เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
หาอะไร  
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ
 
สมัครสมาชิก
ขอเชิญร่วมทดลองใช้สารบัญเว็บไทย 2.0 Beta ก่อนใคร คลิก!!!


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10
โรคผิวหนังที่เกิดจากบัคเตรี  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10
 
โรคผิวหนังที่เกิดจากบัคเตรี โดย นายแพทย์สร เมตติยวงศ์

          ตามปกติ   ผิวหนังของผู้ที่มีสุขภาพดีย่อมจะมีความต้านทานต่อเชื้อบัคเตรีที่มีอยู่ทั่วไปได้เป็นอย่างสูงการติดเชื้อจะเกิดขึ้นได้ก็มักจะเนื่องจากการเสียสภาพของการป้องกันตัวเองของผู้นั้น  เช่น ผิวหนังถลอกถูกของมีคมบาด หรือถูกทิ่มตำโดยวัตถุแปลกปลอมการอักเสบจากการติดเชื้อก็จะเกิดขึ้นโดยง่าย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติที่เป็นพิษและศักยะของความรุนแรงของแต่ละเชื้อบัคเตรีด้วย
          ตัวอย่างของผิวหนังอักเสบที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อบัคเตรี ได้แก่ผื่นที่คนทั่วไปรู้จัก หรือเรียกกันว่า "พุพอง" ซึ่งมักจะเป็นในเด็กที่ค่อนข้างสกปรก อยู่กันอย่างแออัด และถูกละเลยเมื่อมีบาดแผลอะไรเล็กๆ น้อยๆ 
          แรกทีเดียว  ผิวหนังจะเกิดเป็นตุ่มน้ำพองใสก่อนแล้วกลายเป็นหนองโดยรวดเร็ว และรอบๆ ตุ่มหนองมักมีการอักเสบแดง แตกออกง่าย และหนองนั้นจะแห้งเกรอะเป็นสะเก็ดหนาสีเหลืองๆ ถ้าแกะสะเก็ดออกจะเห็นเป็นแผลแดงเยิ้ม และมีสะเก็ดเกิดขึ้นโดยรวดเร็ว บัคเตรีที่เป็นสาเหตุมักจะเป็นพวกสเตร็ปโตค็อกไซกลุ่มเอ (group A streptococci) หรือผสมกับสเตร็ปโตค็อกไซ ออริอุส (S.aureus) ด้วย
          ผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อบัคเตรีนี้ ความจริงยังมีอีกหลายโรคด้วยกัน  ชนิดที่เป็นที่ผิวหนัง เช่นไฟลามทุ่ง (erysipelas) และฝี  หรือกระจายมาจากการอักเสบติดเชื้อจากที่อื่น เช่น จากโรคแบคทีเรียลเอนโดคาร์ดิทิสเกือบเฉียบพลัน  (subacute bacterial endocarditds) หรือพวกวัสคูลิทิส (vasculitis) เป็นต้น


