ปัญหาพื้นฐานของภาคตะวันออกเฉียงหรือภาคอีสาน ก็คือ การเพาะปลูกได้เพียงฤดูเดียว คือ ฤดูฝนพื้นที่ชนบทส่วนนี้ต้องพึ่งธรรมชาติเป็นสำคัญ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นที่ดอน ยากแก่การทำระบบชลประทาน การเก็บกักน้ำทำได้ยาก เนื่องจากดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย ดังนั้นการเพาะปลูกจึงทำได้เฉพาะข้าวนาปี ซึ่งคิดพื้นที่ในภาคอีสานทั้งหมดที่ปลูกข้าวนาปีมีถึงร้อยละ ๘๕ ใน พ.ศ. ๒๕๒๒ มีพื้นที่บางส่วนทำการปลูกพืชไร่ครั้งเดียว เช่น ปอ ข้าวโพด ส่วนฤดูแล้ง คนชนบทเหล่านี้จะเก็บผัก หาปลา จับสัตว์ ตัดฟืน เลี้ยงสัตว์ ซ่อมบ้าน ฯลฯ บางส่วนก็จะเข้ามาหางานทำ โดยการรับจ้างในตัวเมืองหรือจังหวัดอื่นๆ หรือมาหางานทำในกรุงเทพฯ พอถึงฤดูทำนาก็จะกลับบ้านเพื่อช่วยครอบครัวทำนา บางคนไม่อยากกลับก็จะส่งเงินไปให้ทางครอบครัว จ้างคนมาช่วยทำงานแทน
ข้าวที่ชาวนาในภาคอีสานปลูกเป็นส่วนใหญ่ จะเป็นข้าวเหนียว ทั้งนี้เพราะชาวอีสานนิยมบริโภคข้าวเหนียว กับอาหารประเภทน้ำพริก ปลาร้า ส้มตำ ซุบหน่อไม้ ฯลฯ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้าน ผลิตผลของข้าวนาปีในภาคอีสานนี้ก็ยังต่ำมาก คือผลิตได้เพียงไร่ละ ๒๐-๒๕ ถัง ที่ผลิตผลของข้าวได้ต่ำเช่นนี้ เนื่องมาจากคุณภาพของดินไม่เหมาะสม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ในบางแห่งมีปัญหาเรื่องดินเค็ม ดินเป็นทราย หรือดินที่มีหินและดินลูกรัง บางแห่งดินเค็มถึงขนาดบนผิวดินจะปรากฏคราบของเกลืออย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทำให้ผลิตผลของข้าวในที่นาที่เป็นดินเค็มเฉลี่ยได้เพียง ๑๒-๑๕ ถังต่อไร่เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ แม้ชาวนาในแต่ละครัวเรือนของภาคอีสานจะมีที่ดินของตนเองและมีที่ดินถือครองเพื่อการทำนาเฉลี่ยถัง ๑๔ ไร่ต่อครัวเรือน ซึ่งสูงกว่าภาคอื่นๆ แต่ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวทำให้ผลิตผลของข้าวที่ชาวนาผลิตได้ไม่มากนักและในบางกรณีก็พอเพียงที่จะกินภายในครัวเรือนในแต่ละปีเท่านั้น โดยแต่ละครัวเรือนจะมีสมาชิกหรือคนในบ้านเฉลี่ย ๖ คน ซึ่งถ้าปีใดฝนไม่ตกตามฤดูกาล ปีนั้นคนชนบทบางส่วนในภาคอีสานนี้ก็ต้องอดข้าวหรือต้องอพยพไปที่อื่นเพื่อยังชีวิตไว้
[กลับหัวข้อหลัก]