนายแพทย์ชูศักดิ์ เวชแพศย์

               ได้แก่ ตา สำหรับการเห็น จมูก สำหรับรับกลิ่น  ลิ้น สำหรับรับรส หู สำหรับการฟัง และผิวหนัง รับความรู้สึก ทั่วไป ได้แก่ เจ็บ สัมผัส กด ร้อน เย็น




    [ดูภาพทั้งหมดในหมวด]



    หัวข้อ

    ตา

              เป็นอวัยวะสำหรับการเห็นภาพ แสง สีประกอบด้วย  ลูกตา (eye ball) และหนังตา เยื่อบุตา และอวัยวะสำหรับการหลั่งน้ำตา
     
    ลูกตา

              เป็นรูปกลม อยู่ในส่วนหน้าของเบ้าตา แต่ไม่กลมทีเดียว วัดจากหน้าไปหลัง วัดตามขวางและวัดตามสูงได้เกือบเท่ากัน ยาวประมาณ ๒.๕ เซนติเมตร ปริมาตรประมาณ ๘  มิลลิลิตร หญิงมีลูกตาใหญ่กว่าชายเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวหรือเทียบกับขนาดของเบ้าตา ลูกตาของทารกก็ใหญ่กว่าผู้ใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของเบ้าตา

              ผนังของลูกตาประกอบด้วยผนังโดยรอบ ๓ ชั้น คือ  ชั้นนอก (fibrous coat)เป็นพังผืด แข็ง ชั้นกลาง (vascular coat) เป็นชั้นหลอดเลือดขนาดเล็กปะปนกับเซลล์สี (pigmented cells) บางส่วนเป็นกล้ามเนื้อเรียบ และชั้นใน เป็นชั้นประสาท

              ชั้นนอก แบ่งได้เป็นส่วนทึบแสงทางข้างหลัง เรียกว่า  สเคลอรา (sclera)กับส่วนที่โปร่งแสงทางข้างหน้า เรียกว่า  คอร์เนีย (cornea)

              สเคลอรา มีประมาณ ๕ ใน ๖ ของลูกตา มีสีขาว แข็ง และมีสีน้ำเงินอ่อนในทารก แต่ในผู้ใหญ่และคนชราจะมีสีเหลืองหนาประมาณ ๐.๕-๐.๖ มิลลิเมตร ชาวบ้านเรียกว่า ส่วนตาขาว
     
              คอร์เนีย มีประมาณ ๑ ใน ๖ ของลูกตา เป็นส่วนใสหนากว่าสเคลอราเล็กน้อย และโค้งมากกว่าสเคลอรา ในคนหนุ่มสาว ส่วนนี้จะโค้งมากกว่าในคนชรา ถ้าความโค้งผิดปกติหรือไม่เท่ากัน จะทำให้มองเห็นไม่ชัด เรียกว่า สายตาเอียง
             
              คอร์เนีย ต่อกับ สเคลอรา ตรงรอยต่อที่เห็นได้จากภายนอก ตรงขอบตาดำต่อกับตาขาว

              ชั้นกลาง เป็นชั้นที่ประกอบด้วยหลอดเลือดขนาดเล็กหลอดเลือดฝอย และมีเซลล์ที่มีสี ทำให้เกิดเป็นชั้นสีดำ ทางส่วนหลัง แนบชิดกับด้านในของสแคลอรา เรียกว่า คอรอยด์  (choroid)ทางส่วนหน้าใกล้กับรอยต่อของคอร์เนีย และ สเคลอราจะดัดแปลงเป็น ซิลิอารีบอดี (ciliary body)และ ม่านตา  (Iris)

              ซิลิอารีบอดี แบ่งได้เป็น ๓ เขต คือ เขต ๑ เป็นเขตเรียบกว้างประมาณ ๔ มิลลิเมตร ต่อจากคอรอยด์ เขต ๒ เป็นเขตที่มีสันนูนชัดเจน  เรียงเป็นรัศมีโดยรอบขอบของม่านตากว้าง ๒ มิลลิเมตร อยู่ระหว่าง เขต ๑ กับขอบของม่านตา  เขต ๓ ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียงตัวโดยรอบ และเป็นรัศมี เมื่อกล้ามเนื้อนี้หดตัวจะทำให้เอ็นยึดเลนส์ และเลนส์ของลูกตาหย่อน จึงเกี่ยวกับการเพ่งให้เห็นชัด
     
