สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10 > จิตเวชเด็ก
จิตเวชเด็ก  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10
 
จิตเวชเด็ก โดย แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
          เมื่อเด็กเจ็บป่วย  พ่อแม่จะพาไปหากุมารแพทย์หรือแพทย์ประจำครอบครัว เมื่อแพทย์ตรวจแล้วเห็นว่าเด็กควรได้รับการรักษาจากจิตแพทย์เด็ก  ก็จะแนะนำหรือส่งต่อจิตแพทย์เด็ก  ความผิดปกติทางจิตเวชในเด็กมีสาเหตุจากปัจจัย ๒ ประการ คือ
          ๑. โครงสร้างของเด็กเอง  เมื่อเด็กคลอดออกมาก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น บางคนหงุดหงิดบางคนร้องบ่อย บางคนนอนสงบ บางคนมีเชาวน์ปัญญาดี  บางคนมีความกังวลโดยเฉพาะเด็กหญิงสำหรับเด็กชายมักมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวสูงกว่า
          ๒. สิ่งแวดล้อม  ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก ได้แก่
               ๒.๑ ท่าทีของพ่อแม่ต่อเด็ก อาจไม่รักเด็กถ้าเด็กที่เกิดมาพิการ หรือปกป้องคุ้มครองตามใจมากเกินไป
               ๒.๒ ลำดับการเกิดของเด็ก ถ้าเป็นลูกคนแรก แม่อาจกังวลในการเลี้ยงมากกว่าลูกคนรองๆ ลงมา ลูกคนกลางอาจได้รับการเอาใจใส่น้อยลง  ลูกคนสุดท้องอาจได้รับความทะนุถนอมและตามใจมาก จนทำให้เด็กไม่รู้จักช่วยตัวเอง  และมักถือตนเองเป็นใหญ่
               ๒.๓ เหตุการณ์อื่นๆ  ที่มีผลกระทบต่อบรรยากาศทางอารมณ์ในครอบครัว เช่น ความยากจน การหย่าร้าง การมีลูกมากเกินไป ทำให้เด็กขาดความรักความใจใส่  ไม่ได้รับการสนองตอบความต้องการที่จำเป็น ขาดปัจจัยต่างๆ ในการช่วยให้เรียนรู้

ครอบครัวอบอุ่นพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ท่าทีของพ่อแม่ที่มีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก
          ลักษณะท่าที  หรือเจตคติ (attitude) ของพ่อแม่ที่มีต่อลูกมี ๒ ประการ คือ
          ๑. การไม่รักหรือรังเกียจ (rejection)
          ๒. การรักและปกป้องคุ้มครองเด็กมากเกินไป (overaffection and overprotection) 

