 |
หลักเกณฑ์การตั้งชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับสัตว์*
โดย
นายทวีศักดิ์ ปิยะกาญจน์
การตั้งชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับสัตว์มีหลักเกณฑ์สำคัญก็คือ ต้องตั้งเป็นภาษาละติน หรือถ้าเป็นภาษาอื่นก็ต้องทำให้มีลักษณะเป็นภาษาละตินเสียก่อนหลักการตั้งชื่อจะได้กล่าวเป็นตอนๆ ตามหัวข้อในอนุกรมวิธานสัตว์ดังต่อไปนี้คือ
* ตัดตอนและปรับปรุงจาก "ชื่อวิทยาศาสตร์ในสัตวศาสตร์" โดยอนุวรรตน์ วัฒนพงศ์ศิริ วิทยาศาสตร์การเกษตร ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๑๐ หน้า๒๑-๕๓
|
|
หัวข้อ
หลักการตั้งชื่อกลุ่มวงศ์
๑. ต้องเป็นคำนามพหูพจน์ในวรรคแรก
๒. คำลงท้ายกลุ่มวงศ์มีดังนี้
เหนือวงศ์ -oidea อ่าน "ออยเดีย"
วงศ์ -idae อ่าน "อิดี"
วงศ์ย่อย -inae อ่าน "ไอนี"
เหล่า -ini อ่าน "อินิ"
เหล่อย่อย -i อ่าน "ไอ" |
ชื่อกลุ่มวงศ์นี้ขึ้นต้นด้วยอักษรพิมพ์ใหญ่เสมอ
๓. ชื่อวงศ์ ตั้งขึ้นโดยต่อท้าย "แบบของสกุล" (type-genus) ที่ผู้ตั้งชื่อเห็นว่าเหมาะสมที่สุดด้วย"idae" โดยปกติจะ
๔. วิธีปฏิบัติตามข้อ ๓ ข้างบนก็คือ ตัดคำลงท้ายของ "แบบสกุล" ที่ลงท้ายด้วย -ae, -i, -is หรือ -ius ออกก่อน แล้วเติมด้วยคำลงท้ายที่เหมาะสมในข้อ ๒
๕. ถ้าคำลงท้ายของแบบสกุลไม่เป็นภาษาละตินให้เปลี่ยนเป็นลักษณะภาษาละติน ด้วยการต่อคำลงท้ายตามข้อ ๒ เช่น Carabus เป็น Carabi-ตัด -i ออกเป็น Carab- แล้วต่อท้ายด้วย -idae เป็น Carabidae
๖. ถ้าคำลงท้ายของ "แบบสกุล" เมื่อเปลี่ยนรากศัพท์ละตินแล้ว ลงท้ายด้วย i ทำให้มี i สองตัวเป็น "ii" ก็ให้ตัด -i ออกก่อน ๑ ตัว ตามข้อ ๒ แล้วเติมด้วย -idae เช่น Acridium เป็น Acridii- ตัด -iออกเป็น ๑ ตัว Acridi- แล้วต่อท้ายด้วย -idae เป็นAcridiidae
๗. ถ้าคำลงท้ายของ "แบบสกุล" เป็นสัม-พันธการก ให้เปลี่ยนเข้ารากศัพท์เดิมก่อน แล้วต่อ คำลงท้ายตามข้อ ๒ เช่น Strix เป็น Strigis ตัด-is ออกเป็น Strig- แล้วต่อท้ายด้วย -idae เป็น Strigidae
๘. ถ้าหาก "แบบสกุล" เป็นภาษาที่อื่นซึ่งไม่ใช่ภาษาคลาสสิก (ละตินหรือกรีก) และไม่อาจทราบรากศัพท์ได้แน่นอนให้ถือว่ารากศัพท์นั้นใช้ได้เมื่อต่อคำลงท้ายตามข้อ ๒ กับรากศัพท์นั้น เช่น Aphis รากศัพท์อาจจะเป็นไปได้ทั้ง Aphi- หรือ Aphid-เมื่อดำเนินตามข้อ ๕ แล้ว และเติมคำที่เหมาะสมตาม ข้อ ๒ จะเป็นวงศ์ Aphidae หรือ Aphididae ก็ได้
๙. ถ้า "แบบสกุล" มีรากศัพท์เดิมมาจากภาษากรีกโดยได้ถูกทำให้เป็นลักษณะภาษาละตินแล้วให้ตัดคำลงท้ายที่มีลักษณะภาษาละตินนั้นออกแก้ให้เป็นภาษาละติน แล้วต่อคำลงท้ายข้อ ๒ ดังนี้
คำกรีก Leptokeras ทำให้เป็นลักษณะภาษาละติน Leptocerus ตัด -us ออกเหลือ Leptocer- และเติม-idae เป็น Leptoceridae
๑๐. ถ้าชื่อ "แบบสกุล" ลงท้ายด้วยภาษาอื่นนอกจากภาษาละตินหรือกรีกที่ทำให้ลักษณะเป็นภาษาละตินแล้ว การวินิจฉัยชี้ขาดอักษรตัวท้ายก่อนต่อด้วยคำลงท้ายตามข้อ ๒ ให้เป็นสิทธิของผู้ตั้ง ชื่อวงศ์คนแรก
[กลับหัวข้อหลัก]
|
|
หลักการตั้งชื่อกลุ่มสกุล
๑. ต้องเป็นคำนามเอกพจน์ ในกรรตุการกในภาษาละติน หรือภาษากรีก ถ้าหากคำนั้นไม่ใช่คำละติน ให้ทำคำลงท้ายให้เป็นภาษาละตินและควรเป็นคำง่ายๆ
๒. ชื่อกลุ่มสกุล ต้องเขียนขึ้นด้วยอักษรตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ
๓. ชื่อกลุ่มสกุล ที่มีมากกว่าหนึ่งพยางค์ ถ้าจะนำมาต่อกันจะต้องเป็นภาษาเดียวกัน เช่น คำละตินกับละติน หรือกรีกกับกรีก
๔. ชื่อกลุ่มสกุล ที่ตั้งจากชื่อคน คนมีชื่อเสียงในสมัยโบราณ หรือชื่อตัวเอกในวรรณคดีโบราณถ้าไม่ใช่ภาษาละตินแล้วให้เปลี่ยนท้ายคำของชื่อเหล่านั้นให้เป็นลักษณะภาษาละติน
๕. ชื่อกลุ่มสกุล ที่ตั้งจากชื่อคนในสมัยปัจจุบันเพื่อเป็นเกียรติแก่นักวิชาการในสาขาวิชานั้นๆหรือผู้ที่ให้ความร่วมมือในการค้นคว้าและวิจัย เป็นต้นให้กระทำดังนี้
ก) ถ้าชื่อคนลงท้ายด้วยพยัญชนะให้ต่อท้ายด้วย "-ius","-ia" หรือ "-ium" เช่น -ius, Selysเป็น Selysius หรือ -ia,Lamarck เป็น Lamarckia และ -ium,Mathews เป็น Mathewsium
ข) ถ้าชื่อคนลงท้ายด้วยสระ e,i,o,u หรือ y ให้ต่อท้ายด้วย "-us","a" หรือ "-um" เช่น Milneเติม "-um" เป็น Milneum
ค) ถ้าชื่อคนลงท้ายด้วยสระ "a" ให้ต่อ ท้ายด้วย "-ia" เช่น Dana เติม -ia เป็น Danaia
