สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ

วิ่งเปี้ยว
 
เรามีความรู้เรื วิ่งเปี้ยว มาให้ท่านศึกษาดังต่อไปนี้
วิ่งเปี้ยว จาก แปลภาษาไทย-อังกฤษ อ. สอ เสถบุตร | วิ่งเปี้ยว จาก แปลภาษา ไทย-อังกฤษ NECTEC's Lexitron Dictionary | วิ่งเปี้ยว จาก พจนานุกรม ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน | วิ่งเปี้ยว จาก พจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร | วิ่งเปี้ยว จาก สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน
 
แปลภาษา ไทย-อังกฤษ
 

วิ่งเปี้ยว


คำแปล
n. vi. a relay race from post to post between two teams of runners


ดูคำที่ใกล้เคียง
  • วิ่งเต้น
  • วิ่ง
  • วิ่งหนี
  • วิ่งแข่ง
  • วิ่งฉิว
  • วิ่งจี๋
  • วิ่งตื๋อ
  • วิ่งเหยาะ ๆ
  • วิ่งเหย่า ๆ
  • วิ่งวุ่น
  • วิ่งผลัด
  • วิ่งรอก
  • วิ่งราว
  • วิ่งวัว
  • วิ่งวิบาก
  •  
    แปลภาษา ไทย-อังกฤษ NECTEC's Lexitron Dictionary
     

    วิ่งเปี้ยว

    คำแปล

    [n.] flag race
    [syn.] การเล่นวิ่งเปี้ยว

    ตัวอย่างประโยค

    ตอนเด็กๆ พวกเราชอบแบ่งข้างเล่นวิ่งเปี้ยวกันเป็นประจำ

    หมายเหตุ

    การเล่นวิ่งแข่งโดยแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย แต่ละฝ่ายส่งคนวิ่งอ้อมที่มั่นของฝ่ายตรงข้ามทีละคน โดยวิธีรับช่วงไม้หรือผ้าต่อๆ กันไป ฝ่ายที่วิ่งเร็วกว่า ใช้ไม้หรือผ้าที่ถืออยู่ตีฝ่ายตรงข้ามได้เป็นฝ่ายชนะ



     
    พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
     
    วิ่งเปี้ยว
    วิ่งเปี้ยว
    ความหมาย

    น. การเล่นวิ่งแข่งโดยแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่ายแต่ละฝ่ายส่งคนวิ่งอ้อมหลักของฝ่ายตรงข้ามทีละคน โดยวิธีรับช่วงไม้หรือผ้าต่อ ๆ กันไป ฝ่ายที่วิ่งเร็วกว่า ใช้ไม้หรือผ้าที่ถืออยู่ตีฝ่ายตรงข้ามได้ เป็นฝ่ายชนะ.

     
    พจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร
     

    วิ่งเปี้ยว

    คำแปล

    น. การเล่นชนิดหนึ่งแบ่งเป็น ๒ พวก วิ่งอ้อมหลัก ๒ หลัก ไล่ตีกันด้วยธง.



     
    สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
     
    ชนิดของการละเล่นพื้นเมืองของไทย โดย นางสายไหม จบกลศึก
              การละเล่นพื้นเมืองของไทยทั้ง ๓ ประเภท ดังกล่าวข้างต้น มีรายละเอียดดังนี้


    [ดูภาพทั้งหมดในหมวด]



    หัวข้อ

    กลองเส็ง, กลองสองหน้า
              การละเล่นพื้นเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบางจังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ หนองคาย เลย และเพชรบูรณ์ บางแห่งเรียกว่า "แข่งกลอง" ซึ่งเป็นการแข่งขันตีกลองคู่ด้วยไม้ค้อนสองมือ กลองลูกหนึ่งๆ จะหนักมาก ใช้คนหาม ๒ คน สนามแข่งขันส่วนใหญ่อยู่ภายในวัด ตัดสินโดยฟังเสียงกังวานที่ดังก้องสลับกัน ประกอบกับท่าตีที่สวยงาม เจ้าของกลองมักจะเป็นวัดในแต่ละหมู่บ้านที่สร้างกลองชนิดนี้ไว้ นิยมเล่นในเทศกาลเดือนหกจนถึงเข้าพรรษา

    [กลับหัวข้อหลัก]
    กระโดดสาก
              การละเล่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ใช้สากไม้แก่นยาวประมาณ ๔-๖ ศอก ศูนย์กลาง ๓ นิ้ว ๒ คู่ วางไขว้กัน ผู้เล่นจับปลายสากหัวท้ายข้างละอัน ตีให้กระทบกันตามจังหวะเพลง มีตะโพน และปี่บรรเลงประกอบจังหวะ หนุ่มสาวรำเข้าจังหวะที่สากกระทบ และกระโดดข้ามกลับไปกลับมาตามลีลาเพลงและท่ารำ เป็นที่ครึกครื้นสนุกสนาน มักเล่นในเทศกาลตรุษสารท

    [กลับหัวข้อหลัก]
    กระบี่กระบอง
    เป็นการละเล่นที่นำเอาอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้ของนักรบไทยสมัยโบราณมาใช้ มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จากประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้น ชาวบ้านต้องเผชิญกับภัยสงครามอย่างโชกโชนถึงกับเสียบ้านเมือง ซึ่งอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้ประหัตประหารกัน ได้แก่ ดาบ หอก ทวน แหลนหลาว และเครื่องป้องกัน ๒ อย่าง คือ กระบี่กระบอง ในยามสงบทหารจะฝึกซ้อมเพื่อเตรียมรับข้าศึกในยามสงคราม ปัจจุบัน กระบี่กระบองไม่ได้เป็นอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้แล้ว แต่ยังฝึกซ้อมไว้สำหรับแสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติด้านศิลปะป้องกันตัว นิยมฝึกหัดและเล่นกันในสถานศึกษา ชมรม และค่ายป้องกันตัว เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตตามประวัติศาสตร์ชาติไทย การเล่นจะมีเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ ได้แก่ กลองแขก ฉิ่ง ฉาบ เพื่อให้เกิดความเร้าใจและความฮึกเหิมในบทบาทของการต่อสู้

    [กลับหัวข้อหลัก]
    กันตรึม
              เป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวไทยเชื้อสายเขมรในเขตอีสานใต้ ซึ่งเป็นชุมชนที่ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาถิ่น เช่น จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ตามประวัติแต่โบราณใช้สำหรับขับร้องประกอบการร่ายรำบวงสรวง รำคู่ และ รำหมู่ ต่อมามีวิวัฒนาการของการเล่นคล้ายกับการเล่นเพลงปฏิพากย์ในภาคกลาง มีกลองที่เรียกว่า "กลองกันตรึม" เป็นหลัก เมื่อตีเสียงจะออกเป็นเสียง กันตรึม โจ๊ะ ตรึม ตรึม การเล่นจะเริ่มด้วยบทไหว้ครู เพื่อระลึกถึงคุณของ พระพุทธเจ้า พระวิศวกรรม ครูบาอาจารย์ และเริ่มทักทายกัน เล่นได้ทุกโอกาสไม่กำหนดว่าเป็นงานมงคลหรืออวมงคล วงดนตรีประกอบด้วย กลอง ซอ ปี่อ้อ ขลุ่ย ฉิ่ง กรับ ฉาบ กล่าวกันว่า ท่วงทำนองของเพลงกันตรึมมีกว่า ๑๐๐ ทำนอง บทเพลงจะเกี่ยวกับเรื่องเบ็ดเตล็ด ตั้งแต่เกี้ยวพาราสี โอ้โลม ชมธรรมชาติ แข่งขันปฏิภาณ สู่ขวัญ เล่าเรื่อง ฯลฯ การแต่งกาย แต่งตามประเพณีของท้องถิ่น ผู้หญิงนุ่งซิ่น เสื้อแขนกระบอก ผ้าสไบเฉียงห่มทับ ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน เสื้อคอกลมแขนสั้น ผ้าไหมคาดเอวและพาดไหล่

    [กลับหัวข้อหลัก]
    การเล่นเข้าผี
              การเล่นเข้าผีนิยมเล่นในเทศกาลตรุษสงกรานต์ของทุกภาค แต่จะแพร่หลายมากในภาคกลาง ภาคเหนือ เรียกว่า ฟ้อนผี ซึ่งจะมีผีหลายชนิดภาคใต้ เรียกว่า การเล่นเชื้อ อุปกรณ์การเล่นขึ้นอยู่กับการเลือกเล่นเข้าผีชนิดใด เช่นผีสุ่มก็ใช้สุ่ม ผีกะลาก็ใช้กะลา มีเครื่องประกอบการเล่น เช่น ธูป เทียน สำหรับจุดเชิญ และผ้าผูกตา เป็นต้น ส่วนที่สำคัญคือ คนรับอาสาให้ผีเข้า มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หญิงและชาย มักเล่นในเวลาเย็นหรือย่ำค่ำ ผีที่นิยมเล่นคือ

              ผีคน ได้แก่ เล่นแม่ศรี ผีเจ๊ก ผีนางกวัก
              ผีสัตว์ ได้แก่ ผีลิงลม ผีควาย ผีช้าง ผีหงส์ ผีมดแดง ผีอึ่งอ่าง ผีปลา ฯลฯ
              ผีที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ ได้แก่ ผีกระด้ง ผีสุ่ม ผีกะลา ผีจวัก

              วิธีเล่น เมื่อจุดธูปเชิญผีแล้ว ก็ผูกผ้าปิดตาผู้อาสาเชิญผีเข้า ต่อมาจึงร้องเพลงเชิญผี เชิญผีชนิดใดก็ร้องเพลงของผีชนิดนั้นๆ เนื้อความของเพลงที่ร้องจะร้องกันมาแต่โบราณ ร้องซ้ำๆ กันหลายๆ ครั้ง จนผู้อาสาให้ผีเข้าเริ่มโงนเงนแสดงว่าผีมาแล้ว ผู้ร่วมเล่นจะร้องเพลงเชิญชวนให้ร่ายรำกระโดดโลดเต้น และวิ่งไปมา หรือไล่จับกันไปตามอิริยาบถของลักษณะผีเมื่อเล่นเป็นที่พอใจแล้วประสงค์จะให้ผีออก ก็ร้องตะโกนที่หูหรือผลักให้ล้มกระโดดข้ามตัวผู้อาสาเชิญไปมา ๓ เที่ยว ผู้อาสาเชิญผีเข้าก็จะรู้สึกตัวเป็นปกติ

    [กลับหัวข้อหลัก]

    การเล่นเข้าผี

    กาหลอ
              กาหลอเป็นการละเล่นของภาคใต้ คือการประโคมดนตรี สมัยโบราณจะเล่นในงานบวชนาค งานขึ้นเบญจาฉลองพระ งานสงกรานต์ และงานศพปัจจุบันใช้เล่นเฉพาะงานศพเป็นส่วนใหญ่วงกาหลอใช้เครื่องดนตรี ๓ ชนิด คือ ปี่ห้อหรือปี่กาหลอ กลองโทน ๒ ลูก (กลอง ๒ หน้า) และฆ้อง ๒ ใบ ปี่ทำหน้าที่ประดุจคนขับร้อง อธิบายภาษาและความหมายของเรื่องด้วยสัญลักษณ์ของเพลง ตั้งแต่เริ่มงานจนสิ้นสุดงาน งานหนึ่งๆ จะใช้เพลงระหว่าง ๗ เพลง ถึง ๒๒ เพลง ตัวอย่างเพลงที่นำมาใช้ เช่น เหยี่ยวเล่นลม ทอมท่อม ยั่วยวน สุริยน ทองศรี พลายแก้วพลายทอง พระพาย นกเปล้า การจัดแสดงแต่ละครั้งจะเคร่งครัดในพิธีกรรมไหว้ครูมาก

    [กลับหัวข้อหลัก]
    ครกมอง
              เป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวอีสาน ที่แสดงวิธีการตำข้าวที่มีมาแต่โบราณ เป็นการรำหมู่ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ไห โหวด โปงลาง แคน ฉาบ พิณ จังหวะที่ใช้เป็นทำนองอีสาน เช่น ใช้ "ลายเพลงเกี้ยวสาว" หรือ "ลายสุดสะแนนออกลายน้อย"

    [กลับหัวข้อหลัก]

    พิณ กลองไห ใช้ในการเล่นครกมอง

    คำตัก
              คำตักคือ คำตักเตือน เป็นการละเล่นของปักษ์ใต้เหมือนกับการทำขวัญกล่อมนาคของภาคกลาง เป็นบทร้อยกรองที่เป็นคติสอนใจขับกล่อมเมื่อทำขวัญนาคและแห่นาค แม่เพลงจะว่าเป็นกลอนสดคล้ายๆ กับเพลงบอก โดยลูกคู่ไม่จำกัดจำนวนจะร้องรับ และปรบมือหรือตีฉิ่งให้จังหวะ อาจมีเครื่องดนตรีอื่นๆ คือ ฉาบ ซอ ปี่ ขลุ่ย ทับยาว ตีเข้าจังหวะด้วย

    [กลับหัวข้อหลัก]
    คำบอก หรือเพลงบอก
              คำบอกเป็นการละเล่นของปักษ์ใต้ สมัยก่อนนิยมเล่นในเทศกาลตรุษสงกรานต์ เป็นการป่าวร้องให้ชาวบ้านทุกคนในละแวกได้ทราบว่าถึงวันขึ้นปีใหม่แล้ว ปัจจุบันเล่นประชันกันในงานบุญ งานวัด งานนักขัตฤกษ์ หรืองานมงคลของชาวบ้านทั่วไป ตั้งเป็นคณะ เพลงบอกคณะหนึ่งประกอบด้วยแม่เพลงและลูกคู่ ๓-๔ คนคุณสมบัติของแม่เพลงต้องเฉียบแหลม เก่งในทางกลอน

    [กลับหัวข้อหลัก]
    ชนวัว
              เป็นกีฬาพื้นเมืองของภาคใต้ แข่งเพื่อความสนุกสนาน จะทำเป็นสนามชนวัว โดยใช้ลานดินกว้างล้อมคอกไว้ เมื่อเจ้าของปล่อยวัวพ้นคอกวัวทั้งสองจะตรงรี่เข้าปะทะ และใช้เขาเสยเกยเขา ขาทั้งสี่ยืนหยัดสู้อย่างไม่ยอมถอย ส่วนคนดูรายล้อมกันแน่นขนัด วัวจะเป็นวัวกระทิง รูปร่างบึกบึนกำยำ เขา หัว ตัว และขาหน้าต้องแข็งแรง เมื่อวิ่งเข้าปะทะหัวชนหัว เสียงสนั่น ต่างไม่ยอมถอย ชนกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดแรง ปัจจุบันมักจะเล่นเป็นการพนัน

    [กลับหัวข้อหลัก]

    การชนวัวเป็นกีฬาพื้นเมืองของภาคใต้

    เซิ้ง
              การละเล่นพื้นเมืองของชาวไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการร่ายรำหมู่ ทั้งหมู่หญิงล้วน ชายล้วน และผสมทั้งหญิงชาย เซิ้งเป็นคู่ ตั้งแต่ ๓-๕ คู่ เครื่องดนตรีประกอบการเล่นได้แก่ แกร๊ป โหม่ง กลองแตะ และกลองยาว ลีลาของการเซิ้งต้องกระฉับกระเฉง แคล่วคล่องว่องไว ทั้งนี้เพื่อมุ่งความสนุกสนานเพลิดเพลินและผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการตรากตรำทำงาน กระบวนการเล่นเซิ้งจะนำสภาพการดำรงชีวิตมาดัดแปลงเป็นลีลาท่ารำ เช่น นำลักษณะการจับปลาโดยใช้สวิงมาประดิษฐ์เป็นลีลาการเล่น "เซิ้งสวิง" นำเอาอากัปกิริยาของหญิงสาวชาวบ้าน ที่นำอาหารใส่กระติบข้าวไปส่งสามีและญาติที่กลางไร่กลางนามาประดิษฐ์เป็นลีลาท่า "เซิ้งกระติบข้าว" หรือนำการออกไปตีรังมดบนต้นไม้ เพื่อนำมาประกอบอาหาร มาประดิษฐ์เป็น "เซิ้งแหย่ไข่มดแดง"
              ปัจจุบันเซิ้งได้วิวัฒนาการตามยุคสมัย มีการคิดท่าเซิ้งใหม่ๆ ขึ้นอีกมาก เรียกชื่อแตกต่างกันตามลักษณะของการเลียนแบบสภาพวัฒนธรรมที่มีอยู่ในพื้นเมืองนั้นเป็นหลัก เช่น เซิ้งโปง เซิ้ง กระหยัง เซิ้งบั้งไฟ เซิ้งสุ่ม ฯลฯ และไม่ว่าจะคิดท่าเซิ้งใดๆ ขึ้น ลักษณะของเซิ้งก็จะบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ไว้ในลีลาการเต้น ท่าเดิมไม่แตกต่างไปเลย

    [กลับหัวข้อหลัก]
    เดินไม้สูง
              การละเล่นของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า เดินขาโกกเกก มักใช้ไม้ไผ่เป็นไม้ค้ำ มีง่ามสองอันสำหรับยืนเหยียบเพื่อใช้เดินต่างเท้า เวลาเดินมีเสียงดัง ก้าวจะยาว มักใช้แข่งเรื่องความเร็ว

    [กลับหัวข้อหลัก]

    เดินไม้สูง การละเล่นของภาคเหนือและอีสาน เรียกว่า“เดินขาโกกเกก”

    เถิดเทิงหรือการละเล่นเทิ้งบ้องกลองยาว
              ประเพณีการเล่นเถิดเทิงหรือการละเล่นเทิ้งบ้องกลองยาว สันนิษฐานว่าเป็นของพม่าเล่นมาก่อน ตั้งแต่ครั้งทำสงครามสมัยกรุงธนบุรีเครื่องประกอบการเล่นคือ กลองยาว กรับ ฉาบ และโหม่ง ผู้เล่นแต่งตัวเลียนแบบเครื่องแต่งกายพม่า หรือจะให้สวยงามตามความพอใจก็ได้ ใส่เสื้อแขนกว้างและยาวถึงข้อมือ นุ่งโสร่งตา มีผ้าโพกศีรษะ ผู้ตีกลองยาวบาทพวกตีหกหัวหกก้นแลบลิ้นปลิ้นตา กลอกหน้า ยักคิ้วยักคอไปพลางผู้ตีกลองจะต้องแสดงความสามารถในการตีกลองด้วยท่าต่างๆ เช่น ถองหน้ากลองด้วยศอกโขกด้วยคาง กระทุ้งด้วยเข่า โหม่งด้วยหัว และด้วยลีลาท่าทางต่างๆ ที่จะทำให้กลองยาวดังขึ้นได้ บางครั้งจะขะมุกขะมอมไปทั้งตัว เป็นที่สนุกสนานมาก คนดูที่นึกสนุกจะเข้าร่วมวงก็ได้ที่เรียกว่า "เทิ้งบ้อง" นั้น คงจะมาจากเสียงกลองยาว ที่เริ่มด้วยจังหวะ "เถิด-เทิง-บ้อง, บ้องเทิงบ้อง ฯลฯ" เลยเรียกว่า เถิดเทิง หรือเทิ้งบ้องกลองยาว ควบกันไป เพื่อให้แตกต่างจากกลองอย่างอื่น เป็นประเพณีการเล่นในภาคกลาง นิยมเล่นในเวลาตรุษสงกรานต์ หรืองานแห่แหน ซึ่งต้องเดินเคลื่อนขบวน พอถึงที่ใดเห็นมีลานกว้างหรือเป็นที่เหมาะก็หยุดตั้งวงเล่นและรำกันเสียพักหนึ่ง เคลื่อนไปหยุดเล่นไปสลับกัน

    [กลับหัวข้อหลัก]

    การำกลองยาว

    โปงลาง
              เป็นเครื่องดนตรีของชาวจังหวัดกาฬสินธุ์วิวัฒนาการมาจากเกราะหรือขอลอ ตีเพื่อให้เกิดเสียงดัง โปง หมายถึง เสียงของโปง ลาง หมายถึง สัญญาณบอกลางดีหรือลางแห่งความรื่นเริง โปงลาง จึงหมายถึง เครื่องดนตรีที่มีเสียงแห่งลางดี ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เรียงร้อยกัน ๑๒ ท่อน ใช้แขวนเวลาตี การบรรเลงใช้คน ๒ คน ตีเข้าจังหวะเร็ว รุกเร้าด้วยความสนุกสนาน มักจะเล่นเข้าวงกัน

    [กลับหัวข้อหลัก]

    การเล่นโปงลาง

    แปดบท
              เป็นการละเล่นของภาคใต้ เป็นชื่อฉันทลักษณ์ร้อยกรองของคำกลอนสมัยก่อนนิยมเล่นเพื่อแสดงความสามารถโต้ตอบกันในเชิงกลอนระหว่างชายและชายด้วยกันหรือชายกับหญิงประฝีปากหรือปฏิภาณโวหารเพื่อความเป็นเลิศนักเลงที่เล่นแปดบทจะโต้ตอบกันทันทีเมื่อได้พบปะกัน โดยไม่เลือกสถานที่ ผู้ขับแปดบทที่จะให้คติเตือนใจในงานต่างๆ มักจะเขียนติดไว้ตามศาลา ต้นไม้ บ่อนชนไก่ ฯลฯ เป็นเครื่องเตือนสติได้

    [กลับหัวข้อหลัก]
    เพลงนา
              เพลงพื้นเมืองภาคใต้ เพลงนาเป็นการเล่นกลอนโต้ตอบกันระหว่างชายหญิง มักเล่นในเวลาทำนา เช่นเดียวกับเพลงปฏิพากย์ในภาคกลางและในเทศกาลงานมงคลทั่วไป เป็นบทที่สื่อความรัก เกี้ยวพาราสี ต้นเสียงเรียกว่า "แม่เพลง" จะเป็นผู้ร้องนำ ซึ่งต้องมีปฏิภาณไหวพริบและคารมคมคาย กลุ่มเสริมเรียกว่า "ท้ายไฟ" ทำหน้าที่คล้ายลูกคู่ ร้องไปพร้อมๆ กับแม่เพลงเพื่อให้ท่วงทำนองน่าฟังยิ่งขึ้น แบบแผนการเล่น เริ่มด้วยบทบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า เกริ่นหน้าบทแล้วเข้าเรื่อง คือ ชมโฉม ขอผูกรัก เป็นต้น

    [กลับหัวข้อหลัก]
    เพลงเรือ
               เพลงพื้นเมืองภาคใต้ ทำนองเป็นกลอนเพลง สำหรับให้จังหวะในการพายเรือ นิยมเล่นกันในฤดูน้ำหลากอย่างเรือภาคกลาง เช่น ในพิธีชักพระ ปัจจุบันห่างหายและหาดูได้ยาก

    [กลับหัวข้อหลัก]

    การเล่นเพลงเรือ

    ฟ้อน
              ฟ้อนเป็นนาฏศิลป์พื้นเมืองของชาวเมืองเหนือ จำแนกการฟ้อนตามลักษณะกิจกรรม คือ ฟ้อนผี ฟ้อนเมือง ฟ้อนแบบไทยใหญ่ และฟ้อนม่าน

    ๑. ฟ้อนผี ฟ้อนที่สืบเนื่องจากการนับถือผี ได้แก่
              ฟ้อนผีมด, ฟ้อนผีเมือง เพื่อเซ่นสังเวยผีบรรพบุรุษ ผีปู่ย่า ผีประจำตระกูล จะทำทุกๆ ๓ ปี โดยสร้างปะรำตั้งเครื่องเซ่นสังเวยที่ลานบ้าน ผู้ฟ้อนเป็นผู้หญิงในตระกูล นุ่งโสร่งทับผ้าที่คล้องคอ และโพกศีรษะ ฟ้อนตามจังหวะของดนตรี ซึ่งเป็นดนตรีวงสะล้อซอซึง
              ฟ้อนผีเจ้านาย มีลักษณะเหมือนฟ้อนผีมด
              ฟ้อนผีนายด้ง เป็นการละเล่นที่เล่นกันในงานสงกรานต์ เหมือนเล่นแม่ศรีของภาคกลาง แต่เล่นในเวลากลางคืน โดยให้ผู้หญิง ๔-๕ คน จับกระด้งที่ใช้ฝัดข้าว แล้วขับลำนำเพลง เพื่อให้ผีนางด้งมาเข้าฟ้อนรำจนเป็นที่พอใจ

    ๒. ฟ้อนเมือง เป็นลีลาการฟ้อนของคนเมือง ได้แก่
              ฟ้อนเล็บ เป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือ นิยมฟ้อนนำขบวนแห่ครัวทาน เรียกกันว่า "ฟ้อนเมือง" "ฟ้อนแห่ครัวทาน" ใช้ผู้ฟ้อนเป็นชุดตั้งแต่ ๖ คน ๘ คน ๑๒ คน (จนถึง ๑๐๐-๒๐๐ คน ก็ได้ เช่น ในงานต้อนรับพระราชอาคันตุกะ) การแต่งกายจะสวมเสื้อแขนกระบอกผ่าอกติดกระดุม ห่มผ้าสไบทับเสื้อ นุ่งผ้าซิ่นลายขวาง ป้ายข้างยาวกรอมเท้า ไม่สวมรองเท้า สวมเล็บทำด้วยโลหะทองเหลืองลักษณะปลายเรียวแหลมยาวประมาณ ๓ นิ้ว ผมทรงเกล้ามวยใช้ดอกเอื้องประดับมวย เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบคือ วงกลองตึ่งนง ซึ่งประกอบด้วยเพลงตึ่งนง (กลองแอว) กลองตะโล้ดโป๊ด แนหลวง แนน้อย ฆ้องโหม่งฆ้องหุ่ย และสว่า (ฉาบ)
              ฟ้อนเทียน มีท่วงท่าลีลาการฟ้อนการแต่งกาย และเครื่องดนตรี เหมือนกับฟ้อนเล็บทุกประการ เพียงแต่เปลี่ยนจากการสวมเล็บมาถือเทียนแทน เป็นการฟ้อนจัดร่วมนำขบวนแห่ขันโตก เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า "ฟ้อนเชิญโตก" ความงดงามของศิลปะการฟ้อนเล็บและฟ้อนเทียนจะอยู่ที่ลีลาการบิดข้อมือ และการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ นุ่มนวลสอดคล้องกับทำนองเพลง ฟ้อนอย่างมีระเบียบและพร้อมเพรียงกัน
              ฟ้อนเจิงเซิง ตบมะผาบ และฟ้อนดาบ 
             
    ฟ้อนเจิงเซิง เป็นการฟ้อนของช่างฟ้อนผู้ชาย ฟ้อนเป็นชุดต่อเนื่องกัน เริ่มด้วยฟ้อนเจิง คำว่า "เจิง" หมายถึง "ชั้นเชิง"เป็นการแสดงชั้นเชิงของลีลาท่าทางร่ายรำต่างๆซึ่งแสดงออกในท่วงท่าของนักรบ เป็นการฟ้อนด้วยมือเปล่าโดยเคลื่อนไหวร่างกายและแยกแขนยกขาทำท่วงท่าทีต่างๆ ซึ่งช่างฟ้อนจะแสดงชั้นเชิงแตกต่างกันไปตามการคิดประดิษฐ์ท่าทางของแต่ละคน
              ตบมะผาบ
    เป็นการละเล่นของภาคเหนือ คือการใช้มือเปล่าตบไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย พร้อมกับกล่าวคาถาอาคมลูบตามแขนขาทั่วร่างกายตามความเชื่อทางไสยศาสตร์เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี มีการยกเท้า งอเข่า งอศอก บิดตัวไปมา หลอกล่อคู่ต่อสู้ไปด้วย โดยลีลาของฟ้อนเจิงและตบมะผาบจะต่อเนื่อง และสัมพันธ์กันตามจังหวะของดนตรีทั้งจังหวะช้าๆ และรวดเร็ว มีการกระโดดด้วยท่าทางผาดโผนต่างๆ อย่างน่าดูยิ่ง
              ฟ้อนดาบ
    เป็นการแสดงที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับชั้นเชิงต่อสู้ป้องกันตัว ผสมผสานกับลีลาท่าฟ้อนที่สง่างาม การฟ้อนดาบของล้านนาหรือภาคเหนือมี ๒ แบบ คือ
              เชิงดาบแสนหวี เป็นเชิงการฟ้อนดาบของไทยใหญ่
              เชิงดาบเชียงแสน เป็นเชิงการฟ้อนดาบของคนเมือง
              ฟ้อนสาวไหม ท่าฟ้อนสาวไหมแต่ดั้งเดิมเป็นท่าแม่บทท่าหนึ่งในการฟ้อนเจิง ช่างฟ้อนเป็นหญิงแต่งกายพื้นเมืองแบบเดียวกับฟ้อนเล็บท่าฟ้อนมีลีลาอ่อนช้อยมาก เป็นท่าฟ้อนที่เลียนแบบกิริยาอาการสาวไหม เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบคือ วงสะล้อ-ซึง บรรทำนองเพลงแบบ "ซอปั่นฝ้าย"

