ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ อาจถือได้ว่า เป็นปีแห่งการกำเนิดของสาขาโครงข่ายประสาทเทียมในวงการวิทยาศาสตร์ โดย แม็กคัลลอช (Mc Culloch)และ พิตส์ (Pitts) ได้เสนอแบบจำลองของเซลล์ประสาทและได้แสดงให้เห็นว่า ในทางทฤษฎีแล้วโครงข่ายของแบบจำลองเซลล์ประสาทดังกล่าวสามารถทำงานเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใดๆ ก็ได้
ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ โดนัลด์ เฮบบ์ (Donald Hebb)ได้เสนอผลงานวิจัยว่า การเรียนรู้ของสมองสามารถอธิบายได้ด้วยรูปแบบของการประกอบเซลล์ประสาทเข้าด้วยกันเป็นโครงข่าย และได้เสนอกฎการเรียนรู้ของเฮบบ์ (Hebb's rule) ที่ทำให้โครงข่ายของเซลล์ประสาทเทียมที่แม็กคัลลอชและพิตส์ได้เสนอไว้ สามารถเรียนรู้ปัญหาง่ายๆได้สำเร็จ การเรียนรู้ในแบบของเฮบบ์บนเซลล์ประสาทเทียมของแม็กคัลลอชและพิตส์นั้นเป็นการเรียนรู้แบบ "ไม่มีผู้สอน" ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว โครงข่ายประสาทเทียมที่ทำการเรียนรู้จะพยายามทำการจัดกลุ่มข้อมูลที่โครงข่ายมองว่าคล้ายคลึงกัน นำไปไว้ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งไม่เหมาะสมกับปัญหาประเภทที่ต้องมีการควบคุมกระบวนการเรียนรู้
ในช่วงพุทธทศวรรษ ๒๔๙๐ คอมพิวเตอร์ที่ทำงานเลียนแบบสมองเครื่องแรกของโลกถูกสร้างและทดสอบโดยมินสกี (Minsky) ซึ่งได้เสนอผลงานดังกล่าวในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เมื่อคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้รับการป้อนตัวอย่างสำหรับการเรียนรู้เข้าไป ก็จะสามารถปรับอัตราการขยายสัญญาณในการเชื่อมโยงหรือ "ความแข็งแรงของการเชื่อมโยง" ระหว่างเซลล์ประสาทเทียมได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการแสดงการเรียนรู้ตัวอย่างที่ถูกป้อนเข้าไป
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ แฟรงค์ โรเซนแบลตต์(Frank Rosenblatt) ได้พัฒนาสาถาปัตยกรรมโครงข่ายประสาทเทียมขึ้น โดยใช้แบบจำลองของแม็กคัลลอชและพิตส์เป็นแนวทาง รวมทั้งเสนอวิธีการเรียนรู้แบบใหม่สำหรับสถาปัตยกรรมโครงข่ายประสาทเทียมดังกล่าวด้วย โครงข่ายประสาทเทียมดังกล่าวเรียกว่า เพอร์เซปตรอน(Perceptron) ซึ่งมีการเรียนรู้แบบ "มีผู้สอน"(supervised learning) โดยการปรับความแข็งแรงของการเชื่อมโยง ซึ่งจะพิจารณาได้จากการเปรียบ-เทียบความรู้ของโครงข่ายประสาทเทียมกับความรู้ของ "ผู้สอน" (teacher) เพอร์เซปตรอนมีความเหมาะสมกับงานประเภท "การระบุชนิด" ซึ่งในระหว่างการเรียนรู้นั้น เพอร์เซปตรอนจะถูกสอนว่าข้อมูลตัวอย่างที่สอนเข้าไปแต่ละแบบนั้นจัดเป็นชนิดใดบ้าง หากปัญหาและข้อมูลตัวอย่างมีความเหมาะสม เพอร์เซปตรอนจะสามารถระบุชนิดของข้อมูลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้ถูกต้อง
ในช่วงต้นพุทธทศวรรษ ๒๕๐๐ เบอร์-นาร์ด วิโดรว์ (Bernard Widrow) และมาร์เชียนฮอฟฟ์ (Marcian Hoff) ได้พัฒนาอุปกรณ์ที่เรียกว่าอดาไลน์ (ADALINE;Adaptive Linear combiner)และกฎการเรียนรู้แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงเรียกว่า กฎการเรียนรู้ของวิโดรว-ฮอฟฟ์ (Windrow-Hoff learning rule) ที่เป็นการเรียนรู้แบบ"มีผู้สอน" ซึ่งในเวลาต่อมาอุปกรณ์ดังกล่าวได้รับการขยบายแนวคิดไปเป็นมาดาไลน์ (MADALINE;Many ADALINEs) และได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้
ในการรู้จำรูปแบบ (pattern recognition) การพยากรณ์อากาศ และระบบควบคุมที่จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบไปตามสภาพแวดล้อมต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การค้นคว้าเพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่มี "ปัญญา" ได้ดำเนินไปในแนวทางของการศึกษา และได้พยายามอธิบายการทำงานของระบบประสาทของสิ่งมีชีวิต อีกแนวทางหนึ่งที่สามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ คือแนวทางการค้นคว้าที่พยายามจะอธิบายพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาของมนุษย์ในเชิงโครงสร้างของเหตุและผล โดยใช้สัญลักษณ์ในการแทนแนวคิดของมนุษย์ และดำเนินการกับสัญลักษณ์เหล่านั้นด้วยกระบวนการในลักษณะของคณิตศาสตร์ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการดังกล่าวอาจถือได้ว่าเป็นการตอบสนองที่มนุษย์น่าจะทำภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน แนวทางดังกล่าวนำไปสู่พัฒนาการของสาขาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)และจิตวิทยาการเรียนรู้ (Cognitive Psychology)ในช่วงพุทธทศวรรษ ๒๕๑๐ และพุทธทศวรรษ ๒๕๒๐
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ มินสกี (Minsky) และพาเพิร์ต (Papert) ได้เสนอผลงานตีพิมพ์ในรูปของหนังสือ ซึ่งในหนังสือดังกล่าวมีการระบุข้อจำกัดทางทฤษฎีของเพอร์เซปตรอน ผลงานตีพิมพ์ดังกล่าวก่อให้เกิดแนวคิดด้านลบต่อการพัฒนาระบบประมวลผลแบบโครงข่ายของเซลล์ประสาทและเป็นจุดเริ่มต้นจุดหนึ่งของกระแสแนวความคิดที่ว่า การคิดของมนุษย์เป็นการประมวลผลแบบลำดับขั้น (serial processing) เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีผู้ที่สามารถแก้ไขข้อจำกัดทางทฤษฎีของโครงข่ายประสาทเทียมได้ วิทยา-การด้านโครงข่ายประสาทเทียมจึงไม่ได้รับความสนใจจากวงการคอมพิวเตอร์ในช่วงพุทธทศวรรษ๒๕๒๐ ผลงานวิจัยด้านโครงข่ายประสาทเทียมในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นที่รู้จักในวงแคบ ๆ ของผู้ที่สนใจเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงพุทธทศวรรษ ๒๕๑๐มีผลงานวิจัยด้านโครงข่ายประสาทเทียมจากประเทศญี่ปุ่น โดย ชุนอิจิ อามาริ (Shun-Ichi Amari) ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ และ พ.ศ. ๒๕๒๐ ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๒๓ คูนิฮิโก ฟูกูชิมา (Kunihiko Fuku-shima) ได้พัฒนาสถาปัตยกรรมโครงข่ายประสาทเทียมที่มีชื่อว่า นีโอค็อกนิตรอน (neocognitrons)สำหรับการรู้จำรูปแบบภาพลักษณ์ โดยเลียนแบบแนวทางการมองเห็นของสิ่งมีชีวิต
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ จอห์น ฮอปฟิลด์ (JohnHopfield) ได้เสอสถาปัตยกรรมโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับเป็นหน่วยความจำแบบแอสโซซิเอทิฟ(associatiov memory) ที่ดึงความจำออกมา โดยใช้ข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับความจำนั้นเป็นตัวชี้นำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์หันกลับมาสนใจโครงข่ายประสาทเทียมอีกครั้ง ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สตีเฟน กรอสเบอร์ก (StephenGrossberg) และเกล คาร์เพนเตอร์ (Gail Carpen-ter) ก็ได้เสนอทฤษฎีของการกำทอนแบบอะแดปทิฟ(adaptive resonance) และได้พัฒนาโครงข่ายประสาทเทียมอาร์ต (ART Network) ซึ่งในปัจจุบันถือว่าเป็นโครงข่ายประสาทเทียมที่มีสมรรถนะสูงที่สุดแบบหนึ่ง จากนั้น โครงข่ายประสาทเทียมกลับมาเฟื่องฟูเต็มที่ เนื่องจากผลงานตีพิมพ์ของเจมส์ แม็กคลีแลนด์ (James McClelland) และเดวิด รูเมลฮาร์ต (David Rumelhart) ในปีพ.ศ. ๒๕๒๙ ซึ่งเสนอกฎการเรียนรู้แบบใหม่สำหรับสถาปัตยกรรมโครงข่ายประสาทเทียมที่มีความซับซ้อนขึ้น โดยอิงกับเพอร์เซปตรอน โครง-ข่ายประสาทเทียมดังกล่าวสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดที่เคยถูกเสนอไว้โดยมินสกีและพาเพิร์ต ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม มีการค้นพบว่า แนวทางคล้ายๆ กันได้เคยถูกเสนอแล้วโดย พอล เวอร์โบส (Paul Werbos) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แต่ไม่มีผู้ใดสนใจในช่วงเวลาดังกล่าว ตั้งแต่นั้นมา งานวิจัยค้นคว้าด้านโครง-ข่ายประสาทเทียมก็เกิดขึ้นอีกอย่างมากมายมาจนถึงปัจจุบัน
[กลับหัวข้อหลัก]