สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12 > โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
 
โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดย นายพิสิษฐ์ ศศิผลิน
          จากหลักการดังกล่าว จะขอยกตัวอย่างการพัฒนาเกษตรกรรมเฉพาะพื้นที่ ตามโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้เห็นลักษณะการดำเนินงานการพัฒนาได้อย่างชัดเจน คือ
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
          ถึงแม้ประเทศไทยจะได้วางแผนพัฒนาชนบทอย่างเป็นระบบแล้วก็ตาม แต่พื้นที่บางส่วนของภาคกลางด้านตะวันออกก็ยังมีราษฎรที่ยากจนอยู่ ซึ่งแสดงว่าราษฎรเหล่านี้ได้รับประโยชน์น้อย  หรือแทบจะไม่ได้เลยจากการพัฒนา ทั้งนี้อาจเนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น การขาดกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ความแห้งแล้งของดินฟ้าอากาศ การขาดแคลนแหล่งน้ำการขาดความรู้ในการใช้วิทยาการใหม่ๆ  ทำให้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างไม่เหมาะสมเกิดความเสื่อมโทรมในคุณภาพของชีวิตราษฎรจึงน่าจะมีการกำหนดทิศทางการศึกษาเพื่อการจัดสรรและระดมทรัพยากรที่มีอยู่ให้พัฒนาไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม
          ในพื้นที่ภาคตะวันออก  ทรัพยากรธรรมชาติได้ถูกทำลายไปมาก  ตั้งแต่ความอุดมสมบูรณ์ของดิน    เนื่องจากการปลูกพืชเศรษฐกิจที่ขาดหลักการบำรุงดิน การตัดไม้ทำลายป่า และยังประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร  ดังนั้นปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ควรจะได้รับการแก้ไขปรับปรุง และวางแนวทางในการพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ต่อไป

          ลักษณะภูมิประเทศของบริเวณเขาหินซ้อน
          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ   ตั้งอยู่ในตำบลเขาหินซ้อน  อำเภอพนมสารคาม  จังหวัดฉะเชิงเทรา  มีเนื้อที่ ๑,๒๒๗ ไร่ และมีพื้นที่ใกล้เคียงอีก  ๔๐,๐๐๐  ไร่  เป็นเขตติดต่อกับศูนย์ฯ และได้รับการพัฒนาไปด้วย  สภาพภูมิประเทศร้อยละ  ๕๐ เป็นพื้นที่เกือบราบเรียบ หรือเป็นคลื่นด้วยเนินลอนลาดกระจายทั่วไป มีอาณาเขต ดังนี้
          ทิศเหนือ จรดทางหลวงสายพนมสารคาม กบินทร์บุรี 
          ทิศตะวันออก จรดบริเวณเขาหน้ามอด และบ้านเขาหินซ้อน
          ทิศตะวันตก จรดตำบลเกาะขนุนและคลองท่าลาด 
          ทิศใต้ อาณาเขตเป็นแนวขนานทางหลวงสายพนมสารคาม-กบินทร์บุรี โดยลึกจากถนนเข้าไปประมาณ ๔ กิโลเมตร
          สภาพของดินมีความสมบูรณ์ต่ำ  ปลูกพืชไร่และทำนาได้ผลิตผลพอประมาณ จำเป็นต้องปรับปรุงดินและน้ำ การพังทลายของดินมีมาก ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง  ฤดูฝนมี แหล่งน้ำธรรมชาติพอประมาณ  ประชากรที่ได้รับผลการพัฒนาประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรและถือครองที่ดินเป็นของตนเองร้อยละ ๗๕
          จากปัญหาที่ศึกษาพบ จึงได้วางโครงการเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่โดย
          ๑. ศึกษา ทดสอบวิธีการใหม่ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตร เพื่อสาธิตและส่งเสริมเผยแพร่ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจโดยทั่วไป
          ๒. สาธิตวิธีการที่ได้ผลทั้งในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ  ฟื้นฟูสภาพป่าการพัฒนาที่ดินการวางแผนการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรและผู้สนใจ
          ๓. สาธิตงานศิลปาชีพหัตถกรรมพื้นบ้านที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นเพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้อีกด้านหนึ่ง
          ๔. ฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดวิทยาการที่ดำเนินการสาธิตอยู่ในศูนย์ฯ สู่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทหารนักพัฒนา นักศึกษา เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไป
          ๕. จัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่  ได้แก่  การสร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างสวนป่า ถนน ระบบประปาไฟฟ้าและโรงสี เป็นต้น
[กลับหัวข้อหลัก]

