สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13 > วิธีเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกราม
วิธีเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกราม  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13
 
วิธีเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกราม โดย นายทรงชัย สหวัชรินทร์
           ปัจจุบันนี้การเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกรามทำได้ ๒ วิธีใหญ่ๆ คือ การเพาะพันธุ์ระบบปิด โดยใช้น้ำหมุนเวียนภายในบ่อแต่ผ่านที่กรอง (filter) ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยชั้นทราย จะช่วยลดปริมาณแอมโมเนียมและไนไทรต์ที่ลูกกุ้งถ่ายออกมาได้ วิธีนี้สะดวกในการควบคุมคุณสมบัติของน้ำและไม่ต้องใช้น้ำทะเลมาก จากผลของการทดลองของนักวิชาการปรากฏว่า วิธีนี้จะได้ผลค่อนข้างแน่นอน ส่วนอีกวิธีหนึ่งเป็นการเพาะพันธุ์โดยวิธีธรรมดา มีการเปลี่ยนน้ำบ่อย วันเว้นวัน หรือทุก ๒-๓ วัน ครั้งละประมาณร้อยละ ๑๐-๕๐ ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ที่อยู่ไกลจากน้ำทะเล การเพาะพันธุ์โดยวิธีนี้เรียกว่า การเพาะพันธุ์ระบบเปิด บางแห่งนิยมใช้น้ำเขียวที่ได้จากบ่อเลี้ยงปลาหมอเทศหรือปลานิลมาใช้เลี้ยงกุ้ง น้ำเขียวนี้ก็คือน้ำที่มีสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็ก ส่วนใหญ่เป็นพวกคลอเรลลา (Chlorella) ดูนาเลียลลา (Dunaliella) สาหร่ายเหล่านี้เป็นตัวควบคุมชีวเคมีของน้ำภายในบ่อ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

การอนุบาลลูกกุ้ง
          อาจเลี้ยงในบ่อหรือในกระชังก็ได้ ข้อควรระวังในการเลี้ยงลูกกุ้งหลังคว่ำหรือการอนุบาลกุ้งวัยรุ่น คือ อย่าเลี้ยงในที่แคบหรือปล่อยให้มีลูกกุ้งอยู่หนาแน่นจนเกินไป และอย่าปล่อยไว้นานเกิน ๒ เดือน เพราะจะทำให้อัตราการสูญหายสูงมาก  เนื่องจากลูกกุ้งกินกันเอง วิธีที่จะช่วยได้คือ หาที่หลบซ่อน เช่น นำอวน พันธุ์ไม้น้ำ ฯลฯ ใส่ไว้ด้วย และให้อาหารวันละ ๒ ครั้ง เช้าและเย็น ใช้อาหารจำพวกปลาสด หอยสดหรืออาหารผสม

         การขนย้ายลูกกุ้งในกรณีที่บ่อเลี้ยงกุ้งหรือฟาร์มกุ้งอยู่ห่างจากแหล่งเพาะพันธุ์กุ้ง จำเป็นต้องบรรจุลูกกุ้งลงในถุงพลาสติกอัดออกซิเจน หรือใส่ถังให้อากาศตลอดเวลา ควรแยกตะกอนและเศษอาหารก่อนบรรจุ ทั้งนี้เพื่อมิให้มีเศษตะกอนและเศษอาหารเหลือตกค้าง ในการบรรจุลูกกุ้งเพื่อเดินทางไกลๆ ใช้เวลา ๖-๑๒ ชั่วโมง ควรบรรจุลูกกุ้งเพียง ๓๐๐-๔๐๐ ตัว ต่อน้ำ ๑ ลิตร เป็นอย่างสูง ควรใช้น้ำเดิมจากบ่อเพาะเลี้ยงลูกกุ้งในการบรรจุ ทั้งนี้เพราะโอกาสที่ลูกกุ้งจะลอกคราบในระหว่างการขนย้ายจะน้อยลงโดยบรรจุออกซิเจน ๔ ส่วน  น้ำ ๑ ส่วน ในขณะขนส่งควรให้น้ำมีอุณหภูมิ ๒๐-๒๔ องศาเซลเซียส



[กลับหัวข้อหลัก]

