ในตอนต้นสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) คือใน พ.ศ. ๒๔๑๘ สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงออกหนังสือพิมพ์รายวันขึ้น ชื่อ "ข่าวราชการ" หรือ "Court" หนังสือพิมพ์รายวันฉบับแรกของไทย ทรงให้มีบุรุษเดินหนังสือข่าวราชการส่งแก่สมาชิกเรียกว่า "โปสต์แมน" (postman) มีการจัดพิมพ์ตั๋วแสตมป์เป็นค่าบริการ ตั๋วแสตมป์นี้เป็นพระรูปเหมือนของสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์มีอยู่ ๒ รุ่น รุ่นแรกด้านล่างมีภาษาอังกฤษว่า "RISING P" ซึ่งมีความหมาย ตรงกับภาษาไทยว่าภาณุรังษี รุ่นที่ ๒ มีอักษรที่มุมทั้งสี่ว่า ป ม ภ สย่อมา จาก โปสต์มาสเตอร์ ภาณุรังษีสว่างวงศ์ และมีคำด้านล่างว่า "ค่าหนังสือฝาก" ถ้าส่งหนังสือถึงผู้รับที่อยู่ในคูพระนครชั้นในให้ปิดแสตมป์ ๑ ดวง ราคา ๑ อัฐ ถ้าผู้รับอยู่นอกคูพระนครชั้นในให้ปิดแสตมป์ ๒ ดวง รวมเป็นราคา ๒ อัฐ
ต่อมาโปรดให้สั่งพิมพ์แสตมป์มาจากประเทศอังกฤษ มีกรอบลวดลาย และภายในกรอบมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ ๕ และภาพพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง บนดวงแสตมป์ไม่มีตัวอักษรหรือตัวเลขบอกราคาไว้เลย แต่สันนิษฐานว่าแต่ละดวงมีราคาเท่ากัน คือดวงละ ๑ อัฐ เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้ทรงเลิกการออกหนังสือราชการเนื่องจากแต่ละพระองค์ทรงมีภาระในหน้าที่ราชการก็มิได้ทรงคิดจะจัดการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศไทยแต่อย่างใด จนเวลาล่วงเลยมาถึงกลาง พ.ศ. ๒๔๒๓ มีหลักฐานปรากฏในจดหมายเหตุหอหลวงว่า เจ้าหมื่นเสมอใจราช ได้มีหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขอให้ทรงจัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศไทย โดยในหนังสือนั้นได้กราบบังคมทูลถึงความจำเป็นว่า การพาณิชย์ค้าขาย และบ้านเมืองเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อน สมควรที่จะได้จัดการไปรษณีย์ขึ้น เจ้าหมื่นเสมอใจราชได้ทูลถึงหลักการทั่วไปในการดำเนินงานไปรษณีย์ที่สำคัญคือ จะต้องจัดทำบัญชีเลขที่บ้านก่อน ทั้งยังประมาณการค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนเป็นอย่างดี ได้มีการจัดทำเลขบ้าน และขณะเดียวกันก็สั่งพิมพ์ตราไปรษณียากรจากบริษัทวอเทอร์โลว์แอนด์ ซันส์ จำกัด (Waterlow and Sons Limited) ประเทศอังกฤษ มาใช้งาน ๖ ชนิด ๖ ราคา คือ โสฬศ อัฐ เสี้ยว ซีก เฟื้อง และสลึง (สำหรับชนิดราคา ๑ เฟื้องนั้น เมื่อเปิดการไปรษณีย์ขึ้นแล้วบริษัทผู้พิมพ์ส่งมาไม่ทัน และเนื่องจากทางการได้ยกเลิกหน่วยเงินเฟื้องไปก่อนจึงไม่ได้นำออกใช้) เริ่มนำออกใช้ในวันประกาศเปิดการไปรษณีย์ขึ้นในกรุงเทพฯ ในวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ เป็นต้นมา นับเป็นแสตมป์ชุดแรกในรัชกาลนี้
ต่อมาในวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพสากลไปรษณีย์แต่เนื่องจากแสตมป์ชุดแรกของไทยไม่มีอักษรภาษาอังกฤษบ่งบอกชื่อประเทศ และไม่มีตัวเลขอาระบิคบ่งบอกราคาแสตมป์ จึงต้องสั่งแสตมป์ชุดใหม่มาใช้ให้มีชื่อประเทศว่า "SIAM" มีตัวเลขอาระบิคบอกราคาและมีหน่วยเงินเป็นอัฐ "ATT"
ในระหว่างที่รอแสตมป์ชุดที่สองอยู่นั้น ได้นำเอาแสตมป์ชุดแรกราคาโสฬศมาประทับ "1 TICAL" ใช้แทนไปพลางก่อน ในการส่งจดหมายไปต่างประเทศ (1 TICAL = ๖๔ อัฐ) โดยประทับแก้เป็น ๕ แบบ
ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๐ เริ่มนำแสตมป์ชุดที่สองออกใช้ แสตมป์ชุดนี้มี ๒, ๓, ๔, ๘, ๑๒, ๒๔ และ ๖๔ อัฐ ส่วนราคา ๑ อัฐนั้น สั่งเพิ่มเติมมาภายหลัง
หลังจากที่แสตมป์ชุดที่สองถูกนำออกใช้แล้วปรากฏว่ามีแสตมป์หลายราคาที่สั่งมาไม่เพียงพอแก่ความต้องการ จึงมีการประทับแก้ราคาบนดวงแสตมป์หลายราคาด้วยกัน เช่น ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๓๓ ได้มีการประทับแก้ราคา ๑ อัฐ ลงบนแสตมป์เดิมราคา ๓ อัฐ เพราะอัตราค่าส่งในประเทศขณะนั้นเท่ากับ ๑ อัฐ
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๕ ได้มีการประทับแก้ราคา ๔ อัฐ ลงบนแสตมป์เดิมราคา ๒๔ อัฐ โดยใช้มือประทับด้วยแม่พิมพ์ไม้ และแม่พิมพ์โลหะปลาย พ.ศ. ๒๔๓๗ มีการประทับแก้ราคา ๒ อัฐ ลงบนแสตมป์เดิมราคา ๖๔ อัฐ และจากการประทับแก้หรือพิมพ์แก้ราคาในชุดต่างๆ นี้เอง ทำให้เกิดการผิดพลาดซึ่งเรียกว่า ตัวตลก ได้แก่ ตัวแก้พิมพ์ซ้ำ ตัวแก้หัวกลับพิมพ์แก้ด้านหลัง และบางชุดที่ประทับแก้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษก็อาจจะตกตัวแก้ภาษาใดภาษาหนึ่ง เป็นต้น แก้ชนิดนี้ นิยมเรียกกันในหมู่นักสะสมแสตมป์ว่า "สิบใหญ่" นอกจากที่ได้นำมาแสดงในที่นี้ ก็ยังมี แสตมป์แก้อีกหลายราคาด้วยกันที่ได้จัดทำขึ้นออกใช้เป็นการชั่วคราว ก่อนที่แสตมป์ชุดใหม่ที่สั่งจากต่างประเทศจะมาถึง หลังจากที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพสากลไปรษณีย์แล้ว ก็ได้มีการขยายกิจการไปรษณีย์ออกไปยังจังหวัดต่างๆ ในทั่วทุกภาคของประเทศโดยเริ่มเปิดแห่งแรกที่สมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ และแห่งที่สองที่นครเขื่อนขันธ์ (พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ส่วนจังหวัดอื่นๆ ก็ได้เปิดที่ทำการไปรษณีย์ขึ้นในระยะต่อมาตามลำดับจนครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ และต่อมาก็ได้มีบริการใหม่ๆ เปิดบริการแก่ประชาชนตลอดมา
ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้มีการออกแสตมป์ชุดราชกุมาร ขึ้น โดยพระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษของสมเด็จเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ เพื่อประกอบการศึกษาในราชสำนัก มีอยู่ ๓ ราคาด้วยกัน ได้แก่ ราคา ๑ อัฐ ๑ เสี้ยว และ ๑ ซีก ปลาย พ.ศ. ๒๔๓๖ จังหวัดจันทบุรีถูกยึดครอง โดยประเทศฝรั่งเศส และมีการลงนามสนธิสัญญาว่าด้วยการยึดครองในวันที่ ๓ ตุลาคม ปีเดียวกันนั้นจดหมายที่ส่งออกจากจันทบุรีในระยะนั้น จะมีตราพิเศษของประเทศฝรั่งเศสที่แสดงการยึดครอง จดหมายเหล่านี้จะส่งไปยังศูนย์ที่เมืองไซ่ง่อน ในประเทศเวียดนาม ก่อนส่งไปยังปลายทางต่อไป
ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้มีการนำแสตมป์ชุดที่สาม ซึ่งสั่งพิมพ์จากประเทศเยอรมันออกใช้ และมีการพิมพ์บางราคาเพิ่มขึ้นอีกในภายหลังรวมที่สั่งมาทั้งสิ้น ๑๒ ราคาด้วยกัน
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ มีการนำเอาแสตมป์ชุดพระพักตร์เพี้ยนออกใช้ แสตมป์ชุดนี้ ทางการได้รับจากประเทศเยอรมันตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๐ แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงพอพระทัยในลักษณะพระพักตร์ในดวงแสตมป์ จึง มีพระบรมราชโองการให้เก็บแสตมป์ชุดนี้เสีย ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงการบริหารการไปรษณีย์ โดยให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติควบคุมการจ่ายแสตมป์ไปยังที่ทำการไปรษณีย์ ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ เกิดมีการผิดพลาดนำแสตมป์ชุดนี้บางส่วนออกใช้ในเมือง ๓ เมือง คือ ภูเก็ต โคราช และพระตะบอง และมีการส่งต่อไปยังที่ทำการไปรษณีย์ย่อยๆ ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ระนอง ศรีโสภณ และเคดาห์ - ไทรบุรีเมื่อทางการตรวจพบจึงได้เรียกแสตมป์ส่วนที่เหลืออยู่กลับ แล้วเผาทิ้งพร้อมกับส่วนที่เหลือในคลังทั้งหมด
ถึงแม้ว่าแสตมป์ชุดนี้จะมีการนำออกใช้ แต่ก็เป็นระยะเวลาที่สั้นมาก แสตมป์ชุดนี้ที่ใช้แล้วจริงจึงหาได้ยากมากและราคา ๔ อัฐ และ ๑๐ อัฐ ที่ใช้จริงนั้น ยังไม่เคยปรากฏเลย ที่พบก็เป็นแสตมป์ที่ทางการนำไปให้พนักงานไปรษณีย์ประทับตราขีดฆ่าที่โคราช ระหว่างวันที่ ๓ - ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ เท่านั้น
แสตมป์ชุดชั่วคราวพระตะบอง ออกใช้ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๔๕ เนื่องจากในเดือนกันยายนปีดังกล่าว ข้าหลวงใหญ่ประจำพระตะบองได้โทรเลขไปยังกรุงเทพ ขอเบิกแสตมป์หลายราคาเพื่อนำออกใช้ แต่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติส่งให่ล่าช้าไม่ทันการ ประกอบกับแสตมป์ราคา ๒ และ ๑๐ อัฐที่พระตะบองหมดลง ข้าหลวงใหญ่จึงได้ออกคำสั่งให้นายไปรษณีย์แก้ไขราคาแสตมป์ชุดที่สามจาก ๓ อัฐแก้เป็น ๒ อัฐ และจาก ๑๒ อัฐ แก้เป็น ๑๐ อัฐ ด้วยเครื่องพิมพ์หมึกสีม่วงและนำออกใช้ทันทีเมื่อทางการทราบข่าวจึงสั่งระงับการแก้ไข และให้งดใช้ทำให้แสตมป์ชุดนี้หายากมากเพราะมีจำนวนการพิมพ์น้อย และระยะการใช้สั้น
นอกจากแสตมป์แก้ชุดพระตะบองแล้ว ก็ยังมีแสตมป์แก้ชุดอื่น ที่นำออกใช้แทนแสตมป์บางราคาที่ขาดไป ได้แก่ ชุดชั่วคราว ๑ อัฐแก้ทับบนราคา ๑ ๒ อัฐ และ ๒ อัฐแก้ทับบนราคา ๒๘ อัฐ เป็นที่น่าสังเกตว่าในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีที่ทำการไปรษณีย์ของไทยหลายแห่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศลาว เขมร และมาเลเซีย จะสังเกตได้จากตราประทับของที่ทำการไปรษณีย์ต่างๆ ซึ่งขณะนี้ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้ว ตราประทับที่ทำการไปรษณีย์ในลาวได้แก่ ไชยบุรี หลวงพระบาง จำปาศักดิ์ ปากลาย โขง
ตราประทับที่ทำการไปรษณีย์ในเขมรได้แก่พระตะบอง ไพลิน เสียมราษฎร์ ศรีโสภณ และจันทคิรีเขตร์
ตราประทับที่ทำการไปรษณีย์ ในมาเลเซียได้แก่ เคดาห์ - ไทรบุรี โกตาบาห์รู กวาลามุดา กุลิมลังกาวี ปะลิส บาตูเมงกีบัง (กลันตัน)
ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ และ ๑ เมษายนพ.ศ. ๒๔๕๑ ได้มีการนำแสตมป์ชุดวัดแจ้งออกใช้โดยพิมพ์ ๒ รุ่น รุ่นหลังมีบางราคาเพิ่มขึ้น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าส่งในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับราคาของสหภาพสากลไปรษณีย์
ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๕๐ มีการนำแสตมป์ราคาสูงชุดฤชากร ออกใช้ เนื่องด้วยกรมไปรษณีย์ฯ ได้เปิดไปรษณีย์ที่ ๘ ขึ้นที่เยาวราช เพื่อรับฝากไปรษณียภัณฑ์ไปประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ เปิดตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๕๐ ปรากฏว่า ชาวจีนนำส่งไปรษณียภัณฑ์เป็นจำนวนมาก บางห่อมีจดหมายมากถึง ๗๕๐ ฉบับ จึงต้องปิดแสตมป์ราคาสูง แต่ขณะนั้นแสตมป์ราคาสูงที่สุดมีเพียง 1 TICAL (๑ บาท) และแสตมป์ราคาสูงยังไม่ได้พิมพ์มาใช้ กระทรวงโยธาธิการ จึงกราบบังคมทูลฯ ขอพระบรมราชา-นุญาตนำแสตมป์ฤชากรซึ่งใช้เป็นค่าธรรมเนียมศาลและที่ดิน ชนิดราคา ๑๐,๒๐, และ ๔๐ บาท มาพิมพ์ทับเป็น SIAMPOSTAGE 10, 20 และ 40 TICALS ใช้เป็นแสตมป์ไปพลางก่อนจนกว่าแสตมป์ราคาสูงที่สั่งพิมพ์จะมาถึง
ในระหว่างวันที่ ๙ - ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ มีการใช้ของชั่วคราว เนื่องจากในเดือนธันวาคมพ.ศ. ๒๔๕๐ เกิดขาดแคลนแสตมป์ราคา ๑ อัฐ กรมไปรษณีย์ฯ จึงอนุมัติให้นายไปรษณีย์ ๔ คนจากที่ทำการไปรษณีย์ ๓ แห่ง เขียนข้อความด้วยลายมือหรือพิมพ์ดีดหรือใช้ตรายางประทับ เป็น ภาษาไทยหรืออังกฤษลงบนซอง มีใจความว่า "ไม่ได้ติดแสตมป์เพราะแสตมป์หนึ่งอัฐไม่มี" หรือ "one att stamps run short-postage paid" แล้วให้ประทับตราขีดฆ่า พร้อมกับเซ็นชื่อกำกับแทนการใช้แสตมป์ทุกซองไป จนเมื่อใดที่ทำวิธีดังกล่าวได้ครบเงิน ๖๔ อัฐ ก็ให้ซื้อแสตมป์ราคา ๖๔ อัฐ มาประทับตราประจำวันต่อไป
นายไปรษณีย์ ๔ คน จากที่ทำการไปรษณีย์ ๓ แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ ป.ณ.ที่ ๑ (วัดเลียบในปัจจุบัน) ได้แก่ หลวงวิวิธธนการ (นายฟ้อน, Fawn) กับพระรัยการบัญชา (รัยการ, Rayakarn) กรุงเทพฯ ป.ณ.ที่ ๒ (ไปรษณีย์กลาง) ได้แก่พระสาณะเศรษฐสุนทร (Fack) กรุงเทพฯ ป.ณ.ที่ ๕ (หัวลำโพงในปัจจุบัน)ได้แก่ ขุนสนธิสารนันท์ (Manit) วิธีนี้ใช้อยู่เพียงวันที่ ๙ - ๑๖ ธันวาคม เพราะแสตมป์แก้รุ่นต่อไปได้ถูกนำออกมาใช้แทน
ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑ แสตมป์ชุดรัชมังคลาภิเษกก็ออกใช้ เป็นภาพพระบรมรูปทรงม้าซึ่งประชาชนได้ร่วมใจกันบริจาคเงินน้อมเกล้าฯ ถวายให้จัดสร้างขึ้นเป็นพระราชานุสาวรีย์เพื่อเฉลิมวันครบรอบ ๔๐ ปีแห่งการเสวยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ แสตมป์ชุดครุฑรัชกาลที่ ๕ ได้ออกใช้ นับเป็นแสตมป์ชุดถาวรชุดสุดท้ายในรัชสมัยนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนแสตมป์ชุดนี้ก็มีแสตมป์ชุดชั่วคราวอีกหลายชุดที่ไม่ได้กล่าวไว้ ณ ที่นี้
[กลับหัวข้อหลัก]