    ๓. ฟ้อนแบบไทยใหญ่ มีศิลปะการฟ้อนของชาวไทยในภาคเหนือปรากฏอยู่เป็นเอกลักษณ์
              ฟ้อนกิ่งกระหร่า กำเบ้อดง และเล่นโต "กิ่งกระหร่า" หมายถึง กินนรา กำเบ้อดง "กำเบ้อ" หมายถึง ผีเสื้อ "ดง" หมายถึง ชื่อแม่น้ำสาละวิน "โต" เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ชนิดหนึ่ง รูปร่างลักษณะเป็นสัตว์สี่เท้า นิยมแสดงในงานเทศกาลออกพรรษาตามตำนานที่เล่า สัตว์เหล่านี้มาแสดงความรื่นเริงต้อนรับพระพุทธองค์ เมื่อครั้งเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากโปรดพระพุทธมารดา
              ผู้แสดงเป็นกิ่งกระหร่า แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำหรือสีอื่นๆ ก็ได้ สวมกางเกง มีปีกหางทำด้วยโครงไม้ไผ่ที่บุด้วยผ้าแพร หรือผ้ามีสีปักดิ้นเงินดิ้นทองตกแต่งเป็นลวดลายสวยงาม มีเชือกผูกติดปีกหางโยงมายังมือผู้ฟ้อน เพื่อให้เคลื่อนไหวได้ สวมมงกุฎ สังวาล และเครื่องประดับต่างๆ ให้ดูงดงาม สวมหน้ากากรูปหน้าคนทาสีขาว ผู้แสดงมีทั้งหญิงและชาย ท่าการฟ้อนเลียนแบบธรรมชาติของนก ซึ่งบางแห่งเรียกว่า "ฟ้อนนางนก" สำหรับกำเบ้อดงจะประดิษฐ์ปีกเป็นแบบผีเสื้อลักษณะคล้ายคลึงกับกิ่งกระหร่า
              ฟ้อนมองเชิง คำว่า "มองเชิง" ในภาษาไทยใหญ่แปลว่า "ฆ้องชุด" วงมองเชิงคือวงดนตรี นิยมใช้ในกระบวนแห่ และบรรเลงในงานทั่วไปของชาวไทยใหญ่ และมีอิทธิพลให้คนเมืองบางท้องถิ่นรับอิทธิพลลักษณะการเล่นประสมวงมาด้วย บางทีก็เรียกว่า "ฟ้อนไต"
              ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนเงี้ยวเป็นที่รู้จักกันในภาคเหนือปัจจุบัน เป็นการประดิษฐ์ท่ารำโดยช่างฟ้อนในวังของ พระราชายา เจ้าดารารัศมี ซึ่งเลียนแบบท่วงท่าของการฟ้อนแบบชาวไทยใหญ่ผสมกับลีลานาฎศิลป์ภาคกลาง จึงเกิดเป็นการฟ้อนชนิดนี้ขึ้น

    ๔. ฟ้อนแบบม่าน
    คำว่า "ม่าน" ในภาษาล้านนาหมายถึง พม่าด้วยเหตุที่บริเวณภาคเหนืออยู่ติดกับประเทศพม่า จึงมีการรับอิทธิพลทางด้านศิลปกรรมต่างๆ ของพม่าหลายด้าน สำหรับด้านนาฏศิลป์ ฟ้อนม่านมุยเชียงตาเป็นฟ้อนที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงริเริ่มขึ้น โดยมีช่างฟ้อนในคุ้มและในวังร่วมกับครูช่างฟ้อนของพม่า ช่างฟ้อนเป็นหญิง ๘-๑๖ คนแต่งกายแบบพม่า สวมเสื้อเอวลอยรัดรูป นุ่งซิ่น มีผ้าสไบคล้องคอ เกล้าผมสูงปล่อยชายผมลงด้านหนึ่ง ท่วงท่าฟ้อนรำมีทั้งช้าและเร็ว ใช้วงปี่พาทย์บรรเลงประกอบทำนองเพลง
              ปัจจุบันการฟ้อนได้วิวัฒนาการไปสู่ภาคอื่นๆ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง ได้มีการคิดท่าฟ้อนประกอบสัญลักษณ์ของการทำงาน หรือจัดเป็นชุดรำในนิทานพื้นบ้าน เช่น ฟ้อนเก็บขิด ฟ้อนมโนห์ราเล่นน้ำของวิทยาลัยนาฏศิลป์ จังหวัดร้อยเอ็ดฟ้อนลื้อล่องน่านของจังหวัดน่าน เป็นต้น

    [กลับหัวข้อหลัก]

    ฟ้อนเล็บ


    ฟ้อนมองเชิง


    ฟ้อนเทียน

    มหาชาติทรงเครื่อง
              เป็นการละเล่นของภาคใต้ ลักษณะการแสดงคล้ายลิเกพื้นเมือง เล่นสลับกับการสวดเทศน์มหาชาติ เมื่อจบแต่ละกัณฑ์ เหมือนการเล่นแหล่เครื่องเล่นมหาชาติในภาคกลาง เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศผู้ฟังให้มีความบันเทิงครึกครื้น ควบคู่กับการฟังเทศน์มหาชาติ การเล่นจะด้นกลอนสด การดำเนินเรื่องจะแทรกบทตลก

    [กลับหัวข้อหลัก]
    รองเง็ง
              รองเง็งเป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวไทย มุสลิมใน ๔ จังหวัดภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล เป็นการละเล่นที่วิวัฒนาการมาจากการเล่นมะโย่ง รองเง็งจะเป็นการเต้นเข้าจังหวะ ที่มีกลองเป็นเครื่องให้จังหวะที่รุกเร้ารวดเร็ว และสนุกสนาน