สภาพป่าเสื่อมโทรมเนื่องจากการบุกรุกทำลายป่า


การปลูกพืชตามแนวระดับบริเวณพื้นที่ลาดชันจะช่วยอนุรักษ์ดิน

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอัน เนื่องมาจากพระราชดำริ
          ในเขตอำเภอชะอำ   จังหวัดเพชรบุรีมีพื้นที่ซึ่งเกิดจากการบุกรุกทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่การเพาะปลูกของเกษตรกรเพราะสาเหตุจากการไร้ที่ทำกิน ปัญหาการเช่าที่ดิน และปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน ก่อให้เกิดความไม่สมดุลของสภาพธรรมชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้มีพระราชดำริที่จะศึกษาการพัฒนาป่าไม้ โดยการให้ราษฎรเข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกป่า  และสามารถทำการเกษตรแบบต่างๆ  ควบคู่ไปกับการป่าไม้ซึ่งสามารถนำผลจากการ ศึกษาไปใช้ในการพัฒนาป่าไม้และการเกษตรในพื้นที่ใกล้เคียงได้

          ลักษณะภูมิประเทศของบริเวณห้วยทราย 
         
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ    ตั้งอยู่ในพื้นที่ของพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน  ตำบลห้วยทราย  อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี มีพื้นที่ประมาณ ๑๕,๘๘๐ ไร่ 
          ทิศเหนือ จรดห้วยทรายเหนือ และเขาเสวยกะปิ
          ทิศตะวันออก จรดคลองชลประทานสายหัวหิน
          ทิศตะวันตก จรดเขาสามพระยาและเขาเสวยกะปิ
          สภาพเดิมของพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ สลับกับพื้นที่ภูเขาประมาณร้อยละ  ๒๐ ซึ่งทางด้านตะวันตกในพื้นที่ดังกล่าว เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะเนื้อทรายมีมากในพื้นที่นี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการฯ ให้ประกาศไว้เป็นที่อภัยทานแก่สัตว์นานาชนิดตั้งแต่  พ.ศ. ๒๔๖๗ ปัจจุบันราษฎรเข้าไปบุกรุกถากถางทำไร่สับปะรดเกือบเต็มพื้นที่ ทำให้ความสมบูรณ์ของพื้นที่ลดลง การชะล้างพังทลายของดินมีสูง   เป็นสาเหตุแห่งความแห้งแล้งและความเสื่อมโทรมในบริเวณดังกล่าว

          กิจกรรมที่สำคัญในการพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่  ได้แก่
          ๑. พัฒนาพื้นที่ของพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาด้านเกษตรกรรมเพื่อทดลองการใช้ระบบชลประทานที่เหมาะสมตลอดจนศึกษาการพัฒนาป่าไม้อเนกประสงค์
          ๒. จัดหาแหล่งน้ำพร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อสนับสนุนการปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ และการปลูกป่าไม้อเนกประสงค์
          ๓. สร้างแนวป้องกันไฟป่าโดยใช้ระบบเปียก เช่น แนวคูคลอง และพืชเศรษฐกิจสีเขียวตามแนวคูคลอง เพื่อเป็นการทดลองสำหรับใช้เป็นแนวป้องกันไฟไหม้ป่า
          ๔. จัดตั้งและพัฒนาหมู่บ้านโดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าและได้ใช้ประโยชน์จากป่าไม้ เพื่อทำการอุตสาหกรรมเผาถ่าน ฯลฯ โดยจัดตั้งเป็นกลุ่ม และพัฒนากลุ่มให้สามารถบริหารงานด้วยตนเองต่อไป
          นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว ยังได้ดำเนินการเกี่ยวกับงานศึกษาการพัฒนาปศุสัตว์และทุ่งหญ้า งานศึกษาทดลองวิชาการเกษตร งานศึกษาการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมผลิตผลจากป่างานศึกษาการพัฒนาสมุนไพร และงานศึกษาการพัฒนาองค์กรประชาชน
[กลับหัวข้อหลัก]

