|
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. ๒๐๙๘- ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๑๔๘) หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ พระนามเดิมว่า พระองค์ดำ พระราชสมภพ ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อปีเถาะ พุทธศักราช 2098 พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชา และพระวิสุทธิกษัตริย์ (พระราชธิดาของสมเด็จพระสุริโยทัย) ทรงมีพระเชษฐภคิณี คือ พระสุพรรณกัลยาทรง มีพระอนุชา คือ สมเด็จพระเอกาทศรถ และทรงเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระสุริโยทัย
จนพระชนมายุประมาณ 8-9 พรรษา จึงถูกนำตัวไปยังกรุงหงสาวดี เพื่อเป็นหลักประกันว่า อยุธยาจะไม่แข็งเมืองต่อกรุงหงสาวดี เหมือนดังเช่นโอรส ของเจ้าเมืองต่างๆในอาณาจักรพระเจ้าบุเรงนอง และในระหว่างที่พระองค์ประทับอยู่ที่กรุงหงสาวดี ก็ได้ทรงศึกษาวิชาศิลปศาสตร์ และวิชาพิชัยสงคราม ทรงนิยมในวิชาการรบทัพจับศึก พระองค์ทรงมีโอกาสศึกษาทั้งภายในราชสำนักไทย และราชสำนักพม่า มอญ และได้ทราบยุทธวิธีของชาติต่าง ๆ ที่มารวมกันอยู่ในกรุงหงสาวดีเป็นอย่างดี ทรงนำหลักวิชามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเหตุการณ์ และสภาพแวดล้อมได้เป็นเลิศ ดังเห็นได้จากการสงครามทุกครั้งของพระองค์ ยุทธวิธีที่ทรงใช้ เช่น การใช้คนจำนวนน้อยเอาชนะคนจำนวนมาก และยุทธวิธีเดินเส้นใน พระองค์ทรงนำมาใช้ก่อนจอมทัพที่เลื่องชื่อในยุโรป นอกจากนั้น หลักการสงครามที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เช่น การดำรงความมุ่งหมาย หลักการรุก การออมกำลัง และการรวมกำลัง การดำเนินกลยุทธ เอกภาพในการบังคับบัญชา การระวังป้องกัน การจู่โจม หลักความง่าย ฯลฯ พระองค์ก็ทรงนำมาใช้อย่างเชี่ยวชาญ และประสบผลสำเร็จอย่างงดงามมาโดยตลอด
เมื่อเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดาโปรดเกล้าฯสถาปนาให้พระองค์เป็น มหาอุปราช ปกครองเมืองพิษณุโลก จนกระทั่ง พ.ศ.๒๑๓๓ พระราชบิดาเสด็จสวรรคต พระองค์จึงเสด็จขึ้นครองราชย์ ในขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา
หลังทรงครองราชย์ได้เพียง ๒ ปี ในพ.ศ. ๒๑๓๕ พระเจ้าหงสาวดีองค์ใหม่คิดจะกำจัดพระองค์ จึงให้พระราชโอรส ซึ่งดำรงฐานะพระมหาอุปราชจัดทัพเข้าตีกรุงศรีฯ ครั้งนั้นคือ "ศึกยุทธหัตถี" พระองค์ทรงใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์จากสภาพเบี้ยล่างที่ตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของข้าศึก มาเป็นเบี้ยบน โดยทูลเชิญพระมหาอุปราชากระทำยุทธหัตถีแบบ "ตัวต่อตัว" และพระมหาอุปราชา แม่ทัพกรุงหงสาฯ ได้เข้าต่อสู้บนหลังช้างกับสมเด็จพระนเรศวรฯอย่างดุเดือดทุกกระบวนยุทธ์ และในที่สุดถูกพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรฯฟันพระอังสาขาดสะพายแล่ง สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง
ส่วนในราชสำนักพระองค์ทรงมีพระมเหสี ๓ พระองค์ คือ พระมณีรัตนาอัครมเหสี หรือเจ้าขรัวมณีจันทร์, พระเอกกษัตรีและพระราชธิดาในพระเจ้าเชียงใหม่ ทรงถวายเมื่อครั้งสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จไปยุติข้อพิพาทในดินแดนล้านนา ในปี พ.ศ.๒๑๔๔
ศึกครั้งสุดท้าย ในปี พ.ศ.๒๑๔๗ ทรงยกทัพไปตี "เมืองนาย" "เมืองอังวะ" ผ่านทางเมืองเชียงใหม่ เมื่อเสด็จไปถึง "เมืองหลวง" ตำบล"ทุ่งดอนแก้ว" หรือ "เมืองแหน" ในภาษาพม่าซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเชียงใหม่ ระหว่างเชียงใหม่กับแม่น้ำสาสะวิน ทรงพระประชวรโดยเร็วพลันเป็นฝีละลอกขึ้นที่พระพักตร์ และเสด็จสวรรคต ณ ที่เมืองนั้น เมื่อวันจันทร์เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๔๘ ขณะพระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา เสวยราชสมบัติได้ ๑๕ ปี
|