สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 4 > สมดุลของของเหลวในร่างกายสัตว์
สมดุลของของเหลวในร่างกายสัตว์  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 4
 
สมดุลของของเหลวในร่างกายสัตว์ โดย ม.ร.ว.พุฒิพงศ์ วรวุฒิ

          ในสัตว์ชั้นสูงขณะที่กินอาหารเข้าไปใหม่ๆ นั้น อาหารที่ถูกย่อยแล้วจะถูกดูดซึมจากลำไส้เล็กเข้าสู่ตาข่ายเส้นเลือดดำ  และท่อน้ำเหลืองรอบๆ ลำไส้ ทำให้ส่วนประกอบของสารภายในเลือดเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมากมาย เลือดดำจากลำไส้จะมีทั้งกรดอะมิโนซึ่งได้จากการย่อยของอาหารจำพวกโปรตีน น้ำตาลกลูโคสซึ่งได้จากการย่อยของอาหารจำพวกแป้ง กรด  มันและกลีเซอรัล ซึ่งเกิดจากการย่อยของอาหารพวกไขมัน ถ้าร่างกายไม่มีขบวนการเปลี่ยนสภาพของอาหารที่ดูดจากลำไส้เข้าสู่เลือดอย่างฉับพลันทันที แล้วจะมีผลทำให้ปริมาณของสารประกอบภายในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับให้ส่วนประกอบของสารต่างๆ ที่ละลายอยู่ในเลือดกลับคืนมาสู่สภาวะสมดุลได้  ชีวิตนั้นก็จะตายไปในที่สุด

        
 คนและสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิดสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โดยมีตับซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ไม่ไกลจากลำไส้เท่าใดนัก เส้นเลือดฝอยที่แผ่อยู่ที่ผนังลำไส้จะมารวมกันเป็นเส้นเลือดดำเส้นสั้นๆ แต่มีขนาดใหญ่เรียกว่า เส้นเลือดดำเฮปาติค พาร์ตัล  (hepatic partalvein) เส้นเลือดดำนี้ตรงมาที่ตับแล้วก็แตกออกเป็นตาข่ายของเส้นเลือดฝอยเล็กๆ ซอกแซกอยู่ในเนื้อเยื่อของตับก่อนที่จะรวมตัวกันใหม่อีกครั้งเป็นเส้นเลือดดำใหญ่นำเลือดจากตับไปรวมกับเส้นเลือดดำอื่นๆ เปิดเข้าสู่หัวใจ

        
เมื่อตับรับเอาเลือดที่นำอาหารที่ย่อยแล้วจากลำไส้เข้ามา ตับจะทำหน้าที่เป็นด่านสำคัญที่สุดในร่างกาย  คอยสกัดกั้นอาหารที่ถูกดูดเข้าสู่เส้นเลือด และคอยควบคุมให้อยู่ในระดับสมดุล หน้าที่ของตับที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสมดุลของของเหลวในเลือดมีดังนี้  คือ


 



ระบบเส้นเลือดที่หมุนเวียนผ่านลำไส้และตับ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

          อาหารจำพวกน้ำตาลซึ่งถูกดูดจากลำไส้เล็กผ่านเส้นเลือด เฮปาติค พาร์ตัล  เข้าสู่ตับนั้น  ถ้ามีปริมาณมากเกินไป ตับจะสะสมน้ำตาลส่วนเกินนี้เอาไว้โดยเปลี่ยนเป็นแป้ง  (ไกลโคเจน)  เพื่อเก็บเอาไว้ใช้ในยามที่ร่างกายต้องการ  ทำให้มีน้ำตาลเหลืออยู่ในเส้นเลือดที่ออกไปจากตับสูงกว่าที่พบในเส้นเลือดแดง ซึ่งนำน้ำตาลไปให้เซลล์ทั่วร่างกายใช้เพียงเล็กน้อยถ้าเลือดดำจากตับที่ผ่านเข้าสู่เส้นเลือดดำใหญ่วีนาคาวา ซึ่งรวมเลือดที่ใช้แล้วกลับสู่หัวใจมีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าเลือดแดงเมื่อไร ตับก็จะช่วยปรับให้เลือดดำซึ่งไหลเข้าสู่หัวใจมีระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นเท่ากับที่พบในเลือดแดง หลังจากเลือดดำได้รับออกซิเจนจากปอดก็จะไหลกลับหัวใจอีกครั้ง ดังนั้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงร่างกายนอกจากจะมีน้ำตาลสูงกว่าเลือดดำที่นำเลือดมาจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย (ยกเว้นจากตับ) แล้ว ยังมีออกซิเจนนำไปให้เซลล์ ใช้ต่อไปได้ด้วย

          ถ้าเรากินอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปจนตับไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นไกลโคเจนได้หมด  ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินไปเป็นไขมันแล้วนำไปสะสมไว้ในเยื่อมันตามแหล่งต่างๆ ทั่วร่างกาย

          
แม้ว่าจะมีน้ำตาลส่วนเกินถูกดูดมาจากลำไส้มากเท่าไรก็ตามตับก็จะคอยช่วยขจัดปริมาณของน้ำตาลส่วนเกินที่ได้จากอาหารได้อย่างมหัศจรรย์ยิ่ง ยกเว้นผู้ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับตับ เช่น  ตับแข็งเนื่องจากดื่มสุรามากเกินไป  ไวรัสลงตับหรือเป็นมะเร็งที่ตับ ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นไกลโคเจนและไขมันของตับลดลง ถ้าถึงขั้นตับไม่สามารถทำงานได้เลยแล้ว ก็จะทำให้ตายได้ เพราะร่างกายจะไม่สามารถรักษาสมดุลของของเหลวได้อีกต่อไป

          คนที่กินข้าวมากๆ ถ้าไม่ออกกำลังกายมักจะอ้วนลงพุง เพราะตรงบริเวณท้องน้อยมีเยื่อมันมากกว่าบริเวณอื่น จึงเก็บไขมันซึ่งได้จากการเปลี่ยนแปลงของน้ำตาลกลูโคสส่วนเกินได้มาก

          เวลาร่างกายขาดอาหาร ขบวนการต่างๆ ที่กล่าวมาจะเกิดขึ้นในทางตรงข้ามเพราะเส้นเลือดซึ่งนำเลือดจากลำไส้เล็กสู่เส้นเลือดดำเฮปาติค พาร์ตัล ซึ่งไหลเข้าสู่ตับไม่มีน้ำตาลกลูโคสหรือมีอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติมาก ในสภาวะเช่นนี้ตับจะทำให้เกิดสมดุลของน้ำตาลในเลือดขึ้นได้ โดยสลายโมเลกุลของไกลโคเจนที่สะสมเอาไว้ออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสทำให้เลือดในเส้นเลือดเฮปาติคจากตับ ซึ่งเปิดเข้าสู่เส้นเลือดดำใหญ่วีนาคาวามีปริมาณของน้ำตาลกลูโคสเพิ่มขึ้นช่วยรักษาระดับของน้ำตาลในเลือดให้สมดุลได้

          ตับของคนปกติสามารถให้น้ำตาลแก่เลือดในขณะที่ร่างกายขาดอาหารได้นานประมาณ  ๒๔  ชั่วโมง  แต่ถ้านานเกินกว่านั้นแล้วร่างกายยังขาดอาหารอยู่ตับก็จะช่วยเปลี่ยนกรดอะมิโนให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและเนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น  กล้ามเนื้อก็จะช่วยเปลี่ยนไกลโคเจน ซึ่งเก็บสะสมไว้เป็นน้ำตาลได้ด้วย แต่โดยทั่วไปแล้วน้ำตาลที่พบในเลือดมาจากตับไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อ  น้ำตาลที่ได้จากกล้ามเนื้อใช้เฉพาะที่เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อเท่านั้น

         สมดุลของน้ำตาลในเลือดนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ ถ้าระดับต่ำกว่าปกติจะทำให้ตายได้ง่าย  เพราะเนื้อเยื่อต่างๆ ของสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสมองมีความไวต่อระดับน้ำตาลในเลือดมาก สมองจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้เมื่อระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำกว่าปกติ

         การที่ตับทำหน้าที่ได้อย่างมหัศจรรย์ในการรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือดอยู่ได้ก็เพราะมีฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมไร้ท่อหลายชนิดในร่างกายคอยควบคุมอยู่ เช่น อินซูลินและกลูคากอนจากตับอ่อน และกลูโคคอติคอยส์จากเปลือกนอกของต่อมหมวกไต เป็นต้น


[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ควบคุมเมตาโปลิซึมของกรดอะมิโน

          นอกจากน้ำตาลกลูโคสแล้ว กรดอะมิโนซึ่งได้จากการย่อยอาหารประเภทโปรตีนก็จะถูกดูดสู่เส้นเลือดที่ผนังลำไส้แล้วเข้าสู่ตับทางเส้นเลือดเฮปาติค  พาร์ตัลตามลำดับ  เมื่อเลือดผ่านตับตับจะสกัดกรดอะมิโนจากเลือดโดยสะสมไว้ชั่วคราวก่อนแล้วจึงค่อยๆ ปล่อยออกไปทางเส้นเลือดดำเฮปาติคที่ละน้อยๆ เพื่อนำไปให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเอาไปใช้สังเคราะห์เอนไซม์  ฮอร์โมน หรือสร้างโพรโทพลาซึมขึ้นมาใหม่ ส่วนกรดอะมิโนที่เหลือจะถูกตับเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลกลูโคส ไกลโคเจน และไขมัน เพราะร่างกายของสัตว์ไม่สามารถเก็บกรดอะมิโนหรือโปรตีนสะสมเอาไว้ได้เป็นเวลานานๆ เหมือนกับพืชจำเป็นจะต้องถูกเปลี่ยนเป็นไขมันหรือแป้งก่อนเสมอ

          ในการเปลี่ยนกรดอะมิโนเป็นสารอื่นนั้น จะมีการกำจัดอนุมูล อะมิโน (NH2 ออกไปจากโมเลกุลของกรดอะมิโน ขบวนการนี้เรียกว่า ดีอะมิเนชั่น (deamination) ซึ่งจะมีการปล่อยแอมโมเนีย (NH3) ออกมา แอมโมเนียเป็นของเสียที่เป็นพิษ ตับของคน
และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมสามารถทำให้แอมโมเนียไปรวมตัวกับคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นยูเรียซึ่งเป็นสารที่มีพิษน้อยกว่าได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าแต่ละโมเลกุลของยูเรียที่เกิดขึ้นต้องใช้  อะดิโนซีน  ไทรฟอสเฟต (adenosine triphosphate  หรือ ATP) ซึ่งเป็นสารที่พบอยู่ภายในเซลล์ที่มีชีวิตทั่วไป สารนี้เมื่อสลายอนุมูลฟอสเฟตออกมาแล้วจะได้เป็นอะดิโนซีน ไดฟอสเฟต หรือ ADP และพลังงานซึ่งจำเป็นสำหรับเริ่มต้นของขบวนการต่างๆ ภายในเซลล์

          ยูเรียเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี เมื่อตับสกัดออกมาก็จะถูกเส้นเลือดดำเฮปาติค ลำเลียงไปสู่ไตเพื่อให้ไตกำจัดออกนอกร่างกาย

          ตับของสัตว์พวกนกและสัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยอยู่บนบก  ซึ่งเป็นสัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่  มีเอนไซม์ในร่างกายที่สามารถเปลี่ยนแอมโมเนียให้เป็นกรดยูริค ซึ่งเป็นสารประกอบที่สลับซับซ้อนกว่ายูเรียมาก แต่ก็เป็นสารที่ไม่มีพิษมากเหมือนแอมโมเนีย

         ถ้าตับไม่ทำงาน หรือถูกตัดออกจากร่างกายจะไม่มีขบวนการดีอะมิเนชันและมี
ยูเรียและกรดยูริคเกิดขึ้น จากการทดลองพบว่ากระต่ายและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมส่วนมากเมื่อมีแอมโมเนียเกินกว่า ๕  มิลลิกรัมต่อเลือด ๑๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรจะตาย  สำหรับสัตว์ชั้นต่ำ เช่น  ปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอาจทนได้มากกว่านี้ สัตว์ซึ่งขับถ่ายกรดยูริคออกมา   เช่น  นก และสัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยอยู่บนบก เมื่อปัสสาวะออกมาแล้วกรดยูริคจะตกผลึกแข็งตัวในทันที เพราะกรดยูริคไม่ละลายน้ำ  คนบางคนมีเมตาโบลิซึมของโปรตีนผิดปกติ  ทำให้มีกรดยูริคในเลือดได้มากกว่าปกติเกิดเป็นโรคเก๊าท์ (gout) เพราะเมื่อมีกรดยูริคเกิดขึ้นมาก กรดยูริคจะเริ่มตกตะกอนตามข้อเท้า และข้อมือทำให้มีอาการบวมขึ้นตรงบริเวณข้อต่อของอวัยวะเหล่านี้ และเกิดเจ็บปวดมากถึงขนาดเดินหรือจับของอะไรไม่ได้เลย โรคชนิดนี้ไม่ค่อยพบในคนไทย  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนไทยรับประทานอาหารประเภทโปรตีนน้อยกว่าฝรั่ง อาหารที่แสลงที่สุดของผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์ก็คือ เครื่องในสัตว์เพราะถ้ารับประทานเข้าไปจะไปเพิ่มปริมาณของกรดยูริคให้สูงมากขึ้น

         ของเสียดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นแอมโมเนีย ยูเรีย หรือกรดยูริค เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะถูกเลือดนำไปให้อวัยวะขับถ่ายกำจัดออกไปจากร่างกายโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อทำให้ของเหลวภายในร่างกายสัตว์อยู่ในสภาวะสมดุล  และไม่เป็นพิษต่อร่างกาย


[กลับหัวข้อหลัก]

โครงสร้างของกรดยูริค

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• ม.ร.ว. พุฒิพงศ์ วรวุฒิ

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 4 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
กลไกของการขจัดของเสียที่เป็นของเหลว
การนำก๊าซหายใจเข้าไปสันดาปกับอาหารภายในเซลล์ของสิ่งทีชิวิต
การเปลี่ยนแปรของมวลอากาศ
การหมุนเวียนทั่วไปของบรรยากาศ
ขบวนการแอคทีฟ ทรานสปอร์ต ภายในเซลล์อวัยวะขับถ่าย
ความสามารถของรถจักร
รถไฟ
ลมกรด
ศาสนาสิกข์
อาคาร
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 26
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 4 > สมดุลของของเหลวในร่างกายสัตว์