สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9 > เวชศาสตร์ฟื้นฟู
เวชศาสตร์ฟื้นฟู  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9
 
เวชศาสตร์ฟื้นฟู โดย นายแพทย์เอกชัย จุลละจาริตต์
          เป็นวิชาที่นำเอาคุณสมบัติของฟิสิกส์ต่างๆ ที่ได้กล่าวแล้ว เช่น แสง เสียง ความร้อน ไฟฟ้า มาใช้ในการบำบัดรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วย ซึ่งอาจเกิดจากโรคหรือจากอุบัติเหตุต่างๆ เพื่อช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถปรับตัวให้เข้าสภาพของความพิการ แล้วกลับไปดำเนินชีวิตอย่างคนทั่วไป หรือใกล้พิการ หรือใกล้เคียงที่สุด ทั้งทางด้านสภาพจิตใจ การประกอบอาชีพการอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขพอสมควรตามอัตภาพ
          การปฏิบัติงานทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูนี้  ต้องทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มมีการปรึกษางาน  ร่วมกันวางแผนงานและปฏิบัติงานร่วมกันเป็นอย่างดี กลุ่มปฏิบัติงานร่วมนี้ประกอบด้วยแพทย์ที่ปฏิบัติงานทางด้านนี้เป็นหัวหน้าทีม  ทำหน้าที่ในด้านการตรวจ  การวินิจฉัยโรคให้การรักษาเช่นเดียวกันกับแพทย์ทั่วไป เป็นผู้วางแผนการรักษา แล้วมอบหมายงานการรักษาให้แก่บุคลากรผู้ร่วมงานต่างๆที่ร่วมงานด้วย และติดตามผลการรักษาเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา แล้ววางแผนงาน
ในการให้การรักษาเป็นขั้นๆจนถึงที่สุด
          นักกายภาพบำบัด  ทำหน้าที่รักษาทางกายภาพบำบัด โดยการประเมินคนไข้เพื่อวางแผนและรักษาด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด ซึ่งจะใช้เครื่องมือกายภาพบำบัดต่างๆ รวมทั้งการดึง การดัด การนวด และการออกกำลังกายเพื่อการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยกลับสู่สภาวะปกติได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  หรือพึ่งพิงผู้อื่นน้อยที่สุด โดยอาจต้องใช้อุปกรณ์ช่วยคนพิการบางอย่าง เช่น ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน รถเข็น เป็นต้น
          นักกิจกรรมบำบัดทำหน้าที่ประเมินความพิการโดยการสังเกต ตรวจและติดตามอารมณ์ พฤติกรรมการเรียนรู้ สติปัญญา ความสามารถในการช่วยตนเอง การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ความรู้สึก การรับรู้ แล้ววางแผนและดำเนินการในการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพด้วยวิธีการทางอาชีวะบำบัด เช่น การจัดกิจกรรมให้เป็นการกระตุ้น  ฟื้นฟู ส่งเสริมพัฒนาการ เพิ่มพูนความสามารถของร่างกาย  ใช้แขนเทียม  ใช้อุปกรณ์เสริมของมือ ทักษะในการประกอบกิจวัตรประจำวัน ฝึกงานฝีมือ ฝึกงานศิลปะ ฝึกงานอาชีพ ฝึกงานอดิเรกนันทนาการพัฒนาความทนงาน ประคองสภาพจิตใจ ดูแลรักษาบ้านเรือน  ดัดแปลงอุปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆ พัฒนาทักษะเฉพาะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพและทำกายอุปกรณ์เสริมสำหรับมือ เป็นต้น
          นักจิตวิทยาทำหน้าที่ประเมินสภาพทางจิตใจและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจตลอดเวลาในการบำบัดรักษา นักอรรถบำบัด ทำหน้าที่ตรวจสอบความพิการที่เกี่ยวกับการพูดและปัญหาที่เกี่ยวกับการติดต่อ  ตลอดจนการฝึกสอนผู้ป่วยให้พูดได้ถูกต้องพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู  ทำหน้าที่ดูแลทางด้านการพยาบาลผู้ป่วยพิการในลักษณะต่างๆ กัน นักสังคมสงเคราะห์ ทำหน้าที่ทางด้านสังคมสงเคราะห์ทั้งด้านความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ นักอาชีวะบำบัดทำหน้าที่จัดหางานอาชีพที่เหมาะสมให้ผู้ป่วยแต่ละรายได้ฝึกฝน และนักกายอุปกรณ์เสริมและเทียม ทำหน้าที่สร้างแขนขาเทียมและอุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วยที่ต้องการใช้กายอุปกรณ์ดังกล่าวทดแทน หรือช่วยเสริมส่วนที่เสียไป เพื่อให้ขีดความสามารถในการ
ปฏิบัติงานต่างๆ สูงขึ้น

การฝึกใช้มือพิการทำงานโดยใช้ กายอุปกรณ์เสริมช่วยพยุงข้อมือที่อ่อนแรง


การฝึกการทรงตัว ของผู้ป่วยพิการทางสมอง ในการนั่งและเอื้อมหยิบสิ่งของ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

