สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23 > พันธุ์ไม้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี และความเชื่อ
พันธุ์ไม้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี และความเชื่อ  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
 
พันธุ์ไม้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี และความเชื่อ โดย นางวิยดา เทพหัตถี
          ชนชาติไทยมีวัฒนธรรมเป็นของตนเองขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆที่ปฏิบัติและสืบทอดกันต่อมา บางอย่างมีหลักเกณฑ์และเหตุผลที่ชัดเจน บางอย่างเป็นเพียงความเชื่อที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ การยึดถือเอาพันธุ์ไม้เป็นสื่อ เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับความรัก ความสุข ความทุกข์ ความสูญเสีย และการพลัดพราก เพราะชื่อของพันธุ์ไม้บ้าง เพราะลักษณะของพันธุ์ไม้บ้าง เป็นธรรมเนียมความเชื่อที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมาโดยตลอดเรื่องของไม้มงคล และไม้ต้องห้ามนานาชนิดยังสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ตัวอย่างพันธุ์ไม้ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อดังกล่าวนี้ ได้แก่
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

รัก
           รัก (Calotropis gigantea R. Br.) ต้นรักเป็นพันธุ์ไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามที่รกร้างว่างเปล่า ริมทางแม้แต่ริมทะเลก็สามารถพบได้ เพราะต้นรักขึ้นง่าย ทนทาน บางครั้งจะเห็นเมล็ดรักซึ่งมีขนสีขาวเป็นพู่ยาวๆ ปลิวตามลมไปในที่ต่างๆ เมื่อตกลงในที่ซึ่งมีความชื้นพอสมควร จะงอกขึ้นเป็นต้นใหม่ได้ มีชื่อที่ใช้เรียกหลายชื่อ ได้แก่ รัก รักดอก หรือรักร้อยมาลัยเพราะคนไทยรู้จักดอกไม้ชนิดนี้มากที่สุดจากการนำมาร้อยเป็นอุบะพวงมาลัยนั่นเอง
           รักมีถิ่นกำเนิดในเอเชียกลางและอินเดีย ไม่ปรากฏหลักฐานว่า เข้ามาสู่เมืองไทยเมื่อใด เป็นไม้พุ่มสูง ๑-๒.๕ เมตร ใบใหญ่ ก้านสั้น มีขนนุ่ม และมีนวลขาวทั้งใบ ดอกมี ๒ สี คือสีขาวและสีม่วง ออกดอกเป็นช่อใหญ่ ค่อนข้างกลมที่ปลายกิ่งและซอกใบ เมื่อดอกบาน กลีบดอก ๕ กลีบ จะแผ่ออกจากกันเป็นวง เห็นส่วนที่เป็นสัน ๕ สัน คล้ายมงกุฎ อยู่ตรงกลาง ส่วนนี้เองที่นำมาใช้ร้อยมาลัย ผลรักเป็นฝักรูปรีปลายแหลมยาว ๕-๗ ซม. เมื่อแก่จะแตกและปล่อยเมล็ดเล็กๆ ที่มีขนเป็นพู่ ปลิวไปตามลม
           ตามประเพณีไทยมักจะใช้ดอกรักร่วมกับดอกไม้อื่นที่มีความหมายเป็นมงคลในงานมงคลที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก เช่น งานหมั้น และงานแต่งงาน โดยใช้ในขันหมากหมั้น ขันหมากแต่งจัดพานรองรับน้ำสังข์ ร้อยเป็นมาลัยบ่าวสาวและโปรยบนที่นอนในพิธีปูที่นอน เป็นต้น
           ในวรรณคดีมักกล่าวถึงต้นรัก ในความหมายถึงความรัก ความพิศวาส ระหว่างชายหญิงดังเช่นที่สุนทรภู่กล่าวไว้ใน นิราศพระประธม ดังนี้
   


เห็นต้นรักหักโค่นโคนสบัด เป็นรอยตัดรักขาดให้หวาดไหว เหมือนตัดรักตัดสวาทขาดอาลัย ด้วยเห็นใจเจ้าเสียแล้วนะแก้วตา


          รักมีสรรพคุณทางสมุนไพร โดยใช้เปลือกราก เป็นยารักษาโรคบิด ขับเหงื่อ และทำให้อาเจียน ยางมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง หรือขับพยาธิ ใช้ภายนอกเป็นยารักษากลากเกลื้อน แต่ต้องระมัดระวัง เพราะถ้ายางรักซึ่งเป็นสีขาวขุ่นนั้นถูกผิวหนัง อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองคัน ปวดแสบปวดร้อน หรืออักเสบบวมแดง จึงควรใช้ครีมทาผิวหรือกลีเซอรีนทาบางๆ ก่อนที่จะสัมผัสดอกรัก
[กลับหัวข้อหลัก]

ต้นรัก


ดอกรักสีม่วง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
สวาด
          สวาด (Caesalpinia bonduc (L.) Roxb.)
   


เห็นสวาดขาดทิ้งกิ่งสบัด เป็นรอยตัดต้นสวาทให้ขาดสาย สวาทพี่นี้ก็ขาดสวาทวาย แสนเสียดายสายสวาทที่ขาดลอย


          ในวรรณคดีหลายเรื่องที่กล่าวถึงต้นสวาดในเชิงเปรียบเทียบกับความรัก ความพิศวาสระหว่างชายหญิง เพราะมีความพ้องเสียงกันนั่นเอง นอกจากนั้น ตามธรรมเนียมไทย ในการจัดขันหมากงานแต่งงานบางแห่ง มีการใช้ใบรักและใบสวาดรองก้นขันหมากโท ซึ่งใส่หมากพลู ส่วนขันหมากเงินทุนและสินสอด ใส่ใบรักและใบสวาดลงไปรวมกับดอกไม้ และสิ่งมงคลอื่นๆเช่น ใบเงิน ใบทอง ดอกบานไม่รู้โรย และถั่วงา เป็นต้น
           สวาด หรือที่คนทางภาคใต้เรียกว่า หวาดนั้น เป็นไม้เลื่อยที่พบทั่วไปในเขตร้อน ในประเทศไทยพบมากตามป่าละเมาะใกล้ทะเล ลำต้นและกิ่นก้านของเถาสวาดมีหนามแหลมอยู่ทั่วไป ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ขนาดใหญ่ ยาว ๓๐-๕๐ ซม. ดอกสีเหลือง เป็นช่อยาว ๑๕-๒๕ ซม.ออกดอกตรงกิ่งเหนือซอกใบขึ้นไปเล็กน้อย ช่อเดี่ยวหรืออาจแตกแขนงบ้าง ก้านช่อยาวและมีหนาม ผลเป็นฝักรูปรี หรือขอบขนานแกมรูปรี มีขนยาวแหลมแข็งคล้ายหนามตามเปลือก แต่ละฝักมี ๒ เมล็ดเมล็ดกลมเปลือกแข็ง เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๕-๒ ซม. สีเทาแกมเขียว เป็นสีที่เรียกกันว่า สีสวาดนั่นเอง ในสมัยก่อน เด็กๆ นำมาใช้เล่นหมากเก็บ เพราะมีขนาดและรูปร่างเหมาะสม ใบสวาดมีสรรพคุณเป็นยาขับลม แก้จุกเสียด ผลใช้แก้กระษัย
[กลับหัวข้อหลัก]

ต้นและดอกสวาด

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โศก
          โศก (Saraca spp.) โศกเป็นพันธุ์ไม้ที่มีการกล่าวถึงบ่อยครั้งในวรรณคดีไทย ส่วนใหญ่เป็นการกล่าวถึงความเศร้าโศกในการพลัดพรากจากผู้เป็นที่รัก เนื่องจากต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่างๆ จึงมักพบชื่อโศกในวรรณคดีประเภทนิราศ ซึ่งบรรยายถึงความห่วงหาอาวรณ์ และเมื่อได้เห็นต้นโศกก็ยิ่งทำให้เศร้าหมองยิ่งขึ้น ดังที่พระมหานาคแห่งวัดท่าทราย ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา ประพันธ์ไว้ดังนี้
   


