วิตามินอี
ปกติละลายในน้ำมัน ตัวที่เป็น Tocoperol จะเป็นตัวที่ใช้กันมากที่สุดได้ผลต่างๆ ดีที่สุด โดยเป็นสารต้านอนุพันธ์อสิระ ทำให้ป้องกันการชรา ป้องกันการเกิดมะเร็ง แต่ตัวที่ใช้ในการผสมเครื่องสำอาง คือ tocopheryl acetate จะเป็นน้ำข้นเหนียวๆ เหลืองเข้มออกสีอ่อนๆ และออกฤทธิ์ได้ดี เมื่ออุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส และควรมี pH ประมาณ 3.5-8
คุณสมบัติของวิตามินชนิดนี้
เป็นวิตามินคุ้มกันความชราดังกล่าวแล้ว และยังสามารถ ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น โดยการผสมวิตามินอี 1-25% จะสามารถทำให้น้ำใต้ผิวหนังไม่ระเหยออกไป จึงมองดูผิวเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่นซึ่งถ้าสามารถเตรียมให้ได้ฤทธิ์ดังกล่าวแล้ว ก็คงจะทำให้หน้าผากไม่ย่น ตีนกาไม่เกิด ผิวที่แขนและอกเรียบเนียน จึงมีวิตามินอีขายตามท้องตลาดมากมา ราว ๆ 10 กว่าปีแล้ว
นอกจากนี้วิตามินอี กระตุ้นให้บาดแผลหายเร็ว ดังนั้นเมื่อมีรอยถลอกหรือมีบาดแผล และเริ่มหายแล้ว การทาวิตามินอี จะช่วยให้แผลตื้น และไยคอลลาเจน สร้างสะสมออกมาป้องกันแผลเป็นอีกด้วย ฤทธิ์ที่สำคัญอีกอย่างของวิตามินชนิดนี้คือ ลดอาการแดง ลดอาการบวมจากการอักเสบ ลดการหลั่งสารฮีสตามีน ซึ่งสารนี้ทำให้เกิดอาการคันภายหลังถูกยุงกัด หรือการระคายผิว ดังนั้นผู้ที่ทาครีมผสมวิตามินชนิดนี้ ควรจะคันน้อยลง หรือไม่คันเมื่อถูกยุงกัด
การทาวิตามินอีลงบนผิว จะถูกดูดซึมผ่านชั้นขี้ไคล หนังกำพร้า หนังแท้ ต่อมขนและต่อมไขมัน ลงไปสะสมอยู่ในส่วนต่างๆ นี้ ประมาณ 4-6 ชั่วโมง แล้วสลายตัวไป
ผลิตภัณฑ์ทาผิวเมื่อผสมวิตามินอีแล้ว จะทำให้ผิวหนังชุมชื้น อ่อนนุ่ม แก่ช้า ถ้าผสมลงในยากันแดด จะทำให้ยากันแดด มีคุณสมบัติป้องกันแดดได้มากขึ้นกว่าเดิม ผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่ผสมวิตามินอี น่าจะมีผลในการป้องกัน การทำลายของเส้นผมจากแสงแดด ช่วยป้องกันชั้นเคอราติน (ชั้นนอกสุดของเส้นผม) ทำให้ผมมีความแข็งแรงทนทานต่อการ ไดร์ผม กระชากผม รวมถึงการดัดผม ยืดผม บ่อย ๆ ด้วย
วิตามินอีได้รับความนิยมมากในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของหลายๆ บริษัท และวางขายทั่วไป มีทั้งราคาถูกและแพง ขายมาหลายปีแล้ว และยังครองใจผู้ใช้เป็นจำนวนมาก ขอให้ผู้ใช้ประเมินผลกับตัวเองด้วย ว่าเป็นอย่างไรบ้างและบอกกล่าวมาบ้าง
|