เป็นเชื้อที่พบว่าทำให้เกิดโรคแก่พืชมากที่สุด และทำให้เกิดอาการประเภทต่างๆ บนพืชมากที่สุดด้วย เช่น ใบเป็นแผลจุด ใบไหม้ ใบติด ใบเหี่ยว รากเน่า โคนเน่า ผลเน่า เมล็ดเน่า ต้นกล้าเน่า หรือแห้งตายทั้งต้น เชื้อราส่วนใหญ่มีการแพร่ระบาดโรคด้วยส่วนที่เรียกว่า สปอร์ (spore) โดยมี น้ำ ลมหรือสิ่งมีชีวิตเป็นตัวนำ หรืออาจติดไปกับส่วนของพืชและดินที่เป็นโรค เชื้อราบางชนิดพักตัวอยู่ในส่วนของพืชและดินเป็นเวลานานนับปี มีความสามารถในการเข้าทำลายพืชได้ทั้งทางแผล ช่องเปิดธรรมชาติ หรือเข้าทำลายเนื้อเยื่อพืชโดยตรงทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อรา
เชื้อราแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ ๔ กลุ่มด้วยกัน คือ
๑. ไฟโคไมซิทิส (phycomycetes) เรามักเรียกเชื้อราในกลุ่มนี้ว่า ราชั้นต่ำหรือราน้ำ มีลักษณะที่สำคัญคือ เส้นเชื้อราไม่มีผนังเซลล์กั้นด้านขวาง เรียกว่า โคโนไซติก ไฮฟีหรืออะเซปเทต ไฮฟี (coenocytic hyphae หรือ aseptate hyphae)ขยายพันธุ์ทั้งแบบไม่ใช้เพศโดยสร้างโซโอสปอร์ หรือสปอร์ที่มีหางในถุงหุ้มโซโอสปอร์ (zoosporangium) และแบบใช้เพศโดยผสมระหว่างเส้นใยที่มีลักษณะและเพศต่างกัน ให้สปอร์ผนังหนาผิวเรียบ เรียกว่า โอโอสปอร์ (oospore) หรืออาจเกิดจากการผสมระหว่างเส้นใยที่มีลักษณะเหมือนกัน แต่ต่างเพศกันให้สปอร์ผนังหนาขรุขระ เรียกว่า ไซโกสปอร์ (zygospore)สปอร์เหล่านี้จะแพร่ระบาดโดยลมพัดพาไปหรือว่ายน้ำไป เชื้อราในกลุ่มนี้ทำให้เกิดโรคที่สำคัญกับพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่นโรคราน้ำค้างของข้าวโพด เกิดจากเชื้อสเคลอโรสปอรา ซอร์ไจ
(Scherospora sorghi) โรคราน้ำค้างขององุ่น เกิดจากเชื้อพลาสโม-พารา วิทิโคลา
(Plasmopara viticola) โรครากเน่าของทุเรียนเกิดจากเชื้อไฟทอฟทอรา
(Phytophthora sp.) เป็นต้น
๒. แอสโคไมซิทิส (ascomycetes) เป็นเชื้อราที่เส้นใยมีผนังกั้น (septate hyphae) ขยายพันธุ์ทั้งแบบไม่มีเพศโดยสร้างสปอร์เรียกว่า โคนิเดีย (conidia) และแบบใช้เพศโดยผสมระหว่างเส้นใยที่มีลักษณะและเพศต่างกัน จะเกิดแอสโคสปอร์(ascospore) ในถุงหุ้มสปอร์ (ascus) ถุงหุ้มสปอร์นี้อยู่ในกลุ่มเส้นใยซึ่งประสานตัวกัน มีผนังหนาสีดำ เรียกว่า ฟรุตติงบอดี (fruitingbody) มีรูปร่าง ๓ แบบ คือ ทรงกลมปิด (cleistothecium) รูปคนโทปากเปิด (perithecium) และรูปถ้วยแชมเปญ (apothecium)ส่วนของฟรุตติงบอดีนี้ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่อเกิดบนพืชเป็นโรคโดยจะเห็นเป็นจุดสีดำๆ เชื้อราในกลุ่มนี้ ทำให้เกิดโรคที่สำคัญ เช่น โรคราแป้งขาวขององุ่น กุหลาบ เป็นต้น
๓. เบสิดิโอไมซิทิส (basidiomycetes) เป็นเชื้อราที่เส้นใยมีผนังกั้น ขยายพันธุ์ทั้งแบบไม่มีเพศโดยสร้างสปอร์เรียกว่า โคนิเดีย และแบบมีเพศโดยผสมระหว่างเส้นใยที่มีลักษณะและเพศต่างกันเกิดสปอร์ เรียกว่า เบสิดิโอสปอร์(basidiospore) ซึ่งอาจเกิดอยู่ในฟรุตติงบอดี หรือเกาะติดอยู่บนเส้นใยที่มีรูปร่างคล้ายกระบอง เรียกว่า เบสิเดียม
(Basidium)เชื้อราในกลุ่มนี้ทำให้เกิดโรคพืชต่างๆ ที่สำคัญ เช่น โรคสนิมของพืช โรคเขม่าดำของข้าวโพด เกิดจากเชื้อยูสติลาโก เมย์ดิส
(ustilago maydis) โรคเขม่าดำหรือแส้ดำของอ้อยเกิดจากเชื้อยูสติลาโก ไซตามิเนีย
(Ustilago scitaminea) เป็นต้น
๔. ฟังไจอิมเปอร์เฟกไท หรือ ดิวเทอโร-ไมซิทิส (fungi imperfecti or deuteromycetes) เป็นเชื้อราที่เส้นใยมีผนังกั้น นิยมจัดให้เป็นเชื้อราในกลุ่มชั่วคราว เพราะปกติจะไม่พบการสืบพันธุ์แบบมีเพศ แต่เมื่อใดที่พบการสืบพันธุ์แบบมีเพศของเชื้อราในกลุ่มนี้ ก็จะจัดย้ายเชื้อรานี้เข้าอยู่ในพวกแอส-โคไมซิทิส หรือ เบสิดิโอไมซิทิส (ตามลักษณะของสปอร์ที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบมีเพศ) ส่วนการสืบพันธุ์แบบไม่ใช้เพศจะมีการสร้างสปอร์ที่เรียกว่า โคนิเดีย เกิดจากก้านสปอร์เรียกว่า โคนิดิโอฟอร์ (conidiophore) หรือบรรจุอยู่ในฟรุตติงบอดี ที่มีรูปร่างหลายแบบ คือ ทรงกลมปิด เรียกว่า พิกนิเดีย(pycnidia) รูปจานเรียก อาเซอร์วูลัส (acervulus) สปอโรโดเชียม(sporodochium) และซินนีมาตา (synnemata) ฟรุตติงบอดีเหล่านี้สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า และนำมาช่วยในการวินิจฉัยโรคได้บางครั้ง การแพร่ระบาดของราในกลุ่มนี้มักเกิดขึ้น โดยเชื้อปลิวไปกับลม หรือติดไปกับส่วนของพืชและดินที่มีพืชเป็น โรค เชื้อราในกลุ่มนี้เป็นสาเหตุของโรคพืชที่สำคัญหลายชนิด เช่น โรคใบจุด ใบไหม้ต่างๆ และรากเน่า เกิดจากเชื้อราหลายชนิด เช่นฟิวซาเรียม แอลเทอนาเรีย คอลลีโททริเชียม โกลโอสปอเรียมเซอร์โคสปอรา เซอร์วูลาเรีย และสเคลอโรเชียม เป็นต้น
[กลับหัวข้อหลัก]