สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2 > มหาราชในประวัติศาสตร์ไทย
มหาราชในประวัติศาสตร์ไทย  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2
 
มหาราชในประวัติศาสตร์ไทย โดย หม่อมราชวงศ์แสงโสม เกษมศรี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

          พระองค์เป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสุโขทัยได้ทรงประกอบราชกิจที่สำคัญไว้มาก สมควรกล่าวถึงดังนี้คือ
          
          ๑. ทรงมีความเข้มแข็งในการรบ เมื่อมีพระ-ชันษาเพียง ๑๙ ปี ได้ ช่วยพระราชบิดาสู้รบศัตรูอย่างกล้าหาญได้ทรงชนช้างกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด  ที่ยกกองทัพมารุกรานกรุงสุโขทัยจนได้ชัยชนะพระราชบิดาจึงพระราชทานนามว่า พระรามคำแหงเมื่อเป็นกษัตริย์แล้ว พระองค์ได้ทรงรบขยายราชอาณาจักรออกไปกว้างขวางมาก เป็นที่ยำเกรงแก่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งปวง
          ๒. ทรงเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศใกล้เคียง เช่น ทรงเป็นเพื่อนสนิทกับพระยาเม็งราย (เจ้า-เมืองเชียงใหม่) และพระยางำเมือง (เจ้าเมืองพะเยา)แห่งอาณาจักรลานนา ไกลออกไปทรงเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศจีนซึ่งขณะนั้นมีกุบไลข่าน (พระเจ้าหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้) เป็นกษัตริย์ ได้มีการติดต่อค้าขายระหว่างประเทศทั้งสอง ทั้งยังได้ทรงนำช่างทำถ้วยชามชาวจีนมาสอนคนไทยตั้งเตาเผาถ้วยชามและเครื่องเคลือบขึ้นที่กรุงสุโขทัย เมืองศรีสัช-นาลัย (เชลียง) และเมืองสวรรคโลก เครื่องเคลือบชนิดนี้เราเรียกว่า "สังคโลก" ทรงติดต่อค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น ชวา มลายู และลังกานอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจคือ ขณะนั้นมีชาวมอญผู้หนึ่งชื่อ มะกะโท เป็นพ่อค้าจากเมาะตะมะเข้ามาอยู่กรุงสุโขทัยได้ลอบนำองค์พระสุวรรณเทวีพระราชธิดาหนีไปอยู่เมาะตะมะ ต่อมามะกะโทได้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์มอญ ทรงพระนามว่าพระเจ้าฟ้ารั่วและมอญก็ได้เข้ามาขอเป็นเมืองขึ้นของกรุงสุโขทัย
          ๓. ทรงปกครองพลเมืองให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ได้โปรดให้แขวนกระดิ่งไว้ที่ประตูพระราชวังผู้ใดมีทุกข์ร้อนก็มาสั่นกระดิ่งถวายฎีกาได้ ในวันโกนวันพระได้ทรงนิมนต์พระภิกษุแสดงพระธรรมเทศนาบนพระแท่นมนังศิลาบาตรกลางดงตาล ในวันธรรมดาพระองค์ก็เสด็จออกว่าราชการและให้ราษฎรเข้าเฝ้าอยู่ใกล้ชิด และทรงอบรมศีลธรรมจรรยาแก่ราษฎร (พระแท่นมนังศิลาบาตรนี้ รัชกาลที่ ๔ โปรดให้นำมาไว้ที่กรุงเทพมหานคร ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในวิหารยอด ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ปัจจุบันนี้ตั้งอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ตามพระบัญชาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖)
          ๔. ใน พ.ศ. ๑๘๒๖ ได้ทรงคิดแบบตัวหนังสือไทยขึ้นแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นเค้าของตัวหนังสือไทยในปัจจุบัน และได้ทรงจารึกเหตุการณ์ในสมัยนั้นลงไว้หลักศิลาจารึกของพระองค์นี้มีคุณค่ามากในการศึกษาประวัติศาสตร์ คนในสมัยหลังได้ทราบเรื่องราวต่างๆ ในสมัยกรุงสุโขทัยจากศิลาจารึกนี้เป็นอย่างมาก (ปัจจุบันศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร) การสร้างแบบหนังสือไทยขึ้นนี้นับว่าเป็นการประดิษฐ์อันสำคัญยิ่งสำหรับชาติ


[กลับหัวข้อหลัก]

พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

          สมัยราชอาณาจักรศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงกู้ชาติไทยให้กลับมีอิสรภาพพ้นจากอำนาจพม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๕ (ซึ่งเดิมลงมติกันแล้วว่าตรงกับวันที่ ๒๕ มกราคม)* นับว่าเป็นชัยชนะอันเยี่ยมยอดในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผลแห่งชัยชนะที่ทรงมอบให้แก่ชาติไทยครั้งนี้ ทำให้พม่าไม่กล้ายกมาย่ำยีประเทศไทยอีกเป็นเวลานาน สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงใช้เวลาต่อมาจากนั้นยกทัพไปปราบถึงประเทศพม่าจนเป็นที่เกรงขามทั่วไป ทรงปราบปรามเขมรซึ่งมักประพฤติตนเป็นศึกสองหน้าแทรกแซงอยุธยาขณะมีศึกพม่าอยู่บ่อยๆ
*ผู้รู้กลุ่มแรกได้คำนวณว่าตรงกับวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๑๓๕ ต่อมามีผู้ศึกษา ค้นคว้ากลุ่มหนึ่ง ได้คำนวณว่าตรงกับวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๑๓๕ 

         ขณะเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมีพระชันษาเพียง ๙ ปี ประทับอยู่ ณ เมืองพิษณุโลกกับสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระบิดานั้น พระเจ้าบุเรงนองแห่งประเทศพม่า ได้ยกทัพมาตีราชอาณาจักรศรีอยุธยา ยึดได้เมืองพิษณุโลก บีบบังคับสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชไว้ในอำนาจ และขอองค์สมเด็จพระนเรศวรไปไว้ที่กรุงหงสาวดี โดยอ้างว่าจะเลี้ยงดูในฐานะพระราชบุตรบุญธรรม ทั้งที่โดยแท้จริงคือยึดพระองค์ไว้ในฐานะตัวประกัน แต่การก็กลับเป็นประโยชน์แก่สมเด็จพระนเรศวรที่ได้ทรงศึกษาถึงนิสัยใจคอภาษา และการทหารของชาวพม่าและมอญ  จนได้ทรงใช้เป็นประโยชน์ในการกู้บ้านเมืองในเวลาต่อมา
          ครั้นกรุงศรีอยุธยาตกอยู่ใต้อำนาจพม่า และพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ไทยแล้ว สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชจึงทูลขอสมเด็จพระนเรศวรกลับมาช่วยปกครอง กรุงศรีอยุธยา นับแต่นั้นมา สมเด็จพระนเรศวรก็ได้ทรงแสดงพระบารมีและพระปรีชาสามารถในการทหารให้ปรากฏแก่ชาวไทย มอญ พม่า และเขมร หลายครั้งหลายครา เช่น ทรงต่อต้านกองทหารเขมร ซึ่งพระยาจีนจันตุ ขุนนางเขมรเป็นผู้นำเข้ามารบกวนพระราชอาณาเขตไทยและทรงขับไล่ออกไปพ้นจากพระราชอาณาเขตได้ เป็นต้น
          เมื่อกรุงหงสาวดีผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ พระเจ้าบุเรงนองแห่งหงสาวดีสิ้นพระชนม์ พระเจ้านันทบุเรงขึ้นเป็นกษัตริย์สืบต่อมา ทางพม่าได้แจ้งข่าวเปลี่ยนรัชกาลไปยังประเทศราชทั้งปวง ให้ผู้ครองประเทศราชไปเข้าเฝ้าตามพระราชประเพณี สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ได้โปรดให้สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปแทนพระองค์ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงเมืองแครง บังเอิญได้ทรงทราบถึงแผนการของพม่าซึ่งคิดประทุษร้ายต่อพระองค์จากบุคคลสำคัญทางมอญหลายคนที่สนิทสนมคุ้นเคยลอบมาทูลก่อนจะถึงเมืองพม่า สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงถือโอกาสประกาศอิสรภาพ ณ เมืองแครง ใน พ.ศ. ๒๑๒๗ แยกราชอาณาจักรศรีอยุธยาออกเป็นอิสระจากอำนาจพม่า และเมื่อทางการพม่าจัดทัพใหญ่ให้พระมหาอุปราชา พระรัชทายาทเสด็จนำเข้ามาปราบปรามไทย สมเด็จพระ-นเรศวรซึ่งเสด็จขึ้นครองราชบังลังก์ใหม่ๆ ได้เสด็จนำทัพออกไปจากกรุงศรีอยุธยารับทัพข้าศึก ณ แขวงเมืองสุพรรณบุรี ทรงทำสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุป-ราชาจนได้ชัยชนะ
          ด้วยเหตุนี้ พระเกียรติยศแห่งสมเด็จพระนเรศวร และชาติไทยยุคนั้นจึงเป็นที่เลื่องลือ  ยังความเคารพยำเกรงให้เกิดแก่บุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือได้รู้จักทั้งภายในและภายนอกพระราชอาณาจักร  สมเด็จพระนเรศวรจึงได้รับการถวายพระราชสมัญญา เป็นมหาราช
          พระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติของพระองค์ท่านยังคงมีปรากฏอยู่ ณ อนุสรณ์ดอนเจดีย์ แขวงจังหวัดสุพรรณบุรี อันเป็นสมรภูมิครั้งนั้นสืบต่อมา


[กลับหัวข้อหลัก]

ภาพเขียนสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเล่นชนไก่กับมังสามเกียด (จิตรกรรมฝาผนังในวิหารวัดสุวรรณดาราราม เขียนโดยพระยาอนุศาสตร์จิตรกร)


ภาพเขียนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงคาบพระแสงดาบนำทหารเข้าตีค่ายพม่า (จิตรกรรมฝาผนังในวิหารวัดสุวรรณดาราราม เขียนโดยพระยาอนุศาสตร์จิตรกร)

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
          พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เลื่องลือ พระเกียรติยศในพระราโชบายทางคบค้าสมาคมกับชาวต่างประเทศ รักษาเอกราชของชาติให้พ้นจากการเบียดเบียนของชาวต่างชาติ และรักผลประโยชน์ทั้งทางวิทยาการและเศรษฐกิจที่ชนต่างชาตินำเข้ามา นอกจากนี้ ยังได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงกวี และงานด้านวรรณคดีอันเป็นศิลปะที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น
         เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ณ ราชอาณาจักรศรีอยุธยาแล้ว ปัญหากิจการบ้านเมืองในรัชสมัยของพระองค์เป็นไปในทางเกี่ยวข้องกับชาวต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ด้วยในขณะนั้นมีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขาย และอยู่ในราชอาณาจักรไทยมากกว่าที่เคยเป็นมาในกาลก่อน ที่สำคัญมากคือ ชาวยุโรปซึ่งเป็นชาติใหญ่มีกำลังทรัพย์ กำลังอาวุธ และผู้คน ตลอดจนมีความเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาการต่างๆ เหนือกว่าชาวเอเซียมาก และชาวยุโรปเหล่านี้กำลังอยู่ในสมัยขยายการค้า ลัทธิคริสต์ศาสนา และอำนาจทางการเมืองของพวกตนมาสู่ดินแดนตะวันออก
         ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั้น ชาวฮอลันดาได้กีดกันการเดินเรือค้าขายของไทย ครั้งหนึ่งถึงกับส่งเรือรบมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยาขู่จะระดมยิงไทย จนไทยต้องผ่อนผันนยอมทำสัญญายกประโยชน์การค้าให้ตามที่ต้องการ  แต่เพื่อป้องกันมิให้ฮอลันดาข่มเหงไทยอีก สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงสร้างเมืองลพบุรีไว้เป็นเมืองหลวงสำรอง อยู่เหนือขึ้นไปจากกรุงศรีอยุธยา และเตรียมสร้างป้อมปราการไว้คอยต่อต้านข้าศึก เป็นเหตุให้บาทหลวงฝรั่งเศสที่มีความรู้ทางการช่าง และต้องการเผยแพร่คริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ได้เข้ามาอาสาสมัครรับใช้ราชการจัดกิจการเหล่านี้ข้าราชการฝรั่งที่ทำราชการมีความดีความชอบในการปรับปรุงขยายการค้าของไทยขณะนั้นคือ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ซึ่งกำลังมีข้อขุ่นเคืองใจกับบริษัทการค้าของอังกฤษที่เคยคบหาสมาคมกันมาก่อน