สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8 > เลือด และธนาคารเลือดในประเทศไทย
เลือด และธนาคารเลือดในประเทศไทย  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
 
เลือด และธนาคารเลือดในประเทศไทย โดย แพทย์หญิงทัศน์ยานี จันทนยิ่งยง


[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ประวัติการให้เลือด

          นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญๆ ซึ่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการให้เลือดมีหลายท่านที่ควรกล่าวถึง
 
          ท่านแรก ได้แก่ วิลเลียม ฮาร์วีย์ ในปี พ.ศ. ๒๑๗๑ ฮาร์วีย์ได้รายงานครั้งแรกว่า เลือดที่อยู่ภายในหลอดเลือดนั้นมีการไหลเวียนเป็นวงจร เมื่อเป็นเช่นนี้การให้เลือดหรือสิ่งทดแทนอื่นเข้าไปในหลอดเลือดหลอดใด ย่อมจะต้องไหลเวียนไปทั่วร่างกาย มีผลทำให้เพิ่มปริมาณของเลือดขึ้นได้ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญยิ่ง ทำให้เกิดการให้เลือดทดแทนขึ้น 
          ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๒๐๘ จอห์น วิลกิน (John Wilkin,ชาวอังกฤษ, ค.ศ. ๑๖๑๔-๑๖๗๒) ได้ทดลองถ่ายเลือดดำจากหลอดเลือดดำบริเวณคอ (หลอดเลือดดำวีนาคาวา) ของสุนัขตัวผู้ใส่ลงในภาชนะรองรับ แล้วจึงนำไปฉีดเข้ายังหลอดเลือดดำที่ขา หรือหลอดเลือดดำเฟเมอร์ลา ของสุนัขตัวเมียอีกตัวหนึ่ง โดยใช้หลอดทองเหลือง ปรากฏว่าได้ผลที่เป็นที่น่าพอใจ ในช่วงระยะเวลานี้ยังคงทำการทดลองในสัตว์เท่านั้น จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๒๑๐ ยัง แบปติสท์ เดนิส (Jean Baptist, Denis) ซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้ทำการทดลองฉีดเลือดจากหลอดเลือดแดงของแกะให้กับเด็กผู้ชายคนหนึ่งและได้ถ่ายเลือดแกะเข้าสู่หลอดเลือดดำของขายหนุ่มอีกคนหนึ่งเป็นผลสำเร็จ ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันนี้ ประมาณ ๕ เดือน ภายหลังที่เดนิสทดลองให้เลือดแกะแก่คนในประเทศฝรั่งเศส ในประเทศอังกฤษ ริชาร์ด โลเวอร์ (Richard Lower, ชาวอังกฤษ,ค.ศ. ๑๖๓๑ - ๑๗๐๑) และคณะ ได้ทำการถ่ายเลือดโดยตรงจากแกะให้ชายหนุ่มผู้หนึ่ง โดยรายงานว่าไม่มีผลร้ายอะไรเกิดขึ้น แม้จะให้ซ้ำเป็นครั้งที่ ๒ อีก ๓ สัปดาห์ต่อมา เดนิสได้ทดลองให้เลือดแกะแก่ผู้ป่วยอีก ๒ ราย บังเอิญผู้ป่วยรายที่ ๔ ถึงแก่กรรม นับได้ว่าเป็นรายงานแรกที่แสดงว่ามีผลร้ายคือ ผู้ป่วยมีปฏิกิริยาภายหลังจากการให้เลือด ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันดีว่าเกิดเม็ดเลือดแดงแตกสลาย (Hemolytic transfusion reaction) อันเป็นปฏิกิริยาเนื่องจากให้เลือดเข้ากันไม่ได้ ภรรยาของผู้ป่วยรายนี้ได้นำคดีขึ้นฟ้องศาล กล่าวหาว่า เดนิสกระทำฆาตกรรมสามีของนางคดีเรื้องรังอยู่เป็นเวลานาน แม้ท้ายที่สุด ศาลตัดสินว่าเดนิสไม่มีความผิด ในฐานะเป็นฆาตกร แต่ศาลก็ประกาศห้ามการให้เลือด  จะมีการให้เลือดได้เฉพาะเมื่อได้รับอนุมัติโดยคณะแพทยศาสตร์แห่งนครปารีสเท่านั้น  อีกหลายปีต่อมารัฐสภาอังกฤษได้ออกกฎหมายห้ามการให้เลือดเช่นกัน ทำให้การให้เลือดหยุดชะงักไปเป็นเวลาเกือบ ๑๕๐ ปี
          ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๖๑ เจมส์ บลันเดลล์ (James Blundell, ชาวอังกฤษ, ค.ศ. ๑๗๙๐-๑๘๗๗)  ซึ่งเป็นทั้งอายุรแพทย์และสูติแพทย์ประจำโรงพยาบาลกายส์ ประเทศอังกฤษ เป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของการให้เลือดของยุคปัจจุบัน ได้ทำการศึกษาทบทวนถึงวิธีการให้เลือดอีกครั้งหนึ่ง โดยทำการทดลองในสัตว์ ได้รายงานข้อมูลที่ค้นพบว่า เลือดของสัตว์สกุลหนึ่ง (Specie) จะเข้าไม่ได้กับเลือดของสัตว์อีกสกุลหนึ่ง ดังนั้นเลือดที่จะให้แก่คนต้องเป็นเลือดของคนเท่านั้น ท่านผู้นี้ได้ทดลองนำเลือดของผู้ช่วยของท่านไปให้แก่ผู้ป่วยเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาหาย โดยให้หลอดฉีดยาถ่ายจากผู้บริจาคให้แก่ผู้รับโดยตรง   การให้เลือดในช่วงระยะเวลานี้มีทั้งสัมฤทธิ์ผล คือ ผู้ป่วยรอดชีวิตจากการเสียเลือด และที่โชคร้ายคือ ผู้ป่วยถึงแก่กรรมจากการให้เลือด นอกจากนี้แล้วยังพบว่า ผู้ป่วยที่รอดชีวิตบางราย มีอาการของหลอดเลือดถูกอุดตันในเวลาต่อมา ทำให้การให้เลือดในระยะนี้ไม่เป็นที่นิยม  แต่เนื่องจากมีความจำเป็นบังคับ  คือ เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมันขึ้น ทำให้มีการให้เลือดโดยตรง คือ ถ่ายเลือดจากคนหนึ่งให้แก่อีกคนหนึ่งในสมรภูมิ ซึ่งนับว่าได้ประโยชน์มาก จนเป็นที่ยอมรับว่า การให้เลือดเพื่อทดแทนมีผลคุ้มค่า จึงทำให้มีการวิจัยค้นคว้าเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการให้เลือด
          ระยะนี้มีปัญหาอยู่ ๒ ประการคือ ประการแรกเกี่ยวกับคุณสมบัติของเลือดที่มีการแข็งตัวเมื่อเจาะออกจากหลอดเลือด ทำให้เลือดเกิดแข็งตัวก่อนที่จะนำไปให้แก่ผู้ป่วย ปัญหานี้แก้ไขได้ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ - พ.ศ. ๒๔๕๘ เมื่อ ฮัสติน, อโกท,เลวิโสห์น และไวล์ (Hustin , Agote, Lewisohn และ Weil) ได้รายงานว่า การใช้เกลือซิเตรทเพียงจำนวนเล็กน้อยก็จะสามารถป้องกัน การแข็งตัวของเลือดได้โดยที่เกลือซิเตรทไม่ก่อนอันตรายแก่ผู้ป่วย
          ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๔๕๙ เราส์ และ เทอร์เนอร์ (Rous & Turner)  ค้นพบว่าการเติมน้ำตาลเดกซ์โตรสลงไปด้วยจะช่วยให้สามารถเก็บเลือดได้นานขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ลูติท และมอลลิสัน (Loutit & Mollison) จึงได้เสนอสูตรน้ำยากันเลือดแข็ง ซึ่งนำมาใช้เป็นน้ำยากันเลือดแข็งสำหรับเจาะเก็บเลือดกันแพร่หลายอยู่กว่า ๒๐ ปี นั่นคือน้ำยา เอซีดี (Acid - Citrate - Dextrose) ทำให้สามารถเก็บเลือดที่ ๔ องศาเซลเซียส ไว้ใช้ได้นานถึง ๒๑ วันก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้น้ำยา ซีพีดี (Citrate Phosphate - Dextrose)ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทำให้สามารถเก็บเลือดได้นานขึ้นไปอีกคือ นานถึง ๓๐ วัน
          การค้นพบน้ำยากันเลือดแข็ง เป็นเพียงการแก้ปัญหาประการแรกเท่านั้น ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ได้รับเลือด ซึ่งบางครั้งถึงกับทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดเสียชีวิตจากการให้เลือด  ซึ่งในสมัยต้นของการให้เลือดนั้น พบแต่เพียงว่า การนำเลือดสัตว์มาให้คนทำให้คนเสียชีวิตได้ จะต้องให้เลือดของคนแก่คนเท่านั้น แต่ต่อมาการณ์กลับปรากฏว่า แม้จะนำเลือดของคนมาให้ผู้ป่วยก็ตาม ผู้ป่วยบางคนก็ยังเสียชีวิตได้ ปัญหานี้พึ่งจะคลี่คลาย เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๓ คือ เมื่อ คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner, ชาวอเมริกัน, ค.