การศึกษาวิจัยพันธุ์พืช


ระบบการให้น้ำหยดแก่ไม้ผลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี


การให้น้ำหยดแบบท่อไม้ไผ่แก่ไม้ผล ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
          ชายฝั่งทะเลตะวันออกดูจะเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีชายฝั่งทะเลเป็นแนวยาวติดต่อกันถึง ๓,๖๗๕ กิโลเมตร เป็นแหล่งประกอบอาชีพด้านการเกษตร พืชไร่ สวนผลไม้ และยังมีทรัพยากรอื่นๆ อีก เช่น  แร่ธาตุ ป่าชายเลน และผลิตผลจากการประมง ต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน 
          แต่ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีอยู่จำกัด วงจรแห่งการเจริญเติบโตทดแทนสิ่งที่ถูกใช้ไปต้องอาศัยเวลาและต้องการวิธีการที่เหมาะสมในขณะที่วิทยาการความรู้ และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าขึ้น ทรัพยากรต่างๆ ก็ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นด้วย ในทศวรรษที่ผ่านมาความเสื่อมโทรมของพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ผลิตผลต่อพื้นที่ที่ทำการเกษตรลดลง ป่าไม้ชายเลนซึ่งเป็นแหล่งอาหารและเป็นแหล่งเจริญเติบโตของสัตว์น้ำวัยอ่อน ถูกบุกรุกทำลายกลายเป็นพื้นที่รกร้างที่ไร้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ ความทันสมัยของเครื่องมือจับสัตว์น้ำทำให้ปริมาณสัตว์น้ำในท้องทะเลไทยลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ความเสื่อมโทรมของพื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยา-กรธรรมชาติเหล่านี้ ส่งผลกระทบกระเทือนต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยส่วนรวม ปัญหาต่างๆ นี้มีแนวโน้มที่จะรุนแรงต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบปัญหาเหล่านี้จึงได้ทรงมีพระราชดำริที่จะทำการศึกษาการพัฒนาพื้นที่ในเขตที่ดินชายทะเลเพื่อแนะนำให้ประชาชนได้มีความรู้และเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม
          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองขุดและตำบลสนามชัย  อำเภอ ท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เขตที่ติดชายทะเลมีพื้นที่ ๗,๕๐๐ ไร่ ครอบคลุมเขตพื้นที่ป่าสงวนชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน บริเวณป่าเสื่อมโทรม และที่ดินนี้มีกรรมสิทธิ์ถือครองถูกต้อง นอกจากนั้นยังมีพื้นที่บางส่วนซึ่งเป็นที่ราชพัสดุและที่สาธารณประโยชน์
          พื้นที่เป้าหมายภายในศูนย์ฯ แบ่งออกเป็น ๒ พื้นที่ คือ พื้นที่ศูนย์กลาง ได้แก่ บริเวณอ่าวคุ้งกระเบน ซึ่งครอบคลุมบริเวณชายฝั่งโดยรอบ และพื้นที่น้ำในอ่าวด้วย  รวมเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ ๔,๐๐๐ ไร่ ส่วนที่รอบนอกได้แก่ พื้นที่ใกล้เคียงซึ่งเป็นทั้งเขตเกษตรกรรมและเขตหมู่บ้านประมง ซึ่งตั้งอยู่เรียงรายตลอดแนวชายฝั่งทะเล
          การพัฒนาให้ถูกต้องและเหมาะสมจำเป็นต้องมีการวิจัยและจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสมแก่กิจกรรมและเป้าหมายการพัฒนาเพื่อการใช้ประโยชน์
          การพัฒนาพื้นที่เฉพาะแห่งนี้  คือ การวางแนวทางในการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เหมาะสมโดยการเลือกสรรและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ การวางแผนพัฒนาเป็นไปในลักษณะผสมผสาน   โดยมีกิจกรรมดังนี้
          ๑. ตั้งศูนย์ศึกษาและพัฒนาการประมง และเพาะพันธุ์กุ้งทะเล ปลากะพงขาว รวมทั้งสัตว์น้ำอื่นๆ เพื่อส่งเสริมและบริการแก่ชาวประมงในพื้นที่
          ๒. ทดลอง สาธิต และส่งเสริมการปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ชายฝั่งทะเล  เช่น  มะพร้าวมะม่วงหิมพานต์  ไม้โตเร็ว และไม้ที่ปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าชายเลน เช่น สนทะเล ไม้โกงกาง เป็นต้น
          ๓. สนับสนุนปัจจัยการผลิต  เช่น  การแบ่งที่ดินทำกินให้เกษตรกรรายละ  ๑๐-๑๕  ไร่  การทำถนน การขุดคลอง ทำทางระบายน้ำ รวมทั้งการจัดการด้านเงินทุน
[กลับหัวข้อหลัก]

พ่อพันธุ์กุ้งกุลาดำ


บ่อเพาะเลี้ยงกุ้ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ อำเภอท่าใหม่จังหวัดจันทบุรี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
          ปัญหาที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่คือการขาดความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ ป่าไม้ และแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเกษตรจึงจำเป็นต้องหารูปแบบการพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้ และเพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานขึ้นเพื่อศึกษาและทดลองงานพัฒนาการเกษตรต่างๆ ส่งเสริมการบำรุงรักษาและพัฒนาป่าไม้  ส่งเสริมพืชเศรษฐกิจและการแปรรูปสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม และพัฒนาอาชีพการเกษตรต่างๆ ทั้งการเพาะปลูก การประมง และการเลี้ยงสัตว์ ให้เกษตรกรมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้
         โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ตั้งอยู่ที่บ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร อยู่ห่างอำเภอเมืองสกลนครไปทางทิศตะวันตกประมาณ  ๑๐ กิโลเมตร ศูนย์นี้มีพื้นที่ประมาณ ๒,๑๐๐ ไร่ มีเขตปริมณฑลเพื่อการพัฒนาป่าไม้  พื้นที่ประมาณ  ๑๑,๐๐๐ ไร่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติชื่อป่าภูล้อมข้าวและป่าภูเพ็ก สภาพพื้นที่บริเวณตอนกลางเป็นที่ราบซึ่งเกิดจากตะกอนลำน้ำเก่าทับถมกัน ซึ่งบริเวณนี้ใช้ทำนาเป็นหลัก ถัดจากบริเวณนี้ไปเป็นพื้นที่ที่ใช้ทำไร่และเป็นป่าเต็งรัง พื้นที่บางส่วนได้มีการบุกรุกเพื่อใช้ทำการเกษตร เช่น ทำไร่มันสำปะหลัง ฝ้าย และอื่นๆ ลักษณะของดินเป็นดินร่วนปนทราย นอกจากนี้แล้วโครงการนี้ยังมีลำห้วยหลายสายไหลผ่าน ที่สำคัญได้แก่ ห้วยเดียก ห้วยตาดไฮใหญ่ ห้วยยาง ห้วยไร่ และมีอ่างเก็บน้ำห้วยเดียก ซึ่งกรมชลประทานได้สร้างไว้ มีความจุ ๔ ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างนี้สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ตอนบนของโครงการฯ ได้ ประมาณ ๕,๕๐๐ ไร่ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแหล่งน้ำอื่นๆ อีก

