 |
 |
 |
 |
| |
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 4 |
 |
|
|
 |
พระพุทธศาสนา
โดย
นายจำนงค์ ทองประเสริฐ
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เกิดในอินเดียก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี (พุทธศักราชเริ่มตั้งแต่ปีซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน) นับว่าเป็นศาสนาที่สำคัญที่สุดของโลกศาสนาหนึ่ง มีผู้นับถือหลายร้อยล้านคน โดยเฉพาะในประเทศต่างๆ ทางเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียอาคเนย์ ผู้ให้กำเนิดพระพุทธศาสนา คือ พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะซึ่งเวลานี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล ในสมัยที่พระองค์ยังไม่ได้ออกบวช มีพระนามว่าสิทธัตถะ ในขณะที่ยังทรงเป็นเด็กอยู่ก็ทรงศึกษาศิลปวิทยาการต่างๆ ในสำนักต่างๆ หลายสำนักด้วยกันจนเป็นผู้มีความรู้ ความชำนาญในวิชาการต่างๆ หลายสาขา
เมื่อพระสิทธัตถะมีพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา ก็ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธราและมีโอรสองค์หนึ่ง คือ เจ้าชายราหุล ชีวิตในฆราวาสวิสัยของพระองค์มีแต่ความสมหวังไปทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ต่อมาเมื่อมีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษาก็ทรงเบื่อหน่ายโลก เพราะทรงเห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของโลกและทรงหวังจะช่วยชาวโลกให้พ้นทุกข์ จึงได้ทรงสละความสุขนานาประการ สละลูกเมีย ญาติพี่น้อง และมิตรสหายออกบวช เพื่อหาทางที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ทรงผนวชอยู่จนกระทั่งมีพระชนม์ได้ ๓๕ พรรษา จึงได้ตรัสรู้คือรู้แจ้งในความจริงแห่งโลก เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็เสด็จเที่ยวแนะนำสั่งสอนประชาชนในแคว้นต่างๆ ในอินเดียเพื่อหาทางที่จะนำประชาชนไปสู่ความพ้นทุกข์อยู่เป็นเวลาถึง ๔๕ ปี ปรากฏว่าประชาชนชาวอินเดียในสมัยนั้นได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา และเข้ามาบรรพชาอุปสมบทเป็นจำนวนมาก พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอยู่จนกระทั่งมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา จึงปรินิพพาน
หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว สาวกของพระองค์ก็ยังช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบต่อมา จนกระทั่งถึงประมาณ พ.ศ. ๓๐๐ พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งเมืองปาฏลีบุตร ร่วมกับคณะสงฆ์ได้ส่งพระสงฆ์ออกประกาศพระพุทธศาสนาทั้งภายในและภายนอกประเทศอินเดีย คณะสงฆ์สายหนึ่งไดเข้ามายังสุวรรณภูมิ อันได้แก่ดินแดนในเขตประเทศพม่าและไทยในปัจจุบันนี้ พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นในดินแดนนี้ตามลำดับ จนกระทั่งถึงสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี พ่อขุนรามคำแหงมหาราชจึงได้ทรงรับเอาพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย และเป็นศาสนาประจำชาติเรื่อยมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แม้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็เคยตราไว้ว่า พระมหากษัตริย์จะต้องทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก คือ แม้พระองค์จะทรงนับถือพระพุทธศาสนา แต่พระองค์ก็พระราชทานความอุปถัมภ์แก่ศาสนาอื่นๆ ในเมืองไทยด้วยเช่นกัน
หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วประมาณ ๑๐๐ ปี พระพุทธศาสนาก็เริ่มมีเค้าแตกแยกในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชก็แตกแยกกันออกเป็นนิกายใหญ่ๆ ๒ นิกาย คือ มหายาน กับ หีนยาน
มหายาน เป็นลัทธิของภิกษุฝ่ายเหนือของอินเดีย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มหาชนเลื่อมใสเสียก่อนแล้วจึงสอนให้ระงับดับกิเลส ทั้งยังได้แก้ไขคำสอนในพระพุทธศาสนาให้ผันแปรไปตามลำดับ พวกนี้เรียกลัทธิของตนว่า "มหายาน"
ซึ่งแปลว่า "ยานใหญ่" อาจพาประชาชนให้ข้ามวัฏสงสาร คือ ความทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดได้คราวละมากๆ ลัทธินี้ได้เข้าไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ในทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่นและเวียดนาม เป็นต้น
หีนยาน เป็นลัทธิของภิกษุฝ่ายใต้ ที่สอนให้พระสงฆ์ปฏิบัติเพื่อดับกิเลสของตนเองก่อน และห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขพระธรรมวินัยอย่างเด็ดขาด คำว่า "หีนยาน" เป็นคำที่ฝ่ายมหายานตั้งให้แปลว่า "ยานเล็ก" ส่วนภิกษุฝ่ายใต้เรียกตัวเองว่า "เถรวาท" หมายถึงผู้ปฏิบัติตามพุทธบัญญัติอย่างเที่ยงตรง นิกายนี้มีผู้นับถือมากในประเทศศรีลังกา ไทยพม่า ลาว และ กัมพูชา
|

| แผนที่แสดงที่ประสูติ ตรัสรู้แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน |
 |
|
|
หัวข้อ
ภิกษุ
หมายถึงกุลบุตรที่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์แล้ว หวังจะเข้ามาประพฤติปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา และเข้าไปขอบวชกับคณะสงฆ์ และปฏิญาณว่าจะประพฤติปฏิบัติตามศีล ๒๒๗ ข้อที่มีมาในพระปาติโมกข์ ในประเทศไทยเราถือเป็นประเพณีว่า ผู้ชายไทยทุกคนที่มีอายุครบ ๒๐ ปีแล้ว ควรจะเข้าไปบวชเป็นภิกษุ เพื่อศึกษาธรรมวินัยอย่างน้อยก็ ๓ เดือนในฤดูฝน ซึ่งเราเรียกว่า "พรรษา" เมื่อเข้าไปบวชแล้วอาจบวชอยู่นานแค่ไหนเพียงใดก็ได้แล้วแต่ศรัทธาและความจำเป็น แต่ถ้าหากผู้ใดมีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปี แต่ประสงค์จะเข้าไปบวช ก็อาจบวชเป็น สามเณร ได้ สามเณรไม่ต้องถือศีลมากอย่างพระ เพียงรับไตรสรณาคมน์ และศีล ๑๐ เท่านั้น นอกจากภิกษุและสามเณรแล้วก็จะต้องมี ศิษย์วัด ซึ่งเป็นเด็กผู้ชาย ซึ่งตามปกติเข้ามาศึกษาเล่าเรียนวิชาการทางโลก และมาอาศัยอยู่กับพระหรือสามเณรที่วัด สถิติ พ.ศ. ๒๕๑๘ ปรากฏว่ามีภิกษุทั้งประเทศรวม ๒๑๓,๑๗๒ รูป สามเณร ๑๒๑,๗๐๘ รูป และศิษย์วัดรวม ๑๑๘,๑๖๙ คนนอกจากนั้นในบางวัดอาจมีสำนักชี คือ ผู้หญิงที่นุ่งขาวห่มขาวสมาทานศีล ๕ และศีล ๘ อยู่เป็นเอกเทศหนึ่งอีกด้วย สถิติ พ.ศ. ๒๕๑๘ มีวัดอยู่ ๒๖,๔๖๓ วัด และมีชี ๑๐,๔๔๗ คน
การบริหารกิจการพระพุทธศาสนา เมื่อว่าโดยตำแหน่งมีดังนี้
๑. สมเด็จพระสังฆราช ๑ พระองค์
๒. สมเด็จพระราชาคณะ ๖ รูป
๓. พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ๗ รูป
๔. พระราชาคณะเทียบเจ้าคณะรอง ๒ รูป
๕. พระราชาคณะชั้นธรรม ๒๕ รูป
๖. พระราชาคณะชั้นเทพ ๔๕ รูป
๗. พระราชาคณะชั้นราช ๑๐๘ รูป
๘. พระราชาคณะชั้นสามัญ ๓๒๔ รูป
๙. พระครูสัญญาบัตร ๓,๐๐๒ รูป
๑๐. เจ้าอาวาส ๒๖,๔๖๓ รูป
๑๑. ครูสอนพระปริยัติธรรม ๒๐,๐๘๙ รูป
การศึกษาของคณะสงฆ์ก็มีการศึกษา แผนกนักธรรม หลักสูตร ๓ ปี แผนกบาลีหลักสูตร ๙ ปี ผู้ที่สอบบาลีตั้งแต่ประโยค ๓ ขึ้นไป เรียกว่าเป็นเปรียญหรือ "มหา" การศึกษาแบบมหาวิทยาลัย หลักสูตร ๘ ปี เวลานี้คณะสงฆ์มีสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยอยู่ ๒ แห่ง คือ ที่สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศแห่งหนึ่งกับที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุอีกแห่งหนึ่ง ผู้เรียนจบชั้นอุดมศึกษาที่สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัยชื่อว่าเป็น ศาสนศาสตร์บัณฑิต ผู้ที่เรียนจบชั้นอุดมศึกษาที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรียกว่า พุทธศาสตร์บัณฑิต ในปัจจุบันมีโรงเรียนพระปริยัติธรรม ๕,๙๘๕ โรง โรงเรียนที่อาศัยวัด ๙,๑๗๑ โรง
นอกจากคณะสงฆ์ไทยซึ่งเป็นฝ่ายเถรวาท หรือ หีนยาน แล้ว ก็มีคณะสงฆ์จีนและคณะสงฆ์ญวน ในฝ่ายมหายานอีกด้วย คณะสงฆ์จีนนิกาย ใน พ.ศ. ๒๕๑๘ มีภิกษุ ๙๔ รูป สามเณร ๒๕ รูป ศิษย์และผู้อาศัยอยู่ในวัดรวม ๘๔ คน มีวัดอยู่ ๙ วัด สำนักสงฆ์ ๙ แห่ง และโรงเจ ๑๔๕ โรง ส่วนคณะสงฆ์ญวน หรือ อนัมนิกาย ใน พ.ศ. ๒๕๑๘ มีพระภิกษุ ๑๒๘ รูป สามเณร ๑๑ รูป ศิษย์และผู้อาศัย ๙๖ รูป มีวัดอยู่ ๑๓ วัด ทั้งคณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกาย ต่างก็มีเจ้าคณะใหญ่ของตนเป็นผู้ปกครอง
[กลับหัวข้อหลัก]
|

| สามเณร ที่วิทยาลัยจิตตภาวัน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี |
 |
|
|
ระเบียบวิธีการบวช
ผู้ที่ปรารถนาจะอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาจะต้องเป็นชาย มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์แล้ว และมีสติสมบูรณ์ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ เช่น โรคเรื้อน โรคลมบ้าหมู เป็นต้น ทั้งจะต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดาก่อน ถ้าเป็นข้าราชการก็จะต้องได้รับอนุญาตเป็นทางการก่อน แล้วจึงเข้าไปหาพระอุปัชาฌาย์เพื่อขอบวช ทั้งนี้เพื่อจะได้กำหนดวันที่จะสะดวกด้วยกันทั้งสองฝ่าย ในการบวชนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากคณะสงฆ์เสียก่อน เพราะฉะนั้นในการบวชเป็นภิกษุ จะต้องมีคณะสงฆ์อย่างน้อย ๑๐ รูป ร่วมในสังฆกรรมนั้น นอกจากในที่ทุรกันดาร หาภิกษุสงฆ์ได้ยากจริงๆ ก็อาจใช้คณะสงฆ์เพียง ๕ รูป ได้ สิ่งที่จำเป็นในการบวชพระก็คือจะต้องมีบาตร และ ไตรจีวร พร้อมทั้งบริขารที่จำเป็นอื่นๆ คือ ประคตเอว มีด เข็มและที่กรองน้ำ ในบริขาร ๘ อย่างซึ่งเรียกว่า อัฐบริขาร นี้จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้การบวชก็ต้องบวชในโบสถ์ และคณะสงฆ์ในที่ประชุมนั้นจะต้องเห็นชอบด้วยเป็นเอกฉันท์ถ้าหากมีภิกษุในที่นั้นแม้เพียงรูปเดียวคัดค้าน การบวชนั้นก็ใช้ไม่ได้ ส่วนการบรรพชาหรือบวชเป็นสามเณรนั้น แม้อายุไม่ครบ ๒๐ ปี ก็บวชได้ตามปกติจะต้องอ่านออกเขียนได้เสียก่อน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
