สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก > วัดประจำรัชกาล
วัดประจำรัชกาล  
 

 
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
 
วัดประจำรัชกาล โดย นายทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา
          ในการนำชาวต่างประเทศชมความงดงามของบ้านเมืองในประเทศไทย  รายการสำคัญที่จะขาดมิได้คือ การนำชมวัดต่าง  ๆ  ทั้งนี้เพราะวัดถือเป็นศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรมไทยไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม  ประติมากรรมจิตรกรรม  และงานช่างศิลป์ทั้งปวง แม้แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ชาวต่างประเทศส่วนใหญ่ต้องเดินทางโดยเรือ เมื่อผ่านปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามา ก็จะพบพระสมุทรเจดีย์ก่อนสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ  อย่างอื่น จนเข้ามาถึงใจกลางพระนครก็จะเห็นพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามสูงเด่นเป็นสง่าและงดงามยิ่ง จนเป็นที่ยอมรับนับถือกันว่า  พระพุทธปรางค์องค์นี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย

          การสร้างวัดในสมัยแรกนั้น สืบเนื่องมาจากการถวายที่ดินซึ่งเป็นป่าเป็นสวน ให้เป็นที่พักของพระภิกษุสงฆ์ และเพื่อสร้างเป็นอนุสรณ์แห่งพุทธศาสนา  ด้วยการสร้างพระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรืออัฐิบุคคลสำคัญในพุทธศาสนา  ต่อมา วัตถุประสงค์ของการสร้างวัดได้เน้นหนักไปในทางสร้างให้เป็นวัดประจำตระกูล สำหรับเป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลและบรรจุอัฐิธาตุของคนในวงศ์ตระกูล หรือเป็นการสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งเหตุการณ์ หรือบุคคล ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือล่วงลับไปแล้ว และที่สำคัญ ส่วนใหญ่มักสร้างวัดด้วยความศรัทธาและความเชื่อเรื่องบุญเรื่องกรรม โดยถือว่าการสร้างวัดนั้นได้กุศลสูงยิ่ง

           ต่อมา วัดในพระพุทธศาสนาได้มีความสำคัญในด้านการปกครองและสังคมมากขึ้นตามลำดับ โดยทางด้านการปกครองก็ต้องอาศัยการอบรมสั่งสอนและชี้นำของพระภิกษุสงฆ์ และเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการพบปะทำกิจกรรมร่วมกัน ตลอดจนเป็นผู้นำของชุมชนในเรื่องศิลปวิทยาต่างๆ รวมไปถึงการศึกษา และการสาธารณสุข ดังนั้น จึงถือว่าเป็นหน้าที่ของพระมหากษัตริย์  พระบรมวงศานุวงศ์  ข้าราชการพ่อค้าคหบดี ที่จะต้องสร้างหรือทะนุบำรุงวัดให้เจริญมั่นคง

           คตินิยมที่ว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว จะต้องสร้างวัดประจำรัชกาล ได้ปรากฏชัดเจนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  ดังปรากฏชื่อวัดดังนี้
          วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 
          วัดอรุณราชวราราม  เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
          วัดราชโอรสาราม  เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
          วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม  เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
          วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม  เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

          ส่วนในรัชกาลต่อมานั้น  ไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า ทรงถือว่าวัดใดเป็นวัดประจำรัชกาลยิ่งไปกว่านั้น มีพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแถลงไว้อย่างชัดเจนว่ามีพระราชดำริว่าพระอารามหลวงในกรุงรัตนโกสินทร์มีจำนวนมากแล้ว  ต้องเป็นพระราชภาระในการอุปถัมภ์บำรุงมิใช่น้อย และพระอารามต่างๆ  นั้นก็ทำหน้าที่ให้การศึกษาแก่เยาวชนอยู่แล้ว จึงทรงสร้างโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเพื่อเป็นอนุสาวรีย์แทนการสร้างวัดประจำรัชกาล ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงรวมโรงเรียนราชวิทย์วิทยาลัยเข้ากับโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย สำหรับในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องด้วยฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ จึงมิได้ทรงสร้างพระอารามหลวงขึ้นใหม่ แต่ทรงอุทิศพระราชทรัพย์ซ่อมแซมวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเป็นงานใหญ่ ส่วนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลก็เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ จึงมิได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่ประการใด ดังนั้น จึงขอกล่าวถึงวัดประจำรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ ตามสมควรดังนี้





[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร
           เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดโพธาราม ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ขึ้นเป็นพระอารามหลวงสำคัญสำหรับพระนคร โดยทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหารพระระเบียง และพระมหาเจดีย์ ขึ้นอย่างใหญ่โตวิจิตรงดงาม โปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปโบราณขนาดหน้าตัก ๕ ศอกเศษ จากวัดคูหาสวรรค์กรุงธนบุรี มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ถวายพระนามว่า  “พระพุทธเทวปฏิมากร” ซึ่งต่อมาได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระองค์มาบรรจุไว้ที่ฐานชุกชีพระประธานองค์นี้ด้วย และโปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดร้างตามหัวเมืองต่าง ๆ  มาปฏิสังขรณ์  และนำมาประดิษฐานไว้ในพระวิหารและพระระเบียงเป็นจำนวนถึง  ๑,๒๔๘  องค์  นอกจากนั้น ยังได้โปรดให้จารึกตำรายา และสร้างรูปฤๅษีดัดตนแก้โรคต่างๆ  ไว้ในศาลารายเป็นวิทยาทาน และพระราชทานนามวัดนี้ว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส” ซึ่งพระบาทสมเด็จพรจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้แก้สร้อยนามพระอารามเป็น “วิมลมังคลาราม”

           ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระองค์ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามนี้เป็นงานใหญ่  โดยโปรดให้รื้อพระอุโบสถเดิมลง  แล้วสร้างใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม ทรงขยายเขตวัดออกไป แล้วสร้างพระพุทธไสยาสน์พร้อมทั้งพระวิหาร  สร้างพระมหาเจดีย์อีก ๒ องค์ ขนาบ ๒ ข้างพระมหาเจดีย์เดิม รื้อกุฏิสงฆ์ที่เป็นไม้สร้างเป็นตึกแทน พร้อมทั้งโปรดให้จารึกสรรพตำราต่างๆ  รวม ๘  หมวดบนแผ่นหินอ่อนติดไว้ตามศาลาราย นับว่าเป็นสถานศึกษาเปิดของประชาชนแห่งแรกของประเทศไทย

          พระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อๆ มาได้ทรงอุปถัมภ์ทะนุบำรุงพระอารามแห่งนี้ตลอดมา โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสร้างพระมหาเจดีย์ขึ้นเป็นองค์ที่ ๔  และมีพระราชกระแสรับสั่งว่า พระมหากษัตริย์รัชกาลที่  ๑  ถึงรัชกาลที่ ๔  ได้ทันทอดพระเนตรเห็นกันจึงสร้างพระมหาเจดีย์อุทิศพระราชกุศลสำหรับแต่ละรัชกาล รัชกาลต่อไปจึงไม่ต้องทรงสร้างพระมหาเจดีย์เช่นนี้อีก

          วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามมีประวัติคู่กับกรุงรัตนโกสินทร์ และเต็มไปด้วยศิลปวัตถุศิลปสถานที่งดงามทรงคุณค่ายิ่ง  นับเป็นสมบัติของชาติที่คนไทยจะต้องช่วยกันธำรงรักษาไว้

[กลับหัวข้อหลัก]

พระพุทธเทวปฏิมากร


วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร
          วัดอรุณราชวรารามเป็นวัดโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีชื่อเดิมว่า  วัดมะกอก  และเปลี่ยนชื่อเป็น วัดแจ้ง ในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสถาปนาพระราชวังขึ้นที่กรุงธนบุรี  วัดแจ้งจึงกลายเป็นวัดอยู่ในเขตพระราชวัง ทำให้ไม่มีพระสงฆ์พำนักอยู่ในวัด ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีถาวร โปรดให้รื้อกำแพงกรุงธนบุรี เอาอิฐมาสมทบสร้างกำแพงเมืองใหม่  วัดแจ้งก็กลับกลายเป็นวัดนอกพระราชวังเช่นเดิม โปรดให้นิมนต์พระราชาคณะมาครองวัด และโปรดให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จฯ มาประทับที่พระราชวังเดิมและทรงมอบหน้าที่ให้ดูแลอุปถัมภ์วัดแจ้ง  จึงทรงเริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอาราม แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ รัชกาลที่ ๑ เสด็จสวรรคตก่อน

          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงบูรณะวัดแจ้งต่อจากเดิม มีการก่อสร้างพระอุโบสถ  พระวิหาร พระระเบียงรอบพระอุโบสถ ทรงหล่อพระประธานในพระอุโบสถขึ้นใหม่ โดยทรงปั้นหุ่นพระพักตร์พระประธานด้วยฝีพระหัตถ์  พระราชทานนามวัดขึ้นใหม่ว่า “วัดอรุณราชราราม” และมีพระราชดำริที่จะทรงสร้างพระพุทธปรางค์ขนาดใหญ่สวมทับพระปรางค์องค์เดิม ซึ่งสูงเพียง ๘ วา ได้ทรงออกแบบพระพุทธปรางค์องค์ใหม่จนแล้วเสร็จพอลงมือขุดวางฐานรากไม่นานก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สนองพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถ โดยทรงก่อสร้างพระพุทธปรางค์ต่อจนสำเร็จ สูงถึง ๑ เส้น ๑๓ วาเศษ ประดับด้วยเครื่องถ้วยดินเผาเคลือบน้ำยา มีพระปรางค์ทิศ ๔  องค์เป็นบริวารมีความงดงามยิ่งจนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติไทย

          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงสร้างและบูรณะสิ่งต่างๆ  ในวัดเพิ่มเติม ทรงอัญเชิญ พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มาประดิษฐานที่พระพุทธอาสน์พระประธานในพระอุโบสถ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดอรุณราชวราราม”

          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดเพลิงไหม้พระอุโบสถ ต้องปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่เหมือนกับสร้างใหม่ทั้งหมดและโปรดไห้บูรณะวัดทั้งพระอารามโดยเฉพาะพระพุทธปรางค์  ซึ่งมีพระราชดำรัสว่าพระปรางค์องค์นี้เป็นที่ระลึกสำหรับชาติ และในรัชกาลต่อๆ  มา ก็โปรดให้ดูแลรักษาพระอารามมาโดยตลอดวัดอรุณราชวรารามจึงมีความสำคัญคู่กับประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

[กลับหัวข้อหลัก]

วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร


พระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร
          เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น  พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์  ทรงเป็นแม่ทัพคุมกองทัพไปป้องกันข้าศึกพม่าที่จะยกทัพมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ได้ทรงกระทำพิธีเบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงคราม ที่วัดจอมทองริมคลองด่าน ทรงอธิษฐานขอให้ราชการทัพครั้งนี้ประสบความสำเร็จ  และเสด็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ ปรากฏว่าพม่าไม่ได้ยกทัพมาจึงมีพระบรมราชโองการให้เลิกทัพกลับมา

          เมื่อเสด็จกลับถึงพระนครแล้ว จึงทรงเริ่มปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่ทั้งวัด โดยเสด็จมาควบคุมการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง เสร็จแล้วจึงน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้พระราชทานนามว่า  “วัดราชโอรส” เพราะเป็นวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา

          ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความสัมพันธ์ทางการค้าสำเภากับจีนมาก ทำให้ทรงนิยมศิลปะแบบจีน และเพราะการปฏิสังขรณ์วัดนี้เป็นการส่วนพระองค์ จึงทรงใช้ศิลปกรรมแบบจีนมาผสมผสานกับศิลปกรรมแบบไทยตามพระราชหฤทัยได้อย่างงดงามลงตัว และเป็นต้นแบบของการสร้างวัดในรัชกาล ทั้งของหลวงและของขุนนางพ่อค้าคหบดีอีกหลายวัด  จนถือว่าเป็นศิลปกรรมแบบรัชกาลที่  ๓

          พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  มาประดิษฐานไว้ ณ ฐานชุกชีพระประธานในพระอุโบสถ  พร้อมทั้งแผ่นพระปรมาภิไธยและแผ่นศิลาจารึกดวงพระบรมราชสมภพ จึงถือว่าวัดนี้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓

[กลับหัวข้อหลัก]

พระประธานในพระอุโบสถวัดราชโอรสาราม


วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
          พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการให้สถาปนาวัดราชประดิษฐ์ เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี ที่นิยมกันว่าราชธานีนั้นจะต้องประกอบไปด้วยวัดสำคัญ  ๓ วัดคือ  วัดมหาธาตุ  วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐ์  นอกจากนั้น ยังมีพระราชดำริที่จะอุทิศพระอารามนี้แก่พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายโดยเฉพาะ เพื่อประโยชน์ในการที่เจ้านายและข้าราชการฝ่ายหน้าฝ่ายใน  สามารถทำบุญให้ทานตามคติฝ่ายธรรมยุติกนิกายได้สะดวก เพราะวัดนี้อยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง

          แม้ว่าวัดนี้จะมีเนื้อที่เพียง ๒ ไร่ ๓ งานเศษแต่ก็ประกอบไปด้วยศิลปกรรมที่ประณีตงดงามในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือนฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๕  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จำลองรูปพระพุทธสิหิงค์  ขนาดหน้าตัก ๑ ศอก ๖ นิ้ว  มาประดิษฐานบนบุษบก ๓ ยอด เหนือฐานชุกชี เป็นพระประธานในพระอุโบสถพระราชทานนามว่า “พระพุทธสิหังคปฏิมากร” ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้แบ่งพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  มาประดิษฐานไว้ที่ฐานพระพุทธรูปองค์นี้  นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างหอพระจอมเป็นพระปรางค์ยอดพรหมพักตร์บนลานไพทีด้านตะวันตกของพระอุโบสถ ไว้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยืนเต็มพระองค์ ขนาดเท่าพระองค์จริง

[กลับหัวข้อหลัก]

พระพุทธสิหังคปฏิมากร

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร
          เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในปีพุทธศักราช ๒๔๑๑  ปีถัดมาก็ทรงก่อพระฤกษ์สร้างวัดราชบพิธ เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคมพุทธศักราช ๒๔๑๒ เป็นวัดประจำรัชกาลตามโบราณราชประเพณี
          วัดนี้ได้วางแผนผังการก่อสร้างเช่นเดียวกับวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ มีพระมหาเจดีย์เป็นหลักของวัด สร้างพระอุโบสถอยู่ด้านหน้าและพระวิหารอยู่ด้านหลังพระมหาเจดีย์ ชักพระระเบียง ล้อมพระมหาเจดีย์เป็นวงกลมโดยมีวิหารทิศทำหน้าที่เป็นประตูอยู่กึ่งกลางพระระเบียงด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตกทั้งหมดอยู่บนพื้นไพทีมีกำแพงแก้วล้อมรอบผิวผนังของสิ่งก่อสร้างทุกอย่าง ตั้งแต่กำแพงแก้วพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารทิศ พระระเบียงและพระมหาเจดีย์  ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์  ซึ่งเขียนตัวอย่างลายไปสั่งทำจากประเทศจีน  จึงเรียกกันว่า “วัดเบญจรงค์”  ซึ่งไม่มีวัดใดจะงดงามเสมอเหมือน

          ศิลปกรรมที่งดงามเป็นพิเศษของวัดนี้คือบานประตู และบานหน้าต่างพระอุโบสถ เป็นบานไม้ประดับมุก เป็นลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์  ๕ ตระกูลเรียงลงมาตามลำดับคือ นพรัตนราชวราภรณ์ มหาจักรีบรมราชวงศ์ ปฐมจุลจอมเกล้าประถมาภรณ์ช้างเผือก และประถมาภรณ์มงกุฎไทย เป็นงานประดับมุกฝีมือวิเศษสุดของช่างสมัยรัชกาลที่ ๕ การตกแต่งภายในพระอุโบสถก็เป็นศิลปะแบบยุโรปผสมไทย คือ ส่วนเพดาน  เสา และลวดลายประดับ  ฝา  ผนัง ลักษณะคล้ายพระที่นั่งห้องหนึ่งในพระราชวังแวร์ซายส์ประเทศฝรั่งเศส  มีพระพุทธอังคีรสเป็นพระประธานโนพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ เพื่อจะนำไปประดิษฐานที่พระปฐมเจดีย์ แต่พระองค์เสด็จสวรรคตก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชอุทิศทองรูปพรรณเนื้อแปดที่เคยใช้ประดับพระองค์เมื่อยังทรงพระเยาว์ น้ำหนักรวม ๑๘๐ บาท มากะไหล่พระพุทธอังคีรส ดังนั้น พระประธานองค์นี้จึงงามอร่ามตาสมพระนามที่แปลว่า พระผู้มีรัศมีแผ่ซ่านจากพระวรกาย

          ที่พุทธบัลลังก์พระประธาน มีพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระจ้าลูกเธอในพระองค์ได้รับพระราชทานในงานพระเมรุมาศและทรงเก็บรักษาไว้ ต่อมาได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ ที่นี้ และที่ฐานชุกชีหินอ่อนมีพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ประดิษฐานอยู่ด้วย

          นอกจากนั้น  ยังมีสุสานหลวงเป็นที่บรรจุพระอัฐิ พระสรีรางคาร อังคารพระบรมวงศานุวงศ์เจ้าจอมมารดา และสมาชิกโนราชสกุล  ที่สืบจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสร้างอนุสรณ์สถานเป็นศิลปะทั้งแบบไทย แบบขอม และแบบยุโรป ซึ่งมีความงดงามหลากรูปแบบควรแก่การศึกษาอยู่ด้วย

          การสถาปนาวัดประจำรัชกาลที่มีหลักฐานเป็นทางราชการก็มีเพียง  ๕  วัด ดังกล่าว แต่ตามความเข้าใจของบุคคลทั่วไปได้ถือว่า วัดบวรนิเวศวิหารเป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะเมื่อทรงพระผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้ว ได้เสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารมาบรรจุที่ใต้บัลลังก์พระพุทธชินสีห์ในพระอุโบสถต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเป็นงานใหญ่ และต่อมาได้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ท่าน  มาบรรจุที่ฐานชุกชีพระพุทธอังคีรสโนพระอุโบสถ จึงทำให้เข้าใจกันว่า วัดนี้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๗  ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้เสด็จเสวยสิริราชสมบัติในระยะเวลาอันสั้นเมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว ได้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารมาบรรจุไว้ที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนี  ในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม  จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า ได้ถวายเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๘

          อนึ่ง มีความเข้าใจสับสนในเรื่องวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าเป็นวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ทั้งนี้เพราะเป็นวัดที่โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นอย่างใหญ่โตวิจิตรงดงามมาก  นอกจากนั้น ยังได้ทรงแสดงพระราชประสงค์ว่า เมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว ให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารมาประดิษฐานไว้ภายใต้พุทธบัลลังก์พระพุทธชินราช  ซึ่งเป็นพระประธานในพระอุโบสถ แต่ตามพระบรมราชโองการสร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นการสร้างวัดประจำรัชกาลตามโบราณราชประเพณี

          ราชประเพณีการสร้างวัดประจำรัชกาล จึงเป็นการยืนยันว่า พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก  สมดังพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ว่า

                 “ตั้งใจจะอุปถัมภก
                  ยอยกพระพุทธศาสนา
                  จะป้องกันขอบขัณฑสีมา
                  รักษาประชาชนแลมนตรี”

[กลับหัวข้อหลัก]

บานประตูพระอุโบสถ


พระพุทธอังคีรส


ภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
กรมราชองครักษ์
ข้าราชการพลเรือนในพระองค์
พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
พระมหากษัตริย์นักดนตรี
พระราชพิธีพิเศษในรัชกาลปัจจุบัน : พระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ
พระราชพิธีมหามงคลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ ๓ รอบพระนักษัตร
พระราชลัญจกร
เพลงเกียรติยศ
มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์
มูลนิธิราชประชาสมาสัย
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 1
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 3
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 14
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 18
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 27
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก > วัดประจำรัชกาล