การใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนของพระมหากษัตริย์ไทย
ตามหลักกฎหมายอังกฤษ ถือว่าพระมหากษัตริย์ในรัฐสภา (King in Parliament) เป็นองค์อธิปัตย์ ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินอังกฤษ มีอำนาจที่จะออกกฎหมาย หรือไม่ออกกฎหมายใดๆ ก็ได้ เราเรียกหลักการนี้ว่าอำนาจอธิปโตยของพระมหากษัตริย์ในรัฐสภา (sovereignty of king in Parliament หรือ sovereignty of Parliament) กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ในรัฐสภาทรงตราขึ้นจึงมีฐานะสูงสุด เพราะอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่เป็นกฎหมายสูงสุดอยู่เหนือพระมหากษัตริย์และรัฐสภา
สำหรับประเทศไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจของพระองค์ที่มีมาแต่ดั้งเดิมทรงตรารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดขึ้นจำกัดพระราชอำนาจของพระองค์เอง โดยทรงยอมอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น และพระราชทานพระราชอำนาจสูงสุดไปสู่ปวงชนชาวไทย แต่เนื่องจากปวงชนชาวไทยมีจำนวนมาก และไม่อาจใช้อำนาจนั้นโดยตรง หากแต่ต้องเลือกผู้แทนมาทำการแทน รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับจึงบัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า ตามกฎหมายนั้น อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศนั้นอยู่ที่พระมหากษัตริย์และประชาชน ทำนองเดียวกับที่อังกฤษถือเป็นหลักกฎหมายว่า พระมหากษัตริย์ และรัฐสภาเป็นอธิปัตย์นั่นเอง หลักกฎหมายที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญไทยนี้ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การพระราชทานรัฐธรรมนูญของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
อนึ่ง แม้รัฐธรรมนูญในปัจจุบันจะเปลี่ยนถ้อยคำที่ว่า “อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย...” เป็นอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย...” ก็มิได้ทำให้สาระสำคัญของหลักการดังกล่าวข้างต้นเปลี่ยนไป ตามรัฐธรรมนูญยังคงต้องถือว่าอำนาจสูงสุดเป็นของพระมหากษัตริย์และประชาชนดังเดิม แต่มีรายละเอียดเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ประชาชนสามารถใช้อำนาจบางอย่างในรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นจากแต่เดิม ซึ่งถือว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอื่นเท่านั้นที่ใช้แทนปวงชน แต่ในปัจจุบัน ประชาชนอาจมีสิทธิริเริ่มกฎหมายได้ (มาตรา ๑๗๐) รวมทั้งริเริ่มการถอดถอนบุคคลในองค์กรต่างๆ ได้ (มาตรา ๓๐๔) แต่ประชาชนยังคงต้องให้องค์กรในรัฐธรรมนูญกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง อาทิ การพิจารณากฎหมายก็ยังคงเป็นอำนาจรัฐสภา เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่กระทบกึงพระราชอำนาจและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ อำนาจสูงสุดในการปกครองไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิติบัญญัติสำหรับตรากฎหมายอำนาจบริหารสำหรับการบริหารบ้านเมืองตามกฎหมาย อำนาจตุลาการในการตัดสินข้อพิพาทตามกฎหมาย ต่างก็เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น แต่การใช้พระราชอำนาจเหล่านี้มีหลักการสำคัญอยู่ตรงที่พระมหากษัตริย์จะทรงใช้โดยคำแนะนำขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาจากประชาชน อันได้แก่ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงไม่ต้องทรงรับผิดชอบทางการเมือง เพราะทรงทำตามคำแนะนำขององค์กรเหล่านั้น แต่องค์กรผู้ถวายคำแนะนำนั้นๆ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางการเมืองในคำแนะนำของตน อนึ่ง เพื่อมิให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงรับผิดชอบทางการเมือง รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ (โปรดดูคำอธิบายการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”)
สำหรับพระราชอำนาจตรากฎหมายนั้นพระมหากษัตริย์ทรงใช้ทางรัฐสภาเป็นหลัก เราจึงเรียกกฎหมายว่า “พระราชบัญญัติ” ดังนั้นเมื่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติแล้ว ก็ยังไม่เป็นกฎหมาย จะเป็นกฎหมายใช้บังคับได้ก็ต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ทรง ลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา การที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยมีผลทำให้ร่างพระราชบัญญัติไม่อาจเป็นกฎหมายได้นั้น ถือว่าทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายนั้น ในกรณีนี้หากรัฐสภาลงมติยืนยันด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และพระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยอีกภายใน ๓๐ วัน ก็ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว (รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๙๔) สำหรับพระราชกำหนดนั้น รัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีทรงตราขึ้นเมื่อมีกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และเป็นการตราเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศหรือความปลอดภัยสาธารณะหรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ จึงต้องนำมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา หากรัฐสภาไม่เห็นชอบ พระราชกำหนดก็ตกไป ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศการไม่เห็นชอบในราชกิจจานุเบกษา โดยไม่กระทบกระเทือนการที่ได้ดำเนินไปแล้ว ส่วนพระราชกฤษฎีกานั้น พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี โดยจะขัดต่อกฎหมายเช่นพระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนดไม่ได้
ส่วนพระราชอำนาจบริหารนั้น พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่านทางคณะรัฐมนตรีในฐานะประมุขของรัฐ และในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร
ในฐานะประมุขของรัฐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ทำสนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศ และประกาศสงครามโดยความเห็นชอบของรัฐสภา นอกจากนั้น พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ ตลอดจนพระราชอำนาจในการสถาปนาและกอดถอนฐานันดรศักดิ์ พระราชทานและเรียกคืนซึ่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่สำคัญก็คือพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามคำแนะนำของประธานรัฐสภา และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีทั้งหลายตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี ประกอบขึ้นเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งยังทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกด้วย
ในฐานะประมุขของฝ่ายบริหาร พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารเละฝ่ายพลเรือนตำแหน่งปลัดกระทรวงอธิบดีและเทียบเท่า ให้ดำรงตำเหน่งและพ้นจากตำแหน่ง
สำหรับอำนาจในการตัดสินคดีนั้น พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการให้ดำรงตำแหน่ง โดยก่อนดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดีก็จะต้องทำตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
จากที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่มาของอำนาจตามกฎหมายทั้งมวล แต่จะทรงใช้พระราชอำนาจนั้นตามคำแนะนำขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีที่มาจากประชาชนและเป็นผู้รับผิดชอบทางการเมืองแทนพระมหากษัตริย์เพราะเป็นผู้ถวายคำแนะนำและเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จึงกล่าวว่า พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าฯ แต่มิได้ทรงปกครองและการใช้พระราชอำนาจเหล่านั้นก็ต้องทรงใช้ตามรัฐธรรมนูญ จึงเรียกว่า ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional monarchy) แม้กระนั้น ในทางประวัติศาสตร์ รัฐธรรมนูญก็มีที่มาจากการที่พระมหากษัตริย์ทรงจำกัดพระราชอำนาจของพระองค์เอง เราจึงกล่าวได้ว่าในประเทศไทยนั้น อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์และประชาชนเช่นเดียวกับที่อังกฤษ ซึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรแต่มีรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีที่ลือว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์และรัฐสภา(sovereignty of King in Parliament)
[กลับหัวข้อหลัก]
|

| การลงคะแนนเสียงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร |
 |
|

| พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๑ |
 |
|

| การประชุมคณะรัฐมนตรี |
 |
|

| พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต |
 |
|

| คณะผู้พิพากษาเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว |
 |
|
|