|
หากกล่าวถึงวันที่ 6 สิงหาคม หลายคนอาจจะนึกถึงเหตุการณ์ที่เป็นโศกนาฎกรรมของประเทศญี่ปุ่น เมื่อสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกลิตเติลบอย (Little Boy) ณ เมืองฮิโรชิมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ในวันเดียวกันนี้ยังเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งนั่นคือ "วันการบินสากล" นั่นเอง
ถึงแม้วันการบินสากลจะถูกกล่าวถึงน้อยมาก และมีข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมาไม่แน่ชัด แม้กระทั่งจากคำบอกเล่าของผู้ที่เกี่ยวข้องกับ เจ้านกเหล็ก ในด้านต่าง ๆ ก็ไม่สามารถให้ความกระจ่างได้มากนัก แต่ถ้าพูดถึงความเป็นมาของ เจ้านกเหล็ก นี้ ต้องเรียกได้ว่าเป็นการสร้างความฝันของมนุษย์ให้กลายเป็นความจริงขึ้นมาเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะใช้ในสงครามเพื่อป้องกันประเทศแล้ว เจ้านกเหล็ก ก็ยังเป็นพาหนะที่ช่วยให้การเดินทางจากมุมโลกไปยังอีกมุมโลกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เมื่อมองย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของเครื่องบินในปัจจุบัน เราจะเห็นวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการสร้าง "บอลลูน" เมื่อปี พ.ศ. 2326 โดยใช้ผ้าเป็นวัสดุ แล้วใช้อากาศร้อนใส่เข้าไป เนื่องจากอากาศร้อนเบา จึงทำให้บอลลูนลอยขึ้นข้างบนท้องฟ้าได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์เกิดความคิด

จากบอลลูนจึงกลายเป็น "เรือเหาะ" ที่สามารถบรรทุกคนได้เป็นจำนวนมาก โดยใช้ก๊าซไฮโดรเจนใส่เข้าไปด้านใน การใช้เรือเหาะจึงเป็นที่นิยมกันมากในระยะเวลาหนึ่ง แต่แล้วเรื่องร้ายแรงก็เกิดขึ้น! เมื่อมีเรือเหาะลำหนึ่งชื่อ Hindenberg เกิดไฟลุกไหม้ ผู้โดยสารนับร้อยคนตาย เพราะก๊าซไฮโดรเจนนั้นมีข้อเสีย คือ ติดไฟง่าย ความนิยมใน "เรือเหาะ" จึงเสื่อมลง ต่อมาด้วยความไม่ยอมแพ้ มนุษย์จึงคิดค้นมาเป็น "เครื่องร่อน" แต่ติดอยู่ตรงที่เดินทางได้ไม่ไกลนัก จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยม
แล้วก็มาถึงวันที่โลกทั้งใบต้องจารึกประวัติศาสตร์การประดิษฐ์เครื่องบินลำแรกที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของ สองพี่น้องชาวอเมริกันชื่อ วิลเบอร์ และออร์วิล ไรท์ (Wilbur & Orville Wright) ซึ่งช่วยกันออกแบบจนสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2446 ( ค.ศ. 1903 ) นับเป็นเครื่องบินใบพัดเครื่องแรกของโลกที่สามารถลอยตัวอยู่ในอากาศได้นาน 12 วินาที ถือเป็นปฐมบทของวันการบินสากลอีกวันหนึ่ง
หลังจากนั้นมนุษย์ก็ใช้เครื่องบินในการทำสงครามเข่นฆ่ากันและกัน ส่งผลให้ เจ้านกเหล็ก ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เห็นได้จาก สงครามโลกครั้งที่ 1 ประมาณ ปี ค.ศ. 1914 เครื่องบินจัดเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ กระทั่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงประมาณปี ค.ศ.1918 เครื่องบินก็ยังถูกพัฒนาไปไม่หยุด เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวประมาณปี ค.ศ.1939 ประเทศเยอรมันได้พัฒนาโดยการสร้างเครื่องบินรบที่ใช้เครื่องยนต์ไอพ่นแทนแบบใบพัดได้สำเร็จ
เหลียวกลับมามองการบินในประเทศไทย มีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วตามกระแสโลกที่อดีตอาจเปรียบได้เป็น เสือด้านการบินของเอเชีย เพราะ 8 ปี หลังจาก วิลเบอร์ และออวิล ไรท์ ประดิษฐ์เครื่องบินได้สำเร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 นายชาร์ลส ฟาน เดน บอร์น (Charles van den Born) นักบินลูกครึ่งฝรั่งเศส - เบลเยี่ยม ได้ขับเครื่องบิน อองรี ฟาร์มัง ของฝรั่งเศส โชว์ให้คนไทยได้ชมที่สนามม้าสระปทุม (ราชกรีฑาสโมสร) ทำให้คนไทยได้เห็นเครื่องบินเป็นครั้งแรก
