สนุก! ดาวเดือน Season 3 ชิงทุนการศึกษากว่า 2 แสนบาท
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
หาอะไร  
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ
 
สมัครสมาชิก
ขอเชิญร่วมทดลองใช้สารบัญเว็บไทย 2.0 Beta ก่อนใคร คลิก!!!


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ  
 

 
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
 
พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ โดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
          การพระราชทานอภัยโทษ  หมายถึง  การพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แก่ผู้ต้องโทษประเภทต่าง ๆ ให้ได้รับการปล่อยตัวหรือลดโทษ  โดยมีทั้งการพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลแก่ผู้ต้องโทษซึ่งทูลเกล้าฯ  ถวายฎีกาขอพระราชทานพระมหากรุณาขึ้นมาและในรูปของการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป  ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการเสนอให้มีการพระราชทานอภัยโทษ
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

วิวัฒนาการพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ
          การพระราชทานอภัยโทษเป็นสิ่งที่ควบคู่มากับการปกครองของไทยนับตั้งแต่สมัยที่สุโขทัยเป็นราชอาณาจักร  มีการปกครองที่เรียกกันว่า “พ่อปกครองลูก” สมัยนั้นประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าถึงองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงปกครองแผ่นดิน เพื่อร้องทุกข์และขอความเป็นธรรม โดยมีสิทธิที่จะไปสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้หน้าพระราชวังได้ และเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงได้ยินก็จะเสด็จออกมาตรัสถามถึงความเดือดร้อนนั้นโดยตรง  ดังความในศิลาจารึกว่า  “...ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลางเมืองมันจักกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้ไปสั่นกระดิงอันท่านแขวนไว้  พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียกเมือถาม  สวนความแก่มันด้ายซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม...” สิทธิในการร้องทุกข์และขอความเป็นธรรมนี้เป็นที่มาของประเพณีถวายฎีการ้องทุกข์ และฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษโนสมัยต่อมา

          เมื่อถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา  ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับราษฎรเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้ากับข้า” พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจเป็นล้นพ้นเสมือนหนึ่งทรงเป็นเทวราช  ดังนั้น  ความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างพระมหากษัตริย์กับราษฎร  จึงยากที่จะเกิดขึ้นได้ซึ่งต่างจากสมัยสุโขทัย อีกทั้งสมัยกรุงศรีอยุธยามีการก่อกบฏเพื่อโค่นล้มราชบัลลังก์ แล้วจับพระมหากษัตริย์ปลงพระชนม์อยู่บ่อยๆ จึงทำให้พระมหากษัตริย์มิอาจไว้วางพระราชหฤทัยผู้ใดได้มากนัก การเข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมดังเช่นสมัยสุโขทัยจึงกระทำได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการลงโทษข้าแผ่นดินทุกๆ  คน ตั้งแต่โทษน้อยไปจนถึงโทษประหารชีวิต  องค์พระมหากษัตริย์ก็มีพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษอนึ่ง การใช้พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษนั้นก็เด็ดขาดเช่นเดียวกับพระราชอำนาจในการลงโทษ  กล่าวคือ  การพระราชทานอภัยโทษหรือไม่นั้นสุดแล้วแต่พระบรมราชวินิจฉัย ถึงแม้จะมีการกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษพระองค์ก็อาจจะไม่พระราชทานอภัยโทษให้ก็ได้ซึ่งจะเห็นว่า การใช้พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษเป็นการใช้พระราชอำนาจในฐานะ  "เจ้าชีวิต"  มีข้อสังเกตว่า การใช้พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษของพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยานั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะการพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษเป็นรายบุคคลเท่านั้นแต่ยังมีการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปด้วยโดยถือเป็นโบราณราชประเพณีสำหรับองค์พระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติจะทรงพระกรุณาแก่ประชาชนทั้งปวง ให้ลดส่วยสาอากรขนอนตลาด  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ปล่อยนักโทษจากการจองจำ

          ต่อมา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้มีพระบรมราชโองการให้ชำระพระราชกำหนดบทพระอัยการในแผ่นดินอันมีอยู่ในหอหลวงตั้งแต่พระธรรมศาสตร์ไป โดยจัดเป็นหมวดหมู่และปรับปรุงตัวบทกฎหมายให้ถูกต้องตามครรลองของความยุติธรรม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “กฎหมายตราสามดวง”  ซึ่งในกฎหมายตราสามดวงมีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษปรากฏอยู่ด้วย โดยสรุปมีใจความว่าการพิจารณาพระราชทานอภัยโทษ แก่นักโทษนั้น นอกจากจะพิจารณาความดีความชอบของนักโทษเป็นรายบุคคลไปแล้ว ยังต้องพิจารณาตามชั้นโทษของผู้กระทำผิด โดยแบ่งตามโทษที่ผู้กระทำผิดได้รับเป็นอุกฤฐ  คะรุ และมชิมโทษครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ  ก็ได้มีการพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษที่ถูกจองจำ และเมื่อมีการสร้างหอพระไตรปิฎกก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษซึ่งต้องโทษประหารชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

          เมื่อเกิดอหิวาตกโรคในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชสมบัติก็ได้มีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ปล่อยนักโทษนอกจากนั้น ยังปรากฏว่า มีการพระราชทานอภัยโทษโดยมีเงื่อนไขขึ้น โดยพระราชทานอภัยโทษเก่ผู้ร้ายที่มาลุแก่โทษในความผิดของตนทั้งนี้ ได้มีการร่างพระบรมราโชวาทสั่งสอนนักโทษเหล่านั้นตามแนวคำสอนทางพระพุทธศาสนาเพื่อให้นักโทษกลับตนยึดมั่นในความดี  อันเป็นการสะท้อนให้เห็นกึงอิทธิพลของแนวคิดธรรมราชา ที่มีต่อการใช้พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ

          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ปรากฏแนวความคิดพื้นฐานที่สำคัญเกี่ยวกับพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ กล่าวคือ ได้มีการร่างพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการปกครองประเทศขึ้นชุดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับรัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ในประเทศต่างๆ ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์  โดยในมาตราหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า พระเจ้าแผ่นดินมีราชศักดานุภาพเป็นอาทิ  คือ เป็นที่เกิดของความยุติธรรม  ที่ระงับทุกข์ร้อน และทรงพระกรุณายกโทษให้คนที่กระทำผิดกฎหมาย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ร่างพระราชกฤษฎีกานี้ไม่ได้มีการประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย อย่างไรก็ดีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการพระราชทานอภัยโทษในรูปของพระบรมราชวินิจฉัยในอรรถคดีต่างๆในฐานะที่ทรงเป็นที่มาของความยุติธรรม ในอันที่จะพระราชทานความยุติธรรมแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินโดยถ้วนหน้า  และยังมีการพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษซึ่งทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ตลอดจนมีการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป  ซึ่งมักจะมีการพระราชทานอภัยโทษในโอกาสสำคัญของบ้านเมือง เช่น การประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก  ตลอดจนพระราชพิธีสำคัญทางพุทธศาสนา

[กลับหัวข้อหลัก]

ตราประจำตำแหน่ง ๓ ดวงที่ประทับในกฎหมายตรา ๓ ดวง


ภาพเขียนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศเลิกทาสในพระที่นั่งอนันตสมาคม

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษในระบอบประชาธิปไตย
          เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พุทธศักราช  ๒๔๗๕  ในระยะแรก เมื่อคณะราษฎร์ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  มีบทบัญญัติที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษของพระมหากษัตริย์ โดยมีการกำหนดให้การอภัยโทษเป็นอำนาจของคณะกรรมการราษฎร แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕  แล้วรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติรับรองอำนาจในการอภัยโทษให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ดุจเดิม โดยถือว่าเป็นการใช้พระราชอำนาจในทางบริหาร  ดังที่ปรากฏในมาตรา ๕๐ ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะพระราชทาน อภัยโทษ” ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการนำพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษของพระมหากษัตริย์มาบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษของพระมหากษัตริย์ในยุคสมบูรณา ญาสิทธิราชย์นั้น เมื่อเปลี่ยนมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้วก็ยังคงเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาด และเป็นพระราชอำนาจเฉพาะพระองค์โดยแท้  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทยฉบับต่อๆ มาก็ได้รับรองพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการอภัยโทษไว้ด้วยถ้อยคำทำนองเดียวกัน จนกระทั่งปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ ในมาตรา ๒๒๕ ก็ได้บัญญัติไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ้งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ”

          ปัจจุบันนอกจากจะมีการกำหนดพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษของพระมหากษัตริย์ไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว  ยังมีกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๗  ว่าด้วยการอภัยโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นเบาและลดโทษ ซึ่งอาจแยกพิจารณาเป็น  ๒  กรณี  ดังนี้

          กรณีแรก การพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล  มีหลักเกณฑ์ดังนี้คือ ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษอย่างใดๆ  หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ถ้าจะทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ จะยื่นเรื่องราวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ได้ส่วนกรณีผู้ถวายเรื่องราวซึ่งต้องจำคุกอยู่ในเรือนจำจะยื่นเรื่องราวต่อพัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำก็ได้เมื่อได้ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งถวายความเห็นว่าควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดถวายเรื่องราว ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นเป็นการสมควรจะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องคำพิพากษานั้นก็ได้ อนึ่ง เรื่องราวหรือคำแนะนำการขอพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิต  ให้ถวายได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อเรื่องราวทูลเกล้าฯ  ถวายฎีกามาถึงสำนักราช เลขาธิการกองนิติการจะเป็นผู้ประมวลเรื่องราวทั้งหมดและเสนอให้ที่ประชุมคณะองคมนตรีประชุมปรึกษา  คณะองค มนตรีทั้งคณะก็จะได้พิจารณาทูลเกล้าฯ  ถวายความเห็น  เพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัยอีกชั้นหนึ่ง เมื่อนำความเห็นต่างๆ ของทุกฝ่าย ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะองคมนตรีที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพิจารณาฎีกานั้นประกอบข้อพิจารณาทั้งหมด  แล้วพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยโดยพระราชอำนาจที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ  ในการนี้ก็มิใช่จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยตามความเห็นที่เสนอมาเสมอไป แต่เป็นดุลยพินิจของพระองค์เองโดยเด็ดขาดในการที่จะพระราชทานอภัยโทษ

          กรณีที่สอง การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป มีหลักเกณฑ์ว่า ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษที่มิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษกรณีดังกล่าวเมื่อได้มีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษนั้นแล้ว  จะต้องมีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาขึ้นใช้เป็นการทั่วไป

          อนึ่ง  พึงสังเกตว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับกำหนดว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัย โทษ โดยไม่ระบุว่าเป็นโทษประเภทใด  ดังนั้น  พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษจึงมีความหมายกว้างรวมทั้งโทษทางอาญา และโทษทางวินัย หรือทัณฑ์ตามกฎหมายอื่นด้วย  ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงอาจใช้พระราชอำนาจพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษ เปลี่ยนโทษ แก่ผู้ถูกลงโทษทางวินัยหรือทัณฑ์อื่นใด

          ผลของการพระราชทานอภัยโทษตามกฎหมาย อาจแยกพิจารณาได้เป็นสองกรณี คือ กรณีที่มีการพระราชทานอภัย โทษเด็ดขาดปราศจากเงื่อนไข  กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้บังคับโทษนั้น กล่าวคือ ถึงแม้จะมีการบังคับโทษไปบ้างแล้ว ก็ต้องหยุดการบังคับโทษนั้นทันทีส่วนกรณีการอภัยโทษเป็นแต่เพียงเปลี่ยนโทษหนักเป็นเบา หรือลดโทษเท่านั้น ถ้ายังมีโทษหลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษให้เปลี่ยนเป็นเบา  หรือลดโทษแล้วยังเหลืออยู่  ตามกฎหมายก็ให้บังคับเฉพาะโทษที่ยังเหลือนั้นต่อไป  จนกว่าจะครบกำหนดโทษตามคำพิพากษาของศาล

          กล่าวโดยสรุป  แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด  พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษของพระมหากษัตริย์นี้  ก็ยังคงเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ทั้งตามโบราณราชนิติประเพณี  และตามรัฐธรรมนูญ

[กลับหัวข้อหลัก]

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับบนบัลลังก์พิพากษา


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับบนบัลลังก์พิพากษาคดีเยาวชน

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ อุวรรณโณ

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
อยากเห็นเว็บไซต์ของท่านตรงนี้ คลิกที่นี่
สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก