สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ

หน้ากาก
 
เรามีความรู้เรื หน้ากาก มาให้ท่านศึกษาดังต่อไปนี้
หน้ากาก จาก แปลภาษาไทย-อังกฤษ อ. สอ เสถบุตร | หน้ากาก จาก แปลภาษา ไทย-อังกฤษ NECTEC's Lexitron Dictionary | หน้ากาก จาก พจนานุกรม ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน | หน้ากาก จาก พจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร | หน้ากาก จาก สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน
 
แปลภาษา ไทย-อังกฤษ
 

หน้ากาก


คำแปล
n. a mask, a disguise, a guise, a pretense


ดูคำที่ใกล้เคียง
  • หน้า
  • หน้าเสีย
  • หน้าม่อย
  • หน้าจืด
  • แก้หน้า
  • กู้หน้า
  • เสียหน้า
  • มีหน้า
  • มีหน้ามีตา
  • หันหน้า
  • หน้าฝน
  • หน้าแล้ง
  • หน้าว่าว
  • หนาว ๆ ร้อน ๆ
  • หน้าขี้ไก่
  • หน้าแง
  • หน้าแหง่
  • หน้าเขียว
  • หน้าแข้ง
  • หน้าเฉยตาเฉย
  • หน้าตาย
  • หน้าฉาน
  • หน้าซีด
  • หน้าด้าน
  • หน้าดำ
  • หน้าดำคร่ำเครียด
  • หน้าแดง
  • หน้าเศร้า
  • หน้าละห้อย
  • หน้าบอกบุญไม่รับ
  • หน้าดำหน้าแดง
  • หน้าตั้ง
  • หน้าต่าง
  • หน้าตัวเมีย
  • หน้าถัง
  • หน้าที่
  • หน้าที่สัมภาร
  • หน้าน้ำ
  • หน้าบาง
  • หน้าบาน
  • หน้าบึ้ง
  • หน้าบูด
  • หน้าเง้า
  • หน้าเป็น
  • หน้าปก
  • หน้าปัด
  • หน้าผา
  • หน้าผาก
  • หน้าม้า
  • หน้ามืด
  • หน้ามุข
  • หน้าไม้
  • หน้าวัว
  • หน้าสิ่วหน้าขวาน
  • หน้าเซี่ยว
  • หน้าใหญ่
  • หน้าใหม่
  • หน้าหนา
  • หน้าหัก
  • หน้าอก
  •  
    แปลภาษา ไทย-อังกฤษ NECTEC's Lexitron Dictionary
     

    หน้ากาก

    คำแปล

    [n.] mask

    ตัวอย่างประโยค

    หน้ากากที่แกทำมีหน้าตาหน้าเกลียดน่ากลัว สำหรับใช้ในพิธีสะเดาะเคราะห์

    หมายเหตุ

    เครื่องบังใบหน้า



     
    พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
     
    หน้ากาก
    หน้ากาก
    ความหมาย

    น. เครื่องบังใบหน้าทั้งหมดหรือบางส่วน.

     
    พจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร
     

    หน้ากาก

    คำแปล

    น. หน้าจำลอง ใช้สวมเพื่อให้ขบขันหรือจำไม่ได้.


    ลักษณนาม
    อัน



     
    สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13
     
    เครื่องกระดาษ โดย นายมาโนช กงกะนันทน์
              เครื่องกระดาษ เป็นงานหัตถกรรมชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านสร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการต่างๆ กัน คือ เพื่อใช้สอย เช่น สมุดไทย ร่ม ฯลฯ เพื่อประดับตกแต่งในโอกาสต่างๆ เช่น สายรุ้ง ธงฉัตร เพื่อการบันเทิงอารมณ์ เช่น หัวโขน หน้ากาก (กระตั้วแทงเสือ) หัวโต รูปสัตว์ (หมู ช้าง สิงห์) ตุ๊กตา และว่าว เป็นต้น




    [ดูภาพทั้งหมดในหมวด]