[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

โรคเรื้อน
          โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง เกิดจากเชื้อไมโคแบคทีเรียม เลปรี  ซึ่งรู้จักกันมาแต่โบราณกาลแล้ว องค์การอนามัยโลกได้ให้ตัวเลขของผู้ป่วยโรคเรื้อนไว้ประมาณ  ๑๑  ล้านคน  ซึ่งที่จริงแล้วอาจถึง ๑๕ ล้านคน  เพราะผู้ป่วยด้วยโรคนี้มักจะหลบซ่อนตัวอยู่ หรือเป็นเล็กๆ น้อยๆ ไม่ปรากฏลักษณะออกมาให้เด่นชัด  ในประเทศไทยก็เคยมีผู้สำรวจไว้หลายปีมาแล้วว่าคงจะไม่ต่ำกว่า ๒ แสนคน
          การติดเชื้อโรคเรื้อนเข้าใจว่าจะเกิดจากการสัมผัสโดยใกล้ชิดและยาวนานจากผู้ที่มีเชื้อแพร่หลายได้ไปยังผู้ที่ง่ายต่อการรับเชื้อ  ซึ่งอาจเป็นน้ำมูกของผู้ที่เป็นโรค ที่ติดอยู่กับภาชนะเครื่องใช้สอย เสื้อผ้า อาหาร และเด็กๆ ย่อมติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่
          ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ซึ่งหมายถึงระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนปรากฏอาการแสดงนั้นไม่แน่นอน เชื่อ กันว่าประมาณ ๑ ๑/- ๕ ปี หรืออาจนานไปกว่านี้ก็ได้ 
          อาการเริ่มแรก  มักจะเป็นที่ปลายประสาทที่ผิวหนัง ทำให้มีความรู้สึกผิดปกติหรือชา ณ ที่ใดที่หนึ่งโดยไม่มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง และอาจมีเลือดกำเดาออกเป็นครั้งคราว
          อาการของโรคในระยะแรกๆ  จะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ โดยไม่เจ็บปวดอะไร ซึ่งอาจเป็นเวลาหลายปีดังกล่าวแล้ว จนกระทั่งมีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง ซึ่งจะมีลักษณะได้หลายชนิด คือ
          ๑. โรคเรื้อนชนิดที่มีลักษณะไม่ชัดเจน (indeterminate leprosy) โรคเรื้อนชนิดนี้มักจะเป็นระยะแรกๆ ของโรค ผิวหนังเป็นบริเวณเรียบๆ ไม่ชัดเจนนัก ขนาดเล็กและอาจมีหลายๆ หย่อมที่ผิวหนังก็ได้ สีค่อนข้างซีดกว่าปกติ  ซึ่งอาจยุบหายไปได้เองใน ๒-๓  เดือน หรือคงอยู่เช่นนี้ ๑-๒ ปี ก่อนที่จะยุบหรือเปลี่ยนไปเป็นชนิดที่มีลักษณะชัดเจนขึ้น
          ๒. โรคเรื้อนชนิดทูเบอร์คูลอยด์ (tuberculoid  leprosy)  ชนิดนี้พบได้บ่อย อาจเป็นแห่งเดียวหรือหลายๆ แห่งก็ได้ ผิวหนังจะมีสีซีดชัดเจน  ขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่มาก ตรงกลางอาจยุบหายไป ขอบลามออก นูนสูงขึ้นกว่าผิวหนังธรรมดาและเห็นเป็นตุ่มเล็กๆ ความรู้สึกที่ผิวหนังจะเสื่อมไปทั้งความรู้สึกทางสัมผัสและอุณหภูมิ  เหงื่อในบริเวณที่เป็นจะไม่ค่อยมีหรือหายไป ขนจะร่วงและไม่มีขึ้นมาแทนที่ใหม่อีก 
          โรคเรื้อนชนิดนี้ถ้าไม่เป็นรุนแรงหรือมากมายนักก็อาจจะยุบหายไปได้เองเหมือนกัน
          ๓. โรคเรื้อนชนิดเลโพรมาทัส (lepromatous leprosy) ชนิดนี้เป็นชนิดที่แพร่เชื้อได้ง่าย มักจะมีหลายรูปแบบด้วยกัน แต่ที่พบบ่อยๆ คือ เริ่มด้วยเป็นตุ่มก่อน หรือหย่อมผิวหนังเรียบๆ มีสีซีดกว่าปกติหรือแดงเรื่อๆ เท่านั้น ในระยะนี้ไม่มีการเสื่อมต่อความรู้สึกทางผิวหนัง หรือต่อมเหงื่อแต่อย่างใด จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานเป็นเดือนหรือปี หย่อมของผิวหนังที่ผิดปกติเหล่านี้จะลามขยายตัวออกรวมกันเป็นบริเวณกว้าง จนอาจลามไปทั่วร่างกายได้ รวมทั้งเกิดเสื่อมความรู้สึกทางผิวหนังและเหงื่อออกไปบ้าง อีก ๓-๔ ปีต่อไป เส้นประสาทของแขนขาจะโตขึ้นและเจ็บ
          ลักษณะที่เป็นตุ่มหรือก้อนนูนสูงขึ้นมา  มักจะเกิดตามหลังลักษณะที่ราบเรียบในอีกนับปี หรือเกิดขึ้นเองตั้งแต่แรกก็ได้ ลักษณะที่เป็นตุ่มหรือก้อนนี้ ถ้าเกิดขึ้นที่หู  หน้าผาก แก้ม จมูก ริมฝีปาก และคาง ชาวบ้านเรียกกันว่า "หูหนาตาเร่อ"  แต่อาจเป็นที่อื่น เช่น ตามตัวหรือแขนขาก็ได้ และเมื่อโตใหญ่มากขึ้นก็อาจรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ และในผื่นเหล่านี้จะมีเชื้อที่ทำให้เกิดโรคนี้รวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก
          โรคเรื้อนชนิดเลโพรมาทัสนี้ บางครั้งไม่เป็นตุ่มหรือก้อน แต่ผิวหนังจะมีลักษณะหนากระจาย โดยทั่วๆ ไป ทำให้มีลักษณะบิดเบี้ยว นูนบ้างย่นบ้างใบหน้าดูย่นเหมือนสิงโต แม้แต่ขนคิ้ว ขนตา ผมและหนวดก็จะร่วงบางไป
          ๔. โรคเรื้อนชนิดคาบเส้นหรือสองแบบ (borderline or dimorphous leprosy)  ชนิดนี้มีลักษณะที่บอกไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นชนิดทูเบอร์คูลอยด์หรือเลโพรมาทัส จะใกล้ไปทางชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ และมีโอกาสที่จะกลายเป็นชนิดทูเบอร์คูลอยด์หรือเลโพรมาทัส โดยชัดเจนในระยะหลังๆ ก็ได้ 
          ผลของโรคเรื้อนต่อการทำลายเส้นประสาทส่วนปลายนั้น ทำให้กล้ามเนื้อเหี่ยวแฟบ  การรู้สึกเจ็บของผิวหนังเสื่อม  เหงื่อไม่ค่อยจะออก ผิวหนังซีดจางมือเท้าเป็นแผลได้ง่าย และหงิกงอ หรือนิ้วกุดเข้าไปทีละน้อยๆ ในที่สุด
          ปัจจุบัน โรคเรื้อนเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ถึงแม้จะกินเวลานานและคงมีร่องรอยของความพิการเหลืออยู่  ความพิการบางประการก็ยังอาจรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยทางศัลยกรรม
[กลับหัวข้อหลัก]

โรคเรื้อนชนิดทูเบอร์คูลอยด์


โรคเรื้อนชนิดเลโพรมาทัสที่เรียกว่า หูหนาตาเร่อ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายแพทย์สร เมตติยวงศ์

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
อยากเห็นเว็บไซต์ของท่านตรงนี้ คลิกที่นี่
สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10