เมื่อได้อุปสมบทเป็นภิกษุแล้วก็จะต้องดำรงชีวิตแบบพระ จะดำเนินชีวิตอย่างฆราวาสหาได้ไม่ หน้าที่ของพระก็คือจะต้องออกบิณฑบาตในตอนเช้า ซึ่งเราเรียกว่าออกโปรดสัตว์ ต้องทำตนให้เป็นคนเลี้ยงง่าย ได้อย่างใดต้องฉันอย่างนั้น เมื่อบวชแล้วต้องศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยจึงจะเรียกว่า "บวชเรียน" ไม่ใช่ถือเอาการบวชเป็นการเข้าไปพักผ่อน นอกจากนี้ กิจวัตรประจำวันอีกอย่างหนึ่งก็คือ ลงโบสถ์ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นเพื่อเป็นการแสดงความสามัคคีทางกาย ทางวาจาและทางใจ และเพื่อทบทวนคำสอนของระพุทธเจ้าที่ท่องแล้วให้แม่นยำยิ่งขึ้น เมื่ออยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือนในฤดูฝนแล้วก็จะทำพิธีออกพรรษาซึ่งเรียกว่า "ปวารณา" ในการปวารณานั้นภิกษุทุกรูปตั้งแต่เจ้าอาวาสลง
มาจนถึงพระลูกวัดจะต้องกล่าวเปิดโอกาสให้ภิกษุรูปอื่นๆ ว่ากล่าวแนะนำตักเตือนได้ถ้าหากการประพฤติของตนเป็นที่รังเกียจของผู้อื่นและเมื่อปวารณาเสร็จแล้ว ต่อไปก็ถึงเทศกาลทอดกฐิน ภิกษุที่อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือนเท่านั้นจึงจะมีสิทธิรับกฐิน และได้อานิสงส์กฐิน
การทอดกฐิน คือ การถวายผ้าไตรจีวรและเครื่องบริขารแก่พระสงฆ์หลังจากเข้าพรรษาแล้ว สำหรับวัดหลวง ก็เป็นกฐินหลวง ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินอาจเสด็จไปทรงทอดเอง หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์หรือส่วนราชการไปทอดแทนพระองค์ก็ได้ ส่วนวัดราษฎร์ ประชาชนอาจทอดเอง เป็นการเฉพาะรายๆ ไป หรือจะรวมกันทอดเป็นกฐินสามัคคีก็ได้ สำหรับกฐินราษฎร์ มักจะมีการทอดผ้าป่าควบคู่ไปด้วย
[กลับหัวข้อหลัก]
|

| นาคกำลังขอบรรพชาต่อพระอุปัชฌาย์ |
 |
|
|
วันสำคัญ
ในทางพระพุทธศาสนา มีดังนี้
๑. วันวิสาขบูชา ซึ่งถือว่าเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้าตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ (วันเพ็ญ) เดือน ๖ ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองครั้งก็เลื่อนไปทำพิธีในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗
๒. วันอาสาฬหบูชา คือ วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรก ซึ่งเรียกว่า ปฐมเทศนา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
๓. วันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถ้าหากปีใดมีเดือน ๘ สองครั้งก็เข้าพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง
๔. วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ หลัง จากออกพรรษาแล้ว รุ่งขึ้นวันแรม ๑ ค่ำ มักนิยมบำเพ็ญกุศลเรียกว่า "ตักบาตรเทโว" คือ ตักบาตรเนื่องในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก หลังจากที่เสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาอยู่พรรษาหนึ่งแล้ว
๕. วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าหากปีใดมีเดือน ๘ สองครั้งก็เลื่อนไปทำในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ วันนี้ถือว่าเป็นวัน "จาตุรงคสันนิบาต" คือมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่ ๔ อย่าง คือ
ก. วันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือน ๓
ข. เป็นวันที่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ มาประชุมกันที่เวฬุวนาราม เมืองราชคฤห์แคว้นมคธ
ค. พระอรหันต์เหล่านั้นล้วนได้รับ เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เองทั้งสิ้น
ง. พระอรหันต์เหล่านั้นมาประชุมพร้อมกันเองโดยมิได้มีการนัดหมาย
พระพุทธเจ้าจึงทรงถือเหตุนี้ประทาน "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งเท่ากับเป็นการวาง"ธรรมนูญสงฆ์" ขึ้น คล้ายๆ กับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นแม่บทของกฎหมายทั้งหลายฉะนั้นโอวาทปาติโมกข์นี้เปรียบเสมือนหัวใจพระพุทธศาสนา มี ๓ ข้อ คือ
๑. งดเว้นจากการทำชั่วทั้งปวง
๒. สร้างสมความดีให้เกิดขึ้น
๓. ชำระจิตตนให้บริสุทธิ์
นอกจากนั้น ในวันเพ็ญเดือน ๓ นี้ ยังมีเหตุการณ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร ว่าจะปรินิพพานในอีก ๓ เดือนข้างหน้า
[กลับหัวข้อหลัก]
|

| พิธีเวียนเทียนในวันวิสาขบูชา วัดธารน้ำไหล (สวนโมกขพลาราม) อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี |
 |
|
|
เทศกาลที่สำคัญ
เทศกาลที่สำคัญ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยตรงก็คือ การทอดกฐิน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาเพียง ๑ เดือน ระหว่างวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงขึ้น๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ การทอดกฐินนี้ คนไทยเรานิยมทำกันมาก ถือว่าได้อานิสงส์แรงเพราะทำให้เวลาจำกัด และมักทำเป็นพิธีรีตองมโหฬารทีเดียว บางทีก็มีการแห่แหนประดับตกแต่งองค์กฐินพร้อมทั้งไทยธรรมที่เป็นของบริวาร ซึ่งจัดทำกันอย่างประณีตบรรจง บางทีก็มีฉลององค์กฐินก่อนที่จะแห่ไปวัด การแห่แหนั้นมีทั้งทางบก ทางน้ำสมัยนี้ยังมีการแห่ผ้ากฐินไปทางอากาศอีกด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่จะนำผ้ากฐินไปทอดจะสะดวกทางใด ก็ไปทางนั้น
นอกจากนั้น ก็มีเทศกาลที่ไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยตรง แต่พุทธศาสนิกชนก็ได้บำเพ็ญกุศลกันตามแบบพระพุทธศาสนา เทศกาลเหล่านี้ได้แก่
๑. วันตรุษ ตรงกับวันสิ้นเดือน ๔ เป็นพิธีแสดงความยินดีที่ได้มีชีวิตผ่านพ้นมาด้วยดีในรอบปีหนึ่งๆ เรียกว่าเป็นการ "ส่งปีเก่า"
๒. วันสงกรานต์ ตรงกับวันที่ ๑๓-๑๔-๑๕ เมษายนของทุกปี วันที่ ๑๓ เป็นวันที่พระอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า วันสงกรานต์ วันที่ ๑๔ เป็นวันเนา และวันที่ ๑๕ เป็นวันเถลิงศก ถือว่าเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่
๓. วันสารท ตรงกับวันสิ้นเดือน ๑๐ นับว่าเป็นวันนักขัตฤกษ์ที่คนไทยเรานิยมทำกันมากเพราะถือว่าเป็นสมัยที่จะได้ทำบุญในเมื่อวันเดือนได้ล่วงมาได้ถึงรอบปี อันแสดงถึงความไม่ประมาทของชีวิต เพราะปลายปีก็ทำพิธีตรุษ ต้นปีก็ทำพิธีสงกรานต์ ดังนั้นกลางปีจึงควรทำพิธีสารท
[กลับหัวข้อหลัก]
|

| ประชาชนกำลังสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ในวันสงกรานต์ |
 |
|
|
หลักธรรมที่สำคัญ
โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าได้เทศนาสั่งสอนประชาชนหลังจากตรัสรู้แล้วเป็นเวลาถึง ๔๕ ปี พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์จึงมีมากมาย รวมเรียกว่าพระไตรปิฎก อันประกอบด้วยพระวินัย พระสูตร และ พระอภิธรรม เป็นหนังสือภาษาบาลี ๔๕ เล่ม และแปลเป็นภาษาไทย ออกมาได้ ๘๐ เล่ม ขนาดใหญ่ หลักธรรมที่ควรทราบบางเรื่องที่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมาก เช่น
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร หรือ ปฐมเทศนา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดพระปัญจวัคคีย์ (มี ๕ องค์ คือ อัญญาโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ) เป็นครั้งแรกจนสามารถทำให้ท่าน อัญญาโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม อันแสดงว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น อาจมีผู้สามารถรู้ตามได้ ในสูตรนี้พระองค์ทรงแสดงอริยสัจ ๔
คือ ทุกข์ ๑ เหตุให้เกิดทุกข์ ๑ การดับทุกข์ ๑ และทางที่จะเดินไปสู่ความดับทุกข์ ๑ซึ่งทางที่จะดำเนินไปสู่ความดับทุกข์นี้ เรียกกันว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลาง
อนันตตลักขณสูตร ในสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆคือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมตลอดไปได้ ทั้งเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนจริงๆ เลย เป็นการสมมติขึ้นมาเท่านั้นเองเพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถบังคับให้มันอยู่ในอำนาจของเราได้
กาลามสูตร แสดงให้เห็นความเป็นนักเสรีประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงสอนให้คนใช้ความคิดด้วยเหตุผลโดยรอบคอบเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ พระองค์ทรงสอนว่า จงอย่าได้เชื่อเพียงโดยการอ้างตำรา หรือเพราะครูอาจารย์สอนไว้อย่างนั้น หรือเพราะคำพูดนั้นตรงกับความเห็นของเรา หรือเพราะผู้นั้นเป็นบุคคลที่ควรเชื่อหรือโดยการคาดคะเนหรือนึกเดาเอา หรือโดยการใช้เหตุผลตามหลักตรรกศาสตร์ พระองค์ทรงสอนว่าการกระทำใดๆ ถ้าจะไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ในภายหลัง นักปราชญ์ไม่ติเตียนไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่นแล้ว พึงทำเถิด แต่ถ้าตรงกันข้ามก็อย่าทำเลย
[กลับหัวข้อหลัก]
|

| พระพุทธเจ้าทรงโปรดปัญจวัคคีย์ |
 |
|
|
|
|
|
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ |
|
|
|
 |
 |
 |
|
|