การใช้ความร้อนและความเย็นในการบำบัดรักษา

          ความร้อนสามารถนำมาใช้ในการรักษาได้ เช่น เมื่อมีความเจ็บปวดเกิดขึ้นที่ส่วนหนึ่งของร่างกาย เราก็มักใช้กระเป๋าน้ำร้อนใส่น้ำร้อนที่ร้อนจัด พันทับด้วยผ้าเพื่อให้ความร้อนค่อยๆคลายออกมา แล้ววางลงบนบริเวณที่เจ็บปวด หรืออาจประคบโดยการใช้ผ้ามัดเป็นลูกประคบ จุ่มลงในน้ำร้อนที่ร้อนพอทนได้ประคบลงบนบริเวณนั้น เมื่อความร้อนเข้าสู่ร่างกายไปยังบริเวณที่เจ็บปวด ความร้อนจะทำให้บริเวณนั้นร้อนขึ้น ความร้อนจะทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลง  ขณะเดียวกันทำให้หลอดเลือดขยายตัว เป็นผลให้มีเลือดไปหล่อเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น  ทำให้หายรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย  ถ้าเกิดการฟกช้ำขึ้นใหม่ๆ ไม่ควรใช้ความร้อนในการรักษาเพราะจะทำให้เกิดการบวมและเจ็บปวดมากขึ้น  ควรใช้ความเย็นประคบก่อน โดยใช้ลูกประคบจุ่มน้ำเย็นจัดหรือใช้ผ้าห่อก้อนน้ำแข็งประคบลงบนบริเวณฟกช้ำความเย็นจะมีผลให้อาการเจ็บปวดที่บริเวณนั้นลดลงหลอดเลือดจะหดตัวทำให้อาการบวมยุบลงอย่างรวดเร็วถ้ามีตกเลือดในบริเวณที่ฟกช้ำก็จะทำให้เลือดหยุดได้หลังจากการใช้ความเย็นรักษาแล้ว ๑ ถึง ๒ วัน จึงจะใช้ความร้อนในการรักษาต่อไป


[กลับหัวข้อหลัก]

การใช้กระเป๋าน้ำร้อน พันด้วยผ้าบำบัดรักษาบริเวณที่เจ็บปวด

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การพัก
          การให้มีการพักของส่วนที่เจ็บปวด หรือฟกช้ำจะทำให้อาการเจ็บปวดลดลง และหายได้เร็วยิ่งขึ้น เช่น ข้อเท้าแพลงก็ต้องใช้ผ้ายืดพันรอบข้อเท้าให้แน่นพอสมควร เป็นการประคองข้อเท้าไว้และบังคับให้ การเคลื่อนไหวของส่วนนั้นลดลง  ขณะเดียวกันเมื่อมีโอกาส  ยกส่วนที่เจ็บปวด หรือฟกช้ำให้สูงขึ้นได้ก็ควรยกไว้เสมอเพราะการปล่อยให้ส่วนที่เจ็บปวดและฟกช้ำห้อยลงอยู่เสมอ  จะทำให้มีการคั่งของเลือดและน้ำเหลือง เป็นเหตุให้เกิด การบวมและหายช้ายิ่งขึ้น การยกส่วนที่เจ็บปวดและฟกช้ำขึ้นสูงไว้เสมอ เช่น เวลานอนเอาหมอนรองส่วนนั้นให้สูงขึ้นกว่าระดับเดิม จะทำให้การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองดีขึ้น และทำให้บริเวณฟกช้ำและเจ็บปวดหายเร็วขึ้นด้วย เมื่อหายเจ็บปวดแล้วควรออกกำลังกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อบริเวณที่เราให้พักนั้นกลับแข็งแรงขึ้นเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็ให้มีการเหยียด และงอข้อที่เคยให้พักการใช้งาน และข้อที่อยู่ใกล้เคียงให้มีการเคลื่อนไหวเหมือนข้อปกติ เพื่อป้องกันการติดยึดของข้อจนงอไม่เข้าหรือเหยียดไม่ออก
[กลับหัวข้อหลัก]