เจ้าพระยาวิชเยนทร์จึงดำเนินการเป็นคนกลางสนับสนุนทางไมตรีระหว่างสมเด็จพระนารายณ์กับทางราชการฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์กำลังมีพระทัยระแวงเกรงฮอลันดายกมาย่ำยี และได้ทรงทราบถึงพระเดชานุภาพของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ในยุโรปมาแล้ว จึงเต็มพระทัยเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ไว้ เพื่อให้ฮอลันดาเกรงขาม ด้วยเหตุนี้ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์จึงได้มีการส่งคณะทูตไปสู่พระราชสำนักฝรั่งเศส และต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศสอย่างเป็นงานใหญ่ถึงสองคราว แต่การคบหาสมาคมกับชาติมหาอำนาจคือฝรั่งเศสในยุคนั้นก็มิใช่ว่าจะปลอดภัยนัก ด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ มีพระราโชบายที่จะให้สมเด็จพระนารายณ์ และประชาชนชาวไทยรับนับถือศาสนาซึ่งบาทหลวงฝรั่งเศสนำมาเผยแผ่ โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงส่งพระราชสาสน์มาทูลเชิญสมเด็จพระนารายณ์เข้ารับ นับถือคริสต์ศาสนาพร้อมทั้งเตรียมบาทหลวงมาไว้คอยถวายศีลด้วย แต่สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงใช้พระปรีชา-ญาณตอบปฏิเสธอย่างทะนุถนอมไมตรี ทรงขอบพระทัยพระเจ้าหลุยส์ที่มีพระทัยรักใคร่พระองค์ถึงแสดงพระปรารถนาจะให้ร่วมศาสนาด้วย แต่เนื่องด้วยพระองค์ยังไม่เกิดศรัทธาในพระทัย ซึ่งก็อาจเป็นเพราะพระเป็นเจ้ามีเพราะประสงค์ที่จะให้นับถือศาสนาคนละแบบคนละวิธี เช่นเดียวกับที่ทรงสร้างมนุษย์ให้ผิดแผกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ หรือทรงสร้างสัตว์ให้มีหลายชนิดหลายประเภทก็ได้ หากพระเป็นเจ้ามีพระประสงค์จะให้พระองค์ท่านเข้ารับนับถือศาสนาตามแบบตามลัทธิที่พระเจ้าหลุยส์ทรงนับถือแล้ว พระองค์ก็คงเกิดศรัทธาขึ้นในพระทัย และเมื่อนั้นแหละพระองค์ท่านก็ไม่รังเกียจที่จะทำพิธีรับศีลร่วมศาสนาเดียวกัน
           สมเด็จพระนารายณ์มิใช่เพียงทรงประปรีชาสามารถทางด้านการทูตเท่านั้น หากทรงเป็นกวีและทรงอุปถัมภ์กวีในยุคของพระองค์อย่างมากมายกวีลือนามแห่งรัชสมัยของพระองค์ก็ได้แก่ พระโหราธิบดี หรือพระมหาราชครู ผู้ประพันธ์หนังสือจินดามณี ซึ่งเป็นตำราเรียนภาษาไทยเล่มแรก และตอนหนึ่งของเรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์ (อีกตอนหนึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์) กวีอีกผู้หนึ่งคือศรีปราชญ์ ผู้เป็นปฏิภาณกวี เป็นบุตรของพระโหราธิบดี งานชิ้นสำคัญของศรีปราชญ์ คือ หนังสือกำศรวลศรีปราชญ์ และอนุรุทธคำฉันท์
          ด้วยพระปรีชาสามารถดังได้บรรยายมาแล้ว สมเด็จพระนารายณ์จึงได้รับการถวายพระเกียรติเป็น  มหาราช พระองค์หนึ่ง
[กลับหัวข้อหลัก]

เชวาลิเอร์ เดอโชมองต์ ราชทูตฝรั่งเศสและคณะ สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ.๒๒๒๘(ภาพสัญลักษณ์บนแสตมป์ไทย เนื่องในโอกาส ๓๐๐ ปี สัมพันธภาพไทย-ฝรั่งเศส พ.ศ.๒๒๒๘-๒๕๒๘)

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
          พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว ในสมัยที่ราชอาณาจักรไทยมีราชธานีอยู่ ณ กรุงธนบุรีพระเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่อันประชาชาติไทยเทิดทูนพระองค์ท่านเป็นวีรกษัตริย์ ก็เนื่องจากทรงเป็นผู้กอบกู้เอกราชของชาติไว้ในขณะที่ราชอาณาจักรศรีอยุธยาพ่ายแพ้แก่พม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ และสูญสิ้นอิสรภาพไปแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงใช้เวลา เพียงประมาณ ๗ เดือน ปราบปรามอริราชศัตรู
         ภายนอกประเทศ คือขจัดทัพพม่าซึ่งตั้งรักษาการณ์อยู่ ณ ค่ายโพธิ์สามต้น แขวงกรุงศรีอยุธยาให้แตกพ่ายถอยหนีไปพ้นราชอาณาจักร แต่อาณาจักรไทยภายหลังการเสียเอกราชไปนั้น ได้แตกแยกออกเป็นชุมนุมต่างๆ หลายชุมนุม ได้แก่ พิษณุโลก พิมายฝางหรือสวางคบุรี (ในบริเวณจังหวัดอุตรดิตถ์) และนครศรีธรรมราช สมเด็จพระเจ้าตากสินหรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ต้องเสด็จปราบปรามและเกลี้ยกล่อมเจ้าชุมนุมต่างๆ และพวกให้นอบน้อมยอมสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ท่าน รวมประเทศชาติเป็นปึกแผ่นมีศูนย์การปกครองอยู่ที่กรุงธนบุรีแต่แห่งเดียวการที่มิได้ทรงกลับไปใช้กรุงศรีอยุธยาราชธานีเดิมก็เพราะอยุธยาเป็นเมืองใหญ่ถูกพม่าทำลายยับเยินมากเกินกำลังของพระองค์ท่านซึ่งมีน้อยทั้งทรัพย์สิน ผู้คนและเวลาที่จะบูรณะให้กลับคืนดีมั่นคงแข็งแรงได้ทันการ
          นอกจากนี้ ยังได้เสด็จนำทัพไปสู้รบกับทัพพม่าที่ตั้งฐานทัพอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งคอยรบกวนอาณาจักรจนมีชัยชนะ และได้ทรงขยายพระราชอำนาจไปปราบปรามเขมร ซึ่งแยกออกเป็นประเทศอิสระ ทำให้พม่าและเขมรยำเกรง ไม่กล้ายกทัพมาเบียดเบียนรบกวนไทยอีก
          ตลอดเวลา ๑๕ ปี (พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๒๕) แห่งรัชสมัย นอกจากทรงปราบปรามและป้องกันศัตรูของประเทศแล้ว ยังได้ทรงช่วยเหลือราษฎรที่หนีภัยไปทุกทิศทุกทาง โดยชักชวนให้กลับมาตั้งภูมิลำเนาและประกอบอาชีพต่างๆ ตามถิ่นฐานเดิมหรือถิ่นใหม่ที่ปรารถนา เมื่อขาดแคลนอาหาร ก็โปรดให้จ่ายพระราชทรัพย์ซื้อข้าวสารแจกจ่าย ส่วนบ้านเมืองที่ทรุดโทรม ก็ได้ทรงทำนุบำรุงให้กลับคืนดีเท่าที่กำลังและเวลาจะจัดทำได้ พระองค์จึงได้รับการถวายพระเกียรติเป็นมหาราช และทางราชการได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ไว้หลายแห่ง เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ วงเวียนใหญ่ กรุงเทพมหานคร ฝั่งธนบุรี
[กลับหัวข้อหลัก]

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐานอยู่ที่วงเวียนใหญ่กรุงเทพมหานคร ฝั่งธนบุรี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

          พระองค์ทรงเป็นพระปฐมบรมมหากษัตริย์ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ผู้ทรงสร้างกรุงเทพมหานครบวรรัตนโกสินทร์ ฯลฯ (รัชกาลที่ ๔ ทรงเปลี่ยนเป็นกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ ฯลฯ) ขึ้นเป็นราชธานี พระองค์ทรงมี พระราชประวัติดีเด่นทั้งในราชการทหารและพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชการสงคราม ทรงป้องกันประเทศชาติบ้านเมืองให้พ้นภัยจากอริราชศัตรู ตั้งแต่ทรงรับราชการอยู่ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรีพระราชวรินทร์ พระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยายมราช ว่าที่สมุหนายก ประมุขแห่งราชการพลเรือนแล้วเป็นเจ้าพระยาจักรีโดยลำดับ และตำแหน่งราช-การสูงสุดขั้นสุดท้ายก็คือ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมีเครื่องยศอย่างเจ้าต่างกรม ขณะทรงเป็นแม่ทัพไปปราบปรามกรุงศรีสัตนาคนหุต (ล้านช้าง) ได้เมืองเวียงจันทร์ เมืองหลวงพระบางนั้นแล้ว ก็ได้ทรงอัญ-เชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (แก้วมรกต) กับพระบาง จากเวียงจันทร์ มายังกรุงธนบุรีระหว่างเสด็จไปปราบปรามการจลาจลทางกัมพูชาหรือประเทศเขมร เพราะเจ้านายเขมรรบพุ่งชิงราชบัลลังก์กันนั้น ก็ได้เกิดการจลาจลวุ่นวายขึ้นทางกรุงธนบุรีเป็นที่เดือดร้อนแก่สงฆ์ ข้าราชการ และประชาชนเมื่อได้รับรายงานข่าว เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็จำต้องทิ้งราชการฝ่ายชายพระราชอาณาจักรกลับมาจัดฝ่ายราชธานี คือ กรุงธนบุรี ให้สงบเรียบร้อย ผู้คนทั้งปวงต่างชื่นชมออกไปต้อนรับ และขอร้องให้เป็นผู้ระงับทุกข์ และอัญเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์
          พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพิจารณาเห็นว่าราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ ณ กรุงธนบุรีนั้นมีทำเลไม่เหมาะที่จะเป็นเมืองหลวงถาวร ด้วยเหตุที่ทรงคาดคะเนได้ว่า ไม่ช้าพม่าก็จะต้องยกทัพมาตีไทยซึ่งเพิ่งตั้งตัวขึ้นใหม่อีก กรุงธนบุรีประกอบด้วยอาณาเขตสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีลักษณะเป็น "เมืองอกแตก" ทำนองเดียวกับเมืองพิษณุโลก ซึ่งเคยต้องทรงรักษามาแล้วคราวศึกอะแซหวุ่นกี้ ลำบากทั้งการลำเลียงอาหารและอาวุธยุทธภัณฑ์ ตลอดจนการสับเปลี่ยนทหารและชาวเมืองให้เป็นเวรรักษาหน้าที่ป้องกันบ้านเมือง จึงทรงพระราชดำริที่จะสร้างเมืองใหม่ขึ้นทางฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นหัวแหลมฝั่งเดียว เอาแม่น้ำเป็นคูเมืองด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ แล้วขุดคลอดขึ้นเป็นคูเมืองด้านทิศเหนือและตะวันออก เมืองหลวงใหม่นี้ก็จะมีน้ำล้อมรอบเป็นชัยภูมิรับศึกได้อย่างดี ครั้นทรงสร้างพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นแล้วได้รับพระราชทานปูนบำเหน็จความดีความชอบเป็นจึงอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (แก้วมรกต)  จากกรุงธนบุรีมาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และในการที่ทรงขนานนาม ราชธานีใหม่ว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ ฯลฯ " ก็เพื่อให้ต้องกับการที่เป็นเมืองที่สถิตแห่งองค์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (แก้วมรกต) ศรีสวัสดิ์แห่งราชธานีใหม่นี้
          การบำเพ็ญพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  นั้น ได้ยังประโยชน์ใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ เริ่มด้วยทรงตระหนักถึงการได้รับอัญเชิญขึ้นครองราชย์ ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงมีพระปฐมบรมราชโองการแสดงพระราชปณิธานว่า

         "ตั้งใจจะอุปถัมภก
          ยอยกพระพุทธศาสนา
          ป้องกันขอบขัณฑเสมา
          รักษาประชาชนและมนตรี

          แล้วพระองค์ท่านก็ทรงปฏิบัติพระองค์ตามพระราชปณิธานโดยเคร่งครัด เริ่มด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งทรงเจริญรอยระบบการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เป็นที่กล่าวขานกันว่า "สมัย
บ้านเมืองดี" โดยทรงแต่งตั้งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุดมภ์ฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน โปรดให้ประชุมชำระกฎหมาย ซึ่งขาดตกบกพร่องไปคราวเสียกรุงศรีอยุธยา รวบรวมเป็นกฎหมายฉบับซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามว่า   เพราะประทับตราพระราชสีห์ (ประจำตำแหน่งสมุหนายกมหาดไทย ว่าการฝ่ายพลเรือน) ตราพระคชสีห์ (ประจำตำแหน่งสมุหพระกลาโหม ว่าการฝ่ายทหาร) และตราบัวแก้ว (ประจำตำแหน่งโกษาธิบดี ว่าการคลังและการต่างประเทศ)
พระราชกรณียกิจในด้านทรงอุปถัมป์พระพุทธศาสนานั้น ที่สำคัญยิ่งก็คือ โปรดเกล้าฯ ให้ชุมนุมชำระรวบรวมคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา จัดขึ้นเป็นพระไตรปิฎก จารลงบนแผ่นใบลาน ปิดทองใบปกทั้งหน้าหลัง เพื่อให้เป็นต้นตำรับฝ่ายการพระพุทธศาสนาสืบต่อไป
          ฝ่ายราชการด้านทัพศึกนั้น เมื่อทรงตั้งกรุงรัตนโกสินทร์มาได้เพียง ๓ ปี พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าก็กรีธาทัพใหญ่ถึง ๙ ทัพ เข้าตีพระราชอาณาเขตไทย ทัพบกส่วนหนึ่งที่ยกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท  พระอนุชาธิราช ทรงนำทัพต่อต้านและมีชัยชนะที่แขวงลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี  ส่วนทัพเรือที่ยกมาทางภาคใต้ก็ถูกต่อต้านจากสตรีสองท่าน คือคุณหญิงจันทร์ ภริยาเจ้าเมืองถลางซึ่งเพิ่งถึงแก่กรรมขณะนั้น พร้อมด้วยนางมุก น้องสาว นำพลต่อต้านทำให้พม่าต้องถอยทัพกลับไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นท้าวเทพสตรี และท้าวศรีสุนทร  ปัจจุบันนี้มีอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี (หรือเทพสตรี) และท้าวศรีสุนทรไว้เป็นหลักชัยที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต (ซึ่งขยายเขตออกมาจากเมืองถลาง)
          ต่อมา เขมรซึ่งถือโอกาสระหว่างไทยมีศึกพม่าได้แยกตัวออกไปฝักฝ่ายด้วยญวน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงโปรดให้ส่งทัพปราบปรามโอนเขมรกลับมาอยู่ใต้อำนาจไทยได้อีก ส่วนฝ่ายญวนเมื่อมีการแก่งแย่งราชสมบัติกันในหมู่เจ้านายองเชียงสือเจ้าญวนได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารจนมีกำลังพอเพียงจึงกลับไปกู้ราชบังลังก์คืนได้ แล้วถวายความสวามิภักดิ์ต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ซึ่งพระราชทานพระเมตตาต้อนรับเป็นอย่างดีฝ่ายลาวนั้นก็ได้ทรงอภิเษกเจ้าอินทวงศ์ให้ได้ครองลาว ลาวจึงยอมเป็นเมืองขึ้นไทยโดยนอบน้อม
          แม้พระราชกิจส่วนใหญ่จะเป็นไปในด้านสร้างบ้านสร้างเมืองให้ใหญ่โต สง่างามเทียบเท่ากรุงศรีอยุธยาราชธานีเดิม และต้องทรงใช้เวลาในการป้องกันพระราชอาณาจักรให้พ้นจากอริราชศัตรู ก็จริงอยู่ แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็มิได้ทรงละทิ้งงานทำนุบำรุงศิลปกรรมและวรรณคดีอันเป็นวัฒนธรรมหลักของชาติ ดังเช่นพระองค์เองได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ อุณรุทอิเหนา และนิราศท่าดินแดง กวีอื่นก็ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์ เช่น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงพระนิพนธ์เพลงยาวถวายพยากรณ์ นิราศเสด็จไปปราบพม่าเมืองนครศรีธรรมราช และยังมีกวีท่านอื่น เช่น เจ้าพระยาพระคลัง (หน) นิพนธ์เรื่อง สามก๊กและราชาธิราช เป็นต้น
          ด้านนาฏกรรมเล่า ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็โปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟู "โขนละครฟ้อนรำ" ศิลปกรรมนั้นก็ยังมีปรากฏเป็นพยานให้เห็นได้ชัดในการตกแต่งประดับประดาพระที่นั่งต่างๆ ในพระบรมมหาราชวัง และพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เครื่องราชูปโภคต่างๆ ที่ประกอบในการพระราชพิธี พระแท่นราชบังลังก์ต่างๆ เช่น พระแท่นบุษบกมาลามหาพิมาน และพระแท่นมหาเศวตฉัตร ในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยเป็นต้น
         ในโอกาสมหามงคลสมัยสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๒๐๐ ปี ใน พ. ศ. ๒๕๒๕ ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายประชาชน ได้ร่วมใจกันถวายพระสมัญญา "มหาราช" แก่องค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์และแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อสวัสดิมงคลแก่ชาติและขัตติยราชวงศ์ อันพึงเจริญรุ่งเรืองถาวรสืบต่อไปชั่วนิจนิรันดร์


[กลับหัวข้อหลัก]

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช


บริเวณพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม


พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประดิษฐาน ณ เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปิยมหาราช

          พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริยาธิราช รัชกาลที่ ๕ ในพระบรมราชจักรีวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จอยู่ในราชบังลังก์เป็นเวลา ๔๒ ปี และตลอดเวลาอันยาวนานนี้ได้ทรงปรับปรุงทำนุบำรุงและเทิดเกียรติประเทศไทยให้มีฐานะสูงเทียมอารยประเทศอันเป็นที่ยกย่อง พระราชกรณียกิจมีมากมายหลายด้านหลายประการ ที่เด่นมากน่าจะยกมากล่าวสรุปได้ เช่น โปรดเกล้าฯ ให้เลิกทาสเพื่อชาวไทยได้เป็นพลเมืองที่มีเสรีเสมอภาคกันตามกฎหมายการเลิกทาสก็มิได้ทรงประกาศเลิกอย่างกะทันหันซึ่งจะเป็นเหตุให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งตัวทาสและเจ้าของทาสเปลี่ยนปฏิบัติการตามพระบรมราโชบายมิได้ แต่ได้ทรงใช้พระปรีชาสามารถกำหนดเวลาลดค่าตัวทาสลงเป็นปีๆ ไป จนหมดค่าตัวและเป็นไทยได้ โดยมีเวลาเตรียมตัวทั้งฝ่ายทาสและเจ้าของทาส มิเป็นที่เดือดร้อนแก่ฝ่ายใด ทรงแก้ไขปรับปรุงการปกครองบ้านเมืองเพื่อความสุขความเจริญของประชาชน
          การบริหารราชการซึ่งปฏิบัติกันสืบต่อมาแต่โบราณกาลนั้นยังสับสนกันอยู่ เช่น การศาลก็ขึ้นกับหลายหน่วยราชการด้วยกัน จึงทรงจัดแบ่งราชการแผ่นดินให้เป็น ๑๒ ส่วน หรือ ๑๒ กระทรวง เพิ่มตำแหน่งเสนาบดีให้เพียงพอที่จะปฏิบัติราชการเฉพาะ ส่วน เฉพาะหน้าที่ โดยมิได้ก้าวก่ายกัน ทรงทำนุบำรุงการศึกษา การคมนาคม การเศรษฐกิจ การอนามัย เสด็จประพาสเยี่ยมเยียนเพื่อทราบทุกข์สุขของประชาชนชาวไทย เสด็จเยือนประเทศอื่นเพื่อสมานไมตรีและแก้ไขปัญหาขัดแย้งระหว่างประเทศนั้นๆ กับประเทศไทย ในระยะนั้นประเทศมหาอำนาจที่มามีผลประโยชน์ทางทวีปเอเซีย  โดยเฉพาะที่ใกล้เคียงราชอาณาจักรไทยคือ อังกฤษ และฝรั่งเศสซึ่งต่างคอยแก่งแย่งกีดกัน การที่อีกฝ่ายหนึ่งจะได้ประ-โยชน์มากกว่าตน ประเทศไทยจึงตกในสภาพถูกบีบทั้งสองข้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจำเป็นต้องใช้พระวิจารณญาณผ่อนปรนให้แก่ประเทศเหล่านั้น แม้บางคราวจำต้องเสียพระราชอาณาเขตบางส่วน เสียผลประโยชน์รายได้ทางภาษีอากรบ้างก็จำต้องทรงยอมเสีย เพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกราชของประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้ทรงนำวิทยาการและความเจริญนานาประการของชาวตะวันตกมาใช้ทำนุบำรุงบ้านเมืองไทย เช่น โปรดให้จัดการรถไฟ สร้างถนน และดำเนินการไปรษณีย์โทรเลขขึ้น เป็นต้น ด้วยพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองและอาณาประชาชน ตลอดจนการที่พระราชทานพระเมตตากรุณาประชาชน ตลอดจนการที่พระราชทานพระเมตตากรุณาและไมตรีจิตแก่ทุกคน ทุกฐานะในพระราชอาณาเขต ตามแต่จะทรงมีโอกาสแสดงให้ปรากฏแก่ชนนั้นๆ พระองค์จึงได้ทรงเป็นที่รักใคร่และเคารพบูชาของชนทั้งปวงในพระราชอาณาจักรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
         ในโอกาสที่จะทรงครองราชย์ครบ ๔๐ ปี ในพ.ศ. ๒๔๕๑ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงเป็นประธานจัดงานสมโภช โดยทรงเชิญชวนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชน ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ คือ พระบรมรูปทรงม้า ซึ่งประดิษฐาน ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม กรุงเทพมหานคร  ที่ฐานของพระบรมรูปทรงม้านี้มีแผ่นโลหะจารึกข้อความเทิดพระเกียรติ พร้อมทั้งถวายพระสมัญญาว่า
" สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปิยมหาราช"
          ภายหลังจากการเสด็จสวรรคต จึงได้กำหนดวันสักการบูชาประจำปีขึ้นในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันเสด็จสวรรคต

 (ดูเพิ่มเติมเรื่อง กรุงเทพมหานคร เล่มเดียวกัน และ เรื่อง ลำดับพระมหากษัตริย์ไทย เล่ม ๔)


[กลับหัวข้อหลัก]

การเลิกทาส (ภาพเขียนบนเพดานพระที่นั่งอนันตสมาคม)


พระบรมรูปทรงม้า ประดิษฐาน ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• หม่อมราชวงศ์แสงโสม เกษมศรี

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
กระดาษ
การตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์
ประวัติการไปรษณีย์สากล
พระบรมมหาราชวัง
พลาสติก
ไม้และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากไม้
โรงพยาบาล ในกรุงเทพมหานคร
สถานที่สำคัญทางราชการ
หอสมุดแห่งชาติ
หัวข้อหลักในการจำแนกสัตว์
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 6
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 18
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 25
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2 > มหาราชในประวัติศาสตร์ไทย