ประวัติของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
เรื่องราวระหว่างระยะเวลา 6 ปี ต่อมาที่นิวตันฮีท อยู่ในช่วงย่ำแย่ มีเรื่องให้กล่าวถึงมากมาย จนมีหลายคนบอกว่าสามารถนำเอาไปเขียนเป็นนวนิยายได้เป็นอย่างดีสำหรับชาร์ลส์ ดิคเก้นส์ หรืออาร์โนลด์ เบนเนตต์ นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ
นิวตันฮีท ต้องถือเป็นหนี้บุญคุณสำหรับผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อพยุงและกอบกู้ฐานะของสโมสรเอาไว้ บุคคลเหล่านี้คือ มิสเตอร์ ดับเบิ้ลยู เอช อัลบัท รวมทั้งลอว์ตัน และสแตฟฟอร์ด ด้วย
ความเข้าใจกันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างที่สุดในตอนนั้น เพราะว่านักเตะจะไม่รู้ล่วงหน้าหรอกว่าพวกเขาจะได้รับค่าจ้างสักเท่าไหร่ คณะกรรมการของสโมสรจะนับเงินที่ได้จากการแข่งขันในบ้านหลังจากจบการแข่งขัน แล้วหักค่าใช้จ่ายและทุนในการดำเนินงาน ที่เหลือจึงเป็นค่าจ้างของนักเตะ
อังกฤษในสมัยสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียนั้น (1837-1901) ชนชั้นกรรมกรเป็นพวกชาวบ้านธรรมดาที่คนรุ่นปู่ของพวกเขาละทิ้งท้องทุ่งมาหางานในเมืองทำ จึงมีอยู่หนหนึ่งที่อัลบัท ใช้วิธีการโฆษณาการแข่งขันว่าจะมีการแสดงของ "นกขมิ้นแห่งแบงค์สตรีท" เพื่อล่อใจชนชั้นกรรมกรที่ความรู้น้อย มีผู้หลงเชื่อคำโฆษณาเข้าชมการแข่งขันในนัดเหย้านัดนั้นของทีมเพิ่มมากขึ้นถึง 100 คน เพื่อจะมาชม "นกขมิ้น" ซึ่งปรากฏว่ากลายเป็นห่านที่ขุนจนอ้วนเพื่อเป็นอาหารเย็นในวันคริสต์มาสของอัลบัท
มีนักเตะคนหนึ่งที่มีความประพฤติแย่มากนอกสนาม แต่ก็เป็นดาราในสนามแข่ง เขาชื่อบิลลี่ เป็นคนที่รักที่จะเดินตามแฟนฟุตบอลเข้าไปในร้านเหล้าที่เรียกว่าผับใกล้ๆ กับสนาม และจะดื่มเบียร์ทุกแก้วที่มีคนซื้อให้เขาจนกว่าจะเมาคอพับอยู่ตรงนั้น
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่อัลบัท สามารถช่วยเหลือสโมสรได้ อาจจะทำให้หลายๆ คน ไม่เข้าใจ นิวตันฮีท ถูกฟ้องเรียกให้ชำระหนี้ เมื่ออัลบัท ได้อ่านหนังสือพิมพ์ และทราบว่าดารานักเตะของสโมสรอื่นบ่นเกี่ยวกับค่าจ้างที่เขาไม่ได้รับ อัลบัทก็จัดการให้นักเตะคนนั้นได้ถ่ายรูปในท่ายื่นหมายเรียกให้ชำระหนี้ของนิวตันฮีทต่อสโมสรของเขาเอง เป็นทำนวงทวงหนี้ สโมสรคู่แข่งจึงต้องปล่อยดารานักเตะคนนั้นมาด้วยความโกรธสื่อมวลชน อัลบัทก็เซ็นสัญญากับนักเตะทันทีท่ามกลางสายตาสื่อมวลชนที่มากกว่าเดิมอีก และนั่นทำให้สัปดาห์ต่อมาสโมสรที่แบงค์สตรีทเก็บเงินค่าดูได้เพิ่มประมาณ 10 ปอนด์
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นิวตันฮีท สามารถดำรงอยู่ได้ในสถานการณ์อันย่ำแย่ ก็คือการปรับปรุงฟอร์มการเล่น ในฤดูกาล 1894-5 ที่พวกเขาหล่นลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 เป็นครั้งแรกนั้น นิวตันฮีท เสมอน็อตต์ เคาน์ตี้ ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ได้อันดับที่ 3 ในดิวิชั่น 2 และได้เข้าไปพบกับสโต๊ค ซิตี้ ทีมในอันดับ 14 ของดิวิชั่น 1 เพื่อแย่งชิงตำแหน่งในการเลื่อนชั้น แต่นิวตันฮีท ก็ยังไร้วาสนาเมื่อพ่ายแพ้ไป 3 - 0
