สนุก! ดาวเดือน Season 3 ชิงทุนการศึกษากว่า 2 แสนบาท
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
หาอะไร  
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ
 
สมัครสมาชิก
ขอเชิญร่วมทดลองใช้สารบัญเว็บไทย 2.0 Beta ก่อนใคร คลิก!!!


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
การให้สินเชื่อทางการเกษตรของธนาคารพาณิชย์  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
 
การให้สินเชื่อทางการเกษตรของธนาคารพาณิชย์ โดย นายสุเมธ ตันติเวชกุล
          ธนาคารพาณิชย์ ได้เข้ามามีบทบาทในการให้สินเชื่อทางการเกษตร  มาเป็นเวลานานแล้วดังเช่นจากสถิติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ ปรากฏว่า สหกรณ์ที่ได้จัดตั้งขึ้นทั้งสิ้น ๖๐ สมาคม ได้ขอกู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์มาเป็นทุนดำเนินงานทั้งสิ้น ๓๐๓,๖๖๘.๗๗ บาท* ต่อมาได้มีการจัดตั้งธนาคารเพื่อการสหกรณ์ สหกรณ์จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์อีก
          ใน พ.ศ. ๒๕๐๖ ธนาคารพาณิชย์ได้เข้ามามีบทบาทในการอำนวยสินเชื่อการเกษตรใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้มีวิธีการแตกต่างไปจากครั้งก่อน คือ เป็นการให้สินเชื่อแผนใหม่ชนิดมีการให้คำแนะนำและกำกับดูแล ซึ่งวิธีการให้สินเชื่อแบบใหม่นี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เป็นผู้เริ่มต้นขึ้น และในขณะนั้นเป็นธนาคารพาณิชย์เพียงแห่งเดียวที่ให้สินเชื่อแก่เกษตรกรด้วยวิธีนี้จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๕๑๐ สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ได้มีแผนงานธุรกิจเศรษฐกิจชนบทขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งรัดพัฒนาอาชีพของเกษตรกรด้วยการชักนำเกษตรกรให้รวมตัวกันขึ้นเป็นกลุ่ม เพื่อเป็นศูนย์อำนวนการทั้งด้านวิชาการ ด้านสินเชื่อ และด้านธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นหนักในด้านสินเชื่อการเกษตร ทาง รพช. จึงได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ ให้ช่วยอำนวยสินเชื่อแก่เกษตรกรที่อยู่ในเขตแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่การดำเนินงานปรากฏว่าไม่บรรลุผลเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากเกษตรกรมีหนี้ค้างชำระอยู่มากโดยเฉพาะในระยะหลังๆ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นต้นมา ธนาคารพาณิชย์จึงลดการให้สินเชื่อลงและจะไม่ยอมให้เพิ่มอีกจนกว่าจะได้มีการชำระหนี้ที่ค้างอยู่ให้หมดเสียก่อน
         การให้สินเชื่อการเกษตรของธนาคารพาณิชย์นั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับความต้องการสินเชื่อของเกษตรกรทั่วประเทศแล้ว ปรากฏว่าสินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้แก่เกษตรกรโดยตรงนั้น สนองความต้องการของเกษตรกรได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และในทำนองเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบระหว่างปริมาณสินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ให้แก่ภาคเกษตรกรรมกับสินเชื่อที่ให้แก่ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งหมด ก็ปรากฏว่าเป็นจำนวนเพียงร้อยละ ๒ เท่านั้นเอง (พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๑๗) ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก และไม่สอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีรากฐานมาจากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึงปัญหาการเป็นหนี้สิน และความยากจนของเกษตรกร อันเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการพัฒนาการเกษตร ทั้งนี้เพราะการขาดแคลนสินเชื่อจากสถาบันการเงินทำให้เกษตรกรต้องหันไปพึ่งผู้ให้กู้เอกชน ซึ่งคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก  และพยายามหาทางเอาเปรียบเกษตรกรอยู่ตลอดเวลา


*ประดิษฐ์ มัชฌิมา  "บทบาทของการเกษตรและสหกรณ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมชนบทไทย" 

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งที่ให้บริการสินเชื่อทางการเกษตรแก่เกษตรกร

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

วัตถุประสงค์

          ๑. เพื่อเป็นการลดภาระของเกษตรกร ที่จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูง เมื่อมาเป็นหนี้กับธนาคารพาณิชย์ ก็จะได้เสียดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ
          ๒. เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เกษตรกร ในการลงทุนพัฒนาการเกษตรของตนเอง และสามารถนำเทคนิคการผลิตใหม่ๆ มาใช้อย่างได้ผล
          เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวรัฐบาลจึงได้มีนโยบายที่จะกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์อำนวยสินเชื่อแก่เกษตรกรเพิ่มมากขึ้นให้เพียงพอแก่ความต้องการ จึงได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการ โดยกำหนดเป็นเป้าหมายสินเชื่อการเกษตรขึ้นและให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเป็นปีๆ ไป โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ ทั้งนี้ในการดำเนินการยอมให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อได้ใน ๒ ลักษณะ คือ (ก) ให้กู้โดยตรงแก่เกษตรกร (ข) นำฝากที่ ธกส. เพื่อนำไปให้เกษตรกรกู้ต่อ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์อำนวยสินเชื่อแก่เกษตรกรมากขึ้น


[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การดำเนินงานในปัจจุบัน

          จากนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ผ่านมาดังกล่าว ได้มีส่วนช่วยให้ปริมาณสินเชื่อการเกษตรจากสถาบันการเงินในระบบเพิ่มมากขึ้น  โดยในส่วนของธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มจากก่อนมีนโยบายดังกล่าวคือจาก ๘๓๓.๐ ล้านบาทใน พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็น ๗๘,๔๓๙.๔ ล้านบาท ใน พ.ศ. ๒๕๒๙ (รวมส่วนที่ฝาก ธกส. ด้วย) อย่างไรก็ตาม สินเชื่อการเกษตรในส่วนของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นนั้น ธนาคารพาณิชย์ทำได้เกินเป้าหมายที่กำหนดเฉพาะในส่วนของการปล่อยกู้แก่ธุรกิจการเกษตรเท่านั้น แต่ในส่วนที่ปล่อยกู้แก่เกษตรกรโดยตรงยังทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายมาตลอด ทำให้วงเงินส่วนที่ปล่อยกู้ไม่ได้ตามเป้าและต้องนำไปฝากที่ ธกส. ทำให้ ธกส. มียอดเงินฝากสูงขึ้นตลอด ซึ่งในระยะหลัง ธกส. ไม่ยินดีที่จะรับเงินในส่วนนี้ เนื่องจากมีนโยบายที่จะแสวงหาเงินทุนจากแหล่งที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าและจะพยายามระดมเงินฝากจากประชาชนเอง ดังนั้นใน พ.ศ. ๒๕๓๐ ธนาคารแห่งประเทศไทย  จึงได้ปรับนโยบายสินเชื่อการเกษตรใหม่เป็นสินเชื่อสู่ชนบท โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้การอำนวยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์มีคุณภาพและนำไปปฏิบัติได้  และให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามาร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจชนบท รวมทั้งเพื่อหาทางเปิดกว้างข้อจำกัดของสินเชื่อการเกษตรที่เหลือปล่อยกู้ไม่ออก และ ธกส. รับฝากต่อไปไม่ไหว โดยบังคับให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มการให้สินเชื่อแก่ภาคเกษตรกรรมจากร้อยละ ๑๓ ของยอดเงินฝากคงค้างในปีก่อนหน้านั้น (โดยร้อยละ ๑๑ ให้กับเกษตรกรโดยตรง ที่เหลือร้อยละ ๒ให้กับธุรกิจการเกษตร) เป็นร้อยละ ๒๐ ของยอดเงินฝากคงค้างในปีก่อนหน้านั้น (ร้อยละ ๑๔ ให้กับเกษตรกรโดยตรงและอุตสาหกรรมขนาดย่อมในชนบท ที่เหลือร้อยละ ๖ ให้กับธุรกิจการเกษตร