ง) ถ้าชื่อคนมีคำนำหน้าดังต่อไปนี้
(๑) Mac, Mc, M และตามด้วยอักษรตัวต่อไปที่เขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ ให้เปลี่ยนเป็น
อักษรตัวเล็ก และเขียนเต็มติดกัน เช่น Mc Cookเป็น Macookius หรือ Maccookia
(๒) ถ้าเป็น "O" และมีเครื่องหมายอะโพสโทรฟี (apostrophe) อยู่เป็น "O" ให้ตัดอะโพสโทรฟีออกเสีย และอักษรตัวต่อไปที่ตามมาให้เปลี่ยนเป็นตัวพิมพ์เล็กและเขียนติดกัน แล้วปฏิบัติตามกฎข้อ ก) ข) และ ค) ข้างต้น เช่น O' Connorเป็น Oconnor และเป็น Oconnorius, Oconnoria หรือOconnorium
(๓) คำนำหน้านาม (articles) เช่นle, la, l', les, el, il, lo หรือ du, de, des, del, della ให้เขียนติดกับอักษรถัดไป โดยกำหนดว่าถ้าอักษรถัดไป เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ ให้ลดลงเป็นตัวพิมพ์เล็ก แล้วต่อท้ายตามกฎข้อ ก) ข) หรือ ค) แล้วแต่กรณี เช่นDu Bysson เป็น Dubyssonium
(๔) ถ้าเป็นคำซึ่งชี้แจงลักษณะในศาสนาคริสต์ เช่น เซนต์ (St.) ให้ตัดคำนั้นออกแล้วต่อท้ายตามกฎข้อ ก) ข) และ ค) เช่น St.Clair เป็นClarius, Claria และ Clarium เป็นต้น
(๕) ถ้ามีคำนำหน้าซึ่งเป็นคำในภาษาเยอรมันหรือภาษาดัทช์ ถ้าเขียนด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่และเขียนติดกันให้คงไว้ ถ้าเขียนด้วยอักษรพิมพ์เล็กและเขียนแยกกันให้ตัดออก แล้วต่อท้าย
ตามกฎข้อ ก) ข) และ ค) เช่น Vanhausen เป็น Vanhau-senius, Vanhausenia Von Ihering เป็น Iheringius,Iheringia, Iheringium Van der Vecht เป็น Vechtius,Vechtia, Vechtium
(๖) ถ้ามีคำนำหน้านอกจากที่กล่าวมาแล้วในข้อ (๑)-(๕) ให้ตัดออกแล้วต่อท้ายตามกฎอ ก) ข) และ ค) แล้วแต่กรณี
๖. ถ้าชื่อกลุ่มสกุล ที่ตั้งจากชื่อเรือต้องต่อท้ายชื่อเรือนั้นตามกฎข้อ ๕ ก) ข) และ ค) แล้วแต่กรณี ดังเช่น Challenger เป็น Challengeria
๗. ชื่อกลุ่มสกุล อาจจะมีทั้งภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาคลาสสิก หรือภาษาอินโดยูโรเพียน (Indo European) ได้แก่ Vanikoro, Zua๘. ชื่อกลุ่มสกุล ที่ตั้งจากการเลือกตั้งอักษร มารวมกัน เช่น Velletia, Neda, Salifa.
๙. ชื่อกลุ่มสกุล ที่ตั้งขึ้นด้วยการเปลี่ยนตำแหน่งอักษรสลับกันไป เช่น Limax เป็น Milax
๑๐. ชื่อกลุ่มสกุล ที่ตั้งจากภาษาละติน หรือกรีกแสดงถึงการลดน้อยลง การเปรียบเทียบกับความคล้ายคลึงกัน หรือแสดงความเป็นเจ้าของเช่น Dolium เป็น Doliolum Limax เป็น Limacella
๑๑. ชื่อกลุ่มสกุล ที่ตั้งขึ้นโดยเติมคำนำหน้าลงในชื่อสกุลเดิมที่ตั้งไว้แล้ว เช่น จากสกุล Triatoma ซึ่งตั้งโดย La Porte เป็น Patriatoma ตั้งโดย Barberเป็น Neotriatoma ตั้งโดย Pinto เป็น Eutriatoma
๑๒. ชื่อกลุ่มสกุล ที่ตั้งขึ้นโดยเปลี่ยนคำพยางค์หน้า แต่ให้พยางค์หลังคงที่ เช่น Chionaspisเป็น Diaspis
[กลับหัวข้อหลัก]
|

| ค้างคาวกิตติขณะกางปีกบิน |
 |
|
|
หลักการตั้งชื่อกลุ่มชนิด
หลักสำคัญในการตั้งชื่อกลุ่มชนิดก็คือ ชื่อที่จะตั้งนั้นต้องเข้ากับเพศของชื่อกลุ่มสกุลเสมอ การที่จะปฏิบัติเช่นนี้ได้จำจะต้องรู้ภาษาละตินหรือกรีกบ้างพอสมควร หรืออาจจะค้นหาจากพจนานุกรม ภาษาละตินหรือกรีก แล้วแต่กรณีเมื่อทราบเพศของกลุ่มสกุลแล้ว ให้ถือหลักการตั้งชื่อกลุ่มชนิด ดังต่อไปนี้
๑. ชื่อกลุ่มชนิด ต้องขึ้นต้นด้วยอักษรตัวเล็กเสมอ
๒. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นต้องพิมพ์ร่วมกับชื่อกลุ่มสกุลเสมอ โดยไม่ต้องคำนึงว่า ชื่อกลุ่มสกุลนั้นๆได้รับการยอมรับหรือไม่ก็ตาม
๓. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นต้องไม่เหมือนกับชื่อที่เคยตั้งขึ้นแล้วหรือต่างกันเพียงเล็กน้อย เช่น furciferaและ furcigera เป็นต้น
๔. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นไม่ใช้คำที่เขียนรวมกันไม่ได้ หรือเป็นเครื่องหมายที่เขียนเป็นหนังสือไม่ได้
๕. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นเป็นเกียรติแก่บุคคลหรือสถานที่ทางภูมิศาสตร์ ไม่ควรจะใกล้เคียงกับชื่อที่เคยตั้งไว้แล้ว
๖. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นไม่ควรแต่เพียงเปลี่ยนคำนามที่ตั้งไว้แล้วด้วยการต่อท้ายคำให้เป็นคุณศัพท์เท่านั้น
๗. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งไม่ควรใช้คำว่า "typus"หรือ "typicus" เพราะจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการพิจารณาเรื่องความคิดเกี่ยวกับแบบ (type-concept)ของสัตว์ต่างๆ ในอนุกรมวิธานได้
๘. ชื่อกลุ่มชนิดไม่ควรใช้เป็นคำตลกขบขัน มีความหมายไม่ดี หรือไม่มีความหมาย เช่น Am-phionycha knownothing Thomson เป็นต้น
๙. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งไม่ควรเป็นคำก้าวร้าวหรือเป็นการดูหมิ่นศาสนา การเมือง บุคคล หรือยาวเกิดความจำเป็น
๑๐. ชื่อกลุ่มชนิดไม่ควรเป็นคำที่เลื่อนลอย ไม่มีความหมาย
๑๑. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นไม่เขียนสองแบบ เช่น ตัวเลขและตัวอักษร ควรเขียนเป็นตัวอักษรทั้งหมดตัวอย่างเช่น ๑๐-Lineata เขียนเป็น decemlineata
๑๒. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้น ถ้ามีเครื่องหมายอะโพสโทรฟี ยัติภังค์ (hyphen) หรือเครื่องหมายอื่น ให้ตัดออก เช่น terrae-novae เขียนเป็น terraenovaed'urvillei เขียนเป็น durvillei
๑๓. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นถ้าเป็นคำรวมกันให้เขียนรวมกัน ห้ามเขียนแยก
๑๔. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นถ้ามีเครื่องหมายอุม-โลต (ü) ให้ตัดเครื่องหมายนั้นออกแล้วเพิ่มด้วย "e" แทนเช่น mülleri เป็น muelleri
๑๕. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้น ถ้ามีหลายพยางค์ ต้องให้พยางค์เหล่านั้นเป็นภาษาเดียวกัน
๑๖. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นให้ใช้คำนำหน้า"Sub-" กับคำนามหรือคุณศัพท์ในภาษาละตินเท่านั้นและจะใช้นำหน้าชื่อคนไม่ได้
๑๗. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นให้ใช้คำนำหน้า "pseudo-" กับคำนามหรือศัพท์ในภาษากรีกเท่านั้น และจะใช้นำหน้าชื่อคนไม่ได้
๑๘. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นจะใช้คำต่อท้ายด้วย"-ides" และ "- oides" ได้เฉพาะกับคำนามในภาษา ละตินหรือกรีกเท่านั้น จะใช้ต่อท้ายชื่อคนไม่ได้
๑๙. ชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้งขึ้นต้องให้เพศเป็นไป ตามเพศของชื่อกลุ่มสกุลโดยถือหลักคำลงท้าย
[กลับหัวข้อหลัก]
|
|
หลักการเลือกชื่อกลุ่มชนิดที่ตั้ง
การเลือกชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสัตว์นั้น แม้จะมิได้มีหลักเกณฑ์ที่บังคับตายตัว แต่โดยทั่วๆไปแล้วมักจะเลือกชื่อจากสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ
๑. ตั้งตามลักษณะรูปร่าง เช่น มีรูปร่างใหญ่หรือเล็ก มีสีสันผิดแปลกตามตัวอื่น การตั้งชื่อก็ใช้ลักษณะรูปร่างดังกล่าวนี้เป็นเกณฑ์ เช่น หอยมือเสือชนิดที่มีขนาดใหญ่กว่าชนิดอื่นมีชื่อว่า ไทรดักนาไกกัส (Tridacna gigas) เป็นต้น
๒. ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคล ปัจจุบันการตั้งชื่อสัตว์ที่พบเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลนั้นได้กระทำการแพร่หลาย ดังนั้นจึงได้มีกฎเกณฑ์เพื่อใช้ปฏิบัติต่อไปนี้คือ
๑) ถ้าเป็นผู้ชายคนเดียว ลงท้ายด้วย "i" อ่านว่า "ไอ" ผู้ชายหลายคนหรือชื่อสกุลที่หมายรวมถึงผู้ชายและผู้หญิงลงท้ายด้วย "-orum" ผู้หญิงคนเดียวลงท้ายด้วย "-ae" อ่านว่า "อี" ผู้หญิงหลายคน ลงท้ายด้วย "-arum"
๒) ในกรณีที่ชื่อที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรตินั้นเป็นชื่อผู้ชายลงท้ายด้วย "-i" อยู่แล้วให้เพิ่ม "-i" เข้าไปตามกฎข้อ ๑) แม้ว่าจะเป็น "-ii" ก็ตาม
๓) ในกรณีที่ชื่อที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติเป็นชื่อผู้ชายลงท้ายด้วย "-us" ให้ตัด "-us" ออกแล้วเติม"-i" ตามกฎข้อ ๑) แม้จะเกิดเป็น "-ii" ก็ตาม