การพักโดยการนอน วางส่วนที่บาดเจ็บ หรืออักเสบให้สูงขึ้น

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การออกกำลังกายเพื่อการบำบัดรักษา
          การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนได้ทำมาตั้งแต่เกิด เป็นการออกกำลังกายโดยธรรมชาติ  เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ เช่น การกิน  การหายใจ  การถ่ายของเสียรวมทั้งการนั่ง การยืน  และการเดิน เป็นต้น  การออกกำลังกายเพื่อการบำบัดรักษาจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงขึ้นมาใหม่ภายหลังการเจ็บป่วย เช่น ผู้ป่วยภายหลังใส่เฝือก ผู้ป่วยข้ออักเสบมีอาการเจ็บปวดมาก ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เป็นเวลานานๆ ผู้ป่วยอัมพาตแขนขาไม่มีการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อก็จะลีบเล็กลงเพราะไม่ได้ใช้งาน ข้อจะเกิดการติดยึดทำให้งอและเหยียดไม่ได้เต็มที่  ดังนั้น การออกกำลังกายเพื่อการบำบัดรักษาผู้ป่วยประเภทนี้ ผู้ป่วยจะต้องออกแรงเพื่อเป็นการออกกำลังกายด้วยตัวผู้ป่วยเอง  จึงจะทำให้กล้ามเนื้อนั้นๆ แข็งแรงและโตกลับคืนมาใหม่เหมือนเดิม
          ในการออกกำลังกายเพื่อการบำบัดรักษาโดยผู้ป่วยออกแรงเองนั้น แบ่งออกเป็น ๒ วิธี วิธีที่ ๑ คือการเกร็งกล้ามเนื้อที่ต้องการให้ออกกำลังให้แข็งตัวขึ้น โดยที่ข้อต่างๆ ที่อยู่ในส่วนนั้นไม่มีการเคลื่อนไหวเลย การออกกำลังกายแบบนี้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีแผลผ่าตัดที่ยังไม่หายดี ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อได้ หรือเข้าเฝือกไว้ ไม่สามารถเหยียดและงอข้อต่างๆในเฝือกได้ การเกร็งกล้ามเนื้อ ควรทำทุกชั่วโมงที่ตื่น  อย่างน้อยชั่วโมงละ ๕ ครั้งๆ ละ ๖ วินาที หรือใช้วิธีเกร็งกล้ามเนื้อแล้วนับหนึ่งถึงหกก็ได้  จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นไม่ลีบเล็กลง วิธีที่ ๒ คือการออกกำลังกายเพื่อการบำบัดรักษาด้วยตัวผู้ป่วยเอง โดยผู้ป่วยจะต้องออกแรงให้มีการเคลื่อนไหวของข้อด้วยการให้มีการเหยียด  การงอ  และการบิดของข้อ ครบตามหน้าที่ของแต่ละข้อ ขณะออกแรงให้มีแรงต้านทานต่อการเคลื่อนไหวของข้อนั้นๆ อาจใช้น้ำหนัก สปริง ผู้ป่วยเองหรือผู้อื่นออกแรงต้านไว้โดยค่อยๆเพิ่มแรงต้านขึ้นทีละน้อยเมื่อกล้ามเนื้อมีกำลังมากขึ้น การทำแบบนี้จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้นและข้อต่างๆ มีการเคลื่อนไหวดีขึ้น
          ในผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต เช่น โรคโปลิโอ การออกกำลังกายของส่วนที่เป็นอัมพาตที่เคลื่อนไหวไม่ได้เลย จะต้องอาศัยแรงจากภายนอก โดยการช่วยจับแขนหรือขาส่วนที่เป็นอัมพาตให้เหยียดและงอ เพื่อป้องกันการติดของข้อ ถ้าเป็นการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อก็จะต้องใช้แรงจากภายนอกเสริม เพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อได้มากพอ เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นจึงลดการใช้แรงจากภายนอก และในที่สุดอาจเปลี่ยนมาใช้แรงต้านจากภายนอก เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้นอีก
[กลับหัวข้อหลัก]

การออกกำลังกายด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อ


การออกกำลังกายด้วยตัวผู้ป่วยเอง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การนวด
          เป็นวิธีการหนึ่งที่นำมาช่วยในการบำบัดรักษาโรคซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีมาแต่โบราณ และปัจจุบันนี้ยังใช้ประโยชน์ได้ดีเช่นกัน การนวดมีผลทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้นกล้ามเนื้อส่วนที่ตึงหรือเกร็งอยู่หย่อนตัวลง ขณะเดียวกัน การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองตรงที่ถูกนวดจะดีขึ้น เป็นเหตุให้การบวมในบริเวณนั้นลดลง ทำให้การขนถ่ายของเสียออกได้เร็วยิ่งขึ้น
          การนวดบริเวณที่เจ็บปวดด้วยความแรงที่พอดีจะเป็นผลดีต่อการรักษา แต่การนวดที่รุนแรงเกินไปจะทำให้ส่วนนั้นระบมและเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น ในบริเวณที่กระทบกระแทกแรงจนกลายเป็นไตแข็ง การนวดจะทำให้ส่วนที่แข็งเป็นไตอ่อนตัวลงได้เร็วขึ้น  การนวดไม่สามารถทดแทนการออกกำลังกายได้เลย ดังนั้นในอัมพาต  และโรคที่มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ การนวดจะไม่ทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังมากขึ้น   เป็นเพียงการทำให้มีการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และลดการติดยึดของเนื้อเยื่อในบริเวณนั้นๆ
          การนวดไม่สามารถใช้ได้เสมอไปกับทุกโรค เช่น บริเวณที่เจ็บปวดและมีเชื้อโรคเกิดขึ้นแล้ว ได้แก่ บริเวณที่เป็นฝี การนวดและบีบเค้นจะทำให้เชื้อโรคกระจายไปยังส่วนใกล้เคียง  กระจายเข้ากระแสโลหิตไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้
[กลับหัวข้อหลัก]

การนวด

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การดัด
          เป็นการทำให้ข้อต่างๆ มีการเคลื่อนไหวภายหลังการติดยึดของข้อ การดัดควรทำด้วยแรงที่พอเหมาะพอดีจะช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อต่างๆ  ที่ติดยึดกลับดีขึ้นอาทิเช่น มีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อไหล่ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดเกิดขึ้นจนไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ และเมื่อปล่อยให้ข้อไหล่อยู่เฉยๆเป็นเวลานานๆ โดยไม่มีการเคลื่อนไหว ก็จะทำให้มีการติดยึดของเนื้อเยื่อรอบๆ ข้อ การดัดจะทำให้เนื้อเยื้อที่ติดยึดคลายออกเป็นผลให้การเคลื่อนไหวของข้อไหล่ที่เสียไปกลับดีขึ้น
          การดัดสามารถนำมาใช้กับการแก้ปัญหาการติดยึดของข้อต่างๆ หลังจากการเข้าเฝือก ภายหลังการผ่าตัดบริเวณข้อต่างๆ อัมพาต และโรคข้อต่างๆ ที่มีการติดยึดของข้อ
          การดัดที่รุนแรงจะขาดความรู้ อาจเป็นผลให้เกิดอันตรายแก่อวัยวะนั้นๆได้ เราจะเริ่มให้การดัดเมื่ออาการเจ็บปวดบริเวณนั้นลดลงเพียงพอแล้ว ในรายที่กระดูกหักต้องรอให้กระดูกหักติดกันแข็งแรงเพียงพอก่อน
          ถ้าจะให้การดัดได้ผลดี ควรให้บริเวณที่จะดัดได้รับความร้อนโดยทั่วถึงเสียก่อน ผลของความร้อนจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบาย การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น การปวดลดลง เนื้อเยื่อต่างๆที่ติดยึดอยู่เมื่อได้รับความร้อนก็จะหย่อนตัว ทำให้การดัดยืดออกง่ายขึ้น และผลการรักษาก็จะดีขึ้น
[กลับหัวข้อหลัก]

การดัด

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การใช้กระแสน้ำร้อนวน
          ในการบำบัดรักษาด้วยการแช่แขนหรือขาข้างที่ไม่สามารถเหยียดหรืองอได้ลงในถังน้ำร้อน จะช่วยทำให้ส่วนนั้นได้รับประโยชน์ของความร้อนจากน้ำร้อน ขณะเดียวกันน้ำจะช่วยพยุงให้ส่วนนั้นลอยตัวขึ้นตลอดเวลาทำให้ออกกำลังกายได้โดยสะดวก ไม่ต้องใช้แรงมากเพราะไม่ต้องออกแรงสู้กับแรงดึงดูดของโลก หรือน้ำหนักของส่วนนั้นๆ ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัดกระดูก ภายหลังการถอดเฝือกและอัมพาตต่างๆ เป็นต้น ถังน้ำนี้จะมีมอเตอร์ไฟฟ้าหมุนปั๊มน้ำให้พ่นน้ำร่วมกับฟองอากาศ ผสมกันออกมาปะทะส่วนที่แช่ลงในถังน้ำนี้ ทำให้เกิดการนวดเบาๆ  และจะช่วยชะล้างสิ่งสกปรกที่อยู่บริเวณผิวออกไป บางครั้งอาจเติมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคลงไปด้วย เพื่อช่วยชะล้างบาดแผลให้สะอาดได้ดีอีกด้วย เราเรียกถังน้ำนี้ว่า "ถังน้ำวน" ซึ่งมีอยู่หลายขนาด คือ ขนาดแช่ได้เฉพาะแขนขา ขนาดแช่ได้ครึ่งตัว และขนาดใหญ่จนสามารถแช่ได้ทั้งตัว ผลที่ได้รับเป็นผลรวม คือ ความร้อน แรงพยุงของน้ำ แรงนวดจากการปะทะของกระแสน้ำ
          การออกกำลังกายในถังน้ำวนนี้จะทำได้ทั้งการออกแรงต้านกับทิศทางของกระแสน้ำ และใช้กระแสน้ำเป็นแรงช่วยในการเคลื่อนไหว ทำให้ได้ผลทั้งการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อพร้อมกันไปด้วย
[กลับหัวข้อหลัก]

การใช้กระแสน้ำร้อนวนจะให้ผลในการบำบัดรักษาทั้งในด้านความร้อน การนวดและการออกกำลังกาย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การดึง
          เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้การบำบัดรักษาได้ผลดี เช่น การดึงคอ และการดึงเอวผู้ป่วยที่มีโรคบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอและเอว เป็นต้น การดึงจะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นลดอาการเกร็งตัว และเป็นการบังคับให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นได้พักผ่อน เพราะถูกจำกัดตำแหน่งให้อยู่ในลักษณะที่ต้องการ ขณะเดียวกันการดึงด้วยความแรงที่มากพอ จะทำให้ช่องระหว่างกระดูกสันหลังห่างออกจากกันได้ จากผลที่ได้จากการดึงนี้จึงเอามาใช้กับโรคปวดคอ โรคปวดหลัง และโรคของกระดูกสันหลังที่มีกลุ่มอาการถูกกดของรากประสาทที่ผ่านออกมาจากช่องระหว่างกระดูกสันหลัง  คือมีอาการอ่อนแรง  เจ็บปวด  และชาตามรากของประสาทที่ผ่านออกมา เป็นต้น
          การดึงนั้นอาจดึงโดยนักกายภาพบำบัด หรืออาจใช้อุปกรณ์ในการดึงช่วยทำการดึง ซึ่งมีอยู่ ๒ แบบ คือ แบบดึงเป็นจังหวะ และแบบดึงตลอดเวลา 
          แบบดึงเป็นจังหวะนั้นสามารถปรับเครื่องให้ดึงและผ่อนสลับกันไปตามกำหนดเวลาที่ต้องการ  โดยทั่วๆ ไปในการดึงจะปรับให้มีการดึง ๑๐-๑๔ วินาทีแล้วผ่อน  ๒๐ วินาทีสลับกันไป ใช้เวลาในการดึง ๒๐-๒๕ นาที หรือตามความประสงค์ของนักกายภาพบำบัดการดึงแบบนี้ผู้ป่วยจะสามารถทนแรงดึงได้สูง  เพราะมีจังหวะดึงและผ่อนสลับกันไป ท่าดึงสำหรับการดึงคอ
อาจเป็นท่านั่งหรือนอนก็ได้ และถ้าดึงในท่าก้มศีรษะ๑๐-๒๐° จะให้ผลการรักษาดีที่สุด แรงดึงศีรษะจะต้องมากกว่าน้ำหนักของศีรษะ อาจเริ่มต้นตั้งแต่  ๕ ปอนด์แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามความอดทนของผู้ป่วย จึงอาจเพิ่มขึ้นได้สูง ถึง ๒๕ ปอนด์ ในการดึงเอว นิยมทำในท่านอนหงาย มีหมอนหรือเก้าอี้เตี้ยๆ รองใต้เข่า แรงดึงที่ใช้อาจเริ่มต้นด้วยแรงดึง ๔๐ ปอนด์ แล้วเพิ่มขึ้นได้ถึง ๑๐๐ ปอนด์ โดยใช้เวลาในการดึง ๓๐-๔๐ นาที
          สำหรับการดึงตลอดเวลา ต้องใช้แรงดึงน้อยกว่าการดึงเป็นจังหวะ โดยเริ่มจากน้ำหนักเบาๆก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย ตามแต่ผู้ป่วยจะสามารถทนได้ โดยทั่วไปแล้วจะได้สูงสุดไม่เกินครึ่งหนึ่งของการดึงแบบเป็นจังหวะ การดึงจึงมีส่วนช่วยในการบำบัดรักษา ทำให้การกดประสาทและการเจ็บปวดบริเวณนั้นลดลง และหายได้
[กลับหัวข้อหลัก]

การดึงเอวช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณหลังลดอาการเกร็งและได้พักมากขึ้น

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า
          การใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นที่กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท ถูกนำมาใช้ในสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูทั้งในด้านการรักษา การวินิจฉัยโรค และการพยากรณ์โรคว่าดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไรภายหลังการให้การรักษาเป็นระยะๆ
          โดยหลักการแล้ว การเคลื่อนไหวของร่างกายอยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ เกิดขึ้นได้จากการมีคำสั่งจากสมองผ่านมาตามเส้นประสาทยนต์ไปยังกล้ามเนื้อ ถ้ามีเหตุทำให้สมองหรือเส้นประสาทยนต์เสียไป กล้ามเนื้อก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวตามความประสงค์ได้ อาทิเช่น การถูกยิง หรือถูกฟันจนเส้นประสาทขาด เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อไม่ทำงาน ทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ เราเรียกภาวะนี้ว่า อัมพาต เมื่อเกิดเป็นอัมพาตขึ้นก็ต้องให้การรักษาตามสาเหตุนั้น กล่าวคือ ในกรณีเส้นประสาทขาด
ก็ต้องทำการผ่าตัด ต่อเส้นประสาทที่ขาดเข้าที่เดิม ในระหว่างรอการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ ก็ต้องใช้กระแสไฟฟ้าชนิดกระแสตรงกระตุ้นผ่านกล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตด้วยความแรงที่พอเหมาะ ซึ่งประกอบด้วยแรงเคลื่อนกระแสและระยะเวลาที่ไฟฟ้าผ่านเป็นจังหวะๆที่พอดีจะทำให้กล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตหดตัวตามจังหวะที่กระแสไฟฟ้าผ่าน
          การทำงานของกล้ามเนื้อด้วยการใช้ไฟฟ้ากระตุ้นจะช่วยชะลออัตราการลีบ  เล็ก และชะลอคุณสมบัติของกล้ามเนื้อให้คงไว้ เพื่อรอเวลาให้ประสาทที่ต่อไว้ทำงานได้เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกของโรค ขณะกล้ามเนื้อหดตัวและคลายตัวจากการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าจะทำให้มีการไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลืองดีขึ้น ทำให้มีอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนนั้นมากขึ้น ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อได้มีโอกาสออกกำลังทำให้การลีบช้าลง เป็นการรอเวลาการงอกของเซลล์ประสาทยนต์เข้าไปตามปลอกของเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตนั้นๆ ซึ่งอัตราการงอกของเซลล์ประสาทเฉลี่ยแล้ว ๑ มิลลิเมตรต่อวัน การปล่อยให้กล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตอยู่เฉยๆ จะทำให้กล้ามเนื้อลีบและเปลี่ยนเป็นพังผืดอย่างรวดเร็วเป็นผลให้เซลล์ประสาทที่งอกไปถึงกล้ามเนื้อไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อที่เปลี่ยนสภาพเป็นพังผืดไปหมดแล้วให้ทำงานต่อไปอีก และครึ่งหนึ่งเมื่อกล้ามเนื้อเปลี่ยนสภาพตัวเองเป็นพังผืดแล้วจะไม่มีโอกาสกลับมาทำงานได้อีกเลย ทำให้เป็นอัมพาตและพิการอย่างถาวร การรักษาด้วยการใช้ไฟฟ้ากระตุ้น สามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยโปลิโอที่เป็นอัมพาตเพื่อรอการฟื้นตัวของเซลล์ประสาทนต์ที่ยังเหลืออยู่ภายหลังการทำลายโดยเชื้อไวรัสและอัมพาตจากสาเหตุอื่นๆ เพื่อรอการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อแทนที่จะปล่อยให้ลีบอย่างรวดเร็ว แล้วเป็นพังผืดจนไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกต่อไป
[กลับหัวข้อหลัก]

การใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นหรือผ่านกล้ามเนื้อ ที่เป็นอัมพาต ทำให้กล้ามเนื้อมีการหดตัว ช่วยลดอัตราการลีบเล็กของกล้ามเนื้อ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การให้ความร้อนลึก
          มีบทบาทในการบำบัดรักษาอวัยวะส่วนที่อยู่ลึกๆ  เพราะความร้อนตื้นที่ได้จากการประคบด้วยความร้อน กระเป๋าน้ำร้อน การจุ่มลงในถังพาราฟินร้อน และความร้อนจากหลอดอินฟราเรด ไม่สามารถเข้าไปลึกๆ ได้ เพราะความร้อนที่แผ่มาถึงผิวหนังบางส่วนก็สะท้อนกลับไป บางส่วนก็ถูกพาไปโดยอากาศที่ถ่ายเทผ่านส่วนนั้น และไอน้ำที่บริเวณนั้นก็พาความร้อนไปด้วย ความร้อนที่เหลืออยู่ก็จะผ่านเข้าไปยังส่วนลึกด้วยการผ่านลงไปในไขมัน ซึ่งเป็นชั้นที่คั่นระหว่างผิวหนังกับอวัยวะต่างๆ ชั้นไขมันนี้เป็นสื่อความร้อนที่ไม่ดี จึงขัดขวางความร้อนที่ผ่านเข้าไปให้ช้าและน้อยลง ขณะเดียวกันในทุกชั้นที่ผ่านเข้าไปจะมีหลอดเลือด ซึ่งมีกระแสโลหิตไหลผ่านอยู่ตลอดเวลา พาเอาความร้อนที่ผ่านไปบริเวณนั้นไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายตลอดเวลา ทำให้ปริมาณความร้อนที่เข้าไปในส่วนลึกไม่เพียงพอสำหรับการรักษา
          ดังนั้น เครื่องกำเนิดความร้อนลึกจึงถูกค้นคว้าและนำมาใช้  มีอยู่ ๓  แบบ คือ เครื่องกำเนิดความร้อนลึกด้วยคลื่นวิทยุชนิดความถี่สูงมากในย่านไมโครเวฟในย่านคลื่นสั้น  และเครื่องกำเนิดอัลตราโซนิก เครื่องกำเนิดความร้อนลึกด้วยคลื่นวิทยุ มีการทำงานเช่นเดียวกับเครื่องส่งคลื่นพาหะของวิทยุทั่วไป สำหรับชนิดความถี่สูงมากในย่านไมโครเวฟจะกำเนิดความถี่วิทยุถึง ๒,๔๕๐ เมกะเฮิรตซ์ (megahertz) ด้วยกำลังส่งออกอากาศที่ปรับความแรงได้ถึง ๒๕๐ วัตต์ คลื่นวิทยุที่ส่งออกมา จะถูกบังคับให้พุ่งออกเป็นเส้นตรงคล้ายไฟฉาย แล้วส่องคลื่นวิทยุนี้ไปยังส่วนที่ต้องการรักษาด้วยความร้อนพลังงานของคลื่นวิทยุก็จะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนในเนื้อเยื่อที่คลื่นวิทยุผ่านเข้าไป สำหรับเครื่องกำเนิดความร้อนโดยคลื่นวิทยุชนิดย่านคลื่นสั้น  จะกำเนิดความถี่วิทยุ ๒๗ เมกะเฮิรตซ์ ปรับความแรงได้สูงขึ้น ๖๐๐ วัตต์คลื่นวิทยุจะถูกส่งออกมาจากแผ่นโลหะ  ๒ แผ่น ซึ่งหุ้มด้วยยางไว้เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วเป็นอย่างดี เมื่อนำเอาแผ่นทั้งสองไปวางยังส่วนของอวัยวะที่ต้องการพลังงานของคลื่นวิทยุก็จะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนในเนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างแผ่นสายอากาศทั้งสอง สำหรับเครื่องอัลตราโซนิกจะมีหลักการคล้ายกัน คือ เป็นเครื่องกำเนิดความถี่อัลตราโซนิก จะให้คลื่นไฟฟ้าความถี่สูง ๑ เมกะเฮิรตซ์ ไปยังก้อนแร่ควอตซ์ ทำให้มีการขยายตัวและหดตัวของก้อนแร่นี้ เมื่อต้องการให้ความร้อนแก่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายก็ใช้หัวที่บรรจุก้อนแร่จ่อให้แนบกับส่วนนั้นๆ โดยใช้สื่อในการนำคลื่นเสียงเข้าไปในร่างกาย ด้วยการทาบริเวณนั้นด้วยน้ำมันหรือสารที่เป็นตัวกลางทำให้การสัมผัสได้แนบสนิท และถ่ายทอดพลังงานได้เต็มที่ พร้อมกับการถูหัวบรรจุก้อนแร่ไปรอบๆ ตำแหน่งที่ต้องการ เครื่องนี้สามารถปรับความแรงที่ออกมาได้สูงถึง ๓ วัตต์ ต่อตารางเซนติเมตรของหัวบรรจุก้อนแร่ พลังงานคลื่นเสียงจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนในส่วนลึกของร่างกาย ได้ลึกที่สุดในกลุ่มเครื่องให้ความร้อนลึก และยังมีผลดีในการรักษาการติดยึดของข้อต่างๆ ดีกว่าการใช้อุปกรณ์อื่นๆ ในการให้ความร้อนอีกด้วย
[กลับหัวข้อหลัก]

การให้ความร้อนลึกด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงมากในย่านคลื่นสั้นแก่ผู้ป่วย ที่มีอาการปวดลึก ๆ เพราะคลื่นวิทยุชนิดนี้จะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนในเนื้อเยื่อเล็ก ๆ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
กายอุปกรณ์เสริม
          เป็นอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเสริมส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่เสียสมรรถภาพไป อาจเป็นที่ขา ลำตัว คอ และแขน เป็นต้น ที่เราใช้กันมาก ได้แก่  กายอุปกรณ์เสริมขา ซึ่งนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า เบรซ (brace) เบรซมีประโยชน์ต่อคนไข้ เช่น ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นอัมพาตของกล้ามเนื้อควบคุมข้อเท้าให้อยู่ในตำแหน่งปกติ ทำให้เวลาเดินปลายเท้าห้อยลงลากไปกับพื้นและข้อเท้าพลิกได้โดยง่าย  เมื่อปล่อยทิ้งไว้นานๆ ข้อเท้าจะติดอยู่ในท่าปลายเท้าเหยียด ทำให้การเดินลำบากในอนาคต
          การใส่เบรซขาชนิดสั้น จะมีส่วนช่วยทำให้ปลายเท้าไม่ห้อยลงเพราะข้อเบรซเป็นตัวควบคุมเอาไว้ ขณะเดียวกันมีผลทำให้เกิดความมั่นคงที่บริเวณข้อเท้า ทำให้ข้อเท้าไม่พลิกขณะที่เดิน
          ในกรณีที่มีอัมพาตของกล้ามเนื้อควบคุมให้เข่าเหยียดตรงขณะยืนหรือเดิน  ก็จำเป็นต้องใส่เบรซขาชนิดยาวเพื่อทำให้เข่าเหยียดขณะเดิน   โดยใช้วงแหวนล็อกเป็นตัวบังคับให้เข่าเหยียดไว้ตลอดเวลาที่ยืนและเดินเป็นการป้องกันการงอพับของข้อเข่ามิให้ล้มลงได้ เมื่อจะนั่งต้องดึงแหวนล็อกข้อเข่านี้ขึ้น จะสามารถงอเข่าแล้วนั่งลงได้โดยสะดวก
          ถ้าเป็นอัมพาตสูงถึงระดับขาดการควบคุมการทำงานของสะโพก ก็ต้องใช้เบรซขาชนิดยาวแบบมีข้อสะโพกร่วมด้วย จะช่วยควบคุมทิศทางในการเดินให้ถูกต้องตามแนวของข้อเบรซ คือ ในท่างอไปข้างหน้าและเหยียดตรงได้เท่านั้น มิฉะนั้นแล้วข้อสะโพกที่ขาดกล้ามเนื้อควบคุมก็อาจจะเดินในท่าบิดปลายเท้าเข้าหรือออกเป็นการขัดขวางในการเดินได้
          ในเรื่องกระดูกสันหลังที่เสื่อมหรือคด และมีอาการปวดบริเวณหลัง การใส่กายอุปกรณ์เสริมของหลังจะช่วยประคองกระดูกสันหลังให้อยู่ในแนวที่เหมาะสมทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกระดูกสันหลังนั้นได้พัก และอาการปวดลดลง อาทิเช่น ปวดที่บริเวณกล้ามเนื้อของเอวก็อาจใช้คอร์เซต (corset) ตัดด้วยผ้าแล้วเสริมภายในให้แข็งแรงด้วยแผ่นโลหะและไนลอน ช่วยให้ส่วนนั้นมั่นคง และลดการเคลื่อนไหว ทำให้ส่วนนั้นได้พักและอาการปวดลดลงได้ ถ้าต้องการให้มีการควบคุมการ
เคลื่อนไหว และเสริมความมั่นคงของกระดูกสันหลังในระดับสูงกว่านี้ เราก็อาจใช้เบรซซึ่งมีส่วนประกอบเป็นอะลูมิเนียมอัลลอย (aluminium alloy) ที่มีความแข็งแรงสูง ทำให้สามารถประคองกระดูกสันหลังในตำแหน่งที่ต้องการได้เช่นเดียวกับบริเวณคอ เมื่อต้องการให้กระดูกและกล้ามเนื้อบริเวณคอได้พักจากการเคลื่อนไหวและการเกร็งของกล้ามเนื้อเพราะความเจ็บปวด  อาจใส่ปลอกคอประคอง  ส่วนที่เป็นอัมพาต เช่น บริเวณมือก็อาจใช้อุปกรณ์ประคองมือ เพื่อให้ข้อต่างๆอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่จะสามารถทำงานได้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นผลทำให้ข้อนิ้วมือ และข้อมือติดยึดอยู่ในท่าพิการและไม่สามารถจะใช้งานได้สะดวกในโอกาสต่อไป
[กลับหัวข้อหลัก]

ผู้ป่วยโรคโปลิโอที่ขาสวมเบรซชนิดสั้นฝึกออกกำลังกาย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
กายอุปกรณ์เทียม
          เป็นอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นแทนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่ขาดไป  ได้แก่ แขน และขาเทียม แขนเทียมมีหลายระดับ ได้แก่ ระดับข้อมือ ใต้ศอก ข้อศอก เหนือศอก และระดับไหล่  เป็นต้น การใส่แขนเทียม จะมีส่วนช่วยในการปฏิบัติงานแทนส่วนที่ขาดไป เช่น แขนเทียมระดับใต้ศอกจะมีสายบังคับที่คล้องไหล่ด้านตรงกันข้ามดึงรั้งให้มือเทียมอ้าออก เพื่อจับวัตถุที่ต้องการแทนมือธรรมดาที่เสียไปได้ สำหรับแขนเทียมระดับเหนือศอก  สามารถใช้สายบังคับจากไหล่ด้านตรงข้าม ทำให้ข้อศอกงอ และเหยียด ตลอดจนจับและปล่อยวัตถุให้วางได้ตามตำแหน่งที่ต้องการได้เช่นเดียวกัน
          ขาเทียมมี ๕ ระดับ ได้แก่ ระดับข้อเท้า ระดับใต้เข่า ระดับเข่า ระดับเหนือเข่า และระดับข้อสะโพกการสร้างขาเทียมที่มีขนาดและรูปร่างที่ถูกต้องตามหลักวิชา พร้อมทั้งมีการฝึกกล้ามเนื้อส่วนที่เหลืออยู่ให้แข็งแรงตลอดจนฝึกการเดินด้วยขาเทียมได้ถูกต้องแล้ว จะทำให้ผู้ที่ขาขาด สามารถใส่ขาเทียมเดินได้ดีและดำเนินชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากขึ้น จนบางรายถ้าสังเกตไม่ดี จะไม่สามารถทราบได้เลยว่าผู้ป่วยคนนั้นใส่ขาเทียม ดังนั้น กายอุปกรณ์เสริมและเทียม จึงมีบทบาทในการป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดความพิการ ทั้งยังช่วยเสริมส่วนที่เสียไปให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นและทดแทนส่วนที่ขาดไป  ทั้งรูปร่าง ความสวยงาม และการทำงานของส่วนนั้น ให้สามารถใช้งานได้ใกล้เคียงกับปกติอีกด้วย
          งานทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูนี้ เป็นงานช่วงสุดท้ายของการบริการทางการแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยงานวินิจฉัยโรค การป้องกัน การบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยพิการให้กลับคืนสู่สภาพใกล้เคียงปกติมากที่สุด ทั้งในด้านสภาพร่างกาย จิตใจ การประกอบอาชีพ  และสามารถอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขพอสมควรแก่อัตภาพ โดยไม่เป็นภาระของสังคมและมีส่วนช่วยชาติบ้านเมืองในด้านเศรษฐกิจได้อีกด้วย
[กลับหัวข้อหลัก]

แขนเทียมระดับต่าง ๆ คือ ระดับใต้ศอก (ซ้าย) ระดับศอก (กลาง) และระดับเหนือศอก (ขวา)

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายแพทย์เอกชัย จุลละจาริตต์

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ : ยาเม็ดคุมกำเนิด
การสาธารณสุขมูลฐานเพื่อสุขภาพอนามัยของทุกคน
ประโยชน์ของรังสีเอกซ์ทางการแพทย์
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
โภชนาการ
รังสีวิทยา
รังสีเอกซ์เกิดขึ้นได้อย่างไร
โรคคอพอกจากการขาดไอโอดีน
โรคเฉพาะของหญิง
อุบัติการของการแท้งและการทำแท้ง
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 26
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9 > เวชศาสตร์ฟื้นฟู