สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24 > พันธุ์ไม้ที่ใช้เป็นยารักษาโรค
พันธุ์ไม้ที่ใช้เป็นยารักษาโรค  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24
 
พันธุ์ไม้ที่ใช้เป็นยารักษาโรค โดย นางวิยดา เทพหัตถี
          คนไทยรู้จักใช้พืชพันธุ์ไม้เป็นยามาตั้งแต่สมัยโบราณ และถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้ลูกหลานสืบทอดกันมา วิถีชีวิตของคนไทยในเรื่อง ดังกล่าว จึงปรากฏในวรรณคดีด้วย เช่น ในนิราศสุพรรณ


[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

น้ำใจใคร่ (Olax scandens Roxb.)
          น้ำใจใคร่เป็นพืชสมุนไพรซึ่งบางพื้นที่เรียกว่า กระทกรก พบขึ้นทั่วไปทุกภาค ลักษณะเป็นไม้รอเลื้อยที่แตกกิ่งก้านสาขามากมีขนละเอียดสีขาวอยู่ทั่วลำต้นและมักมีหนามตามกิ่งแก่ๆ ใบเดี่ยวสีเขียวเป็นมันรูปขอบขนาดแกมใบหอก ขนาดกว้าง ๒ - ๓ ซม. ยาว ๕ - ๗ ซม. ดอกเป็นช่อสั้นๆ ออกดอกสีขาวตามซอกใบพร้อมๆ กันเกือบทั้งกิ่งมีกลีบดอก ๕ - ๖ กลีบ กลิ่นหอม  ผลรูปไข่ปลายแหลมเล็กน้อย ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑ - ๑.๕ ซม. ผลสุกสีเหลือง หรือส้มรับประทานได้ ชาวบ้านรับประทานใบและยอดอ่อนๆ เป็นผัก

          น้ำใจใคร่มีสรรพคุณทางสมุนไพร ลำต้นใช้ทำยาต้ม แก้โรคไตพิการ และโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เปลือกเป็นยาแก้ไข้

[กลับหัวข้อหลัก]

น้ำใจใคร่

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ราชดัด (Brucea javanica Merr.)
          ราชดัดเป็นพืชวงศ์เดียวกับสีฟันคนทาและประทัดใหญ่ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่สำคัญพบในป่าโปร่งทุกภาค มีชื่ออื่นที่ใช้เรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ทางภาคใต้เรียกว่า กะดัด หรือฉะดัด ภาคกลางเรียกว่า ดีคน ตราดเรียกว่า  พญาดาบหัก เชียงใหม่เรียกว่า กาจับหลัก หรือมะดีควาย

          ลักษณะของราชดัดเป็นไม้พุ่มใหญ่ สูง  ๒ - ๓ เมตร ทรงพุ่มโปร่ง ใบประกอบแบบขนนก มีก้านใบยาว เรียงสลับอยู่ห่างๆ  ใบย่อยแต่ละใบเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอก หรือรูปรี ปลายแหลม ขอบจัก มีขนนุ่มๆ ทั้ง ๒ ด้าน   ดอกเล็กๆ สีน้ำตาลแกมแดง ออกดอกเป็นช่อยาวๆ ตรงซอกใบ ผลรูปใข่ปลายแหลม ขนาดเล็ก เมื่อแห้งจะมีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ผิวย่น   คล้ายเมล็ดมะละกอแห้ง ปัจจุบันมีปลูกตามสวนสมุนไพรเกือบทุกแห่ง เนื่องจากผลราชดัดเป็นยารักษาโรคบิด แก้ท้องเสีย และแก้ไข้ได้ดี  นอกจากนี้ ใบยังใช้ถอนพิษสัตว์กัดต่อยได้ด้วย
[กลับหัวข้อหลัก]

ราชดัด

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
สลัดใด (Euphorbia antiquorum Linn.)
          สลัดใดเป็นพันธุ์ไม้วงศ์เดียวกับมะยม พบในที่แห้งแล้งทั่วไป ลำต้นอวบน้ำเป็นแท่งสีเขียวมีหนาม มักจะไม่ค่อยมีใบ จึงทำให้มีลักษณะคล้ายกระบองเพชร และมักจะเข้าใจกันว่าเป็นกระบองเพชรชนิดหนึ่งเสมอ มีข้อแตกต่างที่ใช้สังเกตได้ คือ สลัดไดมียางสีขาวขุ่น เมื่อทำให้เกิดบาดแผลแม้เพียงเล็กน้อย น้ำยาสียาวจะไหลออกมาทันที แต่กระบองเพชรไม่มียาง นอกจากนั้น ดอกของสลัดไดจะมีขนาดเล็ก สีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว ขนาดเล้นผ่านศูนย์กลางดอกไม่ถึง ๑ ซม. คล้ายดอกไม้ชั้นเดียว แต่ส่วนที่เห็นเป็นกลีบๆ นั้นคือใบประดับ ขณะที่ดอกกระบองเพชรมีขนาดใหญ่กว่ามาก และมีกลีบ    ดอกจำนวนมากเรียงซ้อนกัน

          ลำต้นสลัดใดเป็นแท่งสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมมีสันเป็นแนวตรง มีใบเล็กๆ  ซึ่งมักจะหลุดร่วงง่าย นำมาปลูกเป็นรั้ว หรือปลูกด้านนอกของกำแพงรั้วบ้าน เพื่อกันคนและสัตว์ เนื่องจากต้นแข็งและมีหนามแหลมคม

          ยางสลัดใบมีพิษ หากสัมผัสกับผิวหนังอาจจะทำให้เกิดการระคายเคือง เป็นผื่นคัน หรือกัดผิว ตำรายาไทยใช้ยางกัดหูดตามผิวหนัง ซึ่งจากผลการวิจัยในปัจจุบันพบว่า มีสารร่วมก่อมะเร็งในน้ำยาง จึงไม่ควรนำมาใช้ ต้นที่แก่จัดลำต้นจะมีแก่นแข็งข้างใน เมื่ออายุประมาณ ๑๐ ปีขึ้นไป ต้นจะตายลง แต่แก่นแข็งๆ ยังอยู่ มีลักษณะเหมือนไม้แห้งๆ สีน้ำตาล มีกลิ่นหอมและรสขม เรียกว่า กะลำพัก ใช้ทำยาแก้ไข้ได้ดี

[กลับหัวข้อหลัก]

ต้นสลัดได

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ไข่เน่า (Vitex glabrata R. Br.)
          ไข่เน่าเป็นไม้ต้นในวงศ์เดียวกับสักและผกากรอง มีชื่ออื่นที่เรียกกันคือ คมขวาน และผรั่งโคก พบในป่าเบญจพรรณทั่วไป ขนาดต้นสูง ๑๕ - ๒๐ เมตร มีใบประกอบแบบฝ่ามือขนิด ๕ ใบย่อย สีเขียวเข้ม ดอกสีม่วงอ่อนเป็นช่อตรงซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ผลรูปไข่ ยาว ๒ - ๓ ซม. เมื่อสุกมีสีม่วงดำ เนื้อนุ่ม สันนิษฐานว่า ชื่อไข่เน่าคงจะมาจากลักษณะและสีของผล นั่นเอง ผลสุกรับประทานได้ แต่รสหวานเอียนไม่อร่อย ถ้าไส่เกลือป่นหรือจิ้มเกลือจะมีรสชาติดีขึ้น ไข่เน่าขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด

          เนื้อไม้ของไข่เน่าแข็ง ใช้ทำเครื่องเรือนและของใช้ต่างๆ  เปลือกต้นซึ่งมีรสฝาด ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ไข ขับพยาธิในเด็ก รากใช้แก้ท้องเสีย และเป็นยาเจริญอาหาร

[กลับหัวข้อหลัก]

ดอกไข่เน่า

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ชิงช้าชาลี (Tinospora cordifolia Miers)
          ทางภาคเหนือเรียกพันธุ์ไม้เลื้อยชนิดนี้ว่า จุ่งจะลิง หรือจุ่งจะลิงตัวแม่ อยู่ในวงศ์และสกุลเดียวกับบอระเพ็ด ซึ่งคนไทยรู้จักเป็นอย่างดีในเรื่องความขม และการใช้เป็นยาแก้ไข้ ชิงช้าชาลีเป็นไม้เลื้อย ลำเถายาว แต่มีปุ่มปมน้อยกว่าบอระเพ็ด พบมากในภาคกลาง ขึ้นเลื้อยพันตามต้นไม้ใหญ่และไม้พุ่มในป่าละเมาะ แม้แต่ที่รกร้างรอบๆ กรุงเทพฯก็สามารถพบได้ ใบเดี่ยวเป็นรูปหัวใจ ขนาดกว้างยาวประมาณ ๕ - ๑๐ ซม. ดอกสีเหลืองเล็กๆ ออกเป็นช่อยาวตามข้อและที่ซอกใบ ผลกลมขนาดเล้กอยู่เป็นกลุ่มๆ  เมื่อสุกจะมีสีเหลือง

          ชิงช้าชาลีมีรสขมเช่นเดียวกับบอระเพ็ดตำรายาไทยใช้ลำต้นแก้ไข้ บำรุงธาตุ และเป็นยาเจริญอาหาร ใบสดใช้แก้ปวดและถอนพิษแต่การวิจัยปัจจุบันพบว่า ไม่มีฤทธิ์แก้ไข้
[กลับหัวข้อหลัก]

ชิงช้าชาลี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
กรด (Combretum tetralophum Clarke)
          กรดเป็นพันธุ์ไม้วงศ์เดียวกับสะแก และหูกวาง ภาคกลางเรียกว่า กรด หรือเถาวัลย์กรดภาคเหนือเรียกว่า พุ่มกด แต่ทางภาคใต้เรียกว่า สะใภ้น้ำ ขึ้นตามริมลำธาร ตามป่าพรุน้ำจืด และป่าชายเลน ลักษณะเป็นไม้เลื้อยหรือรอเลื้อยลำต้นแข็ง มีเกล็ดบางๆ สีน้ำตาลแกมแดงอยู่เต็มตามส่วนที่ยังอ่อน เช่น ปลายๆ กิ่ง ใบอ่อนและช่อดอก ใบเดี่ยว รูปรีปลายแหลม เนื้อใบบาง ยาว ๑๐ - ๑๘ ซม. ออกเป็นคู่ตรงข้ามช่อดอกออกทั้งซอกใบและปลายกิ่ง ดอกเล็กสีเหลือง สีขาวนวล หรือสีเขียวอมขาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ  ผลรูปรีมีสันเป็น ๔ พู เมื่อแก่จัดสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ภายในผลมีเมล็ดเพียง  ๑ เมล็ด

          ตำรายาไทยใช้เปลือกต้นและรากเป็นยาสมานลำไส้ แก้บิด แก้ท้องร่วง ผลเป็นยาขับพยาธิไส้เดือน หรือต้มทำยาอมแก้ปากเปื่อย

[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
สมอ (Terminalia spp.)
          พันธุ์ไม้ที่เรียกว่า สมอ ส่วนมากหมายถึงพันธุ์ไม้ในวงศ์และสกุลเดียวกับหูกวาง ๓ ชนิด  คือ สมอไทย สมอพิเภก และสมอดีงู ต่างก็เป็นสมุนไพรที่ใช้ผลดิบเป็นยาระบาย ชาวบ้านโดยเฉพาะผู้สูงอายุมักรับประทานเป็นประจำเพราะเชื่อว่าไม่มีพิษภัย และจะช่วยให้ไม่เจ็บป่วยด้วย เป็นไม้ต้นซึ่งพบอยู่ตามป่าในภาคต่างๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในภาคใต้จะพบสมอดีงูมากกว่าสมอชนิดอื่น สมอเป็นไม้ผลัดใบ ซึ่งจะออกดอกหลังจากที่ใบอ่อนเริ่มผลิใหม่ดอกเล็กสีขาว หรือเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อยาวๆ  ตรงซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ผลเป็นแบบที่มีเนื้อรูปร่างลักษณะของผลสมอแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างชัดเจน
         
          ผลสมอไทยมีรูปป้อมๆ  ผิวเกลี้ยงไม่มีขนขนาดกว้าง ๒ - ๓ ซม. ยาว ๓ - ๔ ซม. เมื่อผลแก่จะมีสีเขียวอมเหลือง ผลแห้งสีดำ ผลอ่อนใช้เป็นยาระบาย ขับเสมหะ และแก้ไข้ ผลที่แก่และดิบใช้รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก

          ผลของสมอพิเภกค่อนข้างกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒ ซม. ผิวมีขนนุ่มสีน้ำตาล หรือน้ำตาลแกมgหลืองปกคลุมอยู่ทั้งผลมีสันตามยาว ๕ สัน มักออกรวมกันเป็นพวงๆ ที่ปลายกิ่ง ผลอ่อนมีรสเปรี้ยว ใช้เป็นยาระบาย ผลสุกจะมีรสฝาดใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย และเป็นยาเจริญอาหาร ส่วนผลแห้งใช้ต้มกับน้ำเป็นยาแก้ไอ

          สมอดีงู หรือสมอหมึกมีผลค่อนข้างยาวหัวและท้ายแหลมคล้ายผลสมอของจีน รสฝาดและขม ผลสุกสีม่วงแกมเขียว ตำรายาไทยใช้ผลอ่อนเป็นยาระบาย แก้โลหิตเป็นพิษ และแก้ไข้

          สมอทั้ง ๓ ชนิดนี้ เปลือกต้นและผลดิบมีสารฝาด จึงใช้ในการย้อมแหอวนให้มีสีเข้มและใช้ได้ทนทาน เพราะสารฝาดช่วยลดการเสื่อมสภาพของด้ายหรือเชือกที่ใช้ทำแหและอวน โดยเฉพาะสมอพิเภก เปลือกและผลใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีเขียวขี้ม้า

         ในวรรณคดีกล่าวถึงสมอต่างๆ ในกลุ่มของพืชที่ใช้เป็นยาเสมอ เช่น ใน นิราศสุพรรณตอนหนึ่ง

         มหาสดำคำไก่ต้น             ทนดี
         หางตะเค่เนรพุศรี            ซ้มกุ้ง
        ชาเลือดเหมือนคนมี       สมอพิเภก เอกเอย
         ลมป่วนหวนหอมฟุ้ง       เปลือกใช้ใบยา

[กลับหัวข้อหลัก]

ผลสมอพิเภก

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นางวิยดา เทพหัตถี

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
กรรมวิธีการผลิตปูนซีเมนต์
กระบวนการผลิตเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์
ปิโตรเลียมและการผลิต
เมืองหลวงเก่าของไทย
ไม้ในวรรณคดีไทย (ตอน ๒)
โรคเกิดจากเชื้อรา
โรคเกิดจากไวรัส
โรคติดเชื้ออุบัติใหม่และโรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ
วรรณคดีมรดก
วรรณคดีมรดกของไทยสมัยธนบุรี
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 26
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24 > พันธุ์ไม้ที่ใช้เป็นยารักษาโรค