ใช้น้ำทะเลผสมกับน้ำจืดในอัตราส่วน ๓ ต่อ ๔ หรือมีความเค็ม ๑๒-๑๕ ส่วนในพัน (ppt.) การตรวจวัดความเค็มทำได้หลายวิธี เช่น วิธีไทเทรตกับสารละลายซิลเวอร์ไนเทรต (AgNO
๓) หรือใช้เครื่องมือวัดความเค็ม (Salinometer) และอีกวิธีหนึ่งเป็นวิธีง่ายๆ คือ ใช้ไฮโดรมิเตอร์ (hydrometer) ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า
ปรอทวัดความเค็ม จุ่มลงในภาชนะใส่น้ำเค็มเพื่อหาค่าความถ่วงจำเพาะ (ถ.พ.) แล้วเทียบหาค่าความเค็ม
วิธีผสมน้ำให้ได้ความเค็มที่ต้องการ
ใช้สูตรการหาความเข้มข้นของสารละลายคือ N
๑V
๑ = N
๒V
๒ หรือ
ปริมาตรของน้ำที่ต้องการ =
ความเค็มเดิมของน้ำ x ปริมาตรเดิมของน้ำ
ความเค็มของน้ำที่ต้องการ
ปริมาตรของน้ำที่ต้องการ คือ ระดับของน้ำเป็นเซนติเมตรหรือเมตร หรือปริมาตรของน้ำที่มีความเค็มเท่าที่เราต้องการ ซึ่งจะเป็นปริมาตรที่รวมทั้งปริมาตรเดิมของน้ำและน้ำจืดที่เติมเข้าไป
ความเค็มเดิมของน้ำ คือ ความเค็มของน้ำทะเล
ปริมาตรเดิมของน้ำ คือ ระดับของน้ำเป็นเซนติเมตรหรือเมตร หรือปริมาตรของน้ำทะเลที่มีอยู่เดิม
ความเค็มของน้ำที่ต้องการ คือ ความเค็มที่เรากำหนดขึ้น เช่น ความเค็มของน้ำทะเลเดิม ๓๔ ส่วนในพัน ถ้าต้องการเอาน้ำไปเพาะฟักกุ้งก้ามกรามซึ่งจะใช้ความเค็มระหว่าง ๑๒-๑๕ ส่วนในพัน เราก็กำหนดความเค็มของน้ำที่ต้องการไว้เป็น ๑๓ ส่วนในพัน เป็นต้น
ตัวอย่าง ปริมาตรเดิมของน้ำมีระดับน้ำสูง ๒๐ เซนติเมตร มีความเค็ม ๓๔ ส่วนในพัน ต้องการทำให้น้ำมีความเค็ม ๑๓ ส่วนในพัน ฉะนั้นจะต้องเติมน้ำให้ได้ระดับ
= ๓๔ x
๒๐
๑๓
= ๕๒.๓ เซนติเมตร
ในบางกรณีนี้เราจะต้องเติมน้ำจืดรวมกับระดับน้ำเดิมให้ได้ ๕๒.๓ เซนติเมตร หรือใช้น้ำจืดเพิ่มขึ้น ๕๒.๓-๒๐.๒ = ๓๒.๓ เซนติเมตร
การคำนวณหาปริมาตร ถ้าเป็นพื้นที่หน้าตัดที่มีพื้นที่เท่ากัน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องคำนวณเป็นปริมาตร คำนวณเป็นระดับความลึกของน้ำ ดังตัวอย่าง คำตอบที่ได้ก็เท่ากัน เมื่อผสมน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรตรวจสอบความเค็มอีกครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากว่าอุณหภูมิของน้ำที่เติมลงไปที่หลังอาจไม่เท่ากับอุณหภูมิของน้ำทะเลเดิม ทำให้น้ำที่ผสมแล้วมีความเค็มผิดพลาดไปได้บ้าง
[กลับหัวข้อหลัก]