พัฒนาการของ ARF
1. ผู้เข้าร่วม
1.1 ปัจจุบัน ARF มีประเทศที่เข้าร่วม 22 ประเทศกับ 1 กลุ่ม ประกอบด้วย สมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน ดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ประเทศคู่เจรจาของอาเซียน (Dialogue Partners) ได้แก่ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย จีน รัสเซีย และสหภาพยุโรป ผู้สังเกตการณ์ของอาเซียน (Observers) ได้แก่ ปาปัวนิวกินี และประเทศอื่นในภูมิภาค ได้แก่ มองโกเลียและสาธารณรัฐประชาชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
1.2 ประธานการประชุม ARF คือประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นประธานคณะกรรมการประจำอาเซียน (ASEAN Standing Committee : ASC) ซึ่งจะเวียนตามประเทศสมาชิกอาเซียนตามลำดับตัวอักษรและมีวาระ 1 ปี ประเทศที่เป็นประธาน ARF ปัจจุบัน ได้แก่ บรูไนฯ (กรกฎาคม 2544- กรกฎาคม 2545) และหลังจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Ministerial Meeting – AMM) ในเดือนกรกฎาคม 2545 กัมพูชาจะรับตำแหน่งประธาน ARF ต่อจาก
บรูไนฯ
2. รูปแบบการประชุม
2.1 รัฐมนตรีต่างประเทศและเจ้าหน้าที่อาวุโส ARF พบปะกันปีละ 1 ครั้ง โดย รัฐมนตรีจะพบในช่วงเดือนกรกฎาคม โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสจะประชุมกันก่อนในเดือนพฤษภาคมในประเทศที่เป็นประธาน ARF ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมรัฐมนตรี ARF จะมีการออกแถลงการณ์ประธาน (Chairman’s Statement) เพื่อสะท้อนผลการหารือระหว่างผู้เข้าร่วมการประชุม
2.2 ARF แบ่งประเภทกิจกรรมออกเป็น 2 แนวทาง (Tracks) ได้แก่
1) กิจกรรมที่เป็นทางการ (Track I) เรียกว่า กิจกรรมระหว่างปี หรือ inter-sessional groups / meetings (ISG/ISM) ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับเจ้าหน้าที่ที่หารือเกี่ยวกับ กิจกรรมเฉพาะเรื่อง อาทิ มาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การรักษาสันติภาพ การค้นหาและกู้ภัย การบรรเทาภัยพิบัติ โดยกิจกรรมแต่ละกลุ่มจะมีประธานร่วมประกอบด้วยประเทศอาเซียนและประเทศที่มิใช่สมาชิกอาเซียน ปัจจุบัน กลุ่มกิจกรรมที่สำคัญได้แก่ Inter-sessional Support Group on Confidence Building Measures (ISG on CBMs) ซึ่งประเทศที่เป็นประธานร่วมสำหรับปีกิจกรรมนี้ (กรกฎาคม 2544- กรกฎาคม 2545) ได้แก่ เวียดนามและอินเดีย สำหรับประธานร่วม ISG on CBMs ในปี กิจกรรมต่อไปได้แก่ ลาวและนิวซีแลนด์
2) กิจกรรมที่ไม่เป็นทางการ (Track II) จัดโดยสถาบันวิจัย หรือสถาบันวิชาการของประเทศผู้เข้าร่วม ARF โดยมีนักวิชาการและเจ้าหน้าที่ภาครัฐบาลเข้าร่วมประชุม ในฐานะส่วนตัว เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นด้านการเมืองและความมั่นคงบางหัวข้อที่ประเทศผู้เข้าร่วม ARF ยังไม่พร้อมที่จะหารือในเวทีทางการ
3. ขั้นตอนการพัฒนาของ ARF
3.1 ที่ประชุม ARF ครั้งที่ 2 ที่บันดาร์ เสรี เบกาวัน ประเทศบรูไน เมื่อปี 2538 ได้กำหนดหลักการพัฒนาของกระบวนการ ARF เป็น 3 ขั้นตอน (stages) ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 (Stage I) การส่งเสริมมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Promotion of Confidence Building Measures) ขั้นตอนที่ 2 (Stage II) การพัฒนาการทูตเชิงป้องกัน (Development of Preventive Diplomacy) และขั้นตอนที่ 3 (Stage III) การพัฒนากลไกสำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง (Development of Conflict Resolution Mechanisms)
3.2 ที่ผ่านมา ARF ได้เน้นการดำเนินกิจกรรมด้านการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาค ขณะนี้ ARF ได้เริ่มศึกษามาตรการคาบเกี่ยวระหว่างการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและการทูตเชิงป้องกันคือ การเพิ่มบทบาทของประธาน ARF โดยเฉพาะบทบาทด้านการไกล่เกลี่ย (good offices) และการจัดทำทะเบียน รายชื่อผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิของ ARF ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญ ทั้งนี้ ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ARF ครั้งที่ 8 ที่เวียดนาม เมื่อ 25 กรกฎาคม 2544 ได้รับรองเอกสาร 3 ฉบับ ได้แก่ การทูตเชิงป้องกัน การเพิ่มบทบาทประธาน และอำนาจหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิของ ARF ซึ่งจะเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการของ ARF ในอนาคตต่อไป
3.3 เมื่อเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 ความสำคัญของ ARF ก็เด่นชัดขึ้นเพราะ ARF เป็นเวทีเดียวในภูมิภาคที่มีการหารือเรื่องการเมืองและความมั่นคง ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2545สหรัฐฯ และมาเลเซียเป็นเจ้าภาพร่วมจัดสัมมนาเรื่อง Financing on Terrorism ที่สหรัฐฯ และไทยและออสเตรเลียกำลังจะเป็นเจ้าภาพร่วมจัด Workshop on Prevention of Terrorism ในวันที่ 17-19 เมษายน 2545 ที่กรุงเทพฯ
[กลับหัวข้อหลัก][ แก้ไข ] |