บ่อเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกราม

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การปล่อยลูกกุ้ง
          เมื่อลำเลียงพันธุ์ลูกกุ้งถึงบ่อหรือแหล่งน้ำที่จะปล่อยลูกกุ้ง จะต้องปรับอุณหภูมิของน้ำในภาชนะหรือถุงที่บรรจุลูกกุ้งให้ใกล้เคียงกับน้ำภายนอกภาชนะเสียก่อน แล้วปล่อยลูกกุ้งให้คุ้นกับน้ำใหม่อย่างน้อย ๑๕ นาที เพื่อให้ลูกกุ้งปรับตัวเข้ากับน้ำในบ่อหรือแหล่งน้ำได้ หากไม่ปรับอุณหภูมิของน้ำในภาชนะที่บรรจุลูกกุ้งให้ใกล้เคียงกับน้ำภายนอกภาชนะก่อนปล่อยลูกกุ้งลงไป ลูกกุ้งอาจช็อคตายได้

[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การเตรียมน้ำ
          ใช้น้ำทะเลผสมกับน้ำจืดในอัตราส่วน ๓  ต่อ ๔ หรือมีความเค็ม ๑๒-๑๕  ส่วนในพัน (ppt.) การตรวจวัดความเค็มทำได้หลายวิธี เช่น วิธีไทเทรตกับสารละลายซิลเวอร์ไนเทรต (AgNO) หรือใช้เครื่องมือวัดความเค็ม (Salinometer) และอีกวิธีหนึ่งเป็นวิธีง่ายๆ คือ ใช้ไฮโดรมิเตอร์ (hydrometer) ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ปรอทวัดความเค็ม จุ่มลงในภาชนะใส่น้ำเค็มเพื่อหาค่าความถ่วงจำเพาะ (ถ.พ.) แล้วเทียบหาค่าความเค็ม

          วิธีผสมน้ำให้ได้ความเค็มที่ต้องการ
          ใช้สูตรการหาความเข้มข้นของสารละลายคือ NV = NV๒  หรือ 
          ปริมาตรของน้ำที่ต้องการ = ความเค็มเดิมของน้ำ x ปริมาตรเดิมของน้ำ
                                                             ความเค็มของน้ำที่ต้องการ

          ปริมาตรของน้ำที่ต้องการ คือ ระดับของน้ำเป็นเซนติเมตรหรือเมตร หรือปริมาตรของน้ำที่มีความเค็มเท่าที่เราต้องการ ซึ่งจะเป็นปริมาตรที่รวมทั้งปริมาตรเดิมของน้ำและน้ำจืดที่เติมเข้าไป

          ความเค็มเดิมของน้ำ คือ ความเค็มของน้ำทะเล

          ปริมาตรเดิมของน้ำ คือ ระดับของน้ำเป็นเซนติเมตรหรือเมตร หรือปริมาตรของน้ำทะเลที่มีอยู่เดิม

          ความเค็มของน้ำที่ต้องการ คือ ความเค็มที่เรากำหนดขึ้น เช่น ความเค็มของน้ำทะเลเดิม ๓๔ ส่วนในพัน ถ้าต้องการเอาน้ำไปเพาะฟักกุ้งก้ามกรามซึ่งจะใช้ความเค็มระหว่าง ๑๒-๑๕ ส่วนในพัน เราก็กำหนดความเค็มของน้ำที่ต้องการไว้เป็น ๑๓ ส่วนในพัน เป็นต้น

          ตัวอย่าง ปริมาตรเดิมของน้ำมีระดับน้ำสูง ๒๐ เซนติเมตร มีความเค็ม ๓๔ ส่วนในพัน ต้องการทำให้น้ำมีความเค็ม ๑๓ ส่วนในพัน ฉะนั้นจะต้องเติมน้ำให้ได้ระดับ
                          = ๓๔ x ๒๐
                                       ๑๓

                          = ๕๒.๓ เซนติเมตร

          ในบางกรณีนี้เราจะต้องเติมน้ำจืดรวมกับระดับน้ำเดิมให้ได้ ๕๒.๓ เซนติเมตร หรือใช้น้ำจืดเพิ่มขึ้น ๕๒.๓-๒๐.๒ = ๓๒.๓ เซนติเมตร

