เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
หาอะไร  
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ
 
สมัครสมาชิก

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก > คณะองคมนตรี
คณะองคมนตรี  
 

 
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
 
คณะองคมนตรี โดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
          ในระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น โดยปกติพระมหากษัตริย์จะมีคณะที่ปรึกษาชุดหนึ่ง  เพื่อถวายความคิดเห็นในพระราชกิจทั้งปวงที่ทรงปรึกษา หรือมีพระบรมราชโองการให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งถวาย  คณะบุคคลดังกล่าวมีชื่อเรียกต่างๆ กัน แต่โดยทั่วไปมักจะมีชื่อเรียกว่า “คณะองคมนตรี”
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

คณะองคมนตรีอังกฤษ ต้นกำเนิดคณะองคมนตรีไทย
          การปกครองของอังกฤษแต่โบราณตั้งแต่ราชวงศ์คอร์ดแมน พระมหากษัตริย์อังกฤษจะมีสภาที่ปรึกษา (Curia Reggaes)  ซึ่งประกอบด้วยขุนนางเจ้าศักดินาและข้าราชบริพารในราชสำนักคนสำคัญ  มีหน้าที่ถวายคำปรึกษา และดำเนินการตามที่พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการแต่หากเป็นเรื่องเล็กน้อยประจำวัน  ข้าราชบริพารกับขุนนางที่อยู่ในราชสำนักจะเป็นผู้กระทำการและหากเป็นเรื่องสำคัญ  พระมหากษัตริย์ก็จะทรงเรียกประชมขุนนางคนสำคัญเพิ่มขึ้น หากเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เช่น การประกาศสงครามหรือการเพิ่มภาษี พระมหากษัตริย์จะทรงเรียกประชุมขุนนางเจ้าศักดินาน้อยใหญ่ในลักษณะสภาศักดินา และข้าราชบริพารในราชสำนักก็จะทำหน้าที่ทางธุรการ

          ครั้นเวลาล่วงไป กลุ่มต่างๆ ในสภาที่ปรึกษา (Curia Reggaes) ที่มีความชำนาญทางเทคนิคต่างกันก็จะแยกกันทำงานเป็นหมู่ กล่าวคือถ้าพระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมสภาที่ปรึกษาชุดใหญ่ (the great council)  ในกิจการสำคัญก็จะทรงเรียกเช่นนั้นต่อๆ  มา จนสภานี้พัฒนามาเป็นรัฐสภา (Parliament) ในยุคต่อมา แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่สำคัญ  พระมหากษัตริย์ก็จะทรงเรียกขุนนางผู้ใกล้ชิดและข้าราชบริพารในราชสำนักไม่กี่คนมาประชุม  การดำเนินการต่อๆ มาทำให้การเรียกประชุมนี้กลายเป็นการประชุมคณะองคมนตรี (Privy Council)  และพระมหากษัตริย์ในคณะองคมนตรี (The King in Council) ก็จะทรงใช้พระราชอำนาจบริหารและพระราชอำนาจตุลาการไปพร้อมๆ  กัน

          ในบางยุค เช่น ในราชวงศ์ทิวดอร์ (Tudor) พระมหากษัตริย์ทรงใช้คณะองคมนตรีมากกว่ารัฐสภา คณะองคมนตรีจึงมีอำนาจมากจนถึงยุคที่โอลิเวอร์ ครอมเวล ปกครองอังกฤษ (interregnum) คณะองคมนตรีก็หมดบทบาทโดยสิ้นเชิง

          สำหรับจำนวนคณะองคมนตรีก็ขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ อาทิ ในพุทธศักราช ๒๕๔๐ มีองคมนตรีรวม ๑๙ คน ในเวลาสวรรคตของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ คณะองคมนตรีมี ๒๙ คน ในรัชสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๖ มีองคมนตรี ๔๐ คน ในรัชสมัยสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ ๑ มีองคมนตรีประมาณ ๑๒  ถึง  ๒๐  คน ในรัชสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๒ มีองคมนตรี  ๒๘  คน

          อย่างไรก็ตาม คณะองคมนตรีอังกฤษได้หมดบทบาททางการเมืองลงอย่างสิ้นเชิงในรัชสมัยพระเจ้าจอร์จที่ ๑ เพราะเกิดคณะรัฐมนตรี  (Cabinet) ที่แยกออกไปจากคณะองคมนตรีขึ้นแทน แต่คณะองคมนตรียังคงมีอยู่ และเป็นองค์กรที่พระมหากษัตริย์จะทรงใช้ตามคอมมอนลอว์หรือกฎหมายจารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ เฉพาะในเรื่องทางการบางเรื่องที่พระมหากษัตริย์ในอดีตเคยทรงใช้พระราชอำนาจในคณะองคมนตรีมาแล้วเท่านั้น  สาเหตุที่คณะองคมนตรีหมดบทบาทลงไป เพราะพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อังกฤษลดลงมากภายหลังการขัดแย้งกับรัฐสภาในปีคริสต์ศักราช ๑๖๘๘ โดยเฉพาะพระราชอำนาจนิติบัญญัติ จะทรงใช้โดยผ่านรัฐสภา (Parliament) เท่านั้น และพระราชอำนาจบริหารจะทรงใช้โดยผ่านคณะรัฐมนตรี (Cabinet) เท่านั้น ส่วนพระราชอำนาจตุลาการก็เป็นอำนาจของศาล โดยมีศาลสภาขุนนาง(House of Lords) ด้วยเหตุนี้ คณะองคมนตรีอังกฤษตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมาจึงเป็นคณะที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์เมื่อจะทรงใช้พระราชอำนาจ (royal persogative) ในเรื่องบางเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลเท่านั้น

          ในปัจจุบัน คณะองคมนตรีอังกฤษประกอบด้วยองคมนตรีประมาณ  ๔๐๐  คน  ซึ่งพระมหากษัตริย์อังกฤษทรงแต่งตั้งจากบุคคลที่มีชื่อเสียงของสังคมอังกฤษ และในจักรภพอังกฤษทั้งนี้  โดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี  องคมนตรีอังกฤษจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อเสียชีวิต หรือเมื่อครบ ๖ เดือน นับแต่พระมหากษัตริย์ที่ทรงแต่งตั้งสวรรคต เว้นแต่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป อนึ่งคณะรัฐมนตรี (Cabinet) ทุกคนจะต้องเป็นองคมนตรี ถ้ายังไม่ได้เป็นก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีด้วย

          ภายในประเทศอังกฤษ  พระมหากษัตริย์ในคณะองคมนตรีจะทรงใช้พระราชอำนาจบริหารเป็นส่วนใหญ่ อาทิ การตราพระราชกฤษฎีกา  (Order in Council) ตามพระราชอำนาจแต่ดั้งเดิม หรือตามพระราชบัญญัติ  ต้องทำโดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี  โดยพระมหากษัตริย์ไม่ต้องทรงรับผิดชอบทางการเมืองแต่รัฐมนตรีผู้ถวายคำแนะนำจะเป็นผู้รับผิดชอบแทน ทั้งนี้ ไม่ว่ารัฐมนตรีนั้นจะร่วมประชุมในคณะองคมนตรีในเวลาที่เรื่องนั้น  ๆ  เข้าพิจารณาหรือไม่นอกจากนั้น คณะองค มนตรียังถวายคำแนะนำในการประกาศพระบรมราชโองการ (royal procla  mation) เช่น ประกาศพระบรมราชโองการยุบสภา หรือเรียกประชุมสภา อย่างไรก็ตาม การประชุมนี้เป็นการประชุมเพื่อลงสัตยาบันข้อเสนอที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีเท่านั้น โดยใช้เวลาในการประชุมน้อยมาก คือ ยืนประชุมให้ความเห็นชอบ โดยมีองคมนตรีมาประชุมเพียง ๓-๔  คน เท่านั้น

          ในจักรภพอังกฤษ พระมหากษัตริย์ในคณะองคมนตรีจะทรงใช้ทั้งพระราชอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เช่น การใช้พระราชอำนาจออกและแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของอาณานิคม  นอกจากนั้น  คณะกรรมการตุลาการของคณะองคมนตรี  (the Judicial committee of the Privy Council) ซึ่งประกอบด้วยประธานองคมนตรีและองคมนตรีที่เคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน รวมทั้งองคมนตรีที่แต่งตั้งจากผู้พิพากษาที่มีชื่อเสียงในประเทศในจักรภพ  เช่น ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ คณะกรรมการดังกล่าวทำหน้าที่ศาลสูงสุดของประเทศในจักรภพ ประเทศในอารักขา เกาะ Channel  เกาะ Man และรับอุทธรณ์จากคณะกรรมการของแพทยสภา และสังฆสภาของอังกฤษ

          โดยสรุป ในปัจจุบัน คณะองคมนตรีอังกฤษไม่ได้มีบทบาทใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นคณะกรรมการตุลาการของคณะองคมนตรีที่ทำหน้าที่ศาลเท่านั้น

[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พระราชบัญญัติปรีวี เคาน์ซิล คือที่ปรึกษาในพระองค์ และพัฒนาการของคณะองคมนตรีในประเทศไทย
          ในปีพุทธศักราช ๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตราพระราชบัญญัติสำคัญ ๒ ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติ เคาน์ซิลออฟสเตท คือ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และพระราชบัญญัติปรีวี เคาน์ซิล คือ ที่ปรึกษาในพระองค์ โดยที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน  (เคาน์ซิลออฟสเตท) นั้น อาจทรงได้แนวพระราชดำริมาจากสภาแห่งรัฐ (Council of State หรือ Consul d'Etat) ของฝรั่งเศส ส่วนที่ปรึกษาในพระองค์ (ปรีวี เคาน์ซิล) นั้นทรงได้แนวพระราชดำริมาจากคณะองคมนตรีอังกฤษอย่างแน่นอน

          สภาทั้งสองมีหน้าที่ตามกฎหมายต่างกัน คือ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินนั้น มีพระราชประสงค์ให้ “ช่วยคิดราชการแผ่นดินซึ่งจะให้มีคุณมีประโยชน์ทำนุบำรุงพระนครทั่วพระราชอาญาเขต ให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข” (พระราชปรารภในพระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตท คือ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน) โดยมีหน้าที่หลัก คือ ถวายความเห็นในข้อราชการแผ่นดินที่ทรงปรึกษาหารือ และถวายคำแนะนำในการทรงตรากฎหมาย ดังปรากฏความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสเปิดรัฐมนตรีสภา เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ร.ศ. ๑๑๓ (พุทธศักราช ๒๔๓๗) ความว่า  “ตั้งแต่ปีแรก ๆ ในราชสมบัติของเรานั้นเราได้มีความคิดเห็นว่า ถ้าจะได้มีผู้ประกอบสติปัญญาประชุมกันอยู่เป็นอัตราบ้าง สำหรับที่จะได้ช่วยกันแก้ไขกฎหมายเก่าที่ใช้ไม่ได้แล้ว และสำหรับที่จะได้คิดทำกฎหมายใหม่ ดังนี้ ก็จะเป็นการดีอยู่ เหตุฉะนั้น เราจึงได้ตั้งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินที่เราได้เป็นประธานเองนั้น เป็นที่ประชุมอันหนึ่งซึ่งได้เห็นเป็นประโยชน์ที่ได้ตกแต่งการที่เกี่ยวข้องด้วยกฎหมายมาเป็นหลายปีแล้ว” ผลงานของสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินมีหลายประการ อาทิ การตรากฎหมายเกษียณอายุลูกทาส เป็นต้น

          ส่วนสภาที่ปรึกษาในพระองค์นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สืบราชการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วทำรายงานทูลเกล้าฯ  ถวาย หรือชำระคดีความเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยมีอำนาจเหมือนศาลรับสั่ง เป็นที่แน่ชัดว่า ปรีวี เคาน์ซิล หรือสภาที่ปรึกษาในพระองค์นี้  ทรงได้แนวพระราชดำริมาจากอังกฤษ  เพราะแม้แต่วาระการดำรงตำแหน่งขององคมนตรี หรือที่เรียกในเวลานั้นว่า ปรีวี เคาน์ซิล ก็มีวาระจนสิ้นแผ่นดิน และอยู่ต่อไปได้อีก ๖ เดือน หลังจากพระมหากษัตริย์ผู้ทรงแต่งตั้งสวรรคต (ดูข้อ ๑ พระราชบัญญัติปรีวี เคาน์ซิล  คือ ที่ปรึกษาในพระองค์) ทั้งยังใช้พระราชอำนาจทรงแต่งตั้งคอมมิชชั่น  (Commission)  ทำนองเดียวกับคณะกรรมการของคณะองคมนตรีอังกฤษอีกด้วย ส่วนคอมมิตตีออฟปรีวี  เคาน์ซิล (Committee of Privy Council) ก็ทำหน้าที่เป็นศาลรับสั่งเหมือนคณะกรรมการตุลาการของคณะองคมนตรีอังกฤษ

          เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอำนาจ เด็ดขาด หรือที่ทรงเรียกว่า “กลายเป็นตัวคอเวอร์เมนต์”  แล้วบทบาทและหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินก็หมดไป จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตท จ.ศ. ๑๒๓๖  (พุทธศักราช ๒๔๑๗) ในปีพุทธศักราช ๒๔๓๗ ส่วนปรีวี เคาน์ซิล หรือสภาที่ปรึกษาในพระองค์ก็ลดบทบาทจากที่ปรึกษาลง คงทำหน้าที่ตรวจชำระความฎีกามาโดยตลอด และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้มีที่ปรึกษาในพระองค์ถึง ๒๒๗ คน และกลายเป็นสภาที่ใหญ่มากจนไม่สามารถประชุมปรึกษากันได้อย่างแท้จริง

          ดังนั้น ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติปรีวี เคาน์ซิล คือ  ที่ปรึกษาในพระองค์ จุลศักราช ๑๒๓๖ และโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระราชบัญญัติองคมนตรี พุทธศักราช ๒๔๗๐ แทน  คำว่า “องคมนตรี” จึงใช้แทนคำว่า “ที่ปรึกษาในพระองค์” มาตั้งแต่บัดนั้น

          ตามพระราชบัญญัติองคมนตรีนี้ พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความสามารถในราชการแผ่นดินเป็นองคมนตรี มีวาระดำรงตำแหน่งจนพระมหากษัตริย์ผู้ทรงแต่งตั้งสวรรคตและอยู่ต่อได้อีก ๖ เดือน และทรงคัดเลือกกรรมการที่มีคุณวุฒิ มีความสามารถด้านต่างๆ จำนวน ๔๐ คน เป็นสภากรรมการขององคมนตรี โดยมีพระราชประสงค์ที่จะฝึกฝนและเตรียมการมีรัฐสภาในโอกาสต่อๆ ไป สภากรรมการองคมนตรีนี้มีหน้าที่คล้ายสภานิติบัญญัติคือ พิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ อาทิ  กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น พึงสังเกตว่าสภากรรมการองคมนตรีในรัชสมัยนี้ทำหน้าที่คล้ายสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (เคาน์ซิลออฟสเตท) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติองคมนตรี พ.ศ. ๒๔๗๐ ก็ได้ถูกยกเลิกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

[กลับหัวข้อหลัก]

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์ประธานในที่ประชุมเสนาบดี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
คณะองคมนตรีในระบอบประชาธิปไตยไทย
          ตั้งแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ก็ไม่ปรากฏว่า มีคณะองคมนตรีในรัฐธรรมนูญหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจนกระทั่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๔๙๐ จึงได้มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๙ ว่า  “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชการแผ่นดิน”

          อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกในยุคประชาธิปไตย ที่บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีคนอื่นอีกไม่เกินแปดคนเป็นคณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด นับแต่นั้นเป็นต้นมา สถาบัน คณะองคมนตรี” ก็เป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาได้บัญญัติรองรับเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

             ๑. คณะองคมนตรีตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
                 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเลือก  และแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและมีองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคน ทั้งนี้การทรงเลือกและทรงแต่งตั้ง หรือทรงให้ประธานองคมนตรีหรือองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เป็นพระราชอำนาจที่ทรงใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัยโดยไม่ต้องรับการถวายคำแนะนำจากผู้ใด โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งหรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และให้ประธานองคมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง โดยผู้มีหน้าที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการไม่อาจใช้ดุลยพินิจเป็นอื่นได้

                 เพื่อให้การทำหน้าที่เป็นไปอย่างเหมาะสมรัฐธรรมนูญจึงไม่ได้กำหนดคุณสมบัติใดๆ  ของผู้เป็นประธานองค มนตรีหรือองคมนตรีไว้ นอกจากความเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งสุดแต่พระราชอัธยาศัย แต่รัฐธรรมนูญได้วางบทกำหนดลักษณะต้องห้ามขององคมนตรีไว้ ๒ ลักษณะ  ลักษณะแรกคือ ต้องไม่ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น  ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตุลาการศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินเผ่นดิน และต้องไม่ดำรงตำแหน่งประจำต่างๆ รวมทั้งต้องไม่เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เช่น กำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น ลักษณะที่สองคือ ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง รัฐธรรมนูญจึงห้าม องคมนตรีเป็นสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองหรือกระทำการ หรือแสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆ

             ๒.  อำนาจหน้าทีของคณะองคมนตรี
                  รัฐธรรมนูญวางหลักเกณฑ์ทั่วไปว่า คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา ซึ่งหมายความว่า หากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงปรึกษา หรือทรงปรึกษาแล้วแต่ไม่ทรงเห็นด้วยกับความเห็นของคณะองคมนตรีก็ถือเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาด ในรัชกาลปัจจุบัน ตามธรรมเนียมและประเพณีการปกครองเรื่องต่างๆ ที่รัฐบาลกราบบังคมทูลถวายคำแนะนำผ่านราชเลขาธิการขึ้นไป ก่อนนำความขึ้นกราบบังคมทูล ราชเลขาธิการมักจะส่งเรื่องนั้นๆ  ให้คณะองคมนตรีตรวจพิจารณาเพื่อถวายความเห็นก่อน อาทิ ร่างกฎหมายทั้งหลาย ร่างพระราชกฤษฎีกา ตลอดจนร่างพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน เช่น การแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหาร หรือพลเรือนระดับอธิบดีขึ้นไป รวมทั้งการพิจารณาฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษทั้งหลายด้วย นอกจากเรื่องที่ต้องกราบบังคมทูลตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายแล้ว ยังอาจโปรดเกล้าฯ  ให้องคมนตรีรับผิดชอบราชการ อันเป็นพระราชกรณียกิจอื่นก็ได้ เช่น อาจทรงมอบหมายให้องคมนตรีรับผิดชอบโครงการตามพระราชประสงค์หรือพระราชดำริ เป็นต้น

                 นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญยังกำหนดหน้าที่ของประธานองคมนตรีและองคมนตรีไว้เป็นการเฉพาะอีกหลายประการ คือ

                 ๑) การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
                      รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อจะไม่ประทับอยู่ในราชอาญาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดๆ อาทิ ทรงพระประชวรเป็นเวลานานๆ หรือทรงพระผนวชและกำหนดไว้ว่า หากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือไม่สามารถทรงแต่งตั้งได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรดารงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ และในระหว่างที่ยังไม่มี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างรอการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แม้จะมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แล้วแต่ถ้าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้นไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ดังกล่าวเป็นการชั่วคราวด้วย ในกรณีที่ประธานองคมนตรีต้องทำหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามรัฐธรรมนูญนี้ คณะองคมนตรีต้องเลือกองคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานองคมนตรีแทนเป็นการชั่วคราว เพราะรัฐธรรมนูญห้ามมิให้ประธานองคมนตรีที่ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มาปฏิบัติหน้าที่ประธานองคมนตรีไปพร้อมๆ  กัน

                     นอกจากนั้น ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและยังไม่มีการประกาศอัญเชิญพระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญก็กำหนดให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการอัญเชิญพระรัชทายาท หรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์

                ๒) การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
                      พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะทรงแก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์  พระพุทธศักราช  ๒๔๖๗ โดยเฉพาะ ในกรณีนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลดังกล่าวขึ้นตามพระราชดำริเพื่อทูลเกล้าฯ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อทรงเห็นชอบและลงพระปรมาภิไธยแล้ว ประธานรัฐสภาก็มีหน้าที่ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามที่ประธานองคมนตรีแจ้งไป และเมื่อแจ้งให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาทราบพร้อมทั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ พึงสังเกตว่า ทั้งคณะองคมนตรีรัฐสภา และประธานรัฐสภา จะใช้ดุลยพินิจใดๆ  ในการนี้ไม่ได้เลย ต้องดำเนินการตามพระราชดำริของพระมหากษัตรีย์เท่านั้น

                 ๓) การเป็นพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
                      ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ คุณองคมนตรีมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่จะเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช๒๔๖๗ ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในกรณีนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลฉบับดังกล่าว เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ประธานรัฐสภาก็มีหน้าที่อัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ และประกาศให้ประชาชนทราบ

                     อนึ่ง หากราชบัลลังก์ว่างลงโดยพระมหากษัตริย์ได้ทรง แต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วรัฐธรรมนูญ  กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ คณะรัฐมนตรีที่จะแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ  เพื่อเรียกประชุมให้รัฐสภารับทราบร่วมกัน และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญพระรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ แล้วจึงประกาศให้ประชาชนทราบ

[กลับหัวข้อหลัก]

การประชุมคณะองคมนตรี


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงกล่าวปฏิญาณพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อทรงทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์


สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงกล่าวปฏิญาณพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อทรงทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ อุวรรณโณ

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
อยากเห็นเว็บไซต์ของท่านตรงนี้ คลิกที่นี่
สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก > คณะองคมนตรี