          การที่พ่อแม่จะมีท่าทีต่อลูกของตนอย่างไรนั้นส่วนมากจะเป็นไปในจิตไร้สำนึก โดยที่มิได้มีเจตนา หรือโดยไม่รู้ตัว  ท่าทีที่พ่อแม่แสดงต่อลูก ได้แก่
          ๑. ทอดทิ้ง กระทำทารุณ หรือประณามอย่างไม่สมควร เช่น เด็กไม่ยอมให้ของเล่นแก่น้องแม่จะว่าเด็กว่าเป็น "เด็กเลว เห็นแก่ตัว" เด็กจะรู้สึกว่าการที่เขาปกป้องสิทธิของเขานั้นเป็นความชั่ว เด็กจะมีพฤติกรรมเมื่อโตขึ้น  คือ  เป็นคนที่ยอมคนอื่นไปหมดหรืออาจประพฤติชั่วเห็นแก่ตัว ตามแบบที่พ่อแม่ลั่นวาจาไว้กับเด็กบ่อยๆ
          ๒. เข้มงวด ดุ ลงโทษเสมอๆ ลูกจะเป็นคนขี้กลัว กังวล มีปมด้อย  ยอมให้คนทั่วไปเอารัดเอาเปรียบ  เพื่อใฝ่หาความรักที่ไม่เคยได้รับ  ขาดความมั่นคงทางใจ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง หรือมีพฤติกรรมในทางตรงกันข้ามคือ ก้าวร้าว  ไม่เป็นมิตรต่อบุคคลอื่น  และไม่ยอมลงใครเมื่อโตขึ้น
          ๓. แสดงความรักลูกไม่เท่ากัน จะทำให้เด็กเกิดความอิจฉาแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างพี่น้อง เด็กที่รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รัก มักจะกังวล อารมณ์หวั่นไหวสมาธิเสื่อม เป็นเด็กดื้อ เจ้าอารมณ์ และเต็มไปด้วยความรู้สึกชิงชังคนอื่น
          ๔. แสดงความห่วงใย  และตามใจเกินขอบเขต วุ่นวาย ปรนนิบัติ  คอยระมัดระวังเกินไป เด็กจะไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่รับผิดชอบตนเองเท่าที่ควร บุคลิกภาพไม่เจริญสมวัย หรือมีวุฒิภาวะต่ำ
          ๕. แสดงความโอบอุ้มคุ้มครองมากเกินไปอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นคนเปราะ ไม่มีความอดทนมีความโน้มเอียงที่จะเป็นโรคจิต โรคประสาทได้พอๆ กับเด็กที่ขาดความรัก เพราะชีวิตจริงนอกบ้าน ทุกคนจะต้องพบความผิดหวัง  และความคับข้องใจบ้างเป็นธรรมดา ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นความทะเยอทะยาน และช่วยเสริมสร้างบุคลิกให้แข็งแกร่ง นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมที่จะช่วยสร้างบุคลิกภาพให้สมบูรณ์  และสุขภาพจิตที่ดีให้แก่เด็กก็คือความสัมพันธ์ในครอบครัวถ้าพ่อแม่รักใคร่ยกย่องนับถือซึ่งกันและกัน  และทั้งพ่อแม่ต่างก็รักลูก  เด็กจะเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี  และมีความสุข ถ้าพ่อแม่ทะเลาะกันบ่อยๆ และแสดงความไม่รักกัน ลูกก็จะขาดความมั่นคงทางใจ ขาดความอบอุ่น หรืออาจจะทำอะไรแผลงๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ความผิดปกติทางจิตเวชเด็ก
          ความผิดปกติทางจิตเวชเด็กมีหลายแบบ  องค์การอนามัยโลกได้จำแนกความผิดปกติทางจิตเวชเด็กไว้ดังนี้
          ๑. ความประพฤติแปรปรวน จะมีพฤติกรรมในทางก้าวร้าว ทำลายข้าวของ วิวาทชกต่อยพูดปด ลักขโมย เป็นต้น
          ๒. อารมณ์แปรปรวน  โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น แสดงออกด้วยความกังวลมากเกินไปขี้อาย แยกตัว อิจฉาพี่น้อง กลัวโรงเรียน เป็นต้น
          ๓. อารมณ์เคลื่อนไหวมากผิดปกติ ขาดการยับยั้งควบคุม สนใจสิ่งต่างๆ ชั่วครั้งคราว  อารมณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว  ก้าวร้าว  โผงผาง  ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นไม่ดี
          ๔. พัฒนาการล่าช้าเฉพาะด้าน  เนื่องจากปัจจัยทางชีวะร่วมกับทางอารมณ์ เช่น มีพัฒนาการ  ล่าช้าในการอ่าน ในการคำนวณ เป็นต้น