๔) ในกรณีที่ชื่อที่จะตั้งเพื่อเป็นเกียรตินั้นเป็นชื่อผู้หญิงที่ลงท้ายด้วย "-e" ต่อท้ายตามกฎด้วย"-ae" หรือจะตัด "-e" ออกก่อนแล้วต่อท้ายด้วย "-ae"
ก็ได้ หรือถ้าชื่อนั้นลงท้ายด้วย "-a" ให้ตัด "-a"ออกก่อน แล้วต่อ ท้ายตามกฎข้อ ๑)
๕) ถ้าจะทำให้ชื่อที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติเป็นคำคุณศัพท์เพศชายให้ต่อท้ายด้วย "-ianus" เพศหญิงให้ต่อท้ายด้วย "-iana" และไม่มีเพศให้ต่อท้ายด้วย "-ianum"
๖) ถ้าชื่อที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรตินั้นมีสองชื่อให้ใช้ชื่อที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป
๗) ถ้าชื่อที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรตินั้นตั้งจากชื่อแรก (forename) ให้เปลี่ยนหาจากศัพท์ในภาษา
คลาสสิกก่อน เช่น Ann, Anna, Anne เป็น annae
๘) ถ้าชื่อที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรตินั้นมีคำนำ หน้าเช่น
(๑) "Mac" "Mc" หรือ "M" ให้เขียนคำนำหน้าด้วยอักษรพิมพ์เล็ก และเขียนเต็ม เช่นMc Cook เป็น maccooki M'Coy เป็น maccoyi
(๒) ถ้าเป็น "O" ให้ตัดเครื่องหมายอะโพสโทรฟีออกและทำเป็นตัวพิมพ์เล็กและเขียนให้ติดกัน เช่น O'Brien เป็น obrieni O'Connor เป็นoconnori
(๓) คำนำหน้าชื่อ เช่น le, la, l', lesel, il, lo, du, de, des, del, della ให้เขียนนำหน้าด้วยอักษรตัวพิมพ์เล็กและคงคำนำหน้าชื่อไว้ และให้เขียน ติดกันเช่น La Farina เป็น lafarinai Lo Gato เป็นlogatoi
(๔) ถ้ามีคำนำหน้าชื่อที่มีความหมายในทางศาสนา เช่น ศาสนาคริสต์ ให้ตัดคำนำหน้าเสีย เช่น De Chellis เป็น chellisi St.Clair เป็นClairi
(๕) คำนำหน้าที่เป็นภาษาเยอรมันหรือดัทช์ ถ้าเขียนติดกันให้ลงเป็นพิมพ์เล็ก และดำเนินตามกฎข้างต้น ถ้าเขียนแยกกันให้ตัดคำนำข้างหน้าทิ้ง เช่น Vanhausen เป็น vanhauseni VonIhering เป็น iheringi
๓. ตั้งขึ้นตามชื่อในทางภูมิศาสตร์ มีหลักเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติดังนี้คือ
๑) ถ้าเป็นคำคุณศัพท์ให้ต่อท้ายด้วย"-ensis" , "-iensis", "-icus","-anus" แล้วเขียนนำด้วยตัวพิมพ์เล็ก เช่น Siam เป็น siamensis Mexico เป็น mexicanus
๒) ถ้าเป็นคำนามให้ทำเป็นสัมพันธการกเช่น Rome เป็น romae Arizona เป็น arizonae
๓) ชื่อทางภูมิศาสตร์ที่เป็นภาษาโรมัน หรือที่เขียนเป็นภาษาละติน ให้เขียนเข้ากับรากศัพท์เดิมเสมอ เช่น
(๑) ทำเป็นคำนามในสัมพันธการกเช่น Boredeaux เป็น burdigalae
(๒) ทำเป็นคุณศัพท์ต่อท้ายด้วย"-ensis","-iensis" เช่น London เป็น londinensis
๔. ชื่อกลุ่มชนิดตั้งตามลักษณะนิเวศวิทยาให้ถือหลักการตั้งชื่อตามเพศของชื่อกลุ่มสกุล เช่น subteranean เป็น subterraneus desert loving เป็น zero phila
(ดูเพิ่มเติมเรื่อง นก ปลา เล่ม ๑ และ ผีเสื้อในประเทศไทย เล่ม ๗)
[กลับหัวข้อหลัก]
|

| หอยมือเสือ (Tridacna gigas) |
 |
|
|
|
|
|