ศ. ๑๘๖๘-๑๙๔๓) ค้นพบหมู่เลือด เอ บี และ โอ ของหมู่เลือดระบบเอบีโอ โดยการศึกษาจากเลือดของผู้ร่วมงาน เมื่อนำเซรุ่มจากคนหนึ่งมาผสมกับเม็ดเลือดแดงของอีกคนหนึ่ง จะเกิดปฏิกิริยาจับกลุ่มทำให้เม็ดเลือดตกตะกอนเป็นสองชนิด  และมีอีกชนิดหนึ่งไม่มีปฏิกิริยาตกตะกอนเกิดขึ้นแลนด์สไตเนอร์จึงเรียกพวกที่เกิดปฏิกิริยาจับกลุ่มตกตะกอนพวกที่หนึ่งว่า พวกมีแอนติเจนเอ เรียกอีกพวกหนึ่งว่า พวกมีแอนติเจนบี และเรียกพวกที่ไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นว่า พวกศูนย์หรือโอ ถ้าเม็ดเลือดแดงของผู้ใดมีแอนติเจนเอ ในเซรุ่มของคนผู้นั้นจะไม่มีแอนติบอดีเอ แต่จะมีแอนติบอดีบีแทน ส่วนคนหมู่โอนั้นมีได้ทั้งแอนติบอดีเอและแอนติบอดีบี ต่อมาอีก ๒ ปี เดอ  คาสเตลโล และสเตอร์ลี (De Castello & sturli) จึงรายงานหมู่เลือด ชนิดที่ ๔ ซึ่งมีทั้งแอนติเจนเอ และแอนติเจนบีบนเม็ดเลือดแดง แต่ไม่พบแอนติบอดีเอและและแอนติบอดีบีในเซรุ่มเลย เรียกว่า หมู่เอบี ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ในการแสดงปาฐกถาเพื่อรับรางวัลโนเบล เนื่องจากการค้นพบหมู่เลือดระบบเอบีโอ   แลนด์สไตเนอร์ ได้กล่าวถึงสมมุติฐานว่า มนุษย์เราควรมีหมู่เลือดได้หลายชนิด ซึ่งอาจตรวจพบได้ ถ้าใช้วิธีสร้างให้เกิดแอนติบอดีขึ้น  โดยการฉีดเม็ดเลือดแดงของคนเข้าไปในสัตว์  หรือจากการตรวจพบแอนติบอดีในสัตว์สกุลเดียวกันเอง และจากสมมุติฐานนี้เอง แลนด์สไตเนอร์และเลวีน (Philip Levine) ได้รายงานการค้นพบหมู่เลือดระบบเอ็มเอ็นและพี เพิ่มขึ้นอีก การศึกษาในทำนองเดียวกันนี้คือ ฉีดเลือดลิงวอก (Rhesus) เข้าในกระต่าย ทำให้แลนด์สไตเนอร์และเลวีนรู้จักหมู่เลือดระบบใหม่ เรียกว่า ระบบอาร์เอ็ช (Rh)
          จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เลวีนและสเตตสัน(Stetson) ได้รายงานถึงปฏิกิริยาที่ตรวจพบในหญิงซึ่งได้รับเลือดของสามีหมู่เดียวกัน ภายหลังการคลอดบุตรที่ตายก่อนคลอดตรวจพบว่า ในเซรุ่มของผู้ป่วยมีแอนติบอดีที่ทำให้เม็ดเลือดแดงของสามีจับกลุ่มตกตะกอนเมื่อทำปฏิกิริยาที่ ๓๗ องศาเซลเซียส ปรากฏการณ์นี้เชื่อว่า แอนติบอดีที่ตรวจพบในเซรุ่มของแม่นั่นเองที่ทำให้ลูกในครรภ์ตาย โดยอธิบายว่า แม่อาจจะถูกกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดีขึ้นโดยแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดงของลูก ที่ได้รับถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์จากพ่อและเป็นชนิดแปลกปลอมต่อแม่
          ในเวลาใกล้เคียงกันนี้เอง วีเนอร์และปีเตอร์ (Wiener และ  Peters) ได้รายงานปฏิกิริยาทำลายเม็ดเลือดแดงชนิดเดียวกันแต่พบว่าเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยรายนี้ให้ผลลบเมื่อตรวจกับแอนติอาร์เอ็ซของกระต่าย ส่วนแอนติบอดีที่ตรวจพบในเซรุ่มของผู้ป่วยรายนี้เกิดปฏิกิริยาที่ ๓๗ องศาเซลเซียส กับคนอื่นที่มีเลือดเอบีโอหมู่เดียวกัน  ให้ปฏิกิริยาแบบเดียวกับแอนติอาร์เอ็ช ของกระต่าย ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้ความสำคัญทางคลินิกของหมู่เลือดระบบอาร์เอ็ชในการให้เลือด เพื่อการรักษาและการตั้งครรภ์เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแน่นอน พอดีประจวบกับเกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้นทำให้มีความต้องการให้เลือดทดแทนแก่ผู้บาดเจ็บในสงครามมาก จึงกระตุ้นให้มีการวิจัยค้นคว้าถึงประโยชน์ของเลือดและส่วนประกอบต่างๆ ของเลือด ผลที่เกิดขึ้นตามหลังการให้เลือดนี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของศาสตร์แขนงใหม่ คือ อิมมูโนวิทยาทางโลหิต (Immunohematology) ในปัจจุบัน