          ๕. ความผิดปกติทางสรีรวิทยาเนื่องจากสาเหตุทางจิตใจ  อาการของความผิดปกติอาจเกิดขึ้นในระบบใดระบบหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งระบบก็ได้  ที่พบบ่อยๆ คือ ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ จะแสดงออกด้วยการหอบ เหนื่อย แน่นหน้าอก ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบไหลเวียนของเลือด  จะแสดงออกด้วยการเป็นลมหน้ามืด ใจสั่นเวียนศีรษะ ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบผิวหนัง จะมีอาการเป็นผื่น เป็นลมพิษ ความผิดปกติเกียวกับระบบขับถ่ายและอวัยวะสืบพันธุ์ จะมีการถ่ายปัสสาวะบ่อยและการปวดรอบเดือน ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ จะมีอาการกระตุก ปวดศีรษะ และเจ็บปวดตามที่ต่างๆ ที่พบบ่อยมากคืออาการหายใจเกิน คือ มีอาการหายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม หายใจเร็ว หอบลึก ชาตามริมฝีปากปลายมือ ปลายเท้า มือเกร็งหงิกงอ วิงเวียนอ่อนเพลีย มีท่าทางสีหน้าวิตก หวาดกลัว มักพบร่วมกับโรคประสาทชนิดกังวลแบบเฉียบพลัน
         ๖. โรคประสาทในเด็ก  มักจะมีอาการคละปนกันแบบผสม คือ อาการเศร้าแฝงก้าวร้าว ดื้อดึง ต่อต้าน หงุดหงิด มีพฤติกรรมในทางทำลายตนเอง  เช่น มักทำอะไรเสี่ยงต่ออันตราย หรือทำให้ตนเองต้องเจ็บปวด เป็นต้น
         เด็กที่แม่เลี้ยงมาอย่างทะนุถนอมเกินไปเมื่อถึงเวลาไปโรงเรียน  เกิดความกังวลต่อการแยกหรือการจาก ทำให้เกิดอาการกลัวไม่อยากไปโรงเรียนอาจเกิดอาการตั้งแต่วันแรก    หรือหลังเข้าเรียนนานแล้วก็ได้   คือ แสดงอาการปวดศีรษะ ปวดหลัง อาเจียน แน่นหน้าอกตอนเช้า หรือภายหลังไปถึงโรงเรียนสักพัก เมื่อครูส่งกลับบ้านอาการจะหายไป   วิธีที่ครูควรปฏิบัติ คือ ไม่ส่งเด็กกลับบ้าน   แต่ให้ความใกล้ชิดเด็กมากขึ้น   หาทางให้เด็กสนใจเรื่องอื่น เพราะถ้าพ่อแม่และครูให้เด็กหยุดเรียนนานจะยิ่งทำให้กังวลมากขึ้น  จะยิ่งเรียนไม่ทัน และห่างเหินครูและเพื่อนๆมากขึ้น
          ๗. โรคจิตใจเด็ก มีหลายชนิด เช่น ก่อนอายุ ๓ ปี ดูเสมือนเลี้ยงง่าย ไม่กวน ไม่สนใจใคร ไม่พูด หรือพูดคำแปลกๆ พูดลอยๆ แต่ถ้าถูกรบกวน เช่น ไปเปลี่ยนที่ของที่วางไว้  เขาจะแสดงอารมณ์โกรธรุนแรง และแสดงพฤติกรรมแปลกๆ 
         หลังอายุ  ๑๘  เดือน  -๓ ปี ติดพี่เลี้ยง หรือผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่งมากผิดปกติ  ถ้าผู้ที่เขาติดจากไปไหน เด็กจะอาละวาดมาก และอาจมีพฤติกรรมแปลกๆ และขณะเดียวกันเด็กจะบังคับหรือกระทำการใดๆ กับผู้ที่เขาติดนั้น  และถ้าไม่พอใจจะทุบหยิกข่วน กัด
         อายุ  ๓-๔  ปีขึ้นไป  จะแยกตัวไม่พูดกับใคร หรือพูดมากด้วยภาษาแปลกที่ไม่มีใครฟังเข้าใจบางทีมีสีหน้าอารมณ์เฉย  หัวเราะคนเดียว หลงผิดว่าตนเป็นผู้มีอภินิหาร กระโดดลงมาจากหน้าต่าง 
         เริ่มวัยรุ่น จะพบอาการโรคจิตทางอารมณ์เช่นเดียวกับผู้ใหญ่
          ๘. อาการสมองพิการและพฤติกรรมแปรปรวน  เด็กที่เกิดความพิการทางสมองตั้งแต่คลอดหรือเมื่อกำลังเจริญวัยจนถึงวัยรุ่น  ถ้าเกิดสมองอักเสบหรือเป็นโรคลมชัก หรือสมองเสื่อมจากพิษสารเคมีที่ ทำลายเซลล์ของสมองจะมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น เคลื่อนไหวซุกซนมากผิดปกติอยู่ไม่สุข  ทำลายของ ขาดสมาธิ อารมณ์ผันแปรง่ายโต้ตอบโผงผาง  เด็กเหล่านี้จะเรียนหนังสืออย่างปกติไม่ได้เพราะมีภาวะที่เรียกว่า ปัญญาอ่อน  และอารมณ์ที่ผิดปกติจะทำให้การเข้าใจภาษาบกพร่องเข้ากับใครไม่ได้ จึงมักไม่มีเพื่อน
[กลับหัวข้อหลัก]

หนังสือและเครื่องเล่น สิ่งที่ช่วยพัฒนาจิตใจของเด็ก


การได้เข้ากลุ่มเล่นสนุกกัน ทำให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การช่วยเหลือเด็กที่มีความผิดปกติทางจิตเวช
          ๑. จิตแพทย์จะขอความร่วมมือจากพ่อแม่ครู และบุคคลสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเด็กโดยการชี้แจง ให้ความรู้ให้ความมั่นใจ และช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมในกระบวนการจิตไร้สำนึก  เพื่อให้มีท่าทีควร ปฏิบัติต่อเด็ก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลดีต่อเด็กและครอบครัวของเด็กเอง
          ๒. จิตแพทย์จะช่วยเหลือให้เด็กได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด  และความขัดแย้งทางใจภายใน โดยผ่านการรักษาแบบต่างๆ แล้วแต่ความเหมาะสม
          ๓. จิตแพทย์จะใช้ยาสำหรับบางโรค  และบางคนที่จำเป็น  และมีบางรายที่จำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ปัญหา สาเหตุ และวิธีแก้ไข เกี่ยวกับการพูด การถ่าย และการนอน

          อาการ        เบื่ออาหาร เบื่อนม
          สาเหตุ        เหนื่อยมาก ทุเลาจากความเจ็บป่วยเกิดอารมณ์ตื่นเต้น กลัว  โกรธ ถูกดุ ถูกลงโทษระหว่างกินอาหาร
          วิธีแก้ไข      ท่าทีของผู้ใหญ่ ทำให้บรรยากาศ ระหว่างการกินอาหารคลายความตึง- เครียด เด็กจะกินอาหารได้เป็นปกติ  

          อาการ        อาเจียน
          สาเหตุ        เกิดอารมณ์และความเครียดทางใจที่เด็กทนไม่ได้  กลัวโรงเรียน
          วิธีแก้ไข      แพทย์ตรวจอาการทางกายว่าลำไส้ถูกอุดกั้นหรือมีเนื้องอกในสมองหรือไม่   ถ้าไม่ใช่ต้องแก้ไขทางจิตเวช

          อาการ        กินของผิดปกติ ที่ไม่ใช่อาหาร เช่น สีทาไม้
          สาเหตุ        เป็นเด็กปัญญาอ่อน เป็นโรคจิตเป็นเด็กยากจนถูกทอดทิ้ง   มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับมารดา
          วิธีแก้ไข      ปรึกษาจิตแพทย์เพื่อหาทางช่วยเหลือ

          อาการ        ขับถ่ายเรี่ยราด ท้องผูกเป็นประจำ
          สาเหตุ        ถูกจับนั่งถ่ายในขณะที่กล้ามเนื้อยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีพอ  การมีแผลบริเวณอวัยวะขับถ่าย มีการย้ายทีอยู่อาศัย มีปฏิกิริยาต่อการมีน้องใหม่ ทำให้กังวล
          วิธีแก้ไข      โดยการปฏิบัติที่เหมาะสมของพ่อแม่บางครั้งแพทย์จะช่วยด้วยการให้ยาระบายอย่างอ่อนๆ เฉพาะช่วงสั้น