    หัวข้อ

    สมุดไทย
              สมุดไทย เป็นหนังสือของไทยโบราณที่มีลักษณะพิเศษ ซึ่งมิได้เย็บเป็นเล่มเหมือนหนังสือในปัจจุบัน ใช้กระดาษยาวติดต่อกันเป็นแผ่นเดียวพับกลับไปกลับมาเป็นเล่มหนาหรือบาง กว้างหรือยาวเท่าใดก็ได้ตามแต่ความต้องการของผู้ใช้ ส่วนมากการเขียนหนังสือนั้น ในสมัยก่อนนิยมเขียนใต้เส้นบรรทัด การเขียนหนังสือบนเส้นบรรทัดเพิ่งจะมานิยมกันในสมัยที่ตัวอักษรโรมันเข้ามาสู่ประเทศไทย ประมาณปลายรัชกาลที่ ๓ วัสดุที่ใช้เขียนมีหลายอย่าง เช่น ดินสอขาว น้ำหมึก ซึ่งมีสีดำที่ทำจากเขม่าไฟ หรือหมึกจีน สีขาวทำจากเปลือกหอยมุก สีแดงทำจากชาด สีทองทำจากทองคำเปลว และสีเหลืองทำจากส่วนผสมของรงและหรดาล สมุดไทยมีความแตกต่างกันในตัวของมันเอง เป็นเหตุให้เรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น เรียกชื่อตามประโยชน์ที่ใช้ ได้แก่ สมุดถือเฝ้า สมุดรองทรง และสมุดไตรภูมิ เรียกชื่อตามสีของเส้นอักษร ได้แก่ สมุดดำเส้นขาว สมุดดำเส้นหรดาล สมุดเส้นรง และสมุดเส้นทอง อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันหมดความนิยมไปแล้ว เพราะอุปกรณ์การเขียนสมัยใหม่หาได้ง่ายและราคาถูก และมีการผลิตจำนวนมากสำหรับใช้กันทั่วโลก จึงได้รับความนิยมกันโดยทั่วไป ทำให้การเขียนแบบเก่าในสมุดไทย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสำคัญของไทยเราค่อยๆ ลบเลือนไป


    [กลับหัวข้อหลัก]

    สมุดไทย

    ร่ม
              ร่ม เป็นเครื่องใช้สอยอย่างหนึ่งสำหรับกันแดดและฝน ซึ่งรู้จักใช้กันมานานแล้ว มีโครงทำด้วยไม้ไผ่ ปิดด้วยกระดาษสา ส่วนหัวหรือตุ้มร่มทำด้วยไม้เนื้ออ่อน ซึ่งสะดวกแก่การกลึงและผ่าร่องซี่ของร่ม ซี่ร่มทำด้วยไม้ไผ่ ส่วนคันร่มนั้นใช้ไม้เนื้ออ่อนกลึงหรือทำด้วยไม้ไผ่ขนาดเล็ก ด้ามร่มพันด้วยเส้นหวายผ่าซีกขนาดเล็ก ปลอกสวมหัวร่มใช้ใบลานหรือกระดาษหนา ห่วงร่มทำจากเส้นตอกไม้ไผ่ขดเป็นวงกลมและพันด้วยกระดาษสาโดยรอบ ส่วนครอบหัวร่มทำด้วยแผ่นสังกะสี เมื่อชาวบ้านทำเสร็จแล้วจะนำไปจำหน่ายในเมือง ร่มมีทำกันมากที่ตำบลบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่


    [กลับหัวข้อหลัก]

    ร่มที่เขียนลวดลายเสร็จแล้ว ต้องผึ่งแดดให้แห้งก่อนพับเก็บ

    สายรุ้ง ธง และฉัตร

              สายรุ้งเป็นแถบกระดาษสีต่างๆ ขนาดเล็กและยาว ใช้ขว้างแสดงความรื่นเริง หรือใช้ตกแต่งสถานที่โดยโยงติดกับตัวอาคาร ส่วนธงเป็นรูปสามเหลี่ยม ส่วนมากมีรูปร่างสามเหลี่ยมหน้าจั่วและสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีสีต่างๆ กัน มักใช้ในงานเฉลิมฉลองต่างๆ ที่มีลักษณะชั่วคราว มีก้านทำด้วยไม้ไผ่หรือไม้จริงเป็นด้ามกลมหรือสี่เหลี่ยม
             ส่วนฉัตรนั้นมีรูปคล้ายร่มที่ซ้อนกันขึ้นเป็นชั้นๆ ชั้นบนมีขนาดเล็กกว่าชั้นล่าง ลดหลั่นกันทำด้วยแผ่นกระดาษแข็งเป็นวงกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑๕ เซนติเมตร ขอบกระดาษแข็ง ปิดด้วยกระดาษสี กระดาษเงินหรือทอง ชายกระดาษตัดเป็นแฉกๆ มีก้านทำด้วยไม้ไผ่ หรือไม้รวก ส่วนยอดจะเป็นธงสามเหลี่ยม ฉัตรใช้ปักประดับบริเวณวัดในเทศกาลต่างๆ และในงานทอดกฐินและผ้าป่า
            ส่วนธงกระดาษแก้วสีต่างๆ ขนาดเล็ก มักนิยมใช้ปักเจดีย์ทรายในงานวัดทั่วไป