สองฤดูกาลต่อมาพวกเขาได้เข้าแข่งทดสอบเพื่อเลื่อนชั้นอีกครั้ง แต่ได้อันดับบ๊วยในจำนวน 4 ทีมที่ต้องแข่งขันนัดทดสอบ จึงต้องเล่นในดิวิชั่น 2 ต่อไปอีก ความล้มเหลวที่จะได้เลื่อนชั้นหมายถึงการสนับสนุนจุนเจือก็แย่ลงไปด้วย จุดวิกฤติมาถึงเมื่อปี 1902 บรรดานักเตะต้องจำนำชุดที่ดีที่สุดของพวกเขาเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายแทนค่าจ้างที่ไม่ได้รับ และพวกเขาก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องน่าตลกอีกต่อไป สโมสรเป็นหนี้อยู่ถึง 2,670 ปอนด์ และเจ้าหนี้ก็ต้องดำเนินการฟ้องล้มละลาย ชื่อนิวตันฮีท คงจะถึงคราวสิ้นสุดลง...
มาถึงตอนนี้ ราวกับปาฏิหารย์เมื่อมีผู้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสโมสรให้พ้นวิกฤติ เขาก็คือจอห์น เดวี่ส์ ผู้อำนวยการบริษัทเบียร์นั่นเอง แต่การที่เขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับสโมสรได้อย่างไรนั้นยังไม่ได้รับการเปิดเผย มีเรื่องเล่ากันว่าสมุห์บัญชีของเขายอร์จ ลอว์ตัน และกัปตันสแตฟฟอร์ด ได้ปั่นจักรยานไปที่บ้านของเดวี่ส์ และอ้อนวอนขอความเห็นใจจากความเป็นนักกีฬาของเขา เดวี่ส์ได้มาที่แบงค์สตรีท และได้เห็นสภาพแวดล้อมที่หมดหวังของสโมสรจึงตัดสินใจที่จะช่วยเหลือ
บ้างก็เล่าว่าสุนัขของสแตฟฟอร์ด หลงเข้าไปในบ้านของเดวี่ส์ เขาจึงนำสุนัขไปคืนเจ้าของและได้พูดคุยกันเรื่องฟุตบอลกับสแตฟฟอร์ด จึงเกิดความสนใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ ก็คือการประชุมฉุกเฉินของบรรดาผู้ถือหุ้นของสโมสรในไอส์ลิงตัน ฮอลล์ ในปี 1902 สแตฟฟอร์ด ก็ได้ก่อเรื่องน่าตื่นเต้นขึ้นเมื่อเขาเสนอเงินซื้อหุ้น 500 ปอนด์ และเขาพูดว่ารู้จักคนอื่นๆ ที่พร้อมจะจ่ายเงินให้สโมสรด้วย
ที่จริงนั่นเป็นการประมูลที่สแตฟฟอร์ด ทำแทนเดวี่ส์ เมื่ออะไรกระจ่างจอห์น เฮนรี่ เดวี่ส์ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาเป็นประธานสโมสรและประธานกรรมการด้วย ส่วน สแตฟฟอร์ด ก็มีชื่อเป็นคนจัดการเรื่องราวของทีม
คณะผู้บริหารชุดใหม่ยืนยันที่จะเปลี่ยนชื่อสโมสรด้วย จะเป็นเดวี่ส์ หรือสแตฟฟอร์ด หรือลอว์ตัน กันแน่เป็นคนต้นคิดเรื่องชื่อใหม่? บางทีอาจเป็นเดวี่ส์ เพราะว่าเขาเป็นคนที่เข้าได้กับทุกคน และเห็นอะไรๆ มากไปกว่าแค่เคลย์ตัน ย่านถนนโอล์ดแฮม
สโมสรอาร์ดวิค เปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ (1894) ก็แล้วทำไมนิวตันฮีท จะเปลี่ยนชื่อไปเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้ ก่อนหน้านั้นชุดของทีมได้เปลี่ยนจากสีเขียวและทองไปเป็นเสื้อขาวและกางเกงสีน้ำเงินแล้วตั้งแต่ปี 1986 ได้มีการตัดสินใจว่าสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใหม่นี้ควรจะมีชุดใหม่ด้วย พวกเขาจะลงเล่นในเสื้อแดง และกางเกงขาสั้นสีขาว
แบงค์สตรีทเจริญขึ้นในทันทีทันใด หนี้ที่มีอยู่ถูกชำระหมดสิ้น นักเตะได้รับค่าจ้าง สนามได้รับการปรับปรุง ถึงกับมีการสร้างหลังคาเล็กๆ คลุมอัฒจันทร์ สำหรับเจ้าหน้าที่และแขก และเออร์เนสต์ แมงนอลล์ ผู้มีมันสมองอันปราดเปรื่องในเรื่องฟุตบอลก็ได้มาเป็นทั้งผู้จัดการทีมและเลขานุการสโมสร
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อันดับที่ 3 ในดิวิชั่น 2 เมื่อจบฤดูกาลในปี 1904 และ 1905 และปีต่อมาก็เป็นปีที่ยิ่งใหญ่ปีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสร ระบบแข่งทดสอบได้เลิกใช้ไปแล้วตั้งแต่ปี 1899 และฟุตบอลลีกก็ได้เริ่มยุคใหม่ที่น่าจดจำด้วยการขยายให้แต่ละดิวิชั่นมี 20 ทีมในปี 1905 นั่นเอง (ตอนนั้นยังมีแค่ 2 ดิวิชั่น)
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถล่มประตูได้ถึง 90 ประตู ในการแข่งขัน 38 นัด ในดิวิชั่น 2 ฤดูกาลนั้น แต่ก็ยังจบในอันดับที่ 2 มีคะแนนห่างจากแชมป์ดิวิชั่น 2 อย่างบริสตอล ซิตี้ 4 คะแนน และทั้งสองทีมก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ดิวิชั่น 1
สถานการณ์ของทีมเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่สมาคมฟุตบอลได้ส่งคำเตือนมายังเดวี่ส์ เพราะเกิดความสงสัยว่าได้มีการจ่ายเงินเหรียญปอนด์ทองคำโดยผิดกฏหมายในชัยชนะที่ยอดเยี่ยมนัดหนึ่งของทีม แต่รายได้ใหม่ของสโมสรถูกใช้จ่ายไปในการปรับปรุงทีมเสียเป็นส่วนมาก แมงนอลล์ เป็นคนมองเห็นแววของนักเตะได้ดี ดาวยิงชาวสกอตต์ ชื่อจิมมี่ เทิร์นบูล ถูกค้นพบที่เลย์ตัน และเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ผิวซีดชาร์ลี โรเบิร์ตส์ หรือที่แฟนบอลชอบเรียกว่า "ไอ้ผี" มาจากกริมสบี้ ทาวน์ ด้วยค่าตัว 400 ปอนด์ ในปี 1904
เมื่อมี ดิค ดัคเวิร์ธ และอเล็กซ์ เบลล์ เล่นเคียงข้างกับโรเบิร์ตส์ แล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนนี้ได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็นทีมที่มีกองหลังที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษ นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นในการเลื่อนชั้นขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 และเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่แชมป์ฟุตบอลลีกในอีกสองปีต่อมา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าขันที่เริ่มมาจากความโชคร้ายของคู่แข่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งพวกเขายังถูกสมาคมฟุตบอลสอบสวนกรณีจ่ายเงินให้นักฟุตบอลโดยผิดกฏหมาย และถูกลงโทษหนักด้วย นักเตะที่ถูกจับได้ว่ามีความผิดจะถูกสั่งพักและขึ้นบัญชีขายทันที
แมงนอลล์ เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในเรื่องนี้ โดยการเจรจาเซ็นสัญญากับนักเตะที่ดีที่สุดของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4 คนคือแซนดี้ เทิร์นบูล, เฮอร์เบิร์ต เบอร์เกส, จิม แบนนิสเตอร์ และอีกคนบิลลี่ เมอเรดิธ หลังจากได้มีการพบปะกันในควีนส์ โฮเทล ที่ปิคคาดิลลี่ จะเรียกได้ว่าเป็นความหน้าด้านและเหมือนกับการโจรกรรมก็ได้ แต่นั่นก็ได้ช่วยให้ชื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นทีมฟุตบอล และเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์ได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน
ที่มา http://www.vvetalk.com/forum/index.php?showtopic=5585&pid=137884&st=0&#entry137884
[กลับหัวข้อหลัก][ แก้ไข ] |