          อาการ        ถ่ายอุจจาระในที่ที่ไม่เหมาะสม  เช่นถ่ายใส่จาน ถ่าย   ตามซอกตู้ หรือถ่ายแล้วห่อซุกซ่อนไว้
          สาเหตุ        อาจพบในวัยเด็กก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยรุ่นมักมีโรคประสาทร่วมด้วย
          วิธีแก้ไข      ปรึกษาจิตแพทย์เพื่อหาทางแก้ไข

          อาการ        ปัสสาวะรดที่นอน
          สาเหตุ        ส่วนมากเกิดจากอารมณ์ และจิตใจที่ตึงเครียดเนื่องจากถูกดุ ถูกลงโทษบ่อยๆ ส่วนน้อยเกิดจากสาเหตุทางร่างกาย เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคเบาหวานและโรคลมชัก เป็นต้น
          วิธีแก้ไข      ผู้ใหญ่ช่วยตั้งนาฬิกาปลุกเวลากลางคืนให้ลุกขับถ่ายปัสสาวะ   ผู้ใหญ่และแพทย์ร่วมมือกันค้นหาปัญหา
ทางอารมณ์ของเด็ก  แพทย์ใช้ยาบางอย่างช่วย

          อาการ        ตื่นบ่อยๆ กลางคืนนอนละเมอ ละเมอกลัว เดินละเมอ
          สาเหตุ        กังวล เจ็บป่วยทางกาย ขาดความรัก กลัวถูกลงโทษ มีการจากหรือการตายของสมาชิกในครอบครัว ได้
ยินได้เห็นเรื่องตื่นเต้นตกใจ สิ่งแวดล้อมตึงเครียด ท่าทีของผู้ใหญ่ในครอบครัวไม่เหมาะสม
          วิธีแก้ไข      แก้ไขท่าทีของผู้ใหญ่ในครอบครัวถ้ามีอาการอื่นของโรคประสาทหรือโรคจิตร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์


[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ปัญหานิสัยแปรปรวน
          ๑. การส่ายศีรษะ โยกตัว เขย่าตัว พบในวัยเด็ก ๓-๔ เดือนขึ้นไป  อาการมักหายไปเมื่อวัย ๒ ๑/  -  ๓ ปี พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง  อาการเกิดขึ้นเมื่อมีอารมณ์โกรธหรือถูกขัดใจ  อาจพบในเด็กปัญญาอ่อน เด็กตาบอด หรือถูกทอดทิ้ง
          การช่วยเหลือ บางรายแพทย์ใช้ยาช่วยชั่วคราว และควรหาสาเหตุที่กระเทือนใจเด็ก ให้ความสนใจ และเล่นกับเขามากขึ้น หาทางให้เขาโยกตัวและเคลื่อนไหวอย่างมีความหมาย เช่น เปิดดนตรีให้เข้าจังหวะเต้นรำ หรือเล่นชิงช้า เป็นต้น
          ๒. การดูดนิ้ว มักเกิดเวลาง่วงหรือดูอะไรเพลินๆ บางครั้งดึงหู ไชหู จับผ้าอ้อมผ้าห่ม ฯลฯ นอกจากนี้อาจเกิดเวลาอารมณ์เครียด โกรธ เสียใจผิดหวัง  การลงโทษด้วยการทาบอระเพ็ดหรือเอาผ้าพันนิ้ว ล้วนเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง อาจช่วยเหลือโดย หาสิ่งอื่นมาทดแทนให้จับ หรือหาทางช่วย
          ๓. การกัดเล็บ พบมากในวัยรุ่น มักเกิดจากความเครียดทางอารมณ์  ควรช่วยเหลือโดยลดบรรยากาศตึงเครียดในครอบครัว  ตัดแต่งเล็บให้สั้นอยู่เสมอ ให้กำลังใจเด็ก หรือหาสิ่งอื่นมาทดแทนเมื่อจำเป็น เช่น ลูกอม หมากฝรั่ง เป็นต้น
          ๔. การแสดงอารมณ์รุนแรง เมื่อถูกขัดใจหรือไม่สมหวัง พบในเด็กอายุ ๒ - ๓ ๑/ ปี เมื่อต้องการให้แม่ซื้อของเล่น แล้วไม่ได้อย่างใจ เด็กจะกรีดร้องเสียงดัง ทุ่มตัวนอนดิ้น บางคนขว้างปา ทุบตีคน หรือวัตถุ วิธีแก้ไข ผู้ใหญ่ควรมีทีท่าที่สงบและไม่ให้อะไรแก่เด็ก  ไม่ดุไม่ลงโทษ เมื่อเด็กสงบแล้ว  อธิบายให้เด็กเข้าใจ  นอกจากนี้ผู้ใหญ่ต้องสำรวจตัวเองว่าไม่ได้แสดงความโมโหร้ายหรือเจ้าอารมณ์ให้เป็นตัวอย่างแก่เด็ก และไม่ตามใจ หรือเข้มงวดแก่เด็กเกินไป
          ๕. หายใจดั้น  เด็กอายุเกิน ๖ เดือนขึ้นไปจนถึง ๓-๔ ปี อาจมีอาการร้องแล้วกลั้นหายใจนิ่งเงียบจนหน้าเขียว ตัวเกร็ง กระตุก สักพักหนึ่งแล้วจึงร้องดังต่อไป ผู้ใหญ่ควรช่วยเหลือโดยไม่ตกใจหรือกังวลตบตามตัวเด็ก  ใช้น้ำแข็งแตะ จับตัวเขย่า เมื่อเด็ก หายใจได้ก็ปลอดภัย ผู้ใหญ่ไม่ควรให้สิ่งที่เด็กต้องการเมื่อเด็กใช้วิธีนี้
          ๖. การดึงหรือถอนผมและขน  พบในเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย เกิดในวัย   ๒-๓  ปี  จนถึงวัยรุ่นส่วนมากเกิดอาการเมื่อมีความตึงเครียดทางอารมณ์ หรือเวลาที่เพลินไม่รู้ตัว ส่วนมากพบว่ามีปัญหาในครอบครัว ช่วยเหลือโดยการปรับปรุงความสัมพันธ์ในครอบครัวและแก้ไขท่าทีต่อเด็ก  หรืออาจตัดผมให้สั้นเพื่อดึงยาก  ควรตรวจว่าไม่มีโรคผิวหนังหรือโรคของรากผม  ส่วนแพทย์อาจใช้ยาสงบประสาทช่วย
          ๕. การเขม่น  หรือกระตุกที่กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ลำคอ ไหล่ แขน เช่น ขยิบตา กระแอม ยักไหล่ ทำจมูกฟุดฟิด พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง ในวัยระหว่าง ๘-๑๒ ปี สาเหตุเนื่องจากความตึงเครียดทางอารมณ์ มักเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบสูง ตื่นเต้นตกใจง่าย เจ้าอารมณ์ ซุกซนหรือชอบล้อเลียนผู้อื่น จนติดนิสัย ส่วนมากอาการไม่รุนแรง จะหายได้เอง
          ๖. การพูดติดอ่าง เนื่องจากไม่สามารถใช้คำพูด และคำศัพท์ต่างๆ ได้ทันใจคิด บางครั้งเป็นผลมาจากการล้อเลียน การถูกลงโทษ หรือการตกใจอย่างรุนแรง  อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย  เช่น  อาการกลัว  อาเจียน ฯลฯ ช่วยเหลือได้โดยไม่คอยจับผิดการพูด  ไม่ดุหรือลงโทษ  เพราะจะทำให้ตึงเครียดยิ่งขึ้น ช่วยสอนคำศัพท์เพิ่มเติมให้ เด็กโตควรช่วยด้าน จิตบำบัด ฝึกพูด บริหารกล้ามเนื้อ  เช่น ร้องเพลงว่ายน้ำร่วมด้วย ร้อยละ ๘๐ ของเด็กติดอ่างจะหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา
[กลับหัวข้อหลัก]

การบริหารกล้ามเนื้อด้วยการฝึกให้เด็กว่ายน้ำ ช่วยแก้ปัญหาการพูดติดอ่าง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ปัญหาเกี่ยวกับการเรียนไม่ดี
          ปัญหาเกี่ยวกับการเรียนไม่ดี อาจมีสาเหตุหลายอย่าง คือ
          ๑. สุขภาพทางกายไม่ดี เป็นโรคบางอย่าง เช่น โลหิตจาง สายตาผิดปกติ หูตึง ต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยๆ ทำให้เด็กขาดเรียน อ่อนเพลีย ง่วงเหงา และการรับรู้ไม่สมบูรณ์ เป็นต้น
          ๒. โครงสร้างเฉพาะตัวแตกต่างกัน เด็กบางคนเรียนรู้ได้เร็ว และรับได้มาก  บางคนเรียนรู้ช้าและรับได้น้อย  บางคนไม่ถนัดทางคำนวณ แต่มีความไวทางภาษา       บางคนมีความสามารถพิเศษทางศิลปะดนตรี บางคนมีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าปกติ
          ๓. สภาพแวดล้อม จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า เด็กที่พ่อแม่มีการศึกษาสูงและอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ช่วยเสริมประสบการณ์  จะฉลาดกว่าเด็กพวกตรงกันข้ามไม่มากก็น้อย
          ๔. ความผิดปกติบางอย่างของสมอง ทำให้เกิดความบกพร่องในการเรียนรู้ มักมีปัญหาในการอ่าน การเขียน หรือการพูด พ่อแม่ให้ความช่วยเหลือได้โดยให้เด็กได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดครูช่วยเหลือได้โดยการฝึกให้เด็กอ่านและเขียน

          วิธีการช่วยเหลือและสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาของเด็ก
          ๑. จัดหาอุปกรณ์และเครื่องอำนวยความสะดวกในการศึกษาตามควรแก่ฐานะของพ่อแม่  เช่น โต๊ะ  เก้าอี้  โคมไฟ  ตู้ ชั้นเก็บหนังสือ  เครื่องเล่นเพื่อการศึกษา หนังสือที่ให้ความรู้ความเพลิดเพลินนอกจากตำรา เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน และการใฝ่หาความรู้
          ๒. พาไปทัศนาจรสถานที่ต่างๆ ร่วมงานสังคมตามโอกาสและวัยอันสมควรเพื่อเพิ่มความรู้ประสบการณ์   เพื่อฝึกการปรับตัวเข้ากับสังคมได้
          ๓. ให้กำลังใจในการเรียน ด้วยการแสดงความสนใจ เมื่อเรียนดีก็ยกย่องชมเชย      หรือให้รางวัลเมื่อพลาดควรปรึกษากับครูหาสาเหตุและทางแก้ไข ไม่แสดงความกังวลใจจนเกินไป
          ๔. ไม่เคี่ยวเข็ญเรื่องการเรียนมากไป  หรือเมื่อลูกเรียนไม่ดีดังที่ตั้งความหวัง  ก็ไม่ควรดุเกรี้ยวกราด หรือตำหนิ และไม่ควรผลักดันที่จะให้เก่งหลายด้าน
          ๕. การเลือกโรงเรียนให้เด็ก ควรคำนึงถึงฐานะทางการเงินและทางสังคมของพ่อแม่ด้วย  เพราะเด็กอาจมีปมด้อย  ถ้ามีเครื่องใช้เสื้อผ้าไม่เทียมหน้าเพื่อนฝูง   จะทำให้เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง  เกิดความไม่สบายใจ และขาดสมาธิในการเรียน
[กลับหัวข้อหลัก]

การพาเด็กไปทัศนศึกษาช่วยฝึกการปรับตัวให้เข้ากับหมู่คณะและสังคม


การจัดหาอุปกรณ์และเครื่องอำนวยความสะดวกในการศึกษาช่วยส่งเสริมการศึกษาของเด็ก

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
บุคลิกภาพ
พัฒนาการทางบุคลิกภาพ
มะเร็งหลังจมูก
โรคของเลือด
โรคจากสัตว์เซลล์เดียว
โรคติดต่อในประเทศไทย
โรคภูมิแพ้
โรคหู คอ จมูก
เลือดกำเดาไหล
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 26
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10 > จิตเวชเด็ก