    [กลับหัวข้อหลัก]

    สายรุ้งประดับอาคารในงานรื่นเริง

    หัวโขน
              หัวโขน  คือ หน้ากากสวมหัวที่ใช้ในการแสดงแบบหนึ่งของไทย มีลักษณะต่างๆ กันไปตามฐานะของผู้แสดงซึ่งไม่อาจจะขับร้องหรือเจรจาเองได้ จึงทำให้เกิดการพากย์ขึ้น ผู้แสดงและผู้พากย์จะต้องมีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี   ขณะที่เราชมการแสดงโขน จะรู้สึกว่าผู้แสดงที่สวมหัวโขนจะแสดงอาการดีใจ เศร้าโศก ได้เหมือนกับมนุษย์ธรรมดา หัวโขนได้ถูกนำมาใช้ในการแสดงตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ. ๒๓๐๐) ตามปกติจะมีเพียง ๒ แบบ คือ แบบสวมมงกุฎและไม่สวมมงกุฎ หรือที่เรียกว่า "ศีรษะโล้น" มงกุฎที่สวมหัวโขนนั้นโดยทั่วไปแล้วมักจะทำติดกันตายตัว แต่บางครั้งก็ทำให้ถอดแยกออกจากกันได้ ในการทำหัวโขนนั้น สิ่งสำคัญจะต้องมีหุ่นหัวโขน ซึ่งทำด้วยปูนหรือสลักไม้ก็ได้ (หุ่นนี้จะมีลักษณะของใบหน้าและรูปศีรษะเป็นเค้าพอให้เห็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีหลายชนิด เช่น หุ่นหัวยักษ์ หัวลิงอ้าปากและหุบปาก หัวฤาษี หัวช้าง ฯลฯ) หลังจากนั้นก็ใช้กระดาษฟางหรือกระดาษสา หรือกระดาษข่อยอย่างบางชุบน้ำพอเปียกแล้วนำมาวางทาบกับหุ่นให้ทั่วหัว ประมาณ ๓-๔  ชั้น ชั้นต่อมาใช้กระดาษทาแป้งเปียกปิดทับลงไปอีก จนหนาพอสมควรแล้วนำไปผึ่งแดดให้ (ภายนอก) แห้ง แล้วขัดถูด้วยชิ้นไม้ไผ่หรือเขาสัตว์ให้เรียบทั่วหัว แล้วผึ่งแดดอีกครั้งหนึ่ง พอแห้งสนิทจึงรีด (ขัด) ให้กระดาษที่ปิดขึ้นมันและเรียบ จากนั้นใช้มีดกรีดผ่าตั้งแต่กลางศีรษะจนถึงท้ายทอย (ไม่ผ่าด้านหน้า เพราะจะเป็นรอย) ค่อยๆ ลอกเอากระดาษที่ปิดออกจากหุ่น แล้วเย็บรอยผ่าให้สนิท ใช้กระดาษบางๆ ทาแป้งเปียกปิดทับรอยเย็บให้เรียบร้อย สำหรับการตกแต่งหัวโขนนั้น ใช้รักสมุกปั้นเป็นหางคิ้ว หนวด ริมฝีปาก และส่วนที่ต้องการให้นูนขึ้น ส่วนลวดลายต่างๆ ก็ใช้รักสมุกกดลงในแม่พิมพ์หินอ่อน ซึ่งแกะเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายเทศตาอ้อย ตากนก ฯลฯ เมื่อได้พอแก่ความต้องการแล้ว ก็ใช้รักอย่างใสทาปิดประดับลงในที่ๆ ต้องการจนทั่ว แล้วก็ตกแต่งด้วยสีอีกทีหนึ่ง โดยลงสีพื้นเสียก่อน ส่วนภายในของหัวโขนนั้นมักใช้สีหรือรักอย่างใสทาเพื่อป้องกันตัวสัตว์มาแทะ




    [กลับหัวข้อหลัก]

    หุ่นหัวยักษ์ ขณะปิดด้วยกระดาษทาแป้งเปียก

    หัวโต
              หัวโต มีลักษณะเช่นเดียวกับหัวโขน แต่ใช้สวมใส่เพื่อร่วมแสดงในกระบวนแห่ต่างๆ เช่น บวชนาค หัวโตมักจะทำกันสองลักษณะคือ หัวผู้หญิงและหัวผู้ชาย วิธีการทำหัวโตนั้น เช่นเดียวกับหัวโขน แต่ไม่ละเอียดและประณีตเท่าเทียมกัน ปกติแล้วจะสร้างให้มีขนาดใหญ่กว่าความเป็นจริงมาก ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการสวมใส่ประการหนึ่งและเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน (ตลก) ให้กับผู้พบเห็นมากขึ้นอีกประการหนึ่ง


    [กลับหัวข้อหลัก]
    หน้ากาก
              หน้ากาก ใช้สวมใส่เพื่อร่วมแสดงในขบวนแห่ เช่นเดียวกันกับหัวโต เช่น การแสดง "กระตั้วแทงเสือ" หน้ากากกระตั้วจะมีเพียงครึ่งเดียว ไม่เหมือนกับหัวโขนหรือหัวโต ส่วนหัวเสือนั้น มีลักษณะเช่นเดียวกับหัวสัตว์ในการแสดงโขน ผู้สวมจะแต่งตัวด้วยผ้าสีลายคล้ายลายเสือ และผูกหางเสือด้วยเพื่อให้มองดูสมจริง


    [กลับหัวข้อหลัก]

    หน้ากากผีตาโขน

    หมูและตุ๊กตา
              หมูและตุ๊กตากระดาษ เป็นของเล่นที่นิยมกันมากในหมู่ชาวชนบท มักจะทำออกจำหน่ายตามงานวัดใเทศกาลต่างๆ การทำก็เช่นเดียวกับหัวโขน กล่าวคือ จะต้องมีตัวหุ่นทำด้วยไม้หรือปูนปลาสเตอร์ เป็นรูปหมูและตุ๊กตา หมูบางตัวมีขนาดใหญ่พอที่เด็กตัวเล็กๆ จะขี่เล่นได้ บางครั้งคนทำจะนำหมูตัวเล็กมาเจาะรูที่ส่วนหลังสำหรับใส่สตางค์ เป็นที่สะสมเงินให้กับเด็กๆ ได้อีกด้วย


    [กลับหัวข้อหลัก]

    ตุ๊กตาหมู

    ว่าว
              ว่าว เป็นเครื่องเล่นชนิดหนึ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้ลอยอยู่ในอากาศได้ด้วยแรงลมและมีสายป่านคอยบังคับให้ลอยอยู่ในทิศทางที่ต้องการ ว่าวไทยในอดีตนั้นมีกล่าวอยู่ในพงศาวดารเหนือว่า พระร่วงทรงเล่นว่าวอย่างไม่ถือพระองค์ว่าเป็นท้าวเป็นพระยาในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๓๐๐) ก็มีการเล่นว่าวกันมากถึงกับมีกมณเฑียรบาลห้ามมิให้ประชาชนเล่นว่าวทับพระราชวัง ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็มีการเล่นว่าวดังเช่นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทรงโปรดให้ใช้สถานที่ในพระราชวังดุสิตและสนามสโมสรเสือป่าเป็นที่เล่นว่าวจุฬากับปักเป้า เป็นต้น ว่าวของไทยที่ทำขึ้นเล่นกันเป็นพื้น มีอยู่ ๔ ชนิดด้วยกันคือ อีลุ้ม ปักเป้า จุฬาและตุ๋ยตุ่ย



    [กลับหัวข้อหลัก]
    ว่าวอีลุ้ม
              ว่าวอีลุ้ม มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน มีไม้ไผ่เป็นโครงสองอันคือ อกและปีก อกจะสั้นกว่าปีกเล็กน้อยกระดาษที่ใช้ปิดทาบลงบนโครงนี้ คือ กระดาษว่าว ซึ่งบางเป็นพิเศษ ส่วนปลายของปีกทั้งสองข้างจะติดพู่กระดาษเพื่อช่วยในการทรงตัวในขณะที่ว่าวลอยอยู่ในอากาศ


    [กลับหัวข้อหลัก]

    ว่าวอีลุ้ม

    ว่าวปักเป้า
              ว่าวปักเป้า มีลักษณะเช่นเดียวกับว่าวอีลุ้ม แต่ทว่าไม้โครงส่วนที่เป็นปีกจะแข็งกว่าปีกของอีลุ้มมาก จึงต้องมีหางซึ่งทำด้วยผ้าเป็นเส้นยาวถ่วงอยู่ที่ส่วนก้น เมื่อชักขึ้นไปลอยอยู่ในอากาศแล้วจะไม่ลอยอยู่เฉยๆ จะส่ายตัวไปมาน่าดูมากและเมื่อถูกคนชักกระตุกสายเชือกป่านตามวิธีการแล้ว มันจะเคลื่อนไหวโฉบเฉี่ยวไปในท่าทางต่างๆ ตามต้องการ

    [กลับหัวข้อหลัก]

    ว่าวปักเป้า

    ว่าวจุฬา
              ว่าวจุฬา  มีลักษณะเป็น ๕ แฉก ประกอบเป็นโครงขึ้นด้วยไม้ ๕ อัน นักเลงว่าวจะเสาะหาไม้ไผ่สีสุกที่มีปล้องยาวเรียว เรียกว่า "เพชรไม้" มาเหลา อันกลางเรียกว่า "อก" เหลาปลายเรียวหัวท้าย ๑ อัน อีก ๒ อันผูกขนาบตัวปลายให้จรดกันเป็นปีก และอีก ๒ อัน เป็นขาว่าวเรียกว่า "ขากบ" จากนั้นขึงด้ายเป็นตารางตลอดตัวว่าว เรียกว่า "ผูกสัก" แล้วใช้กระดาษสาปิดทับลงบนโครง สำเร็จเป็นว่าวจุฬา ถ้าหากไม่ถูกสัดส่วนแล้ว ว่าวจะไม่อาจลอยตัวขึ้นได้เลย



    [กลับหัวข้อหลัก]

    ว่าวจุฬา

    ว่าวตุ๋ยตุ่ย
              ว่าวตุ๋ยตุ่ย มีรูปร่างแบบเดียวกับว่าวจุฬา แต่ขากบเป็นรูปเดียวกับปีกติดอยู่ซ้อนกัน ส่วนบนใหญ่และส่วนล่างเล็ก สุดตัวตอนล่างมีไม้ขวางอีกอันหนึ่ง สำหรับผูกหาง ซึ่งมีสองหางช่วยในการทรงตัวเมื่อขึ้นไปลอยอยู่ในอากาศ ส่วนบนของหัว ไม้อันที่เป็นอกยื่นออกมาในราวหนึ่งคืบ เป็นเดือยในลักษณะสี่เหลี่ยม เพื่อเสียบที่ทำเสียง ซึ่งเป็นคันเหมือนคันกระสุนหรือธนู ทำด้วยไม้ไผ่ เจาะรูให้เป็นสี่เหลี่ยมกึ่งกลางคันให้พอดีกับเดือยสี่เหลี่ยมที่ยื่นออกมา ตัวการที่ทำให้เกิดเสียงนั้น ใช้ไม้ไผ่หรือหวายเส้นโตๆ เหลาให้เป็นแผ่นบางๆ แล้วเอาปลายเชือกสองข้างผูกติดกับปลายคัน เมื่อติดเครื่องทำเสียงนี้แล้ว ก็จัดการให้ว่าวขึ้นไปลอยอยู่บนอากาศ ไม้ไผ่หรือหวายแผ่นบางๆ ที่ถูกขึงตึงอยู่นั้น เมื่อสายลมมาปะทะ ก็จะพลิ้วตัว ทำให้เกิดเสียงดังตุ๋ยตุ่ยอยู่ตลอดเวล ว่าวนี้ทำเล่นกันตามชนบท โดยมากพระเป็นผู้ทำนิยมชักขึ้นในเวลากลางคืน

              นอกจากนี้แล้วยังมีว่าวเบ็ดเตล็ดอีกหลายชนิด เช่น ว่าวงู ว่าวกบ ว่าวตะขาบ ฯลฯ ว่าวไทยเรามีความสวยงามและประณีต นอกจากจะใช้เล่นแล้วยังนำมาแขวนเป็นเครื่องประดับอาคารสถานที่ได้อีกด้วย



    [กลับหัวข้อหลัก]

    ว่าวตุ๋ยตุ่ย



    บรรณานุกรม
    • นายมาโนช กงกะนันทน์

    [กลับหัวข้อหลัก]
     
    ผู้สนับสนุน
    สนใจลงโฆษณา คลิก!