          การคำนวณหาปริมาตร ถ้าเป็นพื้นที่หน้าตัดที่มีพื้นที่เท่ากัน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องคำนวณเป็นปริมาตร คำนวณเป็นระดับความลึกของน้ำ ดังตัวอย่าง คำตอบที่ได้ก็เท่ากัน เมื่อผสมน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรตรวจสอบความเค็มอีกครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากว่าอุณหภูมิของน้ำที่เติมลงไปที่หลังอาจไม่เท่ากับอุณหภูมิของน้ำทะเลเดิม ทำให้น้ำที่ผสมแล้วมีความเค็มผิดพลาดไปได้บ้าง





[กลับหัวข้อหลัก]

ไฮโดรมิเตอร์หรือปรอทวัดความเค็ม


การเตรียมน้ำสำหรับเพาะพันธุ์กุ้ง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การคัดเลือกแม่กุ้ง
           เมื่อเตรียมน้ำในบ่อเรียบร้อยแล้ว ควรคัดเลือกแม่กุ้งที่มีขนาดโตและมีไข่แก่ โดยสังเกตสีของไข่กุ้งที่ติดอยู่ที่ท้องเป็นสีน้ำตาลเทา นำมาปล่อยในบ่อเพาะพันธุ์ที่เตรียมไว้โดยให้อากาศเป่าตลอดเวลา ปล่อยไว้จนกว่าไข่กุ้งจะฟักออกเป็นตัวแล้วจึงจับเอาแม่กุ้งออกจากบ่อเพาะ บ่อเพาะพันธุ์ควรมีขนาด ๐.๕-๑๐  ตัน ถ้าบ่อใหญ่มากจะมีปัญหาเรื่องการใช้จำนวนแม่กุ้งมาก ซึ่งบางทีไข่แก่ไม่พร้อมกันทำให้ลูกกุ้งมีอายุและขนาดต่างกันในบ่อเดียวกัน จะมีปัญหาเรื่องลูกกุ้งตัวใหญ่กินตัวเล็กและการคว่ำตัวของลูกกุ้งจะไม่พร้อมกัน ถ้าบ่อเล็กเกินไปจะทำให้คุณสมบัติของน้ำเปลี่ยนเร็ว กุ้งอาจตายง่ายขึ้น



[กลับหัวข้อหลัก]

แม่กุ้งขนาดโตและมีไข่แก่

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การพัฒนาและการเจริญเติบโตของตัวอ่อน

          หลังจากไข่ได้รับการผสมจากเชื้อตัวผู้แล้วจะมีการแบ่งตัวของเซลล์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นอวัยวะต่างๆ เกือบสมบูรณ์ แล้วจึงฟักออกจากไข่ ใช้ระยะเวลาประมาณ ๑๙ วัน ยังมีลักษณะไม่เหมือนพ่อแม่ ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ จากนั้นจะเจริญเติบโตด้วยการลอกคราบอีก ๑๒ ครั้ง จึงจะมีลักษณะเหมือนพ่อแม่ การลอกคราบแต่ละครั้งจะใช้เวลา ๑-๕ วัน ซึ่งจะมีรูปร่างเปลี่ยนไปทุกครั้งจนถึงระยะสุดท้ายที่เรียกว่า ตัวอ่อนวัยสุดท้าย (post  larva) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า กุ้งคว่ำ ลูกกุ้งจะมีลักษณะเหมือนพ่อแม่ทุกประการ ลำตัวใส สามารถควบคุมการทรงตัวในการว่ายน้ำได้ และจะเกาะอยู่พื้นหรือขอบบ่อ


[กลับหัวข้อหลัก]

แผนภาพแสดงวงจรชีวิตของกุ้งก้ามกราม

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
อาหารและการให้อาหาร
           เราควรเริ่มให้อาหารเมื่อลูกกุ้งมีอายุประมาณ ๒-๓ วัน ระยะแรกควรให้อาหารพวกไรน้ำขนาดเล็ก เช่น ไรแดง และตัวอ่อนและอาร์ทิเมีย (artemia) หรือ ไรสีน้ำตาลที่ฟักออกเป็นตัวใหม่ๆ ประมาณวันละ ๒ ครั้ง เช้าและบ่าย จนกว่าลูกกุ้งจะอายุประมาณ ๑ สัปดาห์ จากนั้นจึงให้อาหารอื่นสมทบ ซึ่งได้แก่ เนื้อปลา เนื้อหอยสด ไข่แดงอัดเม็ดหรือไข่ตุ๋นบดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ล้างน้ำผ่านตะแกรงหรือผ้ากรองขนาดตาต่างๆ กัน คือ ๔๐ ๓๔ และ ๒๔ ตาต่อนิ้ว แยกให้ลูกกุ้งกินตามขนาดแรกๆ ให้กินชิ้นเล็กสุด และค่อยๆ ให้ทีละน้อยๆ จนลูกกุ้งคุ้นกับอาหาร จึงเพิ่มทั้งปริมาณและขนาดของอาหารให้มากขึ้นตามอายุของกุ้ง การให้อาหารนี้ควรให้ทุก ๒-๔ ชั่วโมง ในเวลากลางวัน และให้อาร์ทิเมียในเวลาเย็น

