เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
หาอะไร  
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ
 
สมัครสมาชิก

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12 > ความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้ ดิน และน้ำในบริเวณต้นน้ำลำธาร
ความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้ ดิน และน้ำในบริเวณต้นน้ำลำธาร  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
 
ความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้ ดิน และน้ำในบริเวณต้นน้ำลำธาร โดย นายเล็ก จินดาสงวน
          ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร  ป่าไม้  ดิน และน้ำ ถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต้องมีความสมดุลและมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน อย่างใกล้ชิด หากทรัพยากรดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งถูกทำลายสูญเสียไป ความสมดุลระหว่างกันที่มีอยู่ย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลง และอาจทำให้พื้นที่ต้นน้ำลำธารนั้นเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ลงอย่างรวดเร็ว เช่น การบุกรุกแผ้วถางป่าไม้อัน เป็นทรัพยากรหลักในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธารเป็นเหตุให้ผิวดินขาดสิ่งปกคลุมในการช่วยรักษาความชุ่มชื้นและช่วยดูดซึมน้ำ ซึ่งจะมีผลให้เกิดน้ำไหลบ่าไปบนผิวดินอย่างรวดเร็ว   จนกัดเซาะพังทลายดินผิวหน้าให้เสื่อมคุณภาพและอาจเกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างฉับพลันในบริเวณพื้นที่ราบทางตอนล่างตอนช่วงฤดูฝน หากในฤดูแล้งลำน้ำลำธารเหล่านั้นกลับขาดแคลนน้ำใช้แม้เพียงเพื่อการอุปโภคบริโภคสำหรับประชาชน  ตามที่ปรากฏให้เห็นในทุกภาคของประเทศไทยในปัจจุบัน

สภาพพื้นที่ต้นน้ำลำธารถูกทำลาย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ป่าไม้ทำหน้าที่อนุรักษ์ดินและน้ำ
          ป่าไม้หมายถึงพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ที่มีการเจริญเติบโตรวมอยู่ในอาณาบริเวรเดียวกัน หากในพื้นที่บริเวณต้นน้ำลำธารมีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นแล้ว  สภาพเช่นนี้จะมีอิทธิพลต่อสภาพดินฟ้า อากาศและสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธารดังกล่าว    ป่าไม้ในประเทศไทยมีอยู่หลายประเภททั้งป่าดงดิบและป่าไม้ผลัดใบ
          ๑. ป่าดงดิบหรือป่าไม่ผลัดใบ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ที่มีใบเขียวชอุ่มตลอดปี มีอยู่เกือบทุกภาคของประเทศ   ในบริเวณพื้นที่ซึ่งมีระดับความสูงประมาณระดับน้ำทะเลจนถึงยอดเขาที่มีอากาศเย็นชื้น   และดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก  ได้แก่ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่าสน และป่าชายเลนน้ำเค็ม
          ๒. ป่าผลัดใบ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ที่มีการสลัดใบทิ้งในฤดูแล้ง พบอยู่ทั่วไปนอกจากทางภาคใต้  ทั้งในบริเวณพื้นที่ราบและแถบภูเขาที่มีความสูงต่ำกว่าหนึ่งพันเมตรจากระดับน้ำทะเลได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง และป่าทุ่งหรือป่าหญ้า
          พื้นที่บริเวณต้นน้ำลำธารซึ่งปกคลุมด้วยป่าไม้ที่มีความสมบูรณ์ ป่าไม้จะทำหน้าที่อนุรักษ์ดินและน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          ในด้านการอนุรักษ์ดิน  ป่าไม้จะช่วยรักษาสภาพดินทั่วบริเวณต้นน้ำลำธารได้ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม   ที่สำคัญได้แก่  การช่วยรักษาคุณสมบัติทางฟิสิกส์และลักษณะของดิน  ตลอดจนคุณค่าของธาตุอาหารในดิน โดยใบไม้และซากพืชที่เน่าเปื่อยผุพังแล้วจะทำหน้าที่ในการดูดซับน้ำ และลดอัตราการกัดเซาะพังทลายของดิน   และสามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินอย่างประมาณค่ามิได้
          สำหรับการอนุรักษ์น้ำในบริเวณต้นน้ำลำธาร    ต้นไม้ทุกชนิดจะมีบทบาทสำคัญต่อการช่วยอนุรักษ์น้ำตั้งแต่เมื่อเริ่มมีฝนตกลงมาในพื้นที่ป่า ความรุนแรงของฝนจะถูกสกัดกั้นด้วยเรือนยอดของต้นไม้และใบไม้    มิให้เม็ดฝนจำนวนมากตกกระแทกผิวดินได้โดยตรง เป็นการช่วยป้องกันมิให้น้ำไหลกัดเซาะพังทลายดินผิวหน้าไปจนดินเสื่อมคุณภาพ เมื่อน้ำฝนถูกเรือนยอดของต้นไม้ และใบไม้สกัดกั้นไว้   จะทำให้น้ำฝนจำนวนหนึ่งติดค้างอยู่บนใบไม้และเรือนยอดของต้นไม้ดังกล่าวโดยที่อีกส่วนหนึ่งจะไหลลงตามลำต้นและตกผ่านเรือนยอดลงสู่พื้นดิน ซึ่งน้ำฝนส่วนที่ตกลงสู่พื้นดินนี้เศษไม้ใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมผุพังอยู่บนผิวหน้าดินจะดูดซับไว้ก่อน แล้วจึงค่อยๆ ไหลซึมลงไปเก็บสะสมอยู่ตามช่องว่างของดิน หรือไหลออกสู่ลำธารและลำห้วยต่อไป
          จึงสรุปได้ว่า สำหรับพื้นที่ป่าธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์ในบริเวณต้นน้ำลำธารนั้น  แม้ว่าสภาพภูมิประเทศจะเป็นภูเขาสูงชันเพียงใดป่าไม้ก็สามารถช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง ความร่วนซุยของดินในพื้นที่ป่าไม้และซากผุพังของพืช  จะทำให้น้ำถูกดูดซับ และช่วยให้น้ำไหลลงในดินได้จำนวนมาก  ซึ่งนอกจากจะเกิดผลดีต่อการลดปัญหาอุทกภัยระหว่างฤดูฝนได้เป็นอย่างดีแล้ว ในฤดูแล้งลำน้ำลำธารเหล่านั้นก็จะมีน้ำไหลหล่อเลี้ยงตลอดเวลาอีกด้วย
[กลับหัวข้อหลัก]

ป่าดงดิบ


ป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรม

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ดินเป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติ
          ดินเกิดจากการแตกสลายผุพังของหินโดยกระบวนการธรรมชาติ  ในด้านการเกษตรดินจะเป็นวัตถุบนผิวโลกที่มีประโยชน์ในการค้ำจุนพืช   เป็นตัวกลางที่พืชใช้สำหรับยึดลำต้น   และเป็นแหล่งน้ำแหล่งอาหาร    ซึ่งจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของพืชพันธุ์ต่างๆ 
          โดยทั่วไป  ดินประกอบด้วยเม็ดดินที่มีขนาดต่างๆ  กัน และอาจมีส่วนประกอบแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่   เม็ดดินจะเรียงตัวหรือจับกันเป็นก้อนดินและเกิดเป็นช่องว่างมากมายใน ระหว่างเม็ดดิน  โดยมีน้ำและอากาศเข้าไปอยู่ได้  ดังนั้น ในดินจึงมีส่วนประกอบทั้งของแข็งคือเม็ดดิน ของเหลวคือน้ำ  และก๊าซคืออากาศ เป็นหลักสำหรับดินซึ่งประกอบด้วยเม็ดดินที่มีขนาดโต ช่องว่างระหว่างเม็ดดินจะมีขนาดใหญ่  เช่น ดินทรายส่วนดินเหนียวซึ่งประกอบด้วยเม็ดดินขนาดเล็กช่องว่างระหว่างเม็ดดินจะมีขนาดเล็กมาก  เป็นปฏิภาคตามกันไป     แต่ถ้าจะเปรียบเทียบถึงปริมาตรช่องว่างทั้งหมดระหว่างดินทรายกับดินเหนียวในก้อนดินที่มีขนาดเท่ากันแล้ว   เราพบว่าดินทรายนั้นมีปริมาตรช่องว่างรวมทั้งหมดน้อยกว่าดินเหนียวด้วยเหตุนี้ดินทรายจึงมีลักษณะโปร่ง มีการซึม และการระบายน้ำดีกว่าดินเหนียว แต่ขณะเดียวกัน ดินเหนียวมีความสามารถดึงดูดซับน้ำให้แฝงอยู่ในดินได้มากกว่าดินทราย
          จึงกล่าวได้ว่า  ดินคืออ่างเก็บน้ำขนาดเล็กสำหรับพืช สามารถรับน้ำบนผิวดินที่ซึมเคลื่อนที่ลงด้วยแรงโน้มถ่วงของโลกและแรงดูดซับอันเนื่องมาจากความแห้งของเม็ดดิน  เข้าไปบรรจุในช่องว่างทั้งหมดของดิน  ซึ่งอัตราการซึมของน้ำลงในดินจะมีมากหรือน้อยย่อมมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อดิน  โครงสร้างของดิน  สภาพของผิวดิน  ความชื้นในดินก่อนฝนตก ตลอดจนปริมาณน้ำที่มีอยู่บนผิวดิน
          น้ำที่บรรจุในช่องว่างของดินจะยึดติดกับเม็ดดินด้วยแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลของน้ำกับโมเลกุลของเม็ดดิน ร่วมกับแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลของน้ำ   รวมเป็นแรงดูดซับน้ำทั้งหมดไว้   ถ้าหากน้ำเข้าไปแทนที่อากาศจนเต็มช่องว่างแล้ว  เราเรียกดินสภาพนั้นว่าดินอิ่มตัวด้วยน้ำ ซึ่งเป็นปริมาตรน้ำจำนวนมากที่สุดที่ดินสามารถเก็บกักไว้ได้   และจะพยายามไหลหรือเคลื่อนที่ไปยังที่ต่ำด้วยแรงโน้มถ่วงของโลกเสมอ
          ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เมื่อมีการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อนำที่ดินมาใช้ทำการเกษตรผลเสียที่เกิดกับดินในบริเวณต้นน้ำลำธารนั้น นอกจากดินผิวหน้าจะถูกน้ำกัดเซาะพังทลายอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้ดินเสื่อมคุณภาพแล้ว ทั่วบริเวณพื้นที่ดังกล่าวย่อมได้รับผลกระทบจากการที่ดินสามารถเก็บกักน้ำมีปริมาณน้อยลงกว่าตอนที่มีป่าปกคลุมด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะการแผ้วถางป่าจะทำให้ผิวดินขาดอินทรียวัตถุตามธรรมชาติ และเมื่อถูกรบกวนจากการใช้เครื่องมือตลอดจนการเหยียบย่ำของคนและสัตว์ด้วย ผิวดินจะมีความแน่นเพิ่มขึ้น จึงเป็นเหตุให้อัตราการซึมของน้ำลงในดินมีค่าลดน้อยลง  ซึ่งเป็นผลให้ลำน้ำลำธารไม่มีน้ำไหลในฤดูแล้ง ดังที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน
[กลับหัวข้อหลัก]

แผนภาพแสดงส่วนประกอบของดินซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำ


สภาพดินผิวหน้าถูกน้ำกัดเซาะพังทลาย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
น้ำในลำธาร
          ลำธารเป็นแหล่งรวบรวมน้ำตามธรรมชาติซึ่งไหลมาจากที่ต่างๆ น้ำในลำธารส่วนใหญ่จะเกิดจากน้ำที่ไหลมาบนผิวดิน และบางส่วนซึมออกมาจากดิน เรียกว่า "น้ำท่า" โดยปริมาณและสภาพน้ำท่าที่ไหลในลำน้ำธรรมชาติตามฤดูกาลต่างๆ จะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญหลายประการ ดังต่อไปนี้
          ๑ สภาพฝนที่ตกในพื้นที่ลุ่มน้ำ  สภาพฝนที่ตกในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำ มีอิทธิพลโดยตรงต่อน้ำที่เกิดขึ้นในลำธาร ดังนี้
                  ๑.๑ ความเข้มของฝนที่ตก  ความเข้มของฝน หมายถึง ปริมาณน้ำฝนที่ตกในหนึ่งหน่วยเวลา    นิยมวัดเป็นมิลลิเมตรต่อนาที หรือมิลลิเมตรต่อชั่วโมง ความเข้มของฝนตกเมื่อมากกว่าอัตราการซึมของน้ำที่ไหลลงไปในดินแล้ว   ปริมาณน้ำท่าที่ไหลบนผิวดินจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามอัตราการเพิ่มของฝนที่ตก อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำท่าที่ไหลบนผิวดินอาจไม่เพิ่มเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนน้ำฝนที่เหลือจากการซึมสูญหายลงไปในดินเท่าใดนัก ทั้งนี้เพราะน้ำฝนที่เหลือดังกล่าวส่วนหนึ่งมักถูกเก็บขังในลักษณะน้ำนองในที่ลุ่มก่อนที่จะไหลหลากเป็นน้ำท่า
                  ๑.๒ ระยะเวลาที่ฝนตก  ระยะเวลาที่ฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมหรือไม่  หรือจะเกิดเป็นจำนวนมากหรือน้อยเพียงใดเมื่อฝนตกครั้งหนึ่งๆ   ระยะเวลาที่ฝนตกยังมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการลดอัตราการไหลซึมของน้ำลงไปในดินด้วย  ดังนั้น แม้ว่าอัตราความเข้มของฝนที่ตกในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำจะอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง   แต่ถ้าฝนตกเป็นระยะเวลานานแล้ว ก็ย่อมจะเกิดน้ำท่าในลำธารมากได้เช่นกัน
                  ๑.๓ การแผ่กระจายของฝนที่ตกในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำ  สภาพฝนที่ตกแผ่กระจายอย่างสม่ำเสมอตลอดพื้นที่ลุ่มน้ำ มักจะทำให้เกิดน้ำท่าไหลมาจำนวนมาก สำหรับลุ่มน้ำขนาดใหญ่การเกิดน้ำท่วมอาจจะเนื่องมาจากฝนธรรมดาที่ตกครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำมากกว่าฝนที่ตกหนักแต่ตกไม่กระจายตลอดทั่วทั้งพื้นที่ลุ่มน้ำ
          ๒. ลักษณะและส่วนประกอบของพื้นที่ลุ่มน้ำ ลักษณะรูปร่างของพื้นที่ลุ่มน้ำซึ่งได้แก่ขนาดความยาวและความกว้างของพื้นที่ลุ่มน้ำโดยเฉลี่ย ระดับความสูง ความลาดชันของพื้นที่ และแนวทิศทางของพื้นที่ลุ่มน้ำ ตลอดจนส่วนประกอบภายในพื้นที่ลุ่มน้ำแต่ละแห่ง เช่น ชนิดของดิน สภาพพืชที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่  และความชุ่มชื้นของดินก่อนการเกิดฝนตก  ต่างก็เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งมีอิทธิพลต่อการเกิดน้ำท่าในลำน้ำลำธารต่างๆ
[กลับหัวข้อหลัก]

ลำธารแหล่งรวมน้ำซึ่งไหลมาจากที่ต่าง ๆ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายปราโมทย์ ไม้กลัด
• นายเล็ก จินดาสงวน

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
อยากเห็นเว็บไซต์ของท่านตรงนี้ คลิกที่นี่
สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12 > ความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้ ดิน และน้ำในบริเวณต้นน้ำลำธาร