    [กลับหัวข้อหลัก]
    ระบำ
              การฟ้อนรำของไทยมีวิวัฒนาการมาจากท่าทางที่แสดงออกด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ และได้ปรับปรุงจัดระเบียบท่าทางการเต้นให้งดงามประณีตยิ่งขึ้น เพื่อให้การเล่นและการดูเป็นไป ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน การเคลื่อนไหวอิริยาบถต่างๆ เช่น มือ แขน ขา ใบหน้า ลำตัว ต้องให้อยู่ในท่าอ่อนช้อยงดงาม เรียกว่า "รำ" มีทั้ง รำเดี่ยว รำคู่ และรำหมู่ เฉพาะการรำหมู่เรียกว่า "ระบำ"
               พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำ "ระบำ" ว่า การฟ้อนรำเป็นชุดเดียวกัน หรืออีกนัยหนึ่ง ระบำ คือการฟ้อนรำที่มุ่งหมายเพื่อความงดงามของศิลปะการรำและความรื่นเริงบันเทิงใจ ไม่มีการดำเนินเป็นเรื่องราวระบำมี ๒ ประเภท คือ ระบำมาตรฐาน หมายถึง การแสดงที่มีลักษณะการแต่งกายยืนเครื่องพระนาง ตลอดจนท่ารำ เพลงร้องและดนตรี มีกำหนดไว้เป็นแบบแผน และอีกประเภทหนึ่งคือ ระบำเบ็ดเตล็ด
               ระบำเบ็ดเตล็ด หมายถึง การแสดงที่แต่งกายตามรูปแบบลักษณะของการแสดงนั้นๆ โดยนำมาประกอบการแสดงโขนหรือละครบ้าง ประดิษฐ์เป็นชุดต่างๆ บ้าง เช่น ระบำโบราณคดี ระบำชุมนุมเผ่าไทย ระบำดอกบัว ฯลฯ นอกจากนั้นยังประดิษฐ์โดยเลียนแบบอิริยาบถของสัตว์ รวมทั้งการฟื้นฟูนาฏศิลป์พื้นบ้านอันเป็นเป็นการแสดงที่เป็นศิลปะเฉพาะท้องถิ่น เช่น ฟ้อน หรือเซิ้ง ต่างก็อนุโลมอยู่ในการละเล่นประเภทระบำ
               ศิลปะการละเล่นพื้นเมืองของภาคต่างๆ กรมศิลปากรได้นำมาประยุกต์ท่าขึ้นใหม่ให้มีความงดงาม จัดเป็นชุดระบำอีกหลายชุด มีลีลาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะภาค เครื่องดนตรีและการแต่งกายยังคงรักษาเอกลักษณ์ของศิลปะพื้นเมือง เดิมไว้อย่างครบถ้วน ทำให้การละเล่นพื้นเมือง ประเภทระบำขยายรูปแบบกว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น ระบำนกน้อยของจังหวัดกำแพงเพชร ระบำทอ ซิ่นตีนจกของจังหวัดสุโขทัย ระบำซอของจังหวัดเชียงใหม่ ระบำนารีศรีนครของจังหวัดนครศรีธรรมราช ล้วนแสดงถึงลักษณะพื้นเมืองไว้อย่างชัดเจน

    [กลับหัวข้อหลัก]

    การแสดงระบำชุด “กินนรร่อนรำ” ของวิทยาลัยนาฏศิลป จ.พัทลุง

    ระบำชุมนุมเผ่าไทย
              ระบำชุมนุมเผ่าไทย เป็นระบำอยู่ในชุดการแสดงละครประวัติศาสตร์เรื่องอานุภาพแห่งความเสียสละ การแต่งกายเวลาร่ายรำเป็นแบบชน ไทยเผ่าต่างๆ คือ ไทยล้านนา ไทยใหญ่ ไทยล้านช้าง สิบสองจุไทย และไทยอาหม

    [กลับหัวข้อหลัก]
    ระบำไตรภาคี
              กรมศิลปากรได้นำการละเล่นของไทยทั้ง ๓ ภาค มาปรับปรุงประสานให้ติดต่อเป็นชุดเดียวกัน เรียกว่า ระบำไตรภาคี คือ รำสีนวลของภาคกลาง รำลาวกระทบไม้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และการเล่นกลองยาวหรือ เถิดเทิง ดัดแปลงมาจากชาติเพื่อนบ้านทางภาคตะวันตก เพลงและท่ารำทั้ง ๓ ภาค มีสำเนียงและจังหวะต่างกัน เริ่มจากช้าและจะทวีความเร็วขึ้นบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีพื้นเมืองของภาคนั้นๆ

    [กลับหัวข้อหลัก]
    ระบำตรีลีลา
              ระบำตรีลีลา เป็นระบำอีกชุดหนึ่งที่กรมศิลปากรได้ปรับปรุงขึ้น โดยจัดเพลงและท่าฟ้อนรำของไทยทั้ง ๓ แบบ มาประสานให้ติดต่อเป็นชุดเดียวกัน คือ

              ฟ้อนเทียน ใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองของท้องถิ่นพายัพ มีกลองยาวและปี่
              ฟ้อนแพน ใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองของท้องถิ่นพายัพ และภาคอีสานนิยมใช้กับเดี่ยวจะเข้
              ฟ้อนเงี้ยว ดัดแปลงมาจากไทยใหญ่ หรือ เงี้ยว ที่อยู่ชายเขตแดนไทย

    [กลับหัวข้อหลัก]
    รำลาวกระทบไม้
              การรำลาวกระทบไม้ เป็นการละเล่นพื้นเมืองของหนุ่มสาวชาวไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำโขง โดยผู้เล่นทุกคนร่วมกันร้อง ร่วมกันรำ และจับกระบอกไม้ให้กระทบกันตามจังหวะ เป็นที่รื่นเริงบันเทิงใจ ทำนองเพลงร้องได้รับความนิยมแพร่หลายเข้ามาในภาคกลาง ทำให้เกิดบทร้องต่างๆ ขึ้น พร้อมทั้งได้ปรับปรุงทำนอง และวิวัฒนาการตามสมัย แต่อาศัยสำเนียงจังหวะเดิมเป็นหลัก

    [กลับหัวข้อหลัก]

    การเล่นแสกเต้นสากของชาวอีสาน ซึ่งคล้ายกับรำลาวกระทบไม้

    ลำเต้ย, ลำเต้ยเกี้ยว
              ลำเต้ย หรือลำเต้ยเกี้ยว เป็นการรำ (ร้อง) เต้ยเป็นท่ารำเกี่ยวกับการเกี้ยวพาราสี ผู้รำจะฟ้อนและออกลีลาประกอบการรำตามจังหวะเพลงเล่นกันอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดชัยภูมิ ดนตรีที่ใช้ประกอบ ได้แก่ พิณ แคน โปงลาง โหวด กลอง เพลงที่ร้องเป็นเพลงพื้นเมือง การรำมีทั้งรำคู่และรำหมู่

    [กลับหัวข้อหลัก]

    โหวด เครื่องดนตรีใช้ประกอบการเล่นลำเต้ย

    ลิเกป่า
              ลิเกป่าเป็นการละเล่นพื้นเมืองภาคใต้ที่หาดูได้ยากแล้ว มีลักษณะการแสดงคล้ายกับโนรา แต่บทร้องคล้ายลำตัด มีการออกแขกเป็นแขกขาวและแขกแดง ออกมาเต้นและร้อง แล้วจึงเริ่มแสดง เรื่องที่แสดงจะนำมาจากวรรณกรรมเรื่องเก่า หรือนิทานพื้นเมือง ไม่กำหนดการแต่งกายอย่างเช่นโนรา เน้นเฉพาะพระเอกเท่านั้นที่จะต้องแต่งกายอย่างสวยงาม เนื่องจากเป็นการเล่นที่มิได้เป็นแบบแผนนัก จึงหมดความนิยมในเวลาต่อมา

    [กลับหัวข้อหลัก]

    การเล่นลิเก

    วงดนตรี
               ดนตรีพื้นเมือง เป็นสิ่งสำคัญในการประกอบกิจกรรมอันเป็นพิธีทางความเชื่อและความศรัทธาต่อบุญกุศล อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความมีมนต์ขลัง เสียงดนตรีช่วยสร้างบรรยากาศให้กิจกรรมนั้นๆ ดังเช่น งานบุญของวัด เมื่อได้ยินเสียงดนตรีก็จะเกิดความอิ่มเอิบในบุญกุศล ดนตรีในกระบวนแห่แสดงถึงอำนาจบารมี ดนตรีในงานศพทำให้เกิดความลึกลับความอาลัยอาวรณ์ การฟ้อนดาบและตีกลองสะบัดชัย เสียงดนตรีทำให้เกิดความฮึกเหิมปลุกเร้าความรู้สึก ดนตรีเป็นเครื่องสร้างอารมณ์สร้างความยิ่งใหญ่ และความอลังการ ทุกๆภาคของประเทศจึงมีเครื่องดนตรี อันเป็นศิลปะพื้นเมืองที่ช่วยเสริมให้การละเล่นมีความสมบูรณ์โดยเฉพาะเครื่องดนตรีของภาคเหนือจะมีลักษณะพิเศษ คือ
               วงสะล้อซอซึง เป็นเครื่องสาย เครื่องเป่า คือขลุ่ย เครื่องตีคือกลอง ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง และ  กรับ
               วงปี่ชุม ประกอบด้วยวงปี่ ๓ ลักษณะ
                          - ปี่ชุมสาม ใช้ปี่ ๓ เลา คือ ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่สร้อย
                          - ปี่ชุมสี่ ใช้ปี่ ๔ เลา คือ ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่สร้อย และปี่ตัด
                          - ปี่ชุมห้า ใช้ปี่ ๕ เลา คือ ปี่แม่ ปี่กลาง ๒ เลา ปี่สร้อย และปี่ตัด
               วงซอน่าน ซอน่านเป็นการขับซอของชาวล้านนา เล่นกันในจังหวัดแพร่ น่าน พะเยา ลำปาง
               วงเต่งเถิ้ง เป็นวงปี่พาทย์
               วงกลอง ประกอบด้วยกลองชนิดต่างๆ คือกลองตึ่งนง กลองอืด กลองมองเชิง กลองสะบัดชัย กลองปูเจ่ และกลองสิ้งหม่อง

    [กลับหัวข้อหลัก]

    วงแคนของภาคอีสาน

    ว่าว
              การทำว่าวเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ คือผู้ทำจะต้องมีความชำนาญในการเหลาไม้ การขึ้นโครง และผูกล่อง เพื่อให้ว่าวโฉบเฉี่ยวไปมาตามทิศทางลมและตามความชำนาญของผู้เล่น การแข่งขันว่าวจุฬาและปักเป้า มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ และสืบมาจนถึงปัจจุบัน ว่าวแต่ละตัวจะมีอาวุธประจำตัว เช่น ว่าวจุฬามีจำปาเป็นอาวุธว่าวปักเป้ามีเหนียงเป็นอาวุธ ในการแข่งขันชิงชัยกลางเวหา ผู้เล่นต้องบังคับว่าวให้โฉบเฉี่ยวท่ามกลางกระแสลม และใช้ไหวพริบหลอกล่อให้ฝ่ายตรงข้ามหลงกล โดยใช้อาวุธเข้าเกี่ยวพันคู่ต่อสู้ให้เสียเชิงถูกลากเข้าอีกแดนได้

    [กลับหัวข้อหลัก]

    การทำว่าว

    วิ่งเปี้ยว
              เล่นได้ทุกโอกาส ใช้คนยืนหรืออาจใช้เสาเป็นหลัก ทั้งสองฝ่ายออกวิ่งอ้อมเสาคนละด้านพร้อมกันเป็นวง ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งต้องเร่งฝีเท้าหนีห่าง แต่ก็ต้องวิ่งไล่หลังฝ่ายตรงข้ามไปพร้อมกัน เมื่อผลัดเปลี่ยนกันวิ่งไล่จะใช้ผ้าแตะหลังหรือแตะก้น การเล่นจะผลัดกันหนีผลัดกันไล่

    [กลับหัวข้อหลัก]
    วิ่งวัวคน
              เป็นการวิ่งเล่นกันหลังสิ้นหน้านา ใช้คันนาเป็นแนวเขตแบ่งฝ่าย ไม่จำกัดระยะทาง ปลายทางมีเสาธงชัยปลิวไสวเห็นแต่ไกล การเล่นจะคัดคนอาสาเปรียบเป็นวัวที่จะแข่ง โดยคู่แข่งต่างพุ่งตัวออกวิ่งอย่างรวดเร็ว หัวพุ่งตะบึงไปยังจุดหมายจะต้องคว้าธงชัยให้ได้ก่อนคู่แข่งจึงจะชนะ ธงชัยเป็นสัญญาณบอกถึงชัยชนะในกีฬาวิ่งวัวคน คู่แข่งขันต่างมุ่งมั่นกวดฝีเท้าเพื่อชิงธง

    [กลับหัวข้อหลัก]
    สะบ้า
              เป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายมอญมักเล่นกันในเทศกาลสงกรานต์ ตกเย็นฝ่ายชายก็แต่งกายและชักชวนเพื่อนพ้องไปทอยสะบ้าที่บ่อนสะบ้า แบ่งเป็นฝ่ายชายและฝ่ายหญิง นั่งเรียงกันโดยตั้งลูกสะบ้าไว้ด้านหน้า ให้ทอยท่าต่างๆ เมื่อเล่นจนครบบท ฝ่ายแพ้ถูกปรับให้ร้องเพลง ร่ายรำกลางวงสะบ้าเป็นที่สนุกสนานครื้นเครง ลูกสะบ้ามักทำด้วยไม้แข็งกลึงเป็นวงกลมตัน หนาประมาณ ๑๕ ซม. ลูกสะบ้าของฝ่ายชายมักจะใหญ่กว่าของฝ่ายหญิง สมัยก่อนลูกสะบ้าของฝ่ายหญิงทำด้วยงาช้าง เงิน หรือ ทองเหลือง เพื่อแสดงถึงฐานะ

    [กลับหัวข้อหลัก]
    แสกเต้นสาก
              เป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวภูไท และชาวแสก ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครพนม วิธีการเล่นเช่นเดียวกับการเล่นกระโดดสาก และรำลาวกระทบไม้ โดยใช้สากซ้อมมือเป็นตัวกระทบผู้เล่นมีทั้งหญิงและชาย ตั้งแต่ ๓-๕ คู่ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ

    [กลับหัวข้อหลัก]
    หนังตะลุง
              หนังตะลุงเป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวปักษ์ใต้ มีทั้งบทพากย์และบทเจรจา ซึ่งเป็นกลอนสด เดิมจะเล่นเรื่องรามเกียรติเป็นแบบแผนปัจจุบันนายหนังจะเลือกวรรณคดีเรื่องอื่น และ เรื่องตามสมัยนิยม ความสำคัญอยู่ที่การจะต้องสร้างตัวหนังสำหรับเชิดให้ครบตามความจำเป็นของท้องเรื่องผู้พากย์เรียกว่า นายหนัง ผู้บรรเลงเรียกว่า ผู้ตีเครื่องครบ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลูกคู่ ประกอบด้วยปี่ชวา กลองโหม่ง ทับ และฉิ่ง แสดงบนโรงยกพื้นสี่เหลี่ยมสูง ๒ เมตร กั้นฝา ๓ ด้าน ด้านหน้าขึงผ้าขาวไว้สำหรับตัวหนังที่จะออกเชิด ก่อนเล่นจะมีโหมโรง นำตัวหนังรูปปราสาทปักหน้าจอ แล้วเอารูปฤาษีออกเชิด ตามด้วยพระอิศวรโคออกรูปหน้าบท แล้วนำตัวตลกออกมาบอกเรื่องที่จะแสดง การแสดงจะเล่นตั้งแต่หัวค่ำจนเกือบสว่าง

    [กลับหัวข้อหลัก]

    การเล่นหนังตะลุง

    หมอลำอีสาน
              หมอลำ แบ่งออกได้เป็น ๔ ประเภทคือ หมอลำผีฟ้า หมอลำพื้น หมอลำกลอน และ หมอลำหมู่

              หมอลำผีฟ้า
    หมายถึง หมอลำที่ติดต่อกับผีฟ้า ความมุ่งหมายของการร้องรำผีฟ้าก็เพื่อรักษาคนป่วย แล้วเชิญชวนคนป่วยให้ลุกขึ้นมาร่วมร้องรำทำเพลงกับคณะหมอลำ ถ้าคนป่วยอาการหนักอาจจะไม่ลุกก็ได้ ไม่ได้เจตนาลำเพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ฟัง แต่มุ่งสร้างความ.บันเทิงให้แก่คนป่วยเป็นสำคัญ
               กลอนลำของหมอลำผีฟ้าและเพลงแคนเป็น "กลอนผญา" เหมือนกับกลอนเกี้ยวระหว่างหนุ่มสาว ร้องรำได้ก็ต่อเมื่อผีฟ้ามาเข้าสิง เฉพาะบทเชิญพญาแถนลงมาเยี่ยมคนป่วย ทำนองลำและทำนองแคน เรียกกันว่า "ลำทางยาว" คือลำแบบมีเสียงเอื้อนยาวสะอึกสะอื้นนั่นเอง ทำนองแคน ในทางปฏิบัติจะเป็น "ลาย"
               หมอลำพื้น หมายถึง "หมอลำนิทาน" คือ หมอที่เล่านิทานด้วยการลำ (ขับร้อง) คำที่เก่าแก่พอๆ กันกับ "ลำพื้น" ก็คือ "เว้าพื้น" ซึ่งตรงกับว่า "เล่าเรื่อง" หมอลำพื้นจะเป็นหมอลำคนเดียว และมีหมอแคนเป่าคลอเสียงประสานไปด้วย
               หมอลำกลอน คือหมอลำที่ลำโดยใช้กลอน ถ้าจะให้ใกล้เคียงกับความหมายก็น่าจะเป็น "หมอลำโต้กลอน" มากกว่า เพราะเป็นการลำแข่งขันโต้ตอบกันด้วยกลอนลำ แบ่งได้เป็น ๓  ประเภทคือ หมอลำกั๊บแก๊บ หมอลำกลอน (ธรรมดา) และหมอลำชิงชู้
               หมอลำกั๊บแก๊บ หรือหมอลำกรับ หมอลำ (คนเดียว) จะลำเป็นทำนองลำกลอน
               หมอลำกลอน เป็นหมอลำคู่ ชาย-ชาย หรือชาย-หญิง ปัจจุบันจะมีเฉพาะคู่ชาย-หญิงเท่านั้น สมัยก่อนจะเน้นในทางแข่งวิชาความรู้กันเป็นหลัก ปัจจุบันนิยมการลำเกี้ยวกันเป็นการสนุกสนานเพลิดเพลิน ต้องใช้ศิลปะสูงยิ่งกว่าหมอลำประเภทใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งการฝึกฝนอบรมความขยันหมั่นเพียร ตลอดจนคุณค่าของบทกลอน
               ทำนองลำมีอยู่สองทำนองคือ ทำนองลำทางสั้น กับทำนองลำทางยาว ปัจจุบันมีทำนองลำเต้ยเพิ่มเข้าเป็นตอน ทำนองลำทางสั้นเนื้อเต็มไม่มีเอื้อน มีจังหวะสม่ำเสมอ ทำนองลำทางยาวหรือบางทีเรียกว่า ลำล่อง หรือลำอ่านหนังสือเป็นทำนองลำแบบเอื้อนเสียงยาวสะอึกสะอื้นแสดงอารมณ์โศก ส่วนลำเต้ยเป็นการลำแบบเนื้อเต็มมีจังหวะคึกคัก มีชีวิตชีวา แสดงอารมณ์รักและอ่อนหวาน มักจะแสดงตลอดทั้งคืน ประมาณสามทุ่มจนถึงสว่าง
               ทำนองลำเต้ย หมายถึง เพลงสั้นๆ ที่ใช้ลำเกี้ยวกันและมีจังหวะคึกคักมีชีวิตชีวา ซึ่งมี ทั้งหมด ๔ ทำนองคือ เต้ยโขง เต้ยพม่า เต้ยธรรมดา และเต้ยหัวโนนตาล
               หมอลำชิงชู้ เป็นหมอลำประเภทหนึ่งที่มีหมอลำฝ่ายชาย ๓ คน ฝ่ายหญิง ๑ คนเป็นการลำประชันแข่งขันระหว่างฝ่ายชายเพื่อเอาชนะใจฝ่ายหญิง สมมติฝ่ายชายทั้งสามให้เป็นข้าราชการ พ่อค้า และชาวนา บางทีเรียกหมอลำนี้ว่า หมอลำสามเกลอ หรือหมอลำสามสิงห์ชิงนาง
               หมอลำหมู่ คือ หมอลำที่มีผู้แสดงหลายคน โดยแสดงเป็นเรื่องราว แสดงละคร หรือลิเก โดยนำเอานิทานพื้นเมืองมาทำบทใหม่ เช่น เรื่องนางแตงอ่อน ท้าวสีทน ขุนลู (ขูลู) -นางอั้ว ผาแดง - นางไอ่ ท้าวการะเกด และท้าวก่ำกาดำ เป็นต้น แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ หมอลำหมู่ กับหมอลำเพลินลำหมู่ธรรมดามักจะเน้นเรื่องความจริงจัง ความเป็นอนุรักษ์นิยม มีทำนองโศก แต่งตัวสุภาพ เรียบร้อย ส่วนลำเพลินจะเน้นความสนุกสนานเพลิดเพลินและความเป็นอิสรนิยมเป็นสำคัญแต่งตัวแบบสมัยนิยม คือ นุ่งกระโปรงสั้นอวดรูปทรง

    [กลับหัวข้อหลัก]

    หมอลำกั๊บแก๊บ และไม้กั๊บแก๊บ


    หมอลำกลอน

    เหยา
              พิธีการอ้อนวอนผีด้วยการร่ายรำ เป็นการเสี่ยงทายให้ผีแจ้งความประสงค์เพื่อแก้ไขเคราะห์การเจ็บไข้ได้ป่วยของคนในครอบครัว เป็นประเพณีของชาวผู้ไทยที่มีความเชื่อและนับถือผีมาแต่โบราณ เรียกว่า ประเพณีการเหยาวิทยาลัยนาฏศิลปจังหวัดกาฬสินธุ์ กรมศิลปากรได้ประยุกต์เป็นท่ารำใหม่โดยอิงลักษณะการร้องและรำจากประเพณีเดิม โดยใช้เครื่องดนตรี แคน โปงลาง พิณ เบส โหวด กลอง ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ และเกราะ การร่ายรำมีทั้งจังหวะช้าและเร็ว การแต่งกายสวมเสื้อคอกลมและแขนยาวนุ่งผ้ามัดหมี่ ห่มแพรวา

    [กลับหัวข้อหลัก]

    หมอเหยาทำพิธีเริ่มบริกรรม



    บรรณานุกรม
    • นางสายไหม จบกลศึก

    [กลับหัวข้อหลัก]
     
    ผู้สนับสนุน
    สนใจลงโฆษณา คลิก!