          การเพาะฟักไข่อาร์ทิเมียต้องเพาะในน้ำเค็มหรือน้ำกร่อยที่มีความเค็ม ๑๒-๓๕ ส่วนในพัน ใช้เวลาเพาะ ๒๔-๔๘ ชั่วโมงจึงออกเป็นตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและสายพันธุ์ของไข่อาร์ทิเมีย ไข่อาร์ทิเมียแห้งควรเก็บรักษาไว้ในถุงหรือภาชนะที่มีออกซิเจนและความชื้นน้อยที่สุด  มิฉะนั้นจะทำให้คุณภาพของไข่อาร์ทิเมียเสื่อมลง ภาชนะที่ใช้เพาะอาร์ทิเมียควรมีลักษณะทรงกระบอก สูงหรือรูปกรวย ให้มีอากาศเป่าแรงๆ จะทำให้น้ำหมุนเวียนทั่วถึง ไข่ไม่ตกตะกอน ควรเพาะไข่อาร์ทิเมีย ๑ ช้อนแกง (ประมาณ ๓ กรัม) ต่อน้ำ ๒-๔ ลิตร

[กลับหัวข้อหลัก]

ไรแดง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การถ่ายน้ำ
           น้ำที่ใช้เลี้ยงลูกกุ้งควรมีความเค็ม ๑๒-๑๕ ส่วนในพัน ความหนาแน่นของลูกกุ้งควรอยู่ระหว่าง ๔๐-๘๐ ตัวต่อลิตร เมื่อลูกกุ้งอายุ ๑๐ วัน ควรเปลี่ยนน้ำออกประมาณสองในสามของบ่อ หลังจากนั้นควรเปลี่ยนน้ำทุก ๒-๓ วัน ครั้งละประมาณร้อยละ ๓๐-๕๐ โดยใช้ความเค็มเท่าเดิมจนกว่าลูกกุ้งจะคว่ำหมดหรือคว่ำประมาณร้อยละ ๙๐ จากนั้นจึงลดความเค็มลงจนเป็นน้ำจืด
           ทุกเช้าก่อนให้อาหารต้องใช้สายยางดูดเอาเศษอาหารและตะกอนก้นบ่อออกเสียก่อนแล้วจึงถ่ายน้ำ ถ้าเพาะกุ้งโดยใช้ระบบปิดไม่ต้องเปลี่ยนน้ำเพียงแต่เติมน้ำที่ลดลงให้เท่าเดิม

[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
คุณสมบัติของน้ำ
          อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ ๒๙-๓๑ องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำ  ลูกกุ้งไม่ค่อยกินอาหารและโตช้า
          ออกซิเจน จะต้องให้มีออกซิเจนในน้ำไม่น้อยกว่า ๔ ส่วนในล้าน ดังนั้น จึงต้องใช้เครื่องเป่าอากาศตลอดเวลา
          แอมโมเนียและไนไทรต์ สารละลายที่มีพิษในบ่อลูกกุ้งที่สำคัญ คือ แอมโมเนียและไนไทรต์ สารทั้งสองเกิดจากการขับถ่ายของเสียของลูกกุ้ง ถ้าความเข้มข้นของสารทั้งสองมีมากจะทำให้ลูกกุ้งมีอัตราการเจริญเติบโตต่ำ และอาจทำให้ลูกกุ้งตายได้ ฉะนั้น จึงควรควบคุมแอมโมเนียไม่ให้สูงเกินกว่า ๐.๑ มิลลิกรัมต่อลิตร และไนไทรต์ไม่ให้เกิน ๑.๕ มิลลิกรัมต่อลิตร
          ความเป็นกรด-ด่าง ความเป็นกรด-ด่างของน้ำจะมีผลเสียต่อลูกกุ้งเมื่อต่ำหรือสูงกว่า ๗-๘.๕