              ม่านตา เป็นเยื่ออยู่หน้าเลนส์ ตรงกลางมีรูกลม เรียกว่า  รูม่านตา (pupil)
     
              ม่านตาหนาเกือบเท่ากันตลอด ขอบนอกของม่านตาติดต่อกับ ซิลิอารีบอดี สีของตาจึงขึ้นอยู่จำนวนเม็ดสีภายในม่านตา ในชนเชื้อชาติยุโรป มีเม็ดสีในม่านตาน้อย หรือไม่มีเม็ดสีเลย ตาจึงมีสีฟ้าหรือเทา ในชนเชื้อชาติเอเชีย มีเม็ดสีในม่านตามาก ตาจึงมีสีดำ
     
              ภายในม่านตา มีกล้ามเนื้อเรียบ ควบคุมให้รูม่านตาแคบลงหรือกว้างขึ้นได้ ในขณะที่ตื่นอยู่ จะมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของรูม่านตาตลอดเวลา เพื่อควบคุมจำนวนแสงที่เข้าสู่ลูกตา
     
              ชั้นใน เป็นชั้นประสาท เรียกว่า เรตินา ประกอบเป็นชั้นบางและนุ่ม ประกอบด้วยเซลล์ประสาท เส้นใยประสาท และเซลล์รับแสง (rod and cone cells) เส้นใยประสาทจากชั้นนี้จะออกทางปลายหลังของลูกตาไปสู่สมอง เพื่อแปลเป็นภาพแสง และสีต่างๆ
     
              ชั้นประสาทของลูกตานี้ โปร่งแสงตลอดชีวิต มีสีม่วงอ่อนแต่ภายหลังตายไม่นานก็จะทึบแสงและมีสีเทา
       
              คลื่นแสงที่จะผ่านไปถึงเรตินา ต้องผ่านสิ่งต่างๆ ที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน เช่น คอร์เนีย สารน้ำ (aqueous humour)เลนส์ และสารวุ้น (vitous body)เหล่านี้ประกอบเป็นตัวกลางหักเหแสง (refracting media)ของลูกตาและอยู่ภายในลูกตา

              สารน้ำ มีดัชนีหักเห ๑.๓๓๖ ประกอบด้วยน้ำ ๙๘% โซเดียมคลอไรด์ ๑.๔๑% และ อัลบูมิน (albumin)เล็กน้อยอยู่ระหว่างคอร์เนีย กับ เลนส์
     
              เลนส์ อยู่หลังม่านตา มีรูปร่างคล้ายกระจก กลมนูน โค้ง ใส โปร่งแสง ตรงกลางหนาประมาณ ๔ มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๙-๑๐ มิลลิเมตร ทางด้านหลังโค้งมาก
    กว่าด้านหน้า ความโค้งของเลนส์โดยเฉพาะทางด้านหน้าจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในขณะมีชีวิต เพื่อควบคุมให้ภาพตกลงบนเรตินา สำหรับการมองให้เห็นชัด

              ในทารก เลนส์จะนุ่มและมีสีชมพูอ่อน ในคนชราจะมีลักษณะแข็งขึ้น แบนขึ้น และมีสีเหลืองอ่อน จึงทำให้การมองเห็นชัดค่อยๆ ลดสมรรถภาพลงเรื่อยไปตามอายุ เรียกว่า สายตายาว (presbyopia) บางทีเลนส์ในคนชราขุ่นและทึบแสง เรียกว่า
    ต้อกระจก (cataract)
     
              สารวุ้น เป็นของเหลว เหนียว ใส โปร่งแสง อยู่ในลูกตาระหว่างเลนส์ กับ เรตินา

    หนังตาหรือเปลือกตา

              มีเปลือกตาบนและล่างเคลื่อนไหวได้ อยู่หน้าลูกตาหนังตาบนใหญ่กว่า และเคลื่อนไหวได้มากกว่า โดยการดึงของกล้ามเนื้อดึงหนังตาบน
     
              ช่องระหว่างหนังตา วัดตามขวางประมาณ ๓๐ มิลลิเมตร  แต่ก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และแต่ละเชื้อชาติ เมื่อลืมตาช่องระหว่างหนังตาเป็นรูปรี เมื่อหลับตาในขณะนอนหลับ มันเป็นเพียงร่องตามขวาง ปลายทั้งสองของเปลือกตาบนและล่างมาจดกัน เรียกว่า มุมหัวตา และมุมหางตา

              ขอบของเปลือกตา แบน เรียบ และที่ขอบหน้ามีขนตางอกออกมา และหลังขนตามีรูเปิดของต่อมเปลือกตา (tarsalgland) เรียงเป็นแถว ประมาณ ๖ มิลลิเมตร จากมุมหัวตาของเปลือกตา มีรอยนูนเป็นปุ่ม เรียกว่า ปุ่มน้ำตา และที่ยอดของปุ่มนี้มีรูเปิดเล็กๆ ของท่อน้ำตาจากปุ่มนี้ถึงมุมหัวตา ขอบเปลือกตาจะกลมแบน และไม่มีขนตา

              ภายในแต่ละเปลือกตา มีแผ่นเนื้อเยื่อพังผืดค่อนข้างแข็ง เรียกว่า แผ่นเปลือกตา (tarsal plate) แผ่นเปลือกตาอันบนใหญ่กว่า คล้ายครึ่งรูปไข่ ซึ่งขอบล่างหนาและตรง แต่ขอบบนโค้ง แผ่นเปลือกตาอันล่าง มีลักษณะเป็นแถบแคบๆ กว้างเท่ากันโดยตลอด ประมาณ ๕ มิลลิเมตร ภายในแผ่นเปลือกตานี้มีต่อมเปลือกตาเรียงเป็นแถวประมาณ ๒๐-๓๐ ต่อม ซึ่งมีรูเปิดอยู่หลังต่อมขนตา
     
              หน้าแผ่นเปลือกตา เป็นกล้ามเนื้อลายบางๆ เพื่อใช้ในการหลับตา และมีผิวหนังคลุมกล้ามเนื้ออีกชั้นหนึ่ง ผิวหนังของเปลือกตาค่อนข้างบาง และเยื่อใต้หนังค่อนข้างหลวม และไม่มีไขมัน

    เยื่อบุตา

              เป็นเยื่อบุบางๆ บุด้านลึกของเปลือกตาและติดกันแน่นและยังคลุมด้านหน้าของลูกตาส่วนสเคลอราด้วยอย่างหลวมๆ รอยพับระหว่างเยื่อบุตาของเปลือกตาและของด้านหน้าลูกตา เรียกว่า ฟอร์นิกซ์ (fornix)

    อวัยวะสำหรับหลั่งน้ำตา

              ได้แก่ ต่อมน้ำตา หลอดน้ำตา และถุงน้ำตา

              ต่อมน้ำตา ขนาดประมาณปลายนิ้วมือ อยู่ในเบ้าตาตรงมุมบนใกล้ริม และยื่นไปถึงมุมหางตา มีท่อเล็กๆ ประมาณ ๓-๙ ท่อ ไปเปิดสู่ฟอร์นิกซ์บนเยื่อบุตา เพื่อทำให้ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ และยังช่วยชะล้างฝุ่นละออง และสิ่งแปลกปลอมที่เข้าตา
          
              หลอดน้ำตา เป็นหลอดเล็กๆ อยู่ในเปลือกตาบนและล่าง เหนือและล่างมุมหัวตา เริ่มต้นจากรูที่ยอดของปุ่มน้ำตายาวประมาณ ๑๐ มิลลิเมตร ทอดไปสู่ถุงน้ำตา จึงเป็นทางระบายน้ำตาด้านหน้าของลูกตาไปสู่ถุงน้ำตา
     
              ถุงน้ำตา อยู่หลังผิวหนังบริเวณระหว่างมุมหัวตาของเปลือกตากับดั้งจมูก จากถุงน้ำตามีท่อยาวประมาณ ๑๘  มิลลิเมตร กว้าง ๓-๔ มิลลิเมตร ไปเปิดสู่ช่องจมูกส่วนหน้าในขณะร้องไห้ ต่อมน้ำตาจะหลั่งน้ำตาออกมามาก บางส่วนก็ล้นไปสู่แก้ม บางส่วนผ่านหลอดน้ำตา ถุงน้ำตา ไปตามท่อสู่โพรงจมูก น้ำตาและน้ำมูกรวมกันเป็นขี้มูกโป่ง