[กลับหัวข้อหลัก]

เจมส์ บลันเดลล์


ริชาร์ด โลเวอร์


คาร์ล แลนด์สไตเนอร์


ฟิลิป เลวีน

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การบริจาคและขบวนการเก็บโลหิตหรือเลือด

          เกี่ยวกับการบริจาคโลหิต  มีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าใจถูกต้องว่า ความจริงเป็นการบริจาคโลหิตเพียงส่วนหนึ่งของจำนวนเลือดสำรอง ที่ร่างกายมีสำรองไว้เท่านั้น  ไม่ใช่บริจาคส่วนที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้อยู่ ส่วนใหญ่ประชาชนทั่วไปยังมีความสงสัย และมีความกลัวกันอยู่ ปัญหาที่ผู้อยู่ในวงการธนาคารเลือดได้ยินได้ฟังเป็นประจำ   และควรให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการบริจาคโลหิตเพื่อความเข้าใจถูกต้องของประชาชน ได้แก่
 
๑. ทำไมเราจึงต้องบริจาคเลือด
           การให้เลือดเพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป เป็นหนทางเดียวที่จะแก้ไขภาวะช็อก (shock) เนื่องจากการเสียเลือด ในสถานที่ที่ไม่มีเลือดเพียงพอความต้องการ การตายจากการเสียเลือดพบได้บ่อยในกรณีต่อไปนี้
          ๑. อุปัทวเหตุเหตุบนท้องถนนและในโรงงานอุตสาหกรรม
          ๒. ตกเลือดภายหลังคลอดบุตร
          ๓. การผ่าตัดใหญ่
          ๔. โรคโลหิตจางบางสาเหตุ
          เนื่องจากไม่มีโรงงานสร้างเลือด เลือดจึงต้องได้มาจากการบริจาคโดยศรัทธาจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น
 
๒. การบริจาคเลือดมีอันตรายเกิดขึ้นได้หรือไม่
           ผู้ที่เคยบริจาคเลือด ย่อมสามารถยืนยันได้ว่าการบริจาคเลือดนั้นไม่มีอันตรายเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งนี้เนื่องจากการบริจาคเลือดครั้งหนึ่งๆ นั้น ผู้บริจาคเลือด จะเสียสละเลือดส่วนสำรองเพียงบางส่วนเท่านั้น ตามปกติร่างกายมีเลือดสำรองเก็บไว้ประมาณ ๔ ส่วนของเลือดที่มีอยู่ในร่างกายทั้งหมด ๑๒ ส่วน แต่ในการบริจาคเลือดครั้งหนึ่งนั้น ผู้บริจาคได้บริจาคได้เพียง ๑ ส่วนของจำนวนเลือดที่มีสำรองไว้เท่านั้น

๓. ท่านจะต้องมีคุณสมบัติเช่นไรบ้าง จึงจะสามารถบริจาคเลือดได้
          ผู้ใดก็ตามที่มีอายุระหว่าง  ๑๘-๖๐ ปีบริบูรณ์ มีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ดี เมื่อผ่านการตรวจสุขภาพที่จำเป็นก่อนการบริจาคเลือด เช่น วัดอุณหภูมิของร่างกาย ชีพจร ความดันโลหิต ความเข้มข้นของเลือด ก็สามารถบริจาคเลือดได้ แต่เลือดของท่านอาจมีอันตรายต่อผู้ป่วยได้ หากท่านเป็นหรือเคยเป็นโรคตับอักเสบ หรือดีซ่าน โรคมาลาเรีย และ โรคซิฟิลิส 

๔. การบริจาคเลือดครั้งหนึ่งๆ นั้น ใช้เวลานานเท่าใด      
           เวลาที่ใช้จริงๆ ในการบริจาคเลือดนั้นประมาณไม่เกิน ๑๐ นาที แต่ถ้ารวมเวลาที่เสียไปในการลงทะเบียน ตรวจร่างกายนั่งพักผ่อน ดื่มเครื่องดื่มภายหลังบริจาคเลือดด้วยแล้ว จะใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณไม่เกิน ๔๕ นาที

๕. หมู่เลือดของคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
          หมู่เลือดเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวซึ่งได้รับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์มาจากบรรพบุรุษ ดังนั้นจึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ในบางโอกาสซึ่งพบได้น้อยมาก อาจมีการรายงานหมู่เลือดผู้บริจาคเลือดผิดพลาดไปได้ เนื่องจากการตรวจผิดหรือลงผลผิด
 
๖. หมู่เลือดมีความสำคัญในการให้เลือดหรือไม่ 
          เกี่ยวกับการให้เลือด หมู่เลือดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่เลือดระบบเอบีโอ มีความสำคัญมาก ต้องเลือกหมู่เลือดเอบีโอชนิดเดียวกัน (บางทีหมู่เลือดอาร์เอ็ชด้วย) ที่ตรวจแล้ว พบว่าเข้ากันได้ ก่อนที่จะให้เลือดทุกครั้ง บางคราวแม้จะมีเลือดเอบีโอ ชนิดเดียวกับผู้ป่วย  ก็ยังอาจเสียชีวิตจากการให้เลือดได้ เนื่องจากเข้าไม่ได้ในหมู่เลือดระบบอื่นๆ ซึ่งมีความสำคัญทางคลินิก เช่น ระบบคิดด์ (Kidd) ระบบเลวิส (Lewis) ระบบดัฟฟี (Duffy)  เป็นต้น  การเสียชีวิตอาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากเลือกวิธีตรวจการเข้าได้ (cross - matching) โดยวิธีที่ไม่ไวพอ นอกจากนั้นแล้ว ความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติการ ก็เป็นความผิดพลาดอีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะจิต ซึ่งมีทางป้องกันได้ แต่ไม่สามารถขจัดให้สูญสิ้นไปได้ จึงยังคงเป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการให้เลือด

๗. หมู่เลือดที่มีความสำคัญที่สุด มีอะไรบ้าง
          
หมู่เลือดที่มีความสำคัญที่สุด ได้แก่
          หมู่โอ พบได้ประมาณร้อยละ ๓๘ ของประชากรไทย
          หมู่เอ พบได้ประมาณร้อยละ ๒๐ ของประชากรไทย
          หมู่บี พบได้ประมาณร้อยละ ๓๕ ของประชากรไทย
          หมู่เอบี พบได้ประมาณร้อยละ ๗ ของประชากรไทย
          หมู่เลือดเอบีโอ แต่ละชนิด จะพบว่าประมาณ ๑ ถึง ๓ คน ใน ๑,๐๐๐ คน เป็นหมู่เลือดอาร์เอ็ชลบ

๘. เลือดสามารถเก็บไว้ใช้ได้นานเท่าใด 
          เลือดภายในร่างกาย เม็ดเลือดแดงเม็ดหนึ่งๆ มีอายุอยู่ในกระแสโลหิตได้ประมาณ ๑๒๐ วัน
          ส่วนการบริจาคเลือด เลือดจะถูกผสมกับน้ำยากันเลือดแข็งในสัดส่วนที่พอเหมาะก่อน น้ำยากันเลือดแข็งที่นิยมใช้ใน ปัจจุบัน ได้แก่ น้ำยา เอซีดี และน้ำยา ซีพีดี ทำให้สามารถเก็บเลือดไว้ใช้นานถึง ๒๑ วัน และ ๒๘ วัน ตามลำดับ เมื่อเก็บไว้ที่อุณหภูมิ +๒ องศา ถึง +๔ องศาเซลเซียส นอกจากนั้นแล้วหากเก็บไว้โดยขบวนการพิเศษเก็บเป็นเลือดแข็ง (Frozen blood)จะสามารถเก็บไว้ใช้ได้เป็นเวลานานนับปี


[กลับหัวข้อหลัก]

ขั้นตอนการบริจาคโลหิต : วัดความดันเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของร่างกาย


ขั้นตอนการบริจาคโลหิต : เจาะเลือด เพื่อตรวจสอบหมู่เลือดและคุณสมบัติของเลือด


ขั้นตอนการบริจาคโลหิต : หลังตรวจสอบร่างกายและเลือดแล้ว ปรากฏว่าร่างกายสมบูรณ์และเลือดไม่มีอันตรายก็สามารถบริจาคเลือดได้


ขั้นตอนการบริจาคโลหิต : ภายหลังการบริจาค ผู้บริจาคจะพักผ่อนสักครู่หนึ่ง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ประวัติการให้เลือดและการดำเนินงานธนาคารเลือดในประเทศไทย
           ศาสตราจารย์นายแพทย์สุด แสงวิเชียร เป็นบุคคลหนึ่งที่สนใจค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติการแพทย์ไทยไว้มากมายหลายสาขา  รวมทั้งประวัติการให้เลือดและการดำเนินงานธนาคารเลือดด้วย ท่านเชื่อว่า การให้เลือดครั้งแรกในประเทศไทยนั้น กระทำที่โรงพยาบาลศิริราช ในราวปี พ.ศ. ๒๔๗๐ แต่จะเป็นผู้ใดเป็นผู้ทำนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด  จนกระทั่งถึงปี  พ.ศ.๒๔๗๔ นายแพทย์แบ็กแมน (Carl Bachman) ได้ใช้เลือดของผู้ป่วยให้แก่ผู้ป่วยเอง ในรายผู้ป่วยมีครรภ์นอกมดลูก  และมีการตกเลือดในช่องท้องมากจนอาการเป็นที่น่าวิตก ได้ใช้ฟองน้ำซับเลือดที่อยู่ในช่องท้องและช่องเชิงกราน บีบผ่านผ้ากรองที่เป็นผ้าซับโลหิต ลงในขวดน้ำเกลือซึ่งให้น้ำเกลืออยู่ผ่านเข้าสู่หลอดเลือดดำของผู้ป่วย 
          ส่วนการดำเนินงานธนาคารเลือดในประเทศไทยนั้นศาสตราจารย์ นายแพทย์สรรค์ ศรีเพ็ญ ได้บันทึกเป็นหลักฐานลงพิมพ์ในสารศิริราช (๑: สิงหาคม, ๒๘๒ - ๒๘๙, ๒๔๙๒)ว่า "ในระยะสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีผู้ป่วยเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มีการใช้เลือดเพิ่มมากขึ้นด้วย จึงได้ตั้งหน่วยถ่ายเลือด" ขึ้น โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์สรรค์  ศรีเพ็ญ เป็นหัวหน้าและมีพยาบาลประจำ ๑ คน เริ่มดำเนินการเมื่อ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๙  ส่วนการดำเนินงานธนาคารเลือดใน
ต่างจังหวัด ตามหลักฐานปรากฏในหนังสือคำแนะนำการจัดตั้งธนาคารเลือด กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเขียนโดยนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว และประภา สุขอุดม ได้กล่าวไว้ว่า ในปี  พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้ปรากฏมีธนาคารเลือดเปิดขึ้นที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในต่างจังหวัดเป็นแห่งแรก ต่อมาปีพ.ศ.  ๒๔๙๔ โรงพยาบาลหญิงจึงได้จัดตั้งธนาคารเลือดขึ้นในจังหวัดพระนคร" จากหลักฐานอ้างอิงดังกล่าวข้างต้น ทำให้เชื่อได้ว่า การให้เลือดในประเทศไทย เริ่มมานานกว่า ๒๐ ปี ก่อนที่จะมีการดำเนินงานจัดตั้งธนาคารเลือดขึ้น และธนาคารเลือดได้จัดตั้งเป็นแห่งแรกที่โรงพยาบาลศิริราช การดำเนินการธนาคารเลือด ได้แพร่หลายไปยังโรงพยาบาลต่างๆ สถาบันการแพทย์ทั้งทหารและพลเรือนทั่วประเทศ  เนื่องด้วยระยะนี้เป็นระยะเวลาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เสร็จสิ้นลง มีนายแพทย์ไทย ซึ่งได้รับการฝึกอบรมทางการแพทย์กลับจากประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก  ซึ่งตระหนักดีถึงความจำเป็นของการบริการธนาคารเลือด

[กลับหัวข้อหลัก]

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุด แสงวิเชียร

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

          การจัดตั้งแผนกบริการโลหิตขึ้นภายในสภากาชาดไทยนั้นมีดำริขึ้นสืบเนื่องจากมติของสันนิบาตกาชาดสากลครั้งที่ ๑๗ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งมีมติว่าให้สภากาชาดของแต่ละชาติพยายามดำเนินงานการบริการโลหิตขึ้นภายในองค์การ ดังนั้นสภากาชาดไทยจึงได้เริ่มดำเนินการตั้งแผนกบริการโลหิต ขึ้นกับกองวิทยาศาสตร์สภากาชาดไทย ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในนามของสถานเสาวภา โดยมีนายแพทย์เฉลิม บูรณานนท์เป็นผู้อำนวยการคนแรก ต่อมาได้รับการส่งเสริมให้เป็นศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๙ และในปีเดียวกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้ลงมติรับข้อเสนอของรัฐบาลฝรั่งเศส ที่จะให้ความช่วยเหลือด้านผู้เชี่ยวชาญ ทุนฝึกอบรม เครื่องมือ และรถบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ โดยมีฝ่ายรัฐบาลไทยรับผิดชอบในการสร้างสถานที่และออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
 
          กิจการของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติได้เจริญก้าวหน้าตลอดมาอย่างรวดเร็ว การดำเนินงานในปัจจุบัน ได้มีการแบ่งหน่วยงานออกเป็น
          ๑. แผนกธุรการ
          ๒. แผนกประชาสัมพันธ์
          ๓. แผนกเจาะเก็บโลหิต
          ๔. แผนกปฏิบัติการและวิจัย
          ๕. แผนกเตรียมเครื่องมือและน้ำยา
          ๖. แผนกวิจัยและการสอน
          ๗. แผนกพลาสมาและแปรรูปโลหิต
          ๘. แผนกปฏิบัติการร่วมกับองค์การอนามัยโลก

          นอกจากนี้แล้ว ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติยังมีโครงการรณรงค์ให้ประชาชนบริจาคโลหิตเป็นทาน มีจุดประสงค์ที่จะให้สามารถเลิกซื้อขายเลือด ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้บริจาคโลหิต ทำหน้าที่เผยแพร่กิจการและเชิญชวนประชาชนให้มีจิตศรัทธาบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ ผู้บริจาคโลหิตได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ทั้งนี้เนื่องจากพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ จึงเป็นที่คาดหวังกันล่วงหน้าได้ว่า ประเทศไทยคงจะเลิกการซื้อขายเลือดในอนาคตอันใกล้นี้


[กลับหัวข้อหลัก]

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย


นายแพทย์เฉลิม บูรณานนท์

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• แพทย์หญิงทัศน์ยานี จันทนยิ่งยง

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การได้สารพิษ
การผ่าตัดปลูกอวัยวะ
การแพทย์แผนโบราณของไทยที่สืบต่อถึงปัจจุบัน
ทารกแรกเกิด
บาดแผล
ระบบประสาท
ระบบผิวหนัง
เลือดกำเดาออก
สรีรวิทยา
อาการของโรคที่พบในวัยเด็ก
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 26
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8 > เลือด และธนาคารเลือดในประเทศไทย