เห็นโศกเรียมเร่งเศร้า สงสาร โศกร่วงโรนโรยราน แก่เถ้า โศกเอยจะยืนนาน อยู่เมื่อ ใดนา ดูโศกดูเรียมเศร้า โศกเศร้า เหมือนเรียม


           ต้นโศกที่พบในประเทศไทยมีหลายชนิดเฉพาะที่เป็นไม้พื้นเมือง ได้แก่ โศกน้ำ โศกเขาและโศกเหลือง แต่ที่พบมากทั่วไปทุกภาค คือโศกน้ำ ซึ่งมักขึ้นตามริมน้ำ การเดินทางในนิราศ ต่างๆ มักเป็นการเดินทางตามลำน้ำ ดังนั้น โศกที่กล่าวถึงในวรรณคดีจึงน่าจะเป็นโศกน้ำ (Saracaindica Linn.) มากกว่าโศกชนิดอื่น
           โศกน้ำ หรือโศก เป็นไม้ต้นสูง ๑๐-๒๐ เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก มีเรือนยอดกว้าง ใบดกทึบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ยาว ๑๐-๑๘ ซม. มีใบย่อย ๒-๗ คู่ ใบอ่อนเป็นพวง หรือช่อห้อยย้อยลงตรงปลายกิ่ง สีเขียวอ่อนแกมขาวหรือมีสีม่วงอ่อนแซมเล็กน้อย เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ตัดกันกับใบอ่อนสวยงามมากดอกเป็นช่อคล้ายดอกเข็ม ค่อนข้างกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕-๑๕ ซม. ออกดอกที่ปลายกิ่งมากกว่าตามลำต้น เริ่มแรกดอกมีสีเหลืองแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มและสีแดงตามลำดับ ในแต่ละช่อจึงเห็นทั้งสามสีแซมสลับกันอย่างสวยงามดอกโศกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีรสเปรี้ยว ใช้รับประทานได้ ฝักแบน ยาว ๑๐-๒๐ ซม. กว้าง ๒-๕ ซม.เมื่อแก่มีสีน้ำตาลและจะแตกในแต่ละฝักมีเมล็ด ๒-๓ เมล็ดพบโศกขึ้นอยู่ตามริมลำธารในป่าทุกภาคออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ และออกฝักประมาณเดือนพฤษภาคม ขยายพันธุ์ โดยใช้เมล็ด มีการปลูกเป็นไม้ประดับตามวัดและสวนสาธารณะต่างๆ แต่ไม่นิยมปลูกตามบ้านเพราะชื่อ โศก หมายถึง ความเศร้า อาจเป็นเพราะเหตุผลข้อนี้ทำให้ในระยะหลังๆ มีผู้เรียกชื่อโศกเป็น อโศก หรืออโศกน้ำ

          เดิมคนไทยเรียกชื่อต้นไม้ชนิดนี้ว่า อโศก ตามชื่อภาษาสันสกฤตที่ใช้อยู่ในอินเดีย ซึ่งหมาย ถึงความรัก และความสุข และเปลี่ยนเป็น โศกตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ตอนหนึ่งว่า
   


แลแบ่งให้ทำศาลา ขุดบ่อบางโขมด ตำบล บ่อโศกนั้น ขุดบ่อริมต้นโศก จึงให้ชื่อ บ่อโศกฯ


          วรรณคดีไทยประเภทนิราศเรื่องหนึ่ง คือ นิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่ ได้บรรยายถึง พันธุ์ไม้ทั้ง ๓ ชนิด คือ รัก สวาด และโศกไว้ด้วยกันอย่างมีความหมายและได้อรรถรส ดังนี้
   


เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝง ทั้งรักแซมสวาดประหลาดเหลือ เหมือนโศกพี่ที่ระกำก็ช้ำเจือ เพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย


[กลับหัวข้อหลัก]

ต้นโศกเหลือง


ดอกโศกเหลือง


ดอกโศกน้ำ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ซ่อนกลิ่น
          ซ่อนกลิ่น (Polianthes tuberosa Linn.) ซ่อนกลิ่นเป็นไม้ล้มลุกหลายฤดู ขึ้นเป็นกอเล็กๆ มีหัวใต้ดิน ใบสีเขียวนวลหนาและเรียวยาว รูปแถบปลายแหลม เมื่อออกดอกจะแทงช่อรวมเป็นก้านกลมตั้งตรงขึ้นกลางกอ ยาว ๖๐-๙๐ ซม. ดอกเป็นช่อ ๒-๓ ดอก เรียงสลับ ตามแกนช่อรวม ดอกตูมเป็นสีขาวอมชมพูเรื่อๆดอกบานสีขาว มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ทยอยบานจากโคนไปหาปลายช่อ ซึ่งกว่าจะบานหมดทั้งช่อจะใช้เวลา ๕-๗ วัน ดอกจะเริ่มบานและมีกลิ่นหอมตั้งแต่ตอนเย็นเรื่อยไปตลอดทั้งคืน โดยเฉพาะกลางคืนยิ่งหอมมาก การที่ดอกมีกลิ่นหอมเฉพาะตอนกลางคืนทำให้มีผู้สันนิษฐานว่าชื่อซ่อนกลิ่นนั้น มาจากการที่ซ่อนกลิ่นไม่มีกลิ่นหอมในเวลากลางวันนั่นเอง
 
         
ชวลิต ดาบแก้ว เขียนไว้ในหนังสือ ดอกไม้ในวรรณคดี ว่าซ่อนกลิ่นชนิดดอกซ้อน เรียกว่า ซ่อนชู้ ส่วนชนิดดอกชั้นเดียวเรียกว่า ซ่อนกลิ่น แต่ในเอกสารอ้างอิงอื่นๆ ไม่มีเล่มใดระบุถึงเลย ในวรรณคดีไทยกล่าวถึงซ่อนกลิ่นและซ่อนชู้ควบคู่กันไปเสมอ และมักใช้ในเนื้อความเกี่ยวกับความรักที่ไม่เปิดเผยดังที่สุนทรภู่กล่าวไว้ใน นิราศพระประธม ดังนี้
   

เห็นซ่อนกลิ่นซ่อนชู้อดสูจิต คิดถึงมิตรมักมากยากนักหนา ทำซ่อนชู้รู้ชัดตัดตำรา ไม่คบหาสืบสายจนวายวาง

 
         
ซ่อนกลิ่นเป็นไม้พื้นเมืองของเม็กซิโก มีปลูกในไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยา  หรือก่อนหน้านั้นเชื่อกันว่าชาวจีนหรือชายฝรั่งเศสเป็นผู้นำเข้ามาคนไทยสมัยก่อนใช้ดอกซ่อนกลิ่นทั้งช่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสต่างๆ ตามแบบคนจีนต่อมาอาจเป็นเพราะใช้กันเป็นประจำในงานศพ ทำให้เกิดธรรมเนียมความเชื่อว่าเป็นดอกไม้ที่ไม่เป็นมงคล ไม่ควรนำมาใช้ในงานมงคลต่างๆ 
         
กลิ่นของดอกซ่อนกลิ่นเป็นกลิ่นที่หอมแรงและหอมนาน จึงมีการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากดอกไปใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมและเครื่องสำอางเรียกว่ากลิ่นทิวเบอโรส (Tuberose) จัดเป็นน้ำหอมชั้นดีชนิดหนึ่ง ในวรรณคดีเรื่องขุนช้าง ขุนแผน บรรยายถึงกลิ่นหอมของดอกซ่อนกลิ่นไว้อย่างไพเราะยิ่ง ดังนี้
   


ซ่อนชู้ชูช่ออรชร เหมือนเราซ่อนเป็นชู้คู่แฉล้ม ซ่อนกลิ่นส่งกลิ่นประทิ่นแกม เหมือนกลิ่นแก้มโฉมยงเมื่อส่งตัว

 
[กลับหัวข้อหลัก]

ช่อดอกซ่อนกลิ่น


ต้นและดอกซ่อนกลิ่น

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ตะเคียน
          ตะเคียน (Shorea odorata Roxb.) ตะเคียนเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร พบตามที่ราบริมน้ำในป่าดิบทั่วไปเปลือกมีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็นสะเก็ดใบเดี่ยวรูปไข่แกมรูปหอก ปลายใบแหลมขนาดกว้าง ๓-๖ ซม. ยาว ๑๐-๑๕ ซม.ดอกมีขนาดเล็กสีขาวนวล กลิ่นหอม ออกดอกเป็นช่อยาวๆ ตามซอกใบและปลายกิ่ง ระหว่างช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ผลมีลักษณะกลมผิวเกลี้ยงมีติ่งคล้ายหนามแหลมที่ปลายผลมีปีกยาว ๒ ปีก และปีกสั้น ๓ ปีก ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์ได้
           ตามลำต้นของตะเคียนมักมียางซึมออกมาและแห้งแข็งติดอยู่ตามเปลือกเป็นก้อนใสๆ เรียกว่า ชันตะเคียน นำมาใช้ยาเรือได้ ตำรายาไทยใช้ชันตะเคียนผสมยาสำหรับรักษาแผลเรื้อรังแก่นตะเคียนใช้แก้โรคคุดทะราด แก้เสมหะ และแก้ไข้ระยะเริ่มแรก เนื้อไม้แข็งทนทาน ใช้ขุดทำเรือมาดและเรือยาวมาตั้งแต่โบราณ แม้แต่เรือยาวที่ใช้แข่งขันกันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็ทำจากต้นตะเคียน
           ชาวบ้านมักเชื่อกันว่า ต้นไม้นี้มีผีสางนางไม้อยู่ประจำเรียกว่า ผีนางตะเคียน จึงไม่ควรไปตัด โค่น หรือนำมาใช้ประโยชน์ ด้วยความเชื่อดังกล่าว จึงทำให้มีเรื่องเล่าขานกันมากมายเกี่ยวกับความดุร้ายและอิทธิฤทธิ์ของนางตะเคียนสุนทรภู่ได้นำไปกล่าวไว้ใน นิราศเมืองแกลงตอนหนึ่งว่า
   


ระวังตัวกลัวตอตะเคียนขวาง เป็นเยี่ยงอย่างผู้เฒ่าเล่าสนอง ว่าผีสางนางตะเคียนคะนอง ใครถูกต้องแตกตายลงหลายลำ พอบอกกันยังมิทันจะขาดปาก เห็นเรือจากแจวตรงหลงถลำ กระทบผางตอนางตะเคียนตำ ก็โคลงคว่ำล่มลงในคงคา


[กลับหัวข้อหลัก]

ต้นตะเคียน

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นางวิยดา เทพหัตถี

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมตามสภาพภูมิศาสตร์
การส่งเสริมภูมิปัญญาไทย
ความสำคัญของเฟิร์นในป่าเมืองไทย
คุณค่าและความสำคัญของภูมิปัญญาไทย
พรรณไม้ในวิถีชีวิตไทย
พันธุ์ไม้ดอกหอมที่ใช้งานประดิษฐ์และบูชาพระ
วิธีการศึกษาชาติพันธุ์
ศิลปะการแสดงละครนอกจากจินตนาการ
หลักการให้ความช่วยเหลือกรณีมีอันตรายจากการดำน้ำ
แหล่งดูเฟิร์นที่น่าสนใจ
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 26
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23 > พันธุ์ไม้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี และความเชื่อ