    [กลับหัวข้อหลัก]

    ตาและเปลือกตาข้างขวา


    ลูกตาผ่ากลางแสดงส่วนประกอบภายในลูกตา

    หู

              เป็นอวัยวะสำหรับการฟัง และการทรงตัว หูประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ หูส่วนนอก หูส่วนกลาง และหูส่วนใน
     
    หูส่วนนอก 

    ประกอบด้วยใบหู และรูหู

              ใบหู ยื่นเป็นมุมประมาณ ๓๐ องศา จากด้านข้างของศีรษะ แกนกลางของใบหูเป็นกระดูกอ่อนชนิดยืดหยุ่นได้ (elastic)ชิ้นเดียว หุ้มด้วยผิวหนังทั้งสองด้าน ยกเว้นติ่งหู ไม่มีกระดูกอ่อน มีแต่เยื่อพังผืด และไขมันหลวมๆ กระดูกอ่อนนี้
    ไม่เรียบ แต่มีส่วนนูนยื่นขึ้นมา และระหว่างส่วนที่นูนก็เป็นแอ่งใบหูจึงไม่เรียบทั้งสองด้าน
     
              รูหู เป็นช่องทางติดต่อระหว่างแอ่งลึกสุดของใบหูไปจนถึงเยื่อแก้วหูลึกประมาณ ๒๔ มิลลิเมตร ประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ รูหูส่วนกระดูกอ่อน ยาว ๘ มิลลิเมตร เป็นส่วนที่ต่อจากกระดูกอ่อนของใบหู และรูหูส่วนกระดูกยาว ๑๖ มิลลิเมตร
    เป็นส่วนที่มีผนังเป็นกระดูก ติดต่อลึกเข้าไปจากส่วนกระดูกอ่อน

              รูหูทั้งหมดไม่เป็นช่องตรงทีเดียว แต่จะโค้งเล็กน้อย  รูหูจะคอดเป็นบางแห่ง เช่น ที่รอยต่อระหว่างส่วนกระดูกและส่วนกระดูกอ่อน และที่ส่วนกระดูกห่างจากเยื่อแก้วหู ๒-๓  มิลลิเมตร
     
              รูหู จะบุด้วยผิวหนัง ที่ส่วนกระดูกอ่อน ผิวหนังค่อนข้างหนา และมีขน และยังมีต่อมขี้หูด้วย

              เยื่อแก้วหู รูปร่างเป็นแผ่นกลม ก้นบุ๋ม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑๐ มิลลิเมตร วางเฉียงๆ หันลงล่างไปทางข้างหน้า และใกล้ริม ในคนมีชีวิต เยื่อแก้วหู มีสีเทาเป็นเงา แต่อาจมีสีเหลืองอ่อน และแดงปนด้วย มีด้ามของกระดูกค้อนติดที่ด้านในของเยื่อแก้วหู จุดกึ่งกลางของเยื่อแก้วหูจึงถูกดึงเข้าไปเป็นรอยบุ๋ม
     
    หูส่วนกลาง
     
              เป็นโพรงอากาศเล็กๆ ในกระดูก อยู่ระหว่างเยื่อแก้วหูกับหูส่วนใน ภายในโพรงนี้มีกระดูกหูเล็กๆ ๓ ชิ้น คือ กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน ซึ่งต่อกันจากเยื่อแก้วหูไปยังผนังใกล้ริมของหูส่วนใน เพื่อนำคลื่นเสียงที่มากระทบเยื่อแก้วหูไปยังหูส่วนในได้ หูส่วนกลางยาวและสูงประมาณ ๑๕ มิลลิเมตร   แต่กว้างเพียง ๖ มิลลิเมตรที่ส่วนบน ๔ มิลลิเมตรที่ส่วนล่าง และ ๑.๕-๒.๐ มิลลิเมตรที่ส่วนกลาง โพรงอากาศของหู   ส่วนกลางยังมีท่อทางข้างหน้าไปติดต่อกับคอหอยส่วนจมูก(nasopharynx) และมีท่อทางข้างหลังไปติดต่อกับโพรงอากาศในปุ่มกระดูกหลังใบหูด้วย
     
    หูส่วนใน

              เป็นช่องที่มีสารน้ำอยู่ ค่อนข้างสลับซับซ้อนอยู่ภายในกระดูกที่เรียกว่า โบนีลาบีรินธ์ (bony labyrinth)และภายในโบนีลาบีรินธ์ ยังมีท่อหรือถุงซึ่งมีผนังบางๆ อยู่อีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า เมมเบรนัสลาบีรินธ์ (membranous labyrinth)
     
              โบนีลาบีรินธ์ ประกอบด้วย เวสติบูล (vestibule)ช่องเซมิเซอร์คูลาร์ (semicircular canals)และช่องโคเคลียร์ (cochlear canal) ซึ่งภายในมี เมมเบรนัสลาบีรินธ์ ซึ่งประกอบด้วย ยูตริเคิล
    (utricle) แซคคูล (saccule) ท่อเซมิเซอร์คูลาร์ (semicircular ducts)และท่อโคเคลียร์ (cochlear duct)

              เวสติบูล เป็นส่วนกลางของ โบนีลาบีรินธ์ ทางหลังติดต่อกับ ช่องเซมิเซอร์คูลาร์ และทางหน้าติดต่อกับ ช่องโคเคลียร์ เป็นโพรงเล็กๆ ในกระดูกยาวจากหน้าไปหลัง ๖ มิลลิเมตร สูง  ๔-๕ มิลลิเมตร และกว้าง ๓ มิลลิเมตร
     
              ช่องเซมิเซอร์คูลาร์ มี ๓ ช่อง อยู่หลังช่องเวสติบูล ทั้งสามวางตั้งฉากซึ่งกันและกัน จึงให้มีชื่อตามที่อยู่ คือ อันหน้า    อันหลัง และอันใกล้ริม ช่องนี้อยู่ในกระดูกประมาณ ๒/๓ ของวงกลม ซึ่งปลายหนึ่งจะโป่งออก เรียกว่า แอมพูลลา (ampulla)
    ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๕ มิลลิเมตร แต่ที่แอมพูลลาประมาณ ๒.๐ มิลลิเมตร เปิดเข้าสู่เวสติบูลเพียง ๕ รู เนื่องจากปลายใกล้กลางของช่องอันหน้ากับปลายบนของอันหลังรวมกัน
     
              ช่องโคเคลียร์ เป็นโพรงคล้ายก้นหอย ฐานกว้าง ๙  มิลลิเมตร จากฐานถึงยอด ๕ มิลลิเมตร มีกระดูกเป็นแกนกลาง เรียก โมดิโอลุส (modiolus) ยาว ๓ มิลลิเมตร มีช่องโคเคลียร์ วนรอบโมดิโอลุส ประมาณ ๒ ๑/๒ - ๒ ๒/๓ รอบ ท่อทั้งหมดยาว ๓๒ มิลลิเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒ มิลลิเมตร  จากกระดูกแกน มีแผ่นกระดูกบาง (osseous spiral lamina) ยื่นออกวนรอบโมดิโอลุส คล้ายตะปูควง ยื่นเข้าไปประมาณครึ่งหนึ่งของช่องโคเคลียร์ จึงแบ่งช่องโคเคลียร์ออกเป็นสองช่อง แต่ไม่สมบูรณ์ จากปลายของแผ่นกระดูกวนรอบ มีแผ่นพังผืดบาสิลาร์ (basilar membrane) ไปติดกับผนังของช่องโคเคลียร์ ทำให้แบ่งช่องโคเคลียร์เป็นสองช่องโดยสมบูรณ์
     
              เมมเบรนัสลาบีรินธ์ อยู่ภายในโบนีลาบีรินธ์ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนโบนีลาบีรินธ์ เว้นแต่มีถุงบางๆ ๒ ถุงอยู่ในเวสติบูล คือ
     
              ยูตริเคิล เป็นถุงยาวอยู่ตอนบนและหลังของเวสติบูล มีท่อเซมิเซอร์คูลาร์ มาเปิด ๕ ท่อ ภายในยูติเคิล มีเซลล์รับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวแล้วส่งความรู้สึกนั้นไปยังสมอง
     
              แซคคูล เป็นถุงรูปไข่ อยู่หน้ายูตริเคิล ภายในก็มีเซลล์รับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวเช่นเดียวกันทั้ง แซคคูล และ ยูตริเคิล มีท่อมาติดต่อซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ แซคคูลยังมีท่อไปต่อกับท่อโคเคลียร์ด้วย
     
              ท่อเซมิเซอร์คูลาร์ มีลักษณะเป็นท่ออยู่ภายในช่องเซมิเซอร์คูลาร์ ช่องเซมิเซอร์คูลาร์ส่วนใดโป่ง ท่อเซมิเซอร์คูลาร์ส่วนนั้นก็โป่งด้วย ภายในท่อเซมิเซอร์คูลาร์ที่โป่งออก มีสันขวางประกอบด้วยเซลล์รับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัว
     
              ท่อโคเคลียร์ เป็นท่อวนรอบอยู่ภายในช่องโคเคลียร์ เป็นท่อรูปสามเหลี่ยม ด้านล่างเป็นแผ่นบาสิลาร์ และด้านบนเป็นแผ่นเยื่อบางๆ อีกแผ่นหนึ่ง เรียกว่า แผ่นเวสติบูลาร์(vestibular membrane) ขึงจากด้านบนของแผ่นกระดูกวนรอบไปยังผนังของช่องโคเคลียร์ อีกด้านหนึ่งเป็นแผ่นเยื่อของช่อง
    โคเคลียร์ ด้านในช่องโคเคลียร์ที่ด้านบนของแผ่นบาสิลาร์มีอวัยวะสำหรับรับเสียง (organs of Corti) ซึ่งมีเซลล์สำหรับรับความรู้สึกในการได้ยิน
     
              ภายในเมมเบรนัสลาบีรินธ์ทั้งหมด มีน้ำที่เรียกว่า เอ็นโดลีมพ์ (endolymph)ซึ่งจะติดต่อกันทั้งหมด
     
              ภายในโบนีลาบีรินธ์ และภายนอกเมมเบรนัสลาบีรินธ์ก็มีน้ำอยู่ซึ่งเรียกว่า เพอริลีมพ์ (perilymph)ซึ่งติดต่อกันทั้งหมดเช่นเดียวกัน
     
              เมื่อมีคลื่นเสียงผ่านรูหูไปกระทบเยื่อแก้วหู เยื่อแก้วหูก็สั่นสะเทือน ทำให้กระดูกหูเล็กๆ สั่นสะเทือน ส่งต่อไปยังเพอริลีมพ์ภายในเวสติบูล จากนั้นการสั่นสะเทือนก็แพร่ไปยังเพอริลีมพ์ของส่วนต่างๆ ไปสู่เซลล์สำหรับรับเสียงและเซลล์
    สำหรับรับความรู้สึกในการทรงตัว ซึ่งจะส่งความรู้สึกต่อไปยังสมองได้ทางประสาทสมองคู่ที่ ๘



    [กลับหัวข้อหลัก]

    หูผ่าตามยาว แสดงส่วนประกอบภายใน


    หูส่วนนอก

    จมูก

              จมูกเป็นส่วนบนสุดของระบบทางเดินอากาศหายใจ และยังมีประสาทสำหรับรับกลิ่นด้วย จมูกประกอบด้วย จมูกส่วนนอก และโพรงจมูก ซึ่งแบ่งเป็นซ้ายและขวา โดยมีผนังกั้นกลาง

    จมูกส่วนนอก

              มีสันจมูก ซึ่งยื่นจากหน้าผากระหว่างตาทั้งสองไปยังปลายจมูก ดั้งจมูกเป็นส่วนที่ต่อกับหน้าผาก ด้านล่างของจมูก ส่วนนอกมีรูจมูก ซึ่งคนเชื้อชาติผิวขาวมีรูจมูกรูปรี คนเชื้อชาติผิวเหลืองรูจมูกจะค่อนข้างกลม รูจมูกทั้งสองแยกกันโดยแผ่นกั้นกลาง และสองข้างของรูจมูกโป่งคล้ายปีก เรียกว่า ปีกจมูก
     
              ส่วนบนของจมูกส่วนที่เป็นกระดูก จึงแข็งและอยู่กับที่คลุมด้วยผิวหนัง ส่วนล่างมีแกนภายในเป็นกระดูกอ่อน คลุมด้วยผิวหนังซึ่งติดแน่นและมีต่อมไขมันมาก จึงเป็นส่วนที่จับโยกไปมาได้
     
    โพรงจมูก
     
              นับตั้งแต่รูจมูกทางด้านหน้าเข้าไปจนถึงรูเปิดทางด้านหลัง  ซึ่งจะติดต่อกับคอหอยส่วนจมูก ผนังกั้นกลางของโพรงจมูกเรียบและแบน ประกอบด้วยแผ่นกระดูกและแผ่นกระดูกอ่อนบางๆ ผนังใกล้ริมไม่เรียบ เหนือรูจมูก มีส่วนที่กว้างขึ้นเป็นกระพุ้ง เรียกว่า เวสติบูล ซึ่งมีขนจมูกสั้นและแข็งแรงอยู่ที่ส่วนล่างเพื่อกรองฝุ่นละอองจากอากาศ ที่ผนังใกล้ริมมีแผ่นกระดูกยื่น ๓ ชิ้น เรียกว่า คอนคา (concha) ชิ้นล่างใหญ่ ชิ้นกลางและชิ้นบน เล็กลงไปตามลำดับ
     
              ด้านบนของโพรงจมูก ค่อนข้างแคบแต่จะกว้างในส่วนหลัง แบ่งได้เป็น ๓ ส่วน ส่วนหน้าเอียงลาดลงล่างไปข้างหน้า ส่วนกลางอยู่ในแนวนอน และส่วนหลังเอียงลาดลงล่างไปข้างหลัง
     
              พื้นของโพรงจมูก ก็คือด้านบนของเพดานปากส่วนแข็ง ซึ่งอยู่ระหว่างช่องปากกับช่องจมูก
     
              เยื่อเมือกที่บุส่วนบนโพรงจมูก มีสีเหลือง และมีปลายประสาทรับกลิ่นส่งไปตามประสาทสมองคู่ที่ ๑
     
              เยื่อเมือกที่บุส่วนล่างของโพรงจมูก จะหนามากและมีเลือดมาเลี้ยงมาก จึงทำให้อากาศหายใจอุ่น มีต่อมจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ครึ่งหลังของโพรงจมูก จึงทำให้มีน้ำมูกเมื่อเป็นหวัด
     
              กระดูกที่อยู่รอบๆ โพรงจมูก จะมีโพรงอากาศอยู่ภายใน เรียกว่า โพรงอากาศ (paranasal air sinuses) โพรงอากาศเหล่านี้จะมีรูเปิดเข้าสู่ผนังใกล้ริมของโพรงจมูกตรงตำแหน่งต่างๆ กัน การอักเสบของโพรงจมูกจึงอาจจะแพร่กระจายไปยังโพรงอากาศต่างๆ เหล่านี้



    [กลับหัวข้อหลัก]

    จมูกส่วนนอก


    จมูกส่วนใน

    อวัยวะสำหรับรับรส

              ปลายของอวัยวะสำหรับรส อยู่กันเป็นกลุ่มในเยื่อบุ เรียกว่า ปุ่มรับรส (taste bud) ส่วนใหญ่พบได้ที่ด้านบนของลิ้น ด้านล่างของเพดานอ่อน ฝาปิดกล่องเสียง และส่วนบนของคอหอย

              การรับรสจากส่วนหน้าของลิ้น ไปตามประสาทสมอง คู่ที่ ๗ แต่การรับรสจากส่วนหลังของลิ้นไปตามประสาทสมอง คู่ที่ ๙ ดังได้กล่าวมาแล้วในเรื่องระบบประสาท
     
              นอกจากนี้ ยังมีอวัยวะสำหรับรับความรู้สึกทั่วไป ได้แก่ ผิวหนัง ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องผิวหนัง



    [กลับหัวข้อหลัก]


    บรรณานุกรม
    • นายแพทย์ชูศักดิ์ เวชแพศย์
    • นายแพทย์วิเชียร ดิลกสัมพันธ์

    [กลับหัวข้อหลัก]
     
     
      ความหมาย  
     
    สนุก!พีเดีย 
     
    หู
    สร้างเมื่อ 15-09-2008 โดย cookmania

    หู เป็นอวัยวะสำหรับการฟัง และการทรงตัว
     
    ส่วนประกอบของหู
             หูของคนเราแต่ละข้างแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน

             1. หูชั้นนอก (external ear) ประกอบไปด้วย
                      1.1 ใบหู เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มด้วยผิวหนังบางๆ ทำหน้าที่ดักและรับเสียงเข้าสู่รูหู
                      1.2 รูหู เป็นท่อคดเคี้ยวเล็กน้อย ลึกประมาณ 2.5 ซม. ผนังของรูหูบุด้วยเยื่อบาง และใต้เยื่ออ่อนนี้เต็มไปด้วยต่อมน้ำมัน ทำหน้าที่ขับไขมันเหนียวและเหลว มาหล่อเลี้ยงรูหู ไขมันเหล่านี้เมื่อรวมกับสิ่งสกปรกต่างๆก็จะกลายเป็น ขี้หู ซึ่งจะช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาทางรูหูไม่ให้เข้าถึงเยื่อแก้วหูได้ง่าย
                      1.3 เยื่อแก้วหู เป็นเยื่อบางๆ อยู่ลึกเข้าไปในส่วนของรูหู กั้นอยู่ระหว่างหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง ทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงที่เดินทางเข้ามาทางรูหู

             2. หูชั้นกลาง (middle ear) อยู่ถัดจากเยื่อแก้วหู มีลักษณะเป็นโพรงอากาศบรรจุกระดูกเล็กๆ 3 ชิ้นติดต่อกัน คือกระดูกค้อน อยู่ติดกับเยื่อแก้วหู กระดูกทั่ง อยู่ตรงกลาง และกระดูกโกลน อยู่ติดกับหูชั้นใน ส่วนล่างของโพรงอากาศตอนปลายของหูชั้นกลางจะมีท่อยูสเตเชี่ยน (Eustachian tube) ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องอากาศแคบๆ และยาวต่อไปถึงคอ ทำหน้าที่ปรับความกดอากาศ ข้างในและข้างนอกหูให้มีความสมดุลกัน ทำให้เราไม่ปวดหูเวลาอากาศเข้าไปกระทบ แก้วหูขณะที่มีการหายใจ หรือกลืน

             3. หูชั้นใน (inner ear) ประกอบด้วย 
                      3.1 คลอเคลีย (cochlea) ลักษณะคล้ายก้นหอย มีของเหลวบรรจุอยู่ และมีอวัยวะรับเสียงที่ เรียกว่า อวัยวะของคอร์ติ (organ of Corti) ซึ่งมีเซลล์ขน (hair cell) ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับเสียง (phonoreceptor) 
                      3.1 เซมิเซอร์คิวลาร์แคแนล (semicircular canal) มีหน้าที่ในการทรงตัว มีลักษณะเป็นหลอดครึ่งวงกลม 3 หลอด วางตั้งฉากกัน ปลายหลอดโป่งเป็นกระเปาะ เรียกว่า แอมพูลลา (ampulla) ภายในของหลอดและกระเปาะมีเซลล์ขนทำหน้าที่เป็นอวัยวะทรงตัว (statoreceptor) ซึ่งกระตุ้นโดยของเหลว (endolymph) ที่ไหลภายในท่อตามจังหวะการเอียงตัว หรือตำแหน่งของศรีษะ

    อ่านความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ หู


    ส่วนประกอบของหู

    [ดูภาพทั้งหมดในหมวด]
     
    หรือท่านกำลัง หาคำว่า หู ในหัวข้อต่อไปนี้...
    ศัพท์แสลง สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน
    หูดำ หูชั้นกลาง | หูชั้นนอก | หูชั้นใน | หูด | หูพิการแต่กำเนิด
    ดูทั้งหมด
       
    ภาพปลาและสัตว์น้ำไทย กรมประมง แปลภาษาไทย-อังกฤษ อ. สอ เสถบุตร
    หูหมาด หูกระต่าย | หูกวาง | หูฉี่ | หูช้าง | หูด
    ดูทั้งหมด
       
    พจนานุกรม ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน พจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร
    หูก | หูกระต่าย | หูกวาง | หูกว้างตากว้าง | หูกะพง หูก | หูกระต่าย | หูกวาง | หูฉลาม | หูฉี่
    ดูทั้งหมด ดูทั้งหมด
       
    ผู้สนับสนุน
    สนใจลงโฆษณา คลิก!