พิธีโรงครู มีพิธีทำโดยการตั้งเครื่องที่ ๑๒ มีหมากพลู หัวหมู ขนม เป็นต้น แล้วเขาเชิญครูเก่าๆ ผู้เฒ่าผู้แก่ ให้มาดูการรำถวายของเขาและให้มากินเครื่องที่นำมาบูชา พิธีนี้เองเป็นประเพณีของโนราสืบมา ซึ่งเรียกกันว่า
โนราเชิญครู การเชิญครูนั้นได้เชิญพระยาทั้ง ๖ ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงเดิมของพระยาสายฟ้าฟาดมาและให้กินเครื่องบูชาที่ศาลด้วย ทุกคน เมื่อได้มาเห็นการร่ายรำก็พอใจต่างพากันหลงไหล แต่มีข้อเสีย คือเครื่องแต่งกายที่เป็นผ้าเก่าๆ ขาดๆ ดูแล้วไม่สวยงาม จึงต้องเอาผ้าที่จัดวางไว้ในเครื่องบูชามาให้เปลี่ยนแทน พอเปลี่ยนแล้วเห็นได้ว่า รำสวยยิ่งขึ้น พระยาสายฟ้าฟาดเห็นว่าถ้าเครื่องแต่งตัวสวยกว่านี้ ก็จะช่วยให้ดูเด่นยิ่งขึ้น จึงเปลื้องเครื่องทรงที่ทรงอยู่ให้ และในที่สุดก็ถอดมงกุฎให้ด้วย (ด้วยเหตุนี้เอง โนราจึงได้แต่งกายโดยสวมผ้ายก ไม่สวมเสื้อชั้นนอก สวมถุงเท้ายาวแต่งเครื่องทรงคล้ายกษัตริย์ คือ
มีเทริดสวมศีรษะ)
เมื่อพระยาสายฟ้าฟาดได้เห็นเช่นนั้นก็พอใจยิ่ง จึงตั้งเป็นหลักว่า ต่อไปใครจะเชิญโนราไปเล่นรำที่ใด ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามประเพณี คือ ให้มีขันหมากมารับ (นำขันหมากรากไม้าด้วย) และให้ปลูกโรงรำกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๑ เมตร โดยให้โรงรำเป็นเขตกรรมสิทธิ์ของคนรำ ใครจะบุกรุกไม่ได้ อจิตกุมารรำให้ดูติดต่อกันไป ๓ วัน ๓ คืน จนถึงวันศุกร์ซึ่งเป็นวันส่งครู จนเป็นประเพณีสืบมา
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว พระยาสายฟ้าฟาดได้เปลี่ยนชื่อของนางนวลสำลีเพื่อให้สิ้นเคราะห์ โดยให้ชื่อว่า
แม่ศรีมาลา (ด้วยเหตุนี้เอง โนราจึงได้ประกาศเชิญครูว่า แม่ศรีมาลาเป็นครูต้น)และให้เปลี่ยนชื่อ อจิตกุมารเป็น
เทพสิงสอน (หมายความว่า เทพมาสิงสู่และสั่งสอนวิชาร้องรำทำเพลงให้) แล้วพระยาสายฟ้าฟาดยังได้ พระราชทานศรและพระขรรค์ให้เป็นเครื่องมือของอจิตกุมารด้วย
อจิตกุมารนั้น แท้จริงคือ เทพบุตรที่พระอินทร์สั่งให้จุติลงไปเกิดในท้องนางนวลสำลี แต่นางยังไม่มีสามี จึงดลบันดาลให้นางอยากกิน ดอกอุบลชาติ เมื่อนางกินแล้วก็เกิดปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ นับตั้งแต่เทพบุตรมาปฏิสนธิแล้ว นางนวลสำลีก็ชอบแต่เรื่องที่สนุกสนาน ร้องรำทำเพลง มีงานรื่นเริงที่ไหนนางก็จะไปที่นั่น จนพระยาสายฟ้าฟาดเกิดความอับอายคิดเนรเทศจึงสั่งให้จับนางลอยแพไปเสียจากเมือง โดยให้ทำแพกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๑ เมตร แพได้ลอยมาติดอยู่ที่เกาะกะชัง (*เกาะกะชัง สันนิษฐานกันว่า คือเกาะสีชัง) นางนวลสำลีจึงได้คลอดลูกชายที่เกาะนี้ และตั้งชื่อลูกว่า "อจิตกุมาร" เมื่ออจิตกุมารเริ่มพูดได้ก็คิดท่ารำขึ้น นางนวลสำลีก็ตบมือให้จังหวะ เต้นไปรำไปจนเกิดความชำนาญขึ้น จึงหัดด้วยตนเอง ดัดแปลงท่าทางให้อ่อนช้อย ครั้นรำท่าใดที่ต้องซัดมือไปข้างหลังทำให้มองไม่เห็นว่าสวยหรือไม่สวย จึงไปหัดรำที่ริมน้ำ เพื่อจะได้ดูเงาตนเองในน้ำได้ อจิตกุมารจึงได้ดัดแปลงท่ารำสวยๆ เป็นแม่บทได้ครบ ๑๒ ท่า ที่ริมน้ำนั้น เขาจึงยกเอาแม่คงคา (น้ำ) เป็นครู (โนราไหว้ครูจึงเอ่ยถึงแม่คงคาด้วยเสมอ)
หนังสือ "งานมหกรรมวัฒนธรรมพื้นบ้านไทย '๓๔" อธิบายว่า "การแสดงมโนห์รา ภาคใต้ในปัจจุบันเป็นการรำแบบโบราณ มีท่ารำแม่บทต่างๆ เนื้อร้องจะบอกถึงลักษณะของท่ารำนั้นๆ ซึ่งจะรำตั้งแต่ท่าง่ายๆ จนถึงท่าที่ยากขึ้นตามลำดับ ในการฝึกรำก็ฝึกตั้งแต่ท่าพื้นฐานเพื่อให้ผู้รำรู้จักจังหวะและท่าต่างๆ เป็นอย่างดีทั้ง ๑๒ ท่า ต่อจากนั้นจึงเริ่มฝึกรำแม่บทที่ชื่อว่า "บทครูสอน" เป็นแม่บทเบื้องต้นที่ผู้แสดงจะต้องเรียนรู้ก่อนบทอื่น และเป็นท่าที่ง่ายๆ หลังจากนั้นจึงรำ "บทสอนรำ" และท่า "ปฐม" ซึ่งเป็นท่าที่ยากขึ้นตามลำดับ
[กลับหัวข้อหลัก]