[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ศัตรูและโรค
          ในการเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกรามนั้น จะต้องรักษาน้ำ อาหาร อากาศ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเพาะพันธุ์ให้สะอาด และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการป้องกันศัตรูและโรคของลูกกุ้งได้ดีที่สุด และในทางปฏิบัติความสกปรกของอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงเพาะฟักและความผิดพลาดทางเทคนิคของการเพาะเลี้ยงเป็นสาเหตุให้ประสบปัญหาเกี่ยวกับศัตรูและโรคเป็นประจำ บางครั้งทำให้ได้ผลิตผลต่ำมากหรือไม่ได้เลย พอจะประมวลสาเหตุได้ ดังนี้

          ๑. น้ำที่ใช้เพาะพันธุ์ไม่มีการกรองหรือไม่สะอาดเพียงพอ ทำให้มีสัตว์ขนาดเล็กเล็ดลอดเข้าไปเจริญเติบโตในถังเพาะพันธุ์กุ้งได้ และจะกินลูกกุ้งหรือปล่อยสารพิษออกมาทำให้ลูกกุ้งตาย สัตว์เหล่านี้ได้แก่ ลูกปลา และไฮโดรซัว (Hydrozoa) ซึ่งมีวิธีป้องกันได้โดยการกรองน้ำ หรือใช้สารเคมีฆ่าเชื้อต่างๆ ให้น้ำสะอาดเสียก่อน เมื่อสารเคมีหมดฤทธิ์จึงนำมาใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งวัยอ่อน ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคและศัตรูทุกชนิด

          ๒. สัตว์เซลล์เดียว (Protozoa) ได้แก่ ซูแทมเนียม (Zoothamnium  sp.) เอพิสไทลิส (Epistylis sp.) และลาจีนอฟรีส (Lagenophrys sp.) ซึ่งอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เกาะอยู่ข้างลำตัวกุ้ง
              วิธีรักษา ใช้น้ำยาฟอร์มาลิน (Forma-lin) ใส่ในถังเพาะพันธุ์ให้มีความเข้มข้น ๒๕-๕๐ ส่วนในล้าน (ppm.) หรือใส่จุนสี (CuSo) ละลายน้ำในอัตราส่วน ๐.๐๐๒๕ กรัมต่อน้ำ ๑ ตัน

          ๓. บัคเตรี จำพวกไวบริโอ (Vibrio sp.) และซูโดโมนัส (Pseudomonas sp.) เมื่อเกิดกับตัวกุ้งจะมีลักษณะสีขาวขุ่น เมื่อเป็นแล้วลูกกุ้งไม่ค่อยกินอาหาร จะทำให้อ่อนแอและตายไปในที่สุด
              วิธีรักษา ใช้ยาจำพวกยาปฏิชีวนะ (antibiotic) เช่น ยาฟูราเนซ (furanace) ใส่ในอัตรา ๐.๑  ส่วนในล้าน ออกซีเททระไซคลิน (Oxytetracycline) ในอัตรา ๒-๕ กรัมต่อน้ำ ๑ ตัน

          นอกจากศัตรูและโรคดังกล่าวยังพบโรคเรืองแสง ซึ่งยังไม่พบวิธีรักษาที่ได้ผล นอกจากป้องกันโดยการฆ่าเชื้อในน้ำทะเลก่อนที่จะนำมาใช้เลี้ยงลูกกุ้ง

          เมื่อลูกกุ้งคว่ำลงเกาะพื้นก้นบ่อ ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๓๐-๔๕ วัน สามารถนำไปเลี้ยงในบ่อใหญ่ได้ แต่ก่อนที่จะนำไปเลี้ยงในบ่อใหญ่ควรอนุบาลลูกกุ้งต่อไปอีก ๑-๒ เดือน ทั้งนี้เพื่อให้ลูกกุ้งแข็งแรงพอเสียก่อน




[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายทรงชัย สหวัชรินทร์

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การเล่นกลางแจ้งและในร่ม
การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
ข้อควรระวังในทางเทคนิคบางประการ
ชีวิตคนชนบทกับชีวิตคนในเมือง
ตุ๊กตาที่ใช้ในพิธีกรรม
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ระบำ
เรือนไทย
ลักษณะการจัดผังของหมู่บ้าน
อาหารไทยแท้และอาหารไทยแปลง
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 26
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13 > วิธีเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกราม