มีชีวิตด้วยจิตว่างอย่างไร
ท่านสาธุชนผู้สนใจธรรมทั้งหลาย อาตมาจะพูดกับท่านทั้งหลายโดยหัวข้อว่า การมีชีวิตด้วยจิตว่าง การมีชีวิตด้วยจิตว่างนี้คืออะไร คือสิ่งที่ท่านยังไม่รู้ จะพูดใส่หน้ากรอกหูลงไปเลยว่า คือสิ่งที่ท่านยังไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตด้วยจิตว่างอย่างไร ไม่รู้ว่าการมีชิวิตด้วยจิตว่างอย่างไร ไม่รู้ว่าการมีชีวิตด้วยจิตว่างคืออะไร
การมีชีวิตด้วยจิตว่างก็คือ จิตที่รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ไม่ไปเป็นทาสของสิ่งใดๆ ไม่ไปติดผุกพันอยู่กับสิ่งใดๆ เป็นจิตว่าง เป็นจิตอิสระจากสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก อย่างนี้เรียกว่าจิตว่าง จิตฉลาด จิตคิดลึกได้รวดเร็วสำหรับจะว่าง ไม่เป็นจิตโง่ ง่มง่าม เข้าไปหลงใหลยึดถือในสิ่งใด ก่อนแต่จะทำ กำลังทำ ทำเสร็จแล้ว จิตโง่มันก็ยึดถือตลอดเวลา มันก็แบกภูเขาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นจิตวุ่น เป็นจิตที่ติดอยู่กับสิ่งนั้นๆ มันไม่ว่างถ้ามีสติปัญญารู้เพียงพอในเรื่องของธรรมชาติ เรื่องกฏของธรรมชาติ เรื่องหน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ เรื่องพ้นจากหน้าที่เป็นต้นแล้ว ก็รู้ว่าธรรมชาติทั้งหลายมันเป็นอย่งนั้นเอง จะไปหมายมั่นตามความต้องการของเราไม่ได้ เราก็ไปเกี่ยวข้อกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ต้องหมายมั่น คือด้วยจิตที่เป็นอิสระ
มีจิตเป็นอิสระจากทุกสิ่ง นี้เรียกว่าจิตว่าง ว่างจากอะไร ว่างจากกิเลสที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น เต็มอยู่ด้วยสติปัญญาที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้น ที่จัดการกับสิ่งนั้นๆ ด้วยจิตที่เป็นอิสระ จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย สะดุ้งหวาดเสียว วิตกกังวล ระแวงไม่ต้องเป็นโรคประสาทให้ละอายแมว คนมีจิตวุ่นผูกพันกับสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา ตั้งแต่ก่อนจะทำ กำลังทำ ทำเสร็จแล้วก็มีจิตวุ่นอยู่ด้วยสิ่งเหล่านั้น มันจะต้องเป็นโรคประสาทให้ละอายแมว ละอายสุนัขด้วย ละอายสัตว์ทุกชนิดที่มันไม่เป็นโรคประสาท
คนกินยาแก้ปวดหัว แมวไม่ต้องกิน คนกินยาระงับประสาท แมวไม่ต้องกิน คนกินยาระงับปวดหัว ระงับโรคประสาทเป็นตันๆ ทั้งโลก แล้วก็ยังปวดหัว แล้วก็ยังเป็นโรคประสาท แมวไม่ต้องกินยาแก้ปวดหัวไม่ต้องกินยาระงับประสาทแมวก็ไม่เป็นโรคประสาทซักตัวนึง เราก็คิดดูเองเถอะ น่าละอายหรือไม่น่าละอาย ถ้าเราจะคำนวณดูในโลกนี้กินยาแก้ปวดศีรษะ กินยาระงับประสาท ทั้งโลกนะ จะกี่ตันกี่สิบตัน ก็ยังมีคนเป็นโรคประสาท ประเทศไทยนี้ว่ามีคนเป็นกันเป็นแสนๆ ทั้งโลกนี้จะเป็นกันกี่สิบล้านกี่ร้อยล้าน ทั้งที่กินยา แมวไม่ต้องกินยาสักเม็ดนึงมันก็ไม่ปวดหัว
สัตว์ทั้งหลายก็เหมือนกันแหละ เนี่ยเค้าว่าสัตว์มันอยู่ด้วยจิตว่างไม่หมายมั่นยึดถืออะไร เป็นตัวกูเป็นของกู ไอ้คนเนี่ยมันยึดถืออะไรเป็นตัวกูเป็นของกูไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง รอบด้านทุกประการ มันอยู่ด้วยความยึดถือ ยึดถือในสิ่งใดก็เป็นธาตุของสิ่งนั้น เนี่ยเป็นหลักธรรมะสูงสุดซึ่งควรจะรู้ไว้ว่าเราไปยึดถือในสิ่งใดเราก็จะเป็นทาสของสิ่งนั้น เรายึดถือจนไปหลงรักมัน เราก็เป็นทาสของสิ่งที่เรารัก เราไปยึดถือจนโกรธมัน เกลียดมัน เราก็เป็นทาสของสิ่งที่เราเกลียดเราโกรธ เพราะเราต้องไปเกลียดมัน ต้องไปโกรธมัน กลัดกลุ้มร้อนรนอยู่ด้วยความโกรธและความเกลียด ถ้าเราไปยึดถือหลงใหลมัน สงสัยมัน วิตกังวลมัน ก็เป็นทาสของสิ่งนั้น ในรูปนั้น จึงเรียกว่า โลภ โกรธ หลง สามอย่างนี้เป็นผลของความยึดถือ ยึดถือในสิ่งใดแล้วก็ต้องเป็นทาสของสิ่งนั้น
[กลับหัวข้อหลัก][ แก้ไข ] |