จากการที่ประชาชนไทยได้ชมการบินโชว์ครั้งแรก กระทรวงกลาโหมได้คัดเลือกนายทหาร 3 นายให้ไปฝึกการบินที่ประเทศฝรั่งเศส ประกอบด้วย นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ ( สุณี สุวรรณประทีป ), นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร ( หลง สินสุข ),นายร้อยโททิพย์ เกตุทัต นับได้ว่าทั้ง 3 คน เป็น "บุพการีของกองทัพอากาศไทย"
ระหว่างที่นายทหารทั้งสามกำลังศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส กระทรวงกลาโหมได้สั่งซื้อเครื่องบินจากประเทศฝรั่งเศส เป็นเครื่องบินเบรเกต์ ชนิดปีก 2 ชั้น จำนวน 3 เครื่อง เครื่องบิน นิเออปอรต์ ชนิดปีกชั้นเดียว จำนวน 4 เครื่อง และเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้บริจาคเงินส่วนตัว ซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ให้แก่กระทรวงกลาโหมอีก 1 เครื่อง รวมเป็น 8 เครื่อง เครื่องบินทั้งสองแบบนี้ นายทหารทั้ง 3 คน ได้เป็นผู้ทดลองบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส แล้วจึงส่งมายังประเทศไทย
สมัยรัชกาลที่ 7 ช่วงนั้นอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศไทยพัฒนาการบินของตนจนสามารถสร้างเครื่องบินได้สำเร็จ ต่างชาติเห็นประเทศไทยว่าเจริญ จึงไม่กล้าเข้ามารุกราน โดยเครื่องบินลำแรกที่สร้างขึ้นชื่อ "บริพัตร" เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด โครงสร้างเป็นไม้บุด้วยผ้า สามารถบินได้ไกลถึงประเทศอินเดีย ออกแบบและสร้างโดยคนไทย
รัชกาลที่ 7 ยังทรงฯ พระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้ นาวาอากาศเอกเลื่อน พงษ์โสภณ ไปศึกษาวิชาการบินพลเรือน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย โดยให้ศึกษาในโรงเรียนเรียนเซนต์หลุยส์ เมื่อ นาวาอากาศเอกเลื่อน พงษ์โสภณ เรียนจบ ได้งานทำและเก็บเงินได้มากพอสมควร ก็สามารถซื้อเครื่องบินส่วนตัวได้ โดยตั้งชื่อว่า "นางสาวสยาม" (MISS SIAM) และใช้ประโยชน์ไปเจริญสัมพันธ์ไมตรี และรับจ้าง รับ - ส่ง ของในหลายประเทศ เช่น ไทย, ลาว, เวียดนาม, และจีน คุณเลื่อนจึงถือเป็นคนไทยคนแรกที่จุดประกายกิจการการบินพลเรือนในประเทศไทย และยังนับเป็นผู้จุดประกายการบินพลเรือนข้ามประเทศคนแรกของเอเชีย (Kick off of Aviation of Asia)
และเมื่อ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 กองทัพอากาศไทยได้สร้างเครื่องบินปีกชั้นเดียวขึ้นใช้เองทางด้านขนส่ง โดยริเริ่มทดลองใช้เครื่องบินเบรเกต์ ส่งไปรษณียภัณฑ์ เมื่อ พ.ศ. 2462 และอีก 3 ปีต่อมา การบินรับส่งผู้โดยสารและพัสดุก็เริ่มขึ้น ซึ่งสงครามเป็นอุปสรรคให้เกิดการขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ไประยะหนึ่ง แต่แล้วกระทรวงคมนาคมก็ได้ลงทุนจัดตั้งบริษัทเดินอากาศไทยขึ้น เพื่อบริการประชาชนในการขนส่งทางอากาศทั่วประเทศ โดยใช้เครื่องบินไอพ่นสองเครื่องยนต์ แบบแอฟโร 748 (avro 748) ต่อมาได้นำเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูงขึ้นเข้ามาใช้ เช่น เครื่องบินแบบโบอิง 737 (boeing 737) และเครื่องบินสำหรับบริการผู้โดยสารตามเส้นทางย่อย (shorts 330) ส่วนการบินระหว่างประเทศนั้น ขณะนี้บริษัทการบินไทย จำกัด มีเครื่องบินไอพ่นสี่เครื่องยนต์ บริการไปประเทศเพื่อนบ้านทั้งในทวีปเอเซีย ออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกา
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันได้ถึง อานุภาพ ทั้งด้านการสรรสร้างและทำลายของ เจ้านกเหล็ก ซึ่งวันการบินสากลปีนี้อยากให้มีแต่ สันติภาพ ทั่วทุกมุมโลก
|