สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก > พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก  
 

 
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
 
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดย นายทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา
          พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระราชพิธีสำคัญยิ่งสำหรับประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข เพราะเป็นการเชิดชูเฉลิมพระเกียรติว่า เป็นพระราชาธิบดีของประเทศนั้นโดยสมบูรณ์แล้ว หรือจะกล่าวทางสังคมวิทยาพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็คือ การแสดงการยอมรับนับถือประมุขของสังคมนั่นเอง ดังนั้นตามโบราณราชประเพณีของไทย  พระนามของผู้ได้รับการเลือกเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ก็ยังคงใช้ขานพระนามเดิม เป็นแต่เพิ่มคำว่า  “ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน”  ต่อท้ายพระนามเครื่องยศบางอย่างก็ต้องลด เช่น พระเศวตฉัตรมีเพียง ๗ ชั้น มิใช่  ๙  ชั้น  คำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า  พระบรมราชโองการ จนกว่าจะได้ทรงรับการบรมราชาภิเษก จึงถวายพระเกียรติยศโดยสมบูรณ์

          พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของประเทศไทยที่ปรากฏหลักฐานเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คือ  ศิลาจารึกวัดศรีชุมของพญาลิไท แห่งกรุงสุโขทัยกล่าวคือ พ่อขุนผาเมืองอภิเษกพระสหายคือ พ่อขุนบางกลางท่าว ให้เป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ผู้ครองกรุงสุโขทัย แต่ก็ไม่มีรายละเอียดการประกอบพระราชพิธีว่ามีขั้นตอนอย่างใด จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  เมื่อขึ้นเสวยราชสมบัติ  ได้ทรงทำพระราชพิธีนี้อย่างสังเขปเมื่อพุทธศักราช  ๒๓๒๕ ครั้งหนึ่งก่อน แล้วทรงตั้งคณะกรรมการ  โดยมีเจ้าพระยาเพชรพิชัย ซึ่งเป็นข้าราชการในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นประธาน สอบสวนแบบแผนโดยถี่ถ้วนตั้งขึ้นเป็นตำรา แล้วทรงทำบรมราชาภิเษกเต็มตำราอีกครั้งหนึ่งเมื่อพุทธศักราช  ๒๓๒๘ และได้ใช้เป็นแบบแผนในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลต่อๆ  มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแต่ละรัชกาลก็ได้ปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดเล็กน้อยให้เหมาะสมกับกาลสมัย ที่สำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งทรงเป็นปราชญ์ในทางอักษรศาสตร์และโบราณราชประเพณีได้ทรงพระราชนิพนธ์คำกราบบังคมทูลของพราหมณ์และราชบัณฑิตตอนถวายเครื่องราชกกุธกัณฑ์  กับพระราชดำรัสตอบเป็นภาษาบาลีและคำแปลเป็นภาษาไทย  ทั้งนี้อาจวิเคราะห์ได้ว่า พระราชพิธีนี้มีคติที่มาจากลัทธิพราหมณ์ผสมกับความเชื่อทางพุทธศาสนา  ส่วนบทมนต์ต่างๆ ของพราหมณ์  ท่านผู้รู้ทางภาษาตะวันออกโบราณวินิจฉัยว่า เป็นภาษาทมิฬโบราณ

         ส่วนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลปัจจุบัน  เมื่อพุทธศักราช  ๒๔๙๓  นั้น ทางราชสำนักได้ยึดงานบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๗  เป็นหลักแต่ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพบ้านเมืองที่ยังไม่อุดมสมบูรณ์ เพราะเพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ และเพื่อให้เหมาะสมกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วย


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ขั้นตอนของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
          ๑. ขั้นเตรียมพิธี มีการทำพิธีตักน้ำจากสถานที่ศักดิ์สิทธิต่างๆ ทั่วประเทศ ที่สำคัญคือ  แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำราชบุรี และแม่น้ำเพชรบุรี  พร้อมทั้งน้ำจากสระเกษ  สระแก้ว สระคงคา และสระยมนา  ในแขวงเมืองสุพรรณบุรี  มาทำพิธีเสกน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษก  และน้ำสรงพระมูรธาภิเษกกับทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธยดวงพระบรมราชสมภพ  และแกะดวงตราพระราชลัญจกรประจำรัชกาล

          ๒. พิธีเบื้องต้น มีการเจริญพระพุทธมนต์ตั้งน้ำวงด้ายสายสิญจน์รอบพระแท่นมณฑลพิธีซึ่งตั้งสิ่งของต่างๆ ที่จะใช้ในพระราชพิธี  มีพิธีจุดเทียนชัย และเจริญพระพุทธมนต์ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรวม  ๓  วัน ก่อนเจริญพระพุทธมนต์ในวันแรก  มีประกาศเทวดาหรือประกาศการพระราชพิธีเป็นการเริ่มงาน

          ๓. พิธีบรมราชาภิเษก เวลาเช้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสรงพระมูรธาภิเษกสนานแล้วทรงเครื่องต้นเสด็จออกสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระราชอาสน์แปดเหลี่ยมซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งอัฐทิศ ภายใต้พระมหาเศวตฉัตรเจ็ดชั้น ราชบัณฑิตและพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้งแปด กล่าวคำอัญเชิญให้ทรงปกปักรักษาทิศนั้นๆ แล้วถวายน้ำอภิเษกและถวายพระพรชัย เมื่อเวียนไปจนครบแปดทิศแล้วกลับมาประทับทิศตะวันออก หัวหน้าราชบัณฑิตซึ่งนั่งประจาทิศตะวันออก กราบบังคมทูลรวบยอดอีกครั้งหนึ่ง

           จากนั้นจึงเสด็จสู่พระราชอาสน์อีกด้านหนึ่งในพระที่นั่งองค์เดิม  เรียกว่า  พระที่นั่งภัทรบิฐแล้วพระมหาราชครูร่ายเวทสรรเสริญไกรลาส  คือ  อัญเชิญพระอิศวรให้เสด็จจากเขาไกรลาส มาสถิตพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นสมมติเทพเสร็จแล้วกราบบังคมทูลเฉลิมพระปรมาภิไธยและกราบบังคมทูลถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นภาษามคธครั้งหนึ่งและภาษาไทยอีกครั้งหนึ่ง

            ทรงรับว่า “ชอบละ พราหมณ์”
            ลำดับนี้ พระมหาราชครูจึ่งถวายพระสุพรรณบัฏ พระสังวาลสามสาย เครื่องราชกกุธภัณฑ์  เครื่องราชูปโภค และพระแสงอัษฎาวุธ

            เครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามตำรามี ๕ อย่างแต่ละตำราไม่ตรงกัน  ส่วนที่พระมหาราชครูถวายมี  พระมหาพิชัยมงกุฎ  ทรงรับมาสวมสมัยปัจจุบันได้อนุโลมตามประเพณีตะวันตกถือว่าเป็นระยะสำคัญที่สุดของงานบรมราชาภิเษกพราหมณ์เป่าสังข์ ไกวบัณเฑาะว์  ชาวประโคม ประโคมแตร  สังข์  ดุริยดนตรี  ทหารยิงปืนถวายคำนับ  พระสงฆ์ย่ำระฆังและสวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร ต่อไปเป็นพระแสงขรรค์ชัยศรี  ถือว่าเป็นพระแสงคู่บ้านคู่เมืองได้มาจากเขมร  พระแส้จามรี  นิยมกันว่าเป็นของสูงคู่พระองค์พระมหากษัตริย์มาแต่อินเดียโบราณธารพระกรคือไม้เท้า  และพระแส้หางช้างเผือก
เข้าใจว่าเป็นของไทยแทรกเข้ามาภายหลัง และฉลองพระบาทเชิงงอนเป็นราชกกุธภัณฑ์สำคัญสิ่งหนึ่งตามแบบฉบับอินเดียโบราณ
    
           เครื่องราชูปโภค ได้แก่  พระแสงดาบฝักทองเกลี้ยง เป็นพระแสงดาบประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนัยว่าทรงตีดาบด้วยพระองค์เอง  ธารพระกรเทวรูปพระสุพรรณศรีบัวแฉก  พานพระขันหมากพระมณฑป พระเต้าทักษิโณทก ทั้งหมดเป็นเครื่องใช้ประจำวันที่มหาดเล็กต้องเชิญตามเสด็จทุกงานพระราชพิธี

          ส่วนพระแสงอัษฎาวุธหรือพระแสงแปดองค์นั้น  เป็นอาวุธพระผู้เป็นเจ้าคือ  ตรี  จักร  ธนู  บ้าง  เป็นพระแสงที่มีประวัติสืบเนื่องมาทางประวัติศาสตร์บ้าง ได้แก่  พระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตงของสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า และพระแสงอื่นๆ  อีก

          แล้วพระสิทธิชัยบดีจึงกล่าวคำถวายพระมหาเศวตฉัตร  และพราหมณ์กล่าวศิวเวทวิษณุมนต์  เป็นภาษาโบราณ  และถวายชัยมงคลด้วยภาษามคธและภาษาสยาม  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับว่า

         “ดูกรพราหมณ์  บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน  เราแผ่อาณาเหนือท่านทั้งหลาย  กับโภคสมบัติ  เป็นที่พึงจัดการป้องกันอันเป็นธรรมสืบไป  ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบายเทอญ”
          พระมหาราชครูรับว่า  “ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระบรมราชโองการ พระบัณฑูรสุรสิงหนาทประถมธรรมิกราชวาจา  ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ”

          นี้เป็นระยะสำคัญที่สอง เพราะพระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการเป็นครั้งแรก แล้วทรงหลั่งน้ำจากพระเต้าทักษิโณทก  ตั้งสัตยาธิษฐานที่จะทรงเป็นธรรมิกราช จึงมีการประโคมเซ็งแซ่อีกครั้งหนึ่ง แล้วเสด็จสู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน  ทรงรับพรจากพระราชาคณะที่เข้างานวันก่อนๆ  มาแล้วทั้งสามวัน

          ๔. พิธีเบื้องปลาย ครั้นตอนกลางวันทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ  เสด็จพระราชดำเนินออกท้องพระโรงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูริยพิมานทรงรับคำถวายชัยมงคลจากมหาสมาคมแห่งพระบรมวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ราชบริพาร มีพระราชดำรัสขอบใจ  และได้พระราชทานพระราชานุญาตให้ผู้ทำราชการคงดำรงตำแหน่งสืบไปด้วย  ต่อจากนั้นเสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ฝ่ายในเฝ้าถวายพระพรดังเช่นฝ่ายหน้าในสมัยโบราณเป็นหน้าที่ท้าววรจันทร์ถวายสิบสองพระกำนัล  แต่ธรรมเนียมนี้เลิกไปตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ เละรัชกาลที่ ๗  ได้เติมการทรงสถาปนาพระชายาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินีในขั้นตอนนี้

           เวลาเย็น เสด็จไปทรงแสดงพระองค์เป็นพระอัครศาสนูปถัมภกต่อหน้าคณะสงฆ์ ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยกระบวนราชอิสริยยศ  แล้วเสด็จขึ้นทรงสักการะสมเด็จพระบรมราชบูรพการีทุกพระองค์

           อนึ่ง  ค่ำวันเดียวกันนี้ จะเสด็จขึ้นเถลิงพระราชมณเฑียรในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน  เป็นพิธีอย่างคนไทยขึ้นบ้านใหม่  คือ ประทับบนพระแท่นมณฑล ทรงรับกุญแจทอง  จั่นหมากทองธารพระกร  พันธุ์ผัก  หินบด  และแมว  ฯลฯเจ้านายผู้ใหญ่ฝ่ายในถวายพระพร แล้วเอนพระองค์ลงบนพระแท่นบรรทมพอเป็นมงคลฤกษ์

          ๕. เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราทั้งทางสถลมารคและชลมารค  อันเป็นธรรมเนียมที่มีมาแต่อินเดียโบราณ  เพื่อแสดงพระองค์แก่ทวยราษฎร  ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ ทรงแปรรูปงานนี้  เป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระศาสนาในพระอารามที่สำคัญ  โดยทางบกวันหนึ่งทางเรือวันหนึ่ง  เป็นเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

[กลับหัวข้อหลัก]

แผ่นพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย


พิธีบรมราชาภิเษก


พระที่นั่งและพระแท่นสำคัญ: พระที่นั่งพุดตานถม


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลังน้ำจากพระเต้าทักษิโณทก ตั้งสัตยาธิษฐานที่จะเป็นธรรมิกราช


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนราบใหญ่ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อถวายเครื่องสักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พุทธศักราช ๒๔๙๓
          ได้ดำเนินตามโบราณราชประเพณีทุกประการ เป็นแต่ได้ปรับปรุงพิธีการบางอย่าง ให้เหมาะสมกับกาลสมัยและภาวะของบ้านเมือง  โดยมีพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย  ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะดวงตราพระราชลัญจกร ณ  พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช๒๔๙๓ ตามเวลาอันเป็นพระมงคลฤกษ์

          วันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช  ๒๔๙๓  เป็นวันเริ่มพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ตัดทอนพิธีเบื้องต้นลงให้พอเหมาะแก่กาลสมัย คือ ไม่มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ตั้งน้ำวงด้ายสายสิญจน์รอบพระแท่นมณฑลพิธี  การเจริญพระพุทธมนต์ บรมราชาภิเษก ๓ วันก็กระทำเพียงวันเดียวพิธีจุดเทียนชัยบูชาพระสยามเทวาธิราช พระมหาเศวตฉัตร ๕ แห่ง  และสถานที่เคารพอีก๑๓  แห่ง  กระทำในตอนเย็น  ก่อนพิธีประกาศพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเจริญพระพุทธมนต์ระหว่างพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พราหมณ์ประกอบพิธีถวายใบสมิตตามลัทธิพราหมณ์  คือ  ถวายใบมะม่วง ใบทอง และใบตะขบ ให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปัดพระองค์ แล้วนำใบไม้นั้นไปทำพิธีศาสตรปุณยา  ชุบโหมเพลิง  เป็นการปัดเป่าผองภยันตรายทั้งปวงให้พ้นจากพระองค์พระมหากษัตริย์

          วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓  เวลา ๑๑.๒๑ น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสรงพระมูรธาภิเษกจากสหัสธารา พระสงฆ์ในมณฑลพระราชพิธีเจริญชัยมงคลคาถา  ชาวพนักงานประโคมสังข์  แตร  มโหระทึก  และเครื่องดุริยางค์ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารปืนใหญ่ยิงปืนเฉลิมพระเกียรติ ๒๑ นัด

          ต่อจากนั้น  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ  ประทับพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ภายใต้พระบวรมหาเศวตฉัตรแปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพาเป็นปฐม  เพื่อทรงรับน้ำอภิเษก โดยเปลี่ยนจากราชบัณฑิตเป็นสมาชิกรัฐสภา พิธีถวายน้ำอภิเษกนี้มีความหมายว่าเพื่ออัญเชิญสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทรงแผ่พระราชอาณา ปกครองประชาชนทั้งหลายทั่วทิศทั้ง  ๘ เมื่อทรงผันพระองค์เวียนมาสู่ทิศบูรพาแล้ว เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร (จิตร ณ  สงขลา)  ประธานวุฒิสภา  กราบบังคมทูลถวายชัยมงคลด้วยภาษามคธ  นายเพียรราชธรรมนิเทศ ประธานสภาผู้แทนราษฎรกราบบังคมทูลเป็นภาษาไทย

          เมื่อเสร็จพิธีถวายน้ำอภิเษกแล้ว พระราชคูรวามเทพมุนี (สวาสดิ์ พราหมณกุล) ทำหน้าที่พระมหาราชครู  กราบบังคมทูลถวายชัยมงคลด้วยภาษามคธและภาษาไทย  แล้วน้อมเกล้าฯ  ถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ตอนนี้ชาวประโคมประโคมสังข์ แตร  เครื่องดุริยางค์อีกครั้งหนึ่ง

          ต่อจากนั้น  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ  ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตรพระราชครูวามเทพมุนีร่ายเวทสรรเสริญ ศิวาลัยไกรลาส  จบแล้วกราบบังคมทูลถวาย เครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นภาษามคธแล้วทูลเกล้าฯ  ถวายพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชวราภรณ์เครื่องราชูปโภค และพระแสงราชศัสตราวุธพระสงฆ์เจริญชัยบงคลคาถา  ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร ฯลฯ  กองทหารถวายความเคารพบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารยิงปืนกองแก้วจินดาตามกำลังวันศุกร์  ๒๑ นัด ทหารบกทหารเรือยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ ๑๐๑ นัด  พระสงฆ์ในพระอารามทั่วราชอาณาจักรย่ำระฆังถวายชัยมงคล

          เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์แล้ว พระราชครูวามเทพมุนีกราบบังคมทูลถวายชัยมงคลด้วยภาษามคธและภาษาไทย  จากนั้นจึงมีพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พระราชครูวามเทพมุนีรับสนองพระปฐมบรมราชโองการ แล้วทรงหลั่งทักษิโณทกตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน จะทรงปฏิบัติพระราชกิจปกครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรมจรรยา  ดังพระปฐมบรมราชโองการที่พระราชทานไว้

          เวลา ๑๔.๐๐ น. เสด็จพระราชดำเนินออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ คณะรัฐมนตรี  ทูตานทูต  สมาชิกรัฐสภาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายชัยมงคล

          เวลา ๑๔.๔๐ น.  มีพระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์พระอัครมเหสี ให้ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

          วันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เวลา ๑๙.๕๔ น. มีพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี  ประทับแรมในพระบรมมหาราชวังรุ่งเช้าจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ

          วันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓  เสด็จออกท้องพระโรงกลาง  พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  คณะทูตานุทูตและกงสุลเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายชัยมงคล

           เวลา ๑๖.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินมายังพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท คณะบุคคลและสมาคมต่างๆ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายชัยมงคล จากนั้นเสด็จออกสีหบัญชรพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาทให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระยารามราชภักดี ปลัดกระทรวงมหาดไทยกราบบังคมทูลถวายชัยมงคลในนามประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

          เวลา ๑๗.๐๐ น. เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ ในพิธีเฉลิมพระนาม  สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์  สมเด็จพระสังฆราช และทรงตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ แล้วทรงสดับพระธรรมเทศนา  ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  (ญานวโร)  ถวายพระธรรมเทศนามงคลสูตรรัตนสูตร  และเมตตสูตร รวมหนึ่งกัณฑ์

          วันที่  ๘  พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓  เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ ในพิธีสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระราชวงศ์  ได้แก่  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระชัยนาทนเรนทรพระวรวงศ์เธอ  กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย และพระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้านักขัตรมงคล  จากนั้นทรงสดับพระธรรมเทศนา  ซึ่งสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์  สมเด็จพระสังฆราช  ถวายพระธรรมเทศนาเทวตาทิสนกถา  ทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร รวมหนึ่งกัณฑ์  การถวายพระธรรมเทศนาทั้งสองวันนี้ลือว่าเป็นการสำคัญมาก พระภิกษุที่ถวายเทศน์ขึ้นนั่งบนพระแท่นมหาเศวตฉัตร มิใช่นั่งเทศน์บนธรรมาสน์เทศน์ธรรมดาเช่นการพระราชพิธีอื่น  การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก  พุทธศักราช  ๒๔๙๓ จึงเป็นอันสิ้นสุดลง  ส่วนการเสด็จเลียบพระนครเป็นการไม่สะดวกในขณะนั้น แต่ได้ยกมากระทำการเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราสถลมารคในพระราชพิธีมหามงคลเนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษาครบ ๓ รอบพระนักษัตร เมื่อพุทธศักราช  ๒๕๐๖

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรฌ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช  ๒๕๐๓ ทรงกล่าวถึงความสำคัญของประเพณีไว้ว่า

          “ประเพณีนั้น หมายถึง แบบแผน หรือขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา การสิ่งใดที่ริเริ่มขึ้นแล้วได้รับความนิยมถือปฏิบัติตามกันต่อไปจัดว่าเป็นประเพณี  คนเราจะดำเนินชีวิตก็ต้องมีแบบแผนเป็นหลัก  เราจึงต้องมีประเพณีเป็นแนวปฏิบัติ ชาติไทยเราได้มีประเพณีที่ดีงามมาแต่โบราณกาล  บรรพบุรุษของเราได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาหลายชั่วคน  เมื่อตกทอดมาถึงเราเช่นนี้ เราควรจะรับไว้ด้วยความเคารพ...”

          พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระราชพิธีที่สำคัญยิ่ง เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ สง่างามและแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันละเอียดอ่อนงดงาม และเป็นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ทรงพระเกียรติอันสูงส่ง สมกับที่เป็นหลักชัยเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยไปตลอดกาลนาน

[กลับหัวข้อหลัก]

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


พระราชครูวามเทพมุนีกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลด้วยภาษามคธ


พระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชนีสิริกิติ์ พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี


พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


คณะทูตานุทูตและกงสุลเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายชัยมงคล

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การขอพระราชทานพระมหากรุณาในโอกาสต่างๆ
เฉลิมพระยศเจ้านาย
ธรรมเนียมที่พระราชวงศ์ทรงดำเนินเป็นลำดับกัน
พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ ๕๐ พรรษา พุทธศักราช ๒๕๒๐
พระราชพิธีมหามงคลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ ๓ รอบพระนักษัตร
พระอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจทางด้านศิลปะ
เพลงเกียรติยศ
เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙
โรงเรียนที่ทรงก่อตั้ง
สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 1
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 3
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 14
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 18
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 27
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก > พระราชพิธีบรมราชาภิเษก