เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
หาอะไร  
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ
 
สมัครสมาชิก

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก > พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย  
 

 
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
 
พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย โดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
         สังคมทุกสังคมย่อมมีหัวหน้าทำหน้าทีผู้นำของสังคม ในอดีต  สังคมต่าง ๆ มักมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข ผู้นำสังคมเพราะทรงมีพระปรีชาสามารถในการรบ หรือทรงมีความเฉลียวฉลาดอันเป็นพระคุณสมบัติส่วนพระองค์ นอกจากนั้น ในสังคมโบราณ พระมหากษัตริย์ส่วนใหญ่มักทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดแต่เพียงพระองค์เดียว ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมาย การเลิกกฎหมาย การตัดสินคดี เราเรียกการปกครองแบบนี้ว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์  (absolute monarchy) ซึ่งหมายถึง  การปกครองที่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสูงสุดล้นพ้นแต่เพียงพระองค์เดียว ประเทศไทยก็ปกครองในระบอบนี้มาจนถึง วันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นวันที่ มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) ซึ่งมีประเทศอังกฤษเป็นต้นแบบมาช้านาน


[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอังกฤษ
          ในระบอบประชาธิปไตยอังกฤษที่ เริ่มพัฒนาเป็นประชาธิปไตยสมัยใหม่ตั้งแต่ ค.ศ.  ๑๘๓๒ อันเป็นปีที่มีการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้ทันสมัยและยุติธรรมอย่างแท้จริงเป็นต้นมาพระมหากษัตริย์อังกฤษจะทรง เคารพระบบรัฐธรรมนูญ โดยทรงปฏิบัติตามกฎหมาย และประเพณีทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลักการสำคัญว่าพระมหากษัตริย์จะทรงปกเกล้าแต่ไม่ทรงปกครอง  (The king reigns but not rule) กล่าวคือพระมหากษัตริย์จะทรง เป็นประมุขปกเกล้าฯ  เหล่าประชา แต่จะไม่มีพระราชดำริใดๆ ทางการเมือง และการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเป็นเรื่องการปกครองโดยตรง จะทรงทำตามคำแนะนำและยินยอมขององค์กรทางการเมืองซึ่งมีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี หรือรัฐสภา เมื่อทรงทำตามคำแนะนำและยินยอมขององค์กรทางการเมือง ก็ไม่ต้องทรงรับผิดชอบ แต่องค์กรทางการเมืองต้องรับผิดชอบแทน จึงมีหลักว่า พระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำผิดใดๆ หรือ The king can do  no wrong อาทิเช่น การออกกฎหมายนั้นหากพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาพิจารณามาแล้ว ก็ถือว่าทรงทำตามคำแนะนำของรัฐสภา ซึ่งต้องรับผิดชอบที่จะรับการวิพากษ์วิจารณ์แทนพระมหากษัตริย์แม้จะไม่ทรงเห็นด้วยก็จะไม่ทรงใช้พระราชอำนาจที่ทรงมีอยู่ยับยั้ง เว้นแต่รัฐบาลซึ่งมาจากรัฐสภาจะถวายคำแนะนำให้ทรงยับยั้ง ในกรณีเช่นนี้ก็ถือว่าไม่ต้องทรงรับผิดใดๆ  อีก แต่รัฐบาลที่ถวายคำแนะนำนั้นต้องรับผิดชอบแทนพระองค์

          แม้ในการทรงใช้พระราชอำนาจบริหารก็เช่นกัน หากรัฐบาลกราบบังคมทูลแนะนำให้ทรงแต่งตั้งหรือถอดถอนข้าราชการ พระราชทานอภัยโทษ หรือพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สถาปนาหรือตัดสัมพันธ์ทางการทูต ประกาศสงครามหรือประกาศกฎอัยการศึก ตลอดจนการเรียกประชุม เปิดหรือปิดการประชุมรัฐสภาหรือยุบสภา ผู้แทนราษฎร  รัฐบาล  ผู้ถวายคำแนะนำหรือยินยอม  ต้องรับผิดชอบแทนพระองค์ทั้งสิ้น

          อย่างไรก็ตาม ในประเพณีการปกครองของอังกฤษถือว่า พระมหากษัตริย์จะมีพระราชอำนาจ ๓ ประการคือ พระราชอำนาจที่จะทรงรับการรักษาหารือจากรัฐบาล (the right  to be consulted) พระราชอำนาจที่จะทรงสนับสนุนรัฐบาล (the right to encourage) และพระราชอำนาจที่จะทรงตักเตือน (the right  to wam) เพราะรัฐบาลทุกรัฐบาลนั้น ทรงแต่งตั้งขึ้นตามเสียงข้างมากในสภา จึงได้ชื่อว่า รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ตาม แม้จะทรงใช้พระราชอำนาจข้างต้นทั้ง ๓ ประการแล้วรัฐบาลจะรับใส่เกล้าฯ  ไปปฏิบัติหรือไม่ ก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเอง พระมหากษัตริย์ไม่ต้องทรงรับผิดชอบใดๆ เหตุนี้ เราจึงกล่าวพระมหากษัตริย์ทรงแตกต่างจากประธานาธิบดีซึ่งเป็นนักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง ที่อยู่ในการเมือง และต้องรับผิดชอบทางการเมือง

          หลักการปกครองระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของอังกฤษนี้ จึงเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขยึดถือเป็นแบบอย่างมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรของตน อาทิ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ สเปน ญี่ปุ่น และไทย เป็นต้น ทั้งนี้โดยมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามประเพณีการปกครองที่มีมาแต่โบราณ แต่หลักการสำคัญจะมีความคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่

[กลับหัวข้อหลัก]

สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ ๒ เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พระมหากษัตริย์ไทยในระบบประชาธิปไตย
          ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช๒๔๗๕ โดยคณะราษฎรได้กราบบังคมทูลฯ  ร้องขอให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญ และขอให้ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อันที่จริงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดำริจะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่ก่อนแล้ว แต่ทรงได้รับการคัดค้านจากขุนนางไทย และที่ปรึกษาชาวต่างประเทศ ดังนั้น ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ จึงทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ และพระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ทั้งนี้โดยไม่มีผู้ใดลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเลย ซึ่งในทางกฎหมายมหาชน ต้องถือว่าทรงสมัครพระราชหฤทัยจำกัดพระองค์เองอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่พระราชทานนั้น  ทั้งนี้เพื่อให้ราษฎรทั้งปวงปกครองกันเอง ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติ ตอนหนึ่งความว่า

          “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชนราษฎร”

          นับแต่นั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยก็มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาตราบจนทุกวันนี้

[กลับหัวข้อหลัก]

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พระราชอำนาจและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ไทย
          โดยทั่วไป ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยก็มีหลักการสำคัญเหมือนของอังกฤษ กล่าวคือถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐเรื่องสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินเป็นพระราชอำนาจตามกฎหมายของพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น แต่พระมหากษัตริย์จะไม่มีพระราชดำริทางการเมืองการปกครองเอง แต่จะทรงทำตามคำ แนะนำ และยินยอมขององค์กรทั้งหลายในรัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องทรงรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไรก็ตาม รายละเอียดของพระราชอำนาจและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ไทยในระบอบประชาธิปไตยอาจแตกต่างจากพระมหากษัตริย์อังกฤษอยู่บ้าง เพราะมีจารีตการปกครองที่ต่างกัน
[กลับหัวข้อหลัก]

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนของพระมหากษัตริย์ไทย
          ตามหลักกฎหมายอังกฤษ ถือว่าพระมหากษัตริย์ในรัฐสภา (King in Parliament) เป็นองค์อธิปัตย์ ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินอังกฤษ มีอำนาจที่จะออกกฎหมาย หรือไม่ออกกฎหมายใดๆ  ก็ได้ เราเรียกหลักการนี้ว่าอำนาจอธิปโตยของพระมหากษัตริย์ในรัฐสภา (sovereignty of king in Parliament  หรือ sovereignty of Parliament) กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ในรัฐสภาทรงตราขึ้นจึงมีฐานะสูงสุด เพราะอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่เป็นกฎหมายสูงสุดอยู่เหนือพระมหากษัตริย์และรัฐสภา

          สำหรับประเทศไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจของพระองค์ที่มีมาแต่ดั้งเดิมทรงตรารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดขึ้นจำกัดพระราชอำนาจของพระองค์เอง โดยทรงยอมอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น และพระราชทานพระราชอำนาจสูงสุดไปสู่ปวงชนชาวไทย แต่เนื่องจากปวงชนชาวไทยมีจำนวนมาก และไม่อาจใช้อำนาจนั้นโดยตรง หากแต่ต้องเลือกผู้แทนมาทำการแทน รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับจึงบัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า ตามกฎหมายนั้น อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศนั้นอยู่ที่พระมหากษัตริย์และประชาชน ทำนองเดียวกับที่อังกฤษถือเป็นหลักกฎหมายว่า พระมหากษัตริย์ และรัฐสภาเป็นอธิปัตย์นั่นเอง หลักกฎหมายที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญไทยนี้ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การพระราชทานรัฐธรรมนูญของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

          อนึ่ง แม้รัฐธรรมนูญในปัจจุบันจะเปลี่ยนถ้อยคำที่ว่า “อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย...” เป็นอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย...” ก็มิได้ทำให้สาระสำคัญของหลักการดังกล่าวข้างต้นเปลี่ยนไป ตามรัฐธรรมนูญยังคงต้องถือว่าอำนาจสูงสุดเป็นของพระมหากษัตริย์และประชาชนดังเดิม แต่มีรายละเอียดเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ประชาชนสามารถใช้อำนาจบางอย่างในรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นจากแต่เดิม ซึ่งถือว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอื่นเท่านั้นที่ใช้แทนปวงชน แต่ในปัจจุบัน ประชาชนอาจมีสิทธิริเริ่มกฎหมายได้  (มาตรา ๑๗๐) รวมทั้งริเริ่มการถอดถอนบุคคลในองค์กรต่างๆ  ได้ (มาตรา ๓๐๔) แต่ประชาชนยังคงต้องให้องค์กรในรัฐธรรมนูญกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง อาทิ การพิจารณากฎหมายก็ยังคงเป็นอำนาจรัฐสภา เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่กระทบกึงพระราชอำนาจและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดทั้งสิ้น

          ด้วยเหตุนี้ อำนาจสูงสุดในการปกครองไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิติบัญญัติสำหรับตรากฎหมายอำนาจบริหารสำหรับการบริหารบ้านเมืองตามกฎหมาย อำนาจตุลาการในการตัดสินข้อพิพาทตามกฎหมาย ต่างก็เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น แต่การใช้พระราชอำนาจเหล่านี้มีหลักการสำคัญอยู่ตรงที่พระมหากษัตริย์จะทรงใช้โดยคำแนะนำขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาจากประชาชน อันได้แก่ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงไม่ต้องทรงรับผิดชอบทางการเมือง เพราะทรงทำตามคำแนะนำขององค์กรเหล่านั้น แต่องค์กรผู้ถวายคำแนะนำนั้นๆ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางการเมืองในคำแนะนำของตน อนึ่ง เพื่อมิให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงรับผิดชอบทางการเมือง รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ (โปรดดูคำอธิบายการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”)

          สำหรับพระราชอำนาจตรากฎหมายนั้นพระมหากษัตริย์ทรงใช้ทางรัฐสภาเป็นหลัก เราจึงเรียกกฎหมายว่า “พระราชบัญญัติ” ดังนั้นเมื่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติแล้ว ก็ยังไม่เป็นกฎหมาย จะเป็นกฎหมายใช้บังคับได้ก็ต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ทรง ลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา การที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยมีผลทำให้ร่างพระราชบัญญัติไม่อาจเป็นกฎหมายได้นั้น ถือว่าทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายนั้น ในกรณีนี้หากรัฐสภาลงมติยืนยันด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และพระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยอีกภายใน ๓๐ วัน ก็ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว (รัฐธรรมนูญฯ  มาตรา ๙๔) สำหรับพระราชกำหนดนั้น รัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีทรงตราขึ้นเมื่อมีกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และเป็นการตราเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศหรือความปลอดภัยสาธารณะหรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ จึงต้องนำมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา หากรัฐสภาไม่เห็นชอบ พระราชกำหนดก็ตกไป ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศการไม่เห็นชอบในราชกิจจานุเบกษา โดยไม่กระทบกระเทือนการที่ได้ดำเนินไปแล้ว ส่วนพระราชกฤษฎีกานั้น พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี โดยจะขัดต่อกฎหมายเช่นพระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนดไม่ได้

          ส่วนพระราชอำนาจบริหารนั้น พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่านทางคณะรัฐมนตรีในฐานะประมุขของรัฐ และในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร

          ในฐานะประมุขของรัฐ  พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ทำสนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศ และประกาศสงครามโดยความเห็นชอบของรัฐสภา นอกจากนั้น พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ ตลอดจนพระราชอำนาจในการสถาปนาและกอดถอนฐานันดรศักดิ์ พระราชทานและเรียกคืนซึ่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่สำคัญก็คือพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามคำแนะนำของประธานรัฐสภา และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีทั้งหลายตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี ประกอบขึ้นเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งยังทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกด้วย

          ในฐานะประมุขของฝ่ายบริหาร พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารเละฝ่ายพลเรือนตำแหน่งปลัดกระทรวงอธิบดีและเทียบเท่า ให้ดำรงตำเหน่งและพ้นจากตำแหน่ง

          สำหรับอำนาจในการตัดสินคดีนั้น พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการให้ดำรงตำแหน่ง โดยก่อนดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์  ซึ่งการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดีก็จะต้องทำตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

          จากที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่มาของอำนาจตามกฎหมายทั้งมวล แต่จะทรงใช้พระราชอำนาจนั้นตามคำแนะนำขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีที่มาจากประชาชนและเป็นผู้รับผิดชอบทางการเมืองแทนพระมหากษัตริย์เพราะเป็นผู้ถวายคำแนะนำและเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จึงกล่าวว่า พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าฯ แต่มิได้ทรงปกครองและการใช้พระราชอำนาจเหล่านั้นก็ต้องทรงใช้ตามรัฐธรรมนูญ จึงเรียกว่า ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional monarchy) แม้กระนั้น  ในทางประวัติศาสตร์ รัฐธรรมนูญก็มีที่มาจากการที่พระมหากษัตริย์ทรงจำกัดพระราชอำนาจของพระองค์เอง เราจึงกล่าวได้ว่าในประเทศไทยนั้น อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์และประชาชนเช่นเดียวกับที่อังกฤษ ซึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรแต่มีรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีที่ลือว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์และรัฐสภา(sovereignty  of King in Parliament)

[กลับหัวข้อหลัก]

การลงคะแนนเสียงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๑


การประชุมคณะรัฐมนตรี


พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต


คณะผู้พิพากษาเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ อุวรรณโณ

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
อยากเห็นเว็บไซต์ของท่านตรงนี้ คลิกที่นี่
สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก > พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย