โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง เกิดจากเชื้อไมโคแบคทีเรียม เลปรี ซึ่งรู้จักกันมาแต่โบราณกาลแล้ว องค์การอนามัยโลกได้ให้ตัวเลขของผู้ป่วยโรคเรื้อนไว้ประมาณ ๑๑ ล้านคน ซึ่งที่จริงแล้วอาจถึง ๑๕ ล้านคน เพราะผู้ป่วยด้วยโรคนี้มักจะหลบซ่อนตัวอยู่ หรือเป็นเล็กๆ น้อยๆ ไม่ปรากฏลักษณะออกมาให้เด่นชัด ในประเทศไทยก็เคยมีผู้สำรวจไว้หลายปีมาแล้วว่าคงจะไม่ต่ำกว่า ๒ แสนคน
การติดเชื้อโรคเรื้อนเข้าใจว่าจะเกิดจากการสัมผัสโดยใกล้ชิดและยาวนานจากผู้ที่มีเชื้อแพร่หลายได้ไปยังผู้ที่ง่ายต่อการรับเชื้อ ซึ่งอาจเป็นน้ำมูกของผู้ที่เป็นโรค ที่ติดอยู่กับภาชนะเครื่องใช้สอย เสื้อผ้า อาหาร และเด็กๆ ย่อมติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่
ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ซึ่งหมายถึงระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนปรากฏอาการแสดงนั้นไม่แน่นอน เชื่อ กันว่าประมาณ ๑ ๑/
๒ - ๕ ปี หรืออาจนานไปกว่านี้ก็ได้
อาการเริ่มแรก มักจะเป็นที่ปลายประสาทที่ผิวหนัง ทำให้มีความรู้สึกผิดปกติหรือชา ณ ที่ใดที่หนึ่งโดยไม่มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง และอาจมีเลือดกำเดาออกเป็นครั้งคราว
อาการของโรคในระยะแรกๆ จะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ โดยไม่เจ็บปวดอะไร ซึ่งอาจเป็นเวลาหลายปีดังกล่าวแล้ว จนกระทั่งมีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง ซึ่งจะมีลักษณะได้หลายชนิด คือ
๑. โรคเรื้อนชนิดที่มีลักษณะไม่ชัดเจน (indeterminate leprosy) โรคเรื้อนชนิดนี้มักจะเป็นระยะแรกๆ ของโรค ผิวหนังเป็นบริเวณเรียบๆ ไม่ชัดเจนนัก ขนาดเล็กและอาจมีหลายๆ หย่อมที่ผิวหนังก็ได้ สีค่อนข้างซีดกว่าปกติ ซึ่งอาจยุบหายไปได้เองใน ๒-๓ เดือน หรือคงอยู่เช่นนี้ ๑-๒ ปี ก่อนที่จะยุบหรือเปลี่ยนไปเป็นชนิดที่มีลักษณะชัดเจนขึ้น
๒. โรคเรื้อนชนิดทูเบอร์คูลอยด์ (tuberculoid leprosy) ชนิดนี้พบได้บ่อย อาจเป็นแห่งเดียวหรือหลายๆ แห่งก็ได้ ผิวหนังจะมีสีซีดชัดเจน ขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่มาก ตรงกลางอาจยุบหายไป ขอบลามออก นูนสูงขึ้นกว่าผิวหนังธรรมดาและเห็นเป็นตุ่มเล็กๆ ความรู้สึกที่ผิวหนังจะเสื่อมไปทั้งความรู้สึกทางสัมผัสและอุณหภูมิ เหงื่อในบริเวณที่เป็นจะไม่ค่อยมีหรือหายไป ขนจะร่วงและไม่มีขึ้นมาแทนที่ใหม่อีก
โรคเรื้อนชนิดนี้ถ้าไม่เป็นรุนแรงหรือมากมายนักก็อาจจะยุบหายไปได้เองเหมือนกัน
๓. โรคเรื้อนชนิดเลโพรมาทัส (lepromatous leprosy) ชนิดนี้เป็นชนิดที่แพร่เชื้อได้ง่าย มักจะมีหลายรูปแบบด้วยกัน แต่ที่พบบ่อยๆ คือ เริ่มด้วยเป็นตุ่มก่อน หรือหย่อมผิวหนังเรียบๆ มีสีซีดกว่าปกติหรือแดงเรื่อๆ เท่านั้น ในระยะนี้ไม่มีการเสื่อมต่อความรู้สึกทางผิวหนัง หรือต่อมเหงื่อแต่อย่างใด จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานเป็นเดือนหรือปี หย่อมของผิวหนังที่ผิดปกติเหล่านี้จะลามขยายตัวออกรวมกันเป็นบริเวณกว้าง จนอาจลามไปทั่วร่างกายได้ รวมทั้งเกิดเสื่อมความรู้สึกทางผิวหนังและเหงื่อออกไปบ้าง อีก ๓-๔ ปีต่อไป เส้นประสาทของแขนขาจะโตขึ้นและเจ็บ
ลักษณะที่เป็นตุ่มหรือก้อนนูนสูงขึ้นมา มักจะเกิดตามหลังลักษณะที่ราบเรียบในอีกนับปี หรือเกิดขึ้นเองตั้งแต่แรกก็ได้ ลักษณะที่เป็นตุ่มหรือก้อนนี้ ถ้าเกิดขึ้นที่หู หน้าผาก แก้ม จมูก ริมฝีปาก และคาง ชาวบ้านเรียกกันว่า "หูหนาตาเร่อ" แต่อาจเป็นที่อื่น เช่น ตามตัวหรือแขนขาก็ได้ และเมื่อโตใหญ่มากขึ้นก็อาจรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ และในผื่นเหล่านี้จะมีเชื้อที่ทำให้เกิดโรคนี้รวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก
โรคเรื้อนชนิดเลโพรมาทัสนี้ บางครั้งไม่เป็นตุ่มหรือก้อน แต่ผิวหนังจะมีลักษณะหนากระจาย โดยทั่วๆ ไป ทำให้มีลักษณะบิดเบี้ยว นูนบ้างย่นบ้างใบหน้าดูย่นเหมือนสิงโต แม้แต่ขนคิ้ว ขนตา ผมและหนวดก็จะร่วงบางไป
๔. โรคเรื้อนชนิดคาบเส้นหรือสองแบบ (borderline or dimorphous leprosy) ชนิดนี้มีลักษณะที่บอกไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นชนิดทูเบอร์คูลอยด์หรือเลโพรมาทัส จะใกล้ไปทางชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ และมีโอกาสที่จะกลายเป็นชนิดทูเบอร์คูลอยด์หรือเลโพรมาทัส โดยชัดเจนในระยะหลังๆ ก็ได้
ผลของโรคเรื้อนต่อการทำลายเส้นประสาทส่วนปลายนั้น ทำให้กล้ามเนื้อเหี่ยวแฟบ การรู้สึกเจ็บของผิวหนังเสื่อม เหงื่อไม่ค่อยจะออก ผิวหนังซีดจางมือเท้าเป็นแผลได้ง่าย และหงิกงอ หรือนิ้วกุดเข้าไปทีละน้อยๆ ในที่สุด
ปัจจุบัน โรคเรื้อนเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ถึงแม้จะกินเวลานานและคงมีร่องรอยของความพิการเหลืออยู่ ความพิการบางประการก็ยังอาจรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยทางศัลยกรรม
[กลับหัวข้อหลัก]