รัก (Calotropis gigantea R. Br.) ต้นรักเป็นพันธุ์ไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามที่รกร้างว่างเปล่า ริมทางแม้แต่ริมทะเลก็สามารถพบได้ เพราะต้นรักขึ้นง่าย ทนทาน บางครั้งจะเห็นเมล็ดรักซึ่งมีขนสีขาวเป็นพู่ยาวๆ ปลิวตามลมไปในที่ต่างๆ เมื่อตกลงในที่ซึ่งมีความชื้นพอสมควร จะงอกขึ้นเป็นต้นใหม่ได้ มีชื่อที่ใช้เรียกหลายชื่อ ได้แก่ รัก รักดอก หรือรักร้อยมาลัยเพราะคนไทยรู้จักดอกไม้ชนิดนี้มากที่สุดจากการนำมาร้อยเป็นอุบะพวงมาลัยนั่นเอง
รักมีถิ่นกำเนิดในเอเชียกลางและอินเดีย ไม่ปรากฏหลักฐานว่า เข้ามาสู่เมืองไทยเมื่อใด เป็นไม้พุ่มสูง ๑-๒.๕ เมตร ใบใหญ่ ก้านสั้น มีขนนุ่ม และมีนวลขาวทั้งใบ ดอกมี ๒ สี คือสีขาวและสีม่วง ออกดอกเป็นช่อใหญ่ ค่อนข้างกลมที่ปลายกิ่งและซอกใบ เมื่อดอกบาน กลีบดอก ๕ กลีบ จะแผ่ออกจากกันเป็นวง เห็นส่วนที่เป็นสัน ๕ สัน คล้ายมงกุฎ อยู่ตรงกลาง ส่วนนี้เองที่นำมาใช้ร้อยมาลัย ผลรักเป็นฝักรูปรีปลายแหลมยาว ๕-๗ ซม. เมื่อแก่จะแตกและปล่อยเมล็ดเล็กๆ ที่มีขนเป็นพู่ ปลิวไปตามลม
ตามประเพณีไทยมักจะใช้ดอกรักร่วมกับดอกไม้อื่นที่มีความหมายเป็นมงคลในงานมงคลที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก เช่น งานหมั้น และงานแต่งงาน โดยใช้ในขันหมากหมั้น ขันหมากแต่งจัดพานรองรับน้ำสังข์ ร้อยเป็นมาลัยบ่าวสาวและโปรยบนที่นอนในพิธีปูที่นอน เป็นต้น
ในวรรณคดีมักกล่าวถึงต้นรัก ในความหมายถึงความรัก ความพิศวาส ระหว่างชายหญิงดังเช่นที่สุนทรภู่กล่าวไว้ใน
นิราศพระประธม ดังนี้
เห็นต้นรักหักโค่นโคนสบัด
เป็นรอยตัดรักขาดให้หวาดไหว
เหมือนตัดรักตัดสวาทขาดอาลัย
ด้วยเห็นใจเจ้าเสียแล้วนะแก้วตา
|
รักมีสรรพคุณทางสมุนไพร โดยใช้เปลือกราก เป็นยารักษาโรคบิด ขับเหงื่อ และทำให้อาเจียน ยางมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง หรือขับพยาธิ ใช้ภายนอกเป็นยารักษากลากเกลื้อน แต่ต้องระมัดระวัง เพราะถ้ายางรักซึ่งเป็นสีขาวขุ่นนั้นถูกผิวหนัง อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองคัน ปวดแสบปวดร้อน หรืออักเสบบวมแดง จึงควรใช้ครีมทาผิวหรือกลีเซอรีนทาบางๆ ก่อนที่จะสัมผัสดอกรัก
[กลับหัวข้อหลัก]