          กิจกรรมที่สำคัญของศูนย์ฯ ประกอบด้วย
          ๑. ศึกษาและพัฒนาป่าไม้ โดยอาศัยน้ำชลประทานและน้ำฝน
          ๒. พัฒนาหมู่บ้านตัวอย่าง  (บ้านนานกเค้า) เพื่อให้เป็นหมู่บ้านบริวารของศูนย์ฯ สำหรับการ ถ่ายทอดผลการศึกษาพัฒนา
          ๓. ศึกษาและพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน  เพื่อหารูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมที่ราษฎรสามารถนำไปปฏิบัติสำหรับการเพาะปลูกพืชต่างๆ ในพื้นที่ดินของตน
          ๔. ศึกษาการพัฒนาเกษตรกรรม ประกอบด้วยงานศึกษาการพัฒนาหม่อน ไหม พืชไร่ พืชสวน และข้าว ที่เหมาะสมกับภูมิภาคนี้
          ๕. จัดหาน้ำเพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ และงานอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร
          ๖. สาธิต  ส่งเสริมและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการประมง  การเลี้ยงปลาด้วยวิธีการที่เหมาะสม และพัฒนาอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อการประมง
          ๗. ศึกษาการพัฒนาด้านเกษตรอุตสาหกรรม  ได้แก่  งานพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลเกษตรกรรม
          ๘. ส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครัวเรือนเพื่อให้ราษฎรใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในด้านประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัว
          ๙. ศึกษาการพัฒนาปศุสัตว์และทุ่งหญ้าเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้เสริมการกสิกรรมหรือเป็นอาชีพหลัก
          ๑๐. เป็นศูนย์กลางในการสาธิตศึกษาการพัฒนาด้านต่างๆ และเผยแพร่ให้ราษฎรทั่วไปนำไปปฏิบัติ
[กลับหัวข้อหลัก]

แปลงทดลองพืชไร่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ อำเภอเมืองสกลนครจังหวัดสกลนคร


การพัฒนาปศุสัตว์และทุ่งหญ้าการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้เสริมการกสิกรรมของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
          ปัจจุบันพื้นที่ต้นน้ำลำธารทางภาคเหนือของประเทศอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม  ไม่สามารถจะให้ประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์ ถึงแม้จะมีการศึกษาและพยายามพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำโดยหน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงาน แต่ก็ยังไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำให้สำเร็จอย่างกว้างขวางได้ และปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยทั่วไปก็นับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบปัญหาต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี  จึงได้พระราชทานพระราชดำริเมื่อวันที่  ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ ให้พิจารณาจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระ-ราชประสงค์ที่จะใช้เป็นศูนย์กลางในการศึกษาเพื่อหารูปแบบการพัฒนาต่างๆ   ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำที่เหมาะสม   และเผยแพร่ให้ราษฎรนำไปปฏิบัติต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยการใช้ระบบชลประทานเข้าเสริมการปลูกป่า ๓ อย่าง ๓ วิธี คือ การปลูกป่าไม้ใช้สอย ป่าไม้ผล และป่าไม้ฟืน โดยการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้น อาศัยน้ำจากน้ำฝน และปลูกตามแนวร่องหุบเขา  คือ ทำฝายต้นน้ำลำธารเพื่อรักษาความชุ่มชื้น และการใช้ลุ่มน้ำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

          ลักษณะภูมิประเทศของบริเวณห้วยฮ่องไคร้
          ห้วยฮ่องไคร้อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าบุนแม่กวง  อำเภอดอยสะเก็ด  จังหวัดเชียงใหม่มีเนื้อที่ ๘,๕๐๐ ไร่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๖ ให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้
          ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นป่าเขามีพื้นที่ค่อนข้างราบอยู่บ้างตามสองฝั่งห้วยฮ่องไคร้ด้านทิศเหนือเป็นป่าไม้เบญจพรรณสภาพสมบูรณ์เหมาะที่จะใช้ในการศึกษาเพื่ออนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร พื้นที่ตอนกลางและตอนใต้เป็นป่าแดงหรือป่าแพะ (ป่าละเมาะ มีพุ่มไม้เล็กๆ เป็นหย่อมๆ) ลักษณะเป็นป่าซึ่งมีสภาพค่อนข้างเสื่อมโทรม เหมาะสำหรับใช้เป็นที่ศึกษาการพัฒนาเกษตรกรรมด้านต่างๆ 
          แนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริกำหนดให้พื้นที่ตอนบนเหนืออ่างเน้นการพัฒนาป่าไม้และต้นน้ำลำธาร ส่วนพื้นที่ตอนล่างเป็นการประมงพื้นที่ระหว่างการพัฒนากิจกรรมด้านปศุสัตว์และกสิกรรม

          กิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินงานในศูนย์ฯ ประกอบด้วย
          ๑. ศึกษาการพัฒนาและอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร  ได้แก่ การรักษาความชุ่มชื้นของต้นน้ำการพัฒนาป่าไม้  และระบบการควบคุมไฟป่าด้วยแนวป้องกันไฟป่าระบบเปียก โดยอาศัยน้ำจากระบบชลประทานและน้ำฝน
          ๒. ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ  เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ภายในศูนย์ฯ
          ๓. พัฒนาด้านปศุสัตว์ โดยเน้นโคนมและทุ่งหญ้า
          ๔. พัฒนาการปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับท้องถิ่นภาคเหนือ จัดพื้นที่สาธิตและทดลองในการพัฒนาการเกษตรแบบประณีต และศึกษารูปแบบที่ราษฎรสามารถผลิตได้ตั้งแต่ระดับพอมีพอกินจนถึงระดับมีกินมีใช้
          ๕. พัฒนาการประมง   โดยเน้นการบริหารเกี่ยวกับการจับปลา การทดลองและสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  ได้แก่ การเลี้ยงปลาในกระชัง ในอ่างเก็บน้ำ  การขุดบ่อเลี้ยงปลาในบริเวณบ้าน  การใช้เครื่องมือทำการประมง และการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างถูกวิธี
          ๖. พัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลการเกษตรต่างๆ
[กลับหัวข้อหลัก]

อ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ


การพัฒนาโคนมและทุ่งหญ้าการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

          ลักษณะพื้นที่ของภาคใต้ ทั้งหมด ๗๒,๙๖๑ ตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ  ๔๐ เป็นบริเวณภูเขาและที่สูง จะมีพื้นที่ราบที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกเพียง  ๖,๔๐๐  ตารางกิโลเมตร หรือ ๔ ล้านไร่ ซึ่งนับได้ว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ทั้งหมด มีประชากรรวม ๖,๐๓๒,๔๐๐ คน และมีลักษณะดินฟ้าอากาศที่แตกต่างไปจากภาคอื่นๆ กล่าวคือมีสภาพอากาศเพียง ๒ ฤดู คือ ฤดูร้อน ๔  เดือน และฤดูฝน ๘ เดือน ซึ่งจะมีฝนตกชุกมากในระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนมกราคม  ภาคนี้ประกอบด้วย ๑๔ จังหวัด ตั้งแต่ชุมพร  ระนอง ลงไปจนสุดชายแดนด้านใต้ เนื่องจากจังหวัดเหล่านี้มีความแตกต่างกันในโครงสร้างทางเศรษฐกิจ    สังคม   และโดยเฉพาะมีปัญหาด้านความมั่นคงเกี่ยวข้องด้วย  จึงได้จัดแบ่งภาคเป็น  ๒  ส่วน  คือภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง (๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้)
          จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา ยะลา  ปัตตานี นราธิวาส  และสตูล มีเนื้อที่รวมกันทั้งสิ้น ๒๑,๒๕๘ ตารางกิโลเมตร  (ประมาณ ๑๓.๒  ล้านไร่)  คิดเป็นร้อยละ ๒๙.๒  ของพื้นที่ทั้งหมดใน ๑๔ จังหวัดของภาคใต้ มีประชากรรวม ๒.๓ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๓๗.๔  ของประชากรทั้งภาค มีเนื้อที่ถือครองทางการเกษตรทำกินโดยเฉลี่ย ๑๒ ไร่ต่อครัวเรือ (ต่ำกว่าระดับชาติซึ่งมีจำนวน ๑๘ ไร่ต่อครัวเรือน) ได้ผลิตผลต่ำ และเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดที่ดินเพาะปลูก
          จังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบกับปัญหาการขาดพื้นที่เพาะปลูก และผลิตผลทางด้านการเกษตรต่ำ จากเนื้อที่ของจังหวัด  ๒,๖๔๒,๓๔๓ ไร่ มีพื้นที่ทำการเกษตรเพียง ๑,๔๙๗,๒๐๕ ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ  ๕๗ ของพื้นที่ทั้งหมด จังหวัดนราธิวาสยังมีพื้นที่อีกเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นบริเวณที่ลุ่มต่ำ และฝนที่ตกมากจนระบายออกทะเลไม่ได้ทันท่วงที ทำให้เกิดน้ำขังในที่ลุ่มบริเวณนี้   นานๆ  เข้าจะเกิดมีสภาพเป็นกรดทำให้ดินเปรี้ยว เรียกว่า "ดินพรุ"  มีอาณาเขตกว้างขวางมากถึง ๒๘๓,๓๕๐ ไร่ ซึ่ง  เป็นดินที่มีปัญหาไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชเนื่องจากมีความเป็นกรดจัด คุณภาพต่ำ และมีธาตุอาหารน้อย  แม้เมื่อระบายน้ำออกหมดแล้วก็ยังยากที่จะใช้ประโยชน์ทางการเกษตรให้ได้ผล
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพพื้นที่และทรงทราบถึงปัญหาและ ความจำเป็นที่จะต้องหาทางยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น  จึงได้ทรงมีพระราชดำริให้พิจารณาปรับปรุงกิจการพัฒนาด้านต่างๆ  โดยเฉพาะพื้นที่พรุ ซึ่งเป็นที่ที่มีน้ำขังตลอดปี  ดินมีคุณภาพต่ำ  เพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์ในทางเกษตรกรรมให้มากที่สุด
          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ  ตั้งขึ้นเมื่อ  พ.ศ. ๒๕๒๕ อยู่ระหว่างบ้านพิกุลทอง บ้านโศกสยา ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส  อยู่ห่างจากอำเภอเมืองนราธิวาส  ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ ๗ กิโลเมตร  มีเนื้อที่ประมาณ ๔๖๘ ไร่ ในจำนวนนี้ ๑๖๐ ไร่  เป็นพื้นที่ดอนอันเป็นที่ตั้งของศูนย์ฯ  และพื้นที่พรุสำหรับทำการวิจัยทดลอง ๓๐๘ ไร่  ทางตอนใต้ของศูนย์มีอ่างเก็บน้ำชื่อใกล้บ้าน ขนาดความจุ ๒ ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมคลองส่งน้ำ ระบายน้ำ ที่สามารถส่งน้ำเข้าไปในแปลงวิจัยได้อย่างทั่วถึง  นอกจากนี้มีอ่างเก็บน้ำเขาสำนัก  ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กอยู่ทางตอนใต้ของศูนย์ฯ  สภาพพื้นที่บริเวณพรุนั้น เนื่องจากกรมชลประทานได้ดำเนินการระบายน้ำบางส่วนออก  ทำให้พื้นที่เดิมซึ่งมีน้ำขังอยู่ตลอดปีได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นพื้นที่ทุ่งหญ้า  แต่เนื่องจากที่ดินในพรุมีสภาพเป็นดินอินทรีย์ที่เกิดจากการสลายตัวผุพังของซากพืช  และเกิดการทับถมกันจนเป็นชั้นหนา  ถัดจากดินชั้นอินทรียวัตถุจะเป็นดินเลนสีเทาปนน้ำเงิน  ดินเลนนี้จะมีสารไพไรต์ที่เป็นสารประกอบพวกเหล็ก และกำมะถันสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก  ซึ่งสารเหล่านี้แสดงความเป็นกรดอย่างรุนแรงเมื่อถูกกับอากาศ สภาพเช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหาต่อการจะนำพื้นที่เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องมีการทดลองวิจัยหาวิธีแก้ไข
          นอกจากนี้พื้นที่การทดลองวิจัยของศูนย์ฯ  ได้ขยายออกไปยังหมู่บ้านรอบๆ โครงการ ซึ่งเรียกกันว่าหมู่บ้านบริวาร มีจำนวน ๙ หมู่บ้านด้วยกัน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๒๗,๐๐๐ ไร่  ทั้งยังมีการจัดตั้งศูนย์สาขาขึ้นในบริเวณต่างๆ  เพื่อขยายขอบเขตของการทดลองวิจัยและถ่ายทอดความรู้ไปสู่ประชาชนในบริเวณอื่นๆ ด้วย ศูนย์สาขาเหล่านี้ได้แก่
          ศูนย์สาขาที่ ๑ : โครงการสวนยางเขาตันหยง อยู่ที่เขาตันหยง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
          ศูนย์สาขาที่  ๒ : โครงการพัฒนาหมู่บ้านปีแนมูดอ อยู่ที่หมู่บ้านปีแนมูดอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
          ศูนย์สาขาที่  ๓ : โครงการหมู่บ้านปศุสัตว์เกษตรมูโนะ อยู่ที่หมู่บ้านปศุสัตว์เกษตร  มูโนะ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

          กิจกรรมต่างๆ ที่ได้ดำเนินการในศูนย์ฯ  ประกอบด้วย
          ๑. ศึกษาและพัฒนาดินอินทรียวัตถุ รวมทั้งดินที่มีปัญหาอื่นๆ ในพื้นที่พรุให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลตอบแทนสูงสุด
          ๒. ทดลองวิจัยเกี่ยวกับการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ การประมง และการปลูกป่าไม้ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่พรุ เพื่อให้ทราบแนวทางสำหรับพัฒนาพื้นที่พรุอย่างมีประสิทธิภาพ
          ๓. สาธิตและเผยแพร่ความรู้ด้านการเกษตรสาขาต่างๆ
          ๔. ฝึกอบรมและพัฒนาอาชีพทั้งทางด้านการเกษตรและศิลปหัตถกรรมที่ทำจากวัสดุพื้นเมืองให้กับราษฎรในหมู่บ้านบริวารที่ตั้งอยู่โดยรอบพื้นที่โครงการ เพื่อให้ใช้อุปโภคได้ภายในครัวเรือนและเหลือขายเป็นสินค้า
          ๕. นำผลการศึกษาวิจัยและพัฒนาไปเป็นแบบอย่างใช้กับโครงการพัฒนาพื้นที่พรุแห่งอื่นๆ  ต่อไป


[กลับหัวข้อหลัก]

แปลงวิจัยเพื่อการเพิ่มผลผลิตหญ้าขนในดินพรุ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ


การเลี้ยงสัตว์เพื่อการศึกษาวิจัย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายพิสิษฐ์ ศศิผลิน

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การบริการตอบแทนผู้ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ
การบริการทางการแพทย์ และสาธารณสุขในชนบท
การแปลความหมายภาพในรูปถ่ายทางอากาศ
การพัฒนาชาวเขาและการเกษตรที่สูง
โครงการตามพระราชดำริด้านการสหกรณ์
ธนาคารโค-กระบือ
ประเภทของงานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร
วิธีการป้องกันและบรรเทาน้ำท่วม
สารานุกรม
หอสมุดแห่งชาติ
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 26
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12 > โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