สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23 > ประเพณีการเล่นละครรำ
ประเพณีการเล่นละครรำ  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
 
ประเพณีการเล่นละครรำ โดย นางละม่อม โอชกะ
          การฟ้อนรำเป็นหลักของวิชาละคร (รำ) ฉะนั้น ผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ในสมัยก่อนจึงคิดแบบรำเป็นท่าต่างๆ และตั้งชื่อบัญญัติไว้ให้เรียกเป็นตำรา แล้วคิดร้อยกรองท่ารำต่างๆ นั้นเข้ากระบวนสำหรับรำเข้ากับเพลงปี่พาทย์ เรียกว่า "รำเพลง" อย่าง ๑ อีกอย่างหนึ่งสำหรับรำเข้ากับบทร้อง เรียกว่า "รำใช้บท" บรรดาผู้ที่จะฝึกหัดเป็นละครมักหัดตั้งแต่เด็กๆ โดยครูจะให้หัดรำเพลงก่อนแล้วจึงหัดรำใช้บท เมื่อรำได้แล้ว ครูจึง "ครอบ" ให้ คือ อนุญาตให้เล่นละคร แต่นั้นไปจึงนับว่าเป็นละคร การอันนี้เป็นประเพณีดั้งเดิม ยังมีเค้ามูลเหมือนกันทั้งละครโนราปักษ์ใต้ และละครนอกละครในที่เล่นในกรุงเทพมหานครนี้ แต่กระบวนการฝึกหัดและวิธีการเล่นของละครโนราชาตรี และละครนอกละครในแตกต่างผิดกันในข้อสำคัญหลายอย่าง
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

กระบวนการฝึกหัดละครโนราชาตรี
          การฝึกหัดละครโนราชาตรีนั้น หัดรำเพลงแม่บทมีเพียง ๑๒ ท่า ตามตำราของขุนศรัทธาที่เป็นครูเดิม (ต้นตำรา) เรียกรวมกันว่า "เพลงครู" ดังนี้
           
  ๏o...(บทขาด)...      	                 ...(บทขาด)...		
     ปลดปลงลงมา                	ให้รำเป็นท่าบัวตูม
     o บัวบานบัวคลี่        	จงกลนีแย้มตะพุ่ม
     ...(บทขาด)...          	แล้วท่าแมงมุมชักใย
     o ท่าพระยาหงส์ทอง      	ลงลอยล่องลำน้ำไหล
     ล่องตรงลงไป            	ยังปากน้ำพระคงคา
     o ขอเชิญร้อยชั่ง       	เจ้ารำช้างประสานงา
     รำท่ากินรา             		ลงมาจะเล่นสาคร
     o แล้วเก็บดอกไม้       	มาร้อยเป็นเครื่องอาภรณ์
     นี่แหละครูสอน          	 ทำนองพ่อขุนศรัทธาฯ

           เพลงรำต่างๆ ที่กล่าวชื่อในกลอนนี้ถูกต้องตามตำราสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมากจะเห็นได้ว่าเป็นตำราที่นำมาจากกรุงศรีอยุธยา ข้อนี้เป็นหลักฐานอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือ เครื่องแต่งตัว อย่างเช่น นายโรง ในละครโนราชาตรีแต่งตัว คือ นุ่งสนับเพลาเชิงกรอมถึงข้อเท้า นุ่งผ้าหยักรั้งจีบโจงไว้หางหงส์ สวมเครื่องอาภรณ์กับตัวเปล่าไม่ใส่เสื้อ แต่ศีรษะสวมเทริด (ซึ่งยังคงแต่งอยู่จนทุกวันนี้) เป็นแบบเครื่องต้นแต่งตัวท้าวพระยาแต่ดึกดำบรรพ์ เหมือนในรูปภาพสมัยกรุงศรีอยุธยา มีรูปเทวดาที่จำหลักบานซุ้มพระเจดีย์วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ปัจจุบันเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และรูปเทวดาที่เขียนไว้หลังบานประตูพระอุโบสถวัดใหญ่เมืองเพชรบุรี เป็นต้น(๑)

______________________________________________________________________

          (๑)(จากหนังสือ อธิบาย บทเจรจา ละครอิเหนา พระราชนิพนธ์ในประบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี โปรดให้พิมพ์ในงานฉลองพระชันษาแซยิด เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๔๖๔)
[กลับหัวข้อหลัก]

รำโนรา

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พิธีไหว้ครูโนรา (โนราชาตรี) และพิธีครอบ
          การฝึกหัดละครโนราชาตรีนั้น เมื่อหัดรำเพลงครูได้แล้ว ครูจึงสอนให้ท่องบท เพราะละครโนราชาตรียังใช้ร้องกลอนสด ไม่มีหนังสือบทอย่างละครในกรุงเทพฯ แล้วสอนให้ร้องและรำจำบท ผู้ที่เป็นครูหัดจึงพาไปให้ครูใหญ่ครอบเรียกว่า "เข้าครู" อันเป็นลักษณะครอบละครโนราชาตรี ในการทำพิธี ครูใหญ่เอาเทริดแขวนไว้ที่กลางโรงพิธี ตรงใต้เทริดนั้นตั้งขันสาครลายสิบสองนักษัตรไว้ และปูหนังสือไว้บนก้นขัน วิธีการครอบ ครูใหญ่จะให้เด็กขึ้นนั่งบนก้นขันแล้วปลดเอาเทริดลงมาครอบศีรษะให้ แล้วให้เด็กลุกขึ้นรำเพลงครูเข้ากับปี่พาทย์จนจบเพลงแล้วเอาเทริดกลับไปแขวนไว้อย่างเดิม ทำอย่างนั้นทีละคนไปจนครบจำนวนผู้ที่จะเป็นตัวละครก็เป็นอันเสร็จพิธีครอบ ส่วนตัวจำอวดนั้น ครูเพียงแต่เอาหน้ากากใส่ให้แทนการครอบด้วยเทริดไม่ต้องรำเพราะตัวจำอวดมักจะเคยเป็นพวกปี่พาทย์ หรือลูกคู่ที่ชอบเล่นเป็นจำอวด ได้เห็นการเล่นละครจนเคยชิน ก็เลยเป็นตัวละครไปเองโดยไม่ได้หัดรำมาแต่เดิม
          จากตำนานเรื่องโนรา ในหนังสือมโนห์รานิบาต ฉบับวัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา ได้เล่าสืบต่อกันมาโดยมีเรื่องย่อตอนหนึ่งว่า เมื่อพระยาสายฟ้าฟาดซึ่งเป็นพระบิดาของนางนวลสำลีให้มารับนางนวลสำลีพระธิดาและอจิตกุมารกลับเมืองปัญจาเมื่อวันพุธเวลาบ่าย ด้วยเหตุนี้ โนราจึงถือกันเป็นประเพณีสืบมาว่า การรำโรงครู รำแก้บน การเชิญครูโนรามาแก้บน ต้องเริ่มทำในวันพุธทุกครั้งไป ซึ่งภาษาโนราเรียกกันว่า "วันเข้าโรงครู" เมื่ออจิตกุมารทราบว่า พระเจ้าตา (พระยาสายฟ้าฟาด) ขับไล่นางนวลสำลีโดยให้ลอยแพไป จึงทูลถามว่า ที่ขับไล่นางนวลสำลีไปนั้น ชาวเมืองพอใจหรือไม่พอใจ พระยาสายฟ้าฟาดตอบว่าไม่รู้ได้ แต่น่าจะไม่พอใจเพราะเห็นได้จากที่พระยาหงส์ทอง (ทหารเอกฝ่ายขวา) และพระยาหงส์เหมราช (ทหารเอกฝ่ายซ้าย) ของพระยาสายฟ้าฟาดได้หนีไป คงโกรธเคืองเรื่องนี้ อจิตกุมารจึงถามว่า ถ้าพระยาทั้งสองที่หนีไปนั้นกลับคืนมา จะโกรธแค้นหรือจะชุบเลี้ยงอีก พระยาสายฟ้าฟาดตอบว่า จะชุบเลี้ยง จิตกุมารจึงว่า ถ้าเช่นนั้นเขาจะทำพิธีเชิญพระยาทั้งสองให้กลับมา ซึ่งต่อมาเรียกพิธีนั้นว่า พิธีโรงครู
[กลับหัวข้อหลัก]

พิธีไหว้ครู

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พิธีโรงครู
          พิธีโรงครู มีพิธีทำโดยการตั้งเครื่องที่ ๑๒ มีหมากพลู หัวหมู ขนม เป็นต้น แล้วเขาเชิญครูเก่าๆ ผู้เฒ่าผู้แก่ ให้มาดูการรำถวายของเขาและให้มากินเครื่องที่นำมาบูชา พิธีนี้เองเป็นประเพณีของโนราสืบมา ซึ่งเรียกกันว่า โนราเชิญครู การเชิญครูนั้นได้เชิญพระยาทั้ง ๖ ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงเดิมของพระยาสายฟ้าฟาดมาและให้กินเครื่องบูชาที่ศาลด้วย ทุกคน เมื่อได้มาเห็นการร่ายรำก็พอใจต่างพากันหลงไหล แต่มีข้อเสีย คือเครื่องแต่งกายที่เป็นผ้าเก่าๆ ขาดๆ ดูแล้วไม่สวยงาม จึงต้องเอาผ้าที่จัดวางไว้ในเครื่องบูชามาให้เปลี่ยนแทน พอเปลี่ยนแล้วเห็นได้ว่า รำสวยยิ่งขึ้น พระยาสายฟ้าฟาดเห็นว่าถ้าเครื่องแต่งตัวสวยกว่านี้ ก็จะช่วยให้ดูเด่นยิ่งขึ้น จึงเปลื้องเครื่องทรงที่ทรงอยู่ให้ และในที่สุดก็ถอดมงกุฎให้ด้วย (ด้วยเหตุนี้เอง โนราจึงได้แต่งกายโดยสวมผ้ายก ไม่สวมเสื้อชั้นนอก สวมถุงเท้ายาวแต่งเครื่องทรงคล้ายกษัตริย์ คือ มีเทริดสวมศีรษะ)
          เมื่อพระยาสายฟ้าฟาดได้เห็นเช่นนั้นก็พอใจยิ่ง จึงตั้งเป็นหลักว่า ต่อไปใครจะเชิญโนราไปเล่นรำที่ใด ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามประเพณี คือ ให้มีขันหมากมารับ (นำขันหมากรากไม้าด้วย) และให้ปลูกโรงรำกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๑ เมตร โดยให้โรงรำเป็นเขตกรรมสิทธิ์ของคนรำ ใครจะบุกรุกไม่ได้ อจิตกุมารรำให้ดูติดต่อกันไป ๓ วัน ๓ คืน จนถึงวันศุกร์ซึ่งเป็นวันส่งครู จนเป็นประเพณีสืบมา
          เมื่อเสร็จพิธีแล้ว พระยาสายฟ้าฟาดได้เปลี่ยนชื่อของนางนวลสำลีเพื่อให้สิ้นเคราะห์ โดยให้ชื่อว่า แม่ศรีมาลา (ด้วยเหตุนี้เอง โนราจึงได้ประกาศเชิญครูว่า แม่ศรีมาลาเป็นครูต้น)และให้เปลี่ยนชื่อ อจิตกุมารเป็น เทพสิงสอน (หมายความว่า เทพมาสิงสู่และสั่งสอนวิชาร้องรำทำเพลงให้) แล้วพระยาสายฟ้าฟาดยังได้ พระราชทานศรและพระขรรค์ให้เป็นเครื่องมือของอจิตกุมารด้วย
          อจิตกุมารนั้น แท้จริงคือ เทพบุตรที่พระอินทร์สั่งให้จุติลงไปเกิดในท้องนางนวลสำลี แต่นางยังไม่มีสามี จึงดลบันดาลให้นางอยากกิน ดอกอุบลชาติ เมื่อนางกินแล้วก็เกิดปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ นับตั้งแต่เทพบุตรมาปฏิสนธิแล้ว นางนวลสำลีก็ชอบแต่เรื่องที่สนุกสนาน ร้องรำทำเพลง มีงานรื่นเริงที่ไหนนางก็จะไปที่นั่น จนพระยาสายฟ้าฟาดเกิดความอับอายคิดเนรเทศจึงสั่งให้จับนางลอยแพไปเสียจากเมือง โดยให้ทำแพกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๑ เมตร แพได้ลอยมาติดอยู่ที่เกาะกะชัง (*เกาะกะชัง สันนิษฐานกันว่า คือเกาะสีชัง) นางนวลสำลีจึงได้คลอดลูกชายที่เกาะนี้ และตั้งชื่อลูกว่า "อจิตกุมาร" เมื่ออจิตกุมารเริ่มพูดได้ก็คิดท่ารำขึ้น นางนวลสำลีก็ตบมือให้จังหวะ เต้นไปรำไปจนเกิดความชำนาญขึ้น จึงหัดด้วยตนเอง ดัดแปลงท่าทางให้อ่อนช้อย ครั้นรำท่าใดที่ต้องซัดมือไปข้างหลังทำให้มองไม่เห็นว่าสวยหรือไม่สวย จึงไปหัดรำที่ริมน้ำ เพื่อจะได้ดูเงาตนเองในน้ำได้ อจิตกุมารจึงได้ดัดแปลงท่ารำสวยๆ เป็นแม่บทได้ครบ ๑๒ ท่า ที่ริมน้ำนั้น เขาจึงยกเอาแม่คงคา (น้ำ) เป็นครู (โนราไหว้ครูจึงเอ่ยถึงแม่คงคาด้วยเสมอ) 
          หนังสือ "งานมหกรรมวัฒนธรรมพื้นบ้านไทย '๓๔" อธิบายว่า "การแสดงมโนห์รา ภาคใต้ในปัจจุบันเป็นการรำแบบโบราณ มีท่ารำแม่บทต่างๆ เนื้อร้องจะบอกถึงลักษณะของท่ารำนั้นๆ ซึ่งจะรำตั้งแต่ท่าง่ายๆ จนถึงท่าที่ยากขึ้นตามลำดับ ในการฝึกรำก็ฝึกตั้งแต่ท่าพื้นฐานเพื่อให้ผู้รำรู้จักจังหวะและท่าต่างๆ เป็นอย่างดีทั้ง ๑๒ ท่า ต่อจากนั้นจึงเริ่มฝึกรำแม่บทที่ชื่อว่า "บทครูสอน" เป็นแม่บทเบื้องต้นที่ผู้แสดงจะต้องเรียนรู้ก่อนบทอื่น และเป็นท่าที่ง่ายๆ หลังจากนั้นจึงรำ "บทสอนรำ" และท่า "ปฐม" ซึ่งเป็นท่าที่ยากขึ้นตามลำดับ
[กลับหัวข้อหลัก]

เทริด


เทริด

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นางละม่อม โอชกะ

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การจัดแบ่งสาขาภูมิปัญญาไทย
ความสำคัญของเฟิร์นในป่าเมืองไทย
ความหลากหลายของเฟิร์นในป่าเมืองไทย
คุณค่าและความสำคัญของภูมิปัญญาไทย
ฟิสิกส์ใต้น้ำ
เฟิร์นไทย
เฟิร์นหายากและใกล้สูญพันธุ์ของไทย
ภูมิปัญญาไทย
ไม้ในวรรณคดีไทย (ตอน ๑)
ศิลปะสำคัญในการแสดงละครรำ
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 26
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23 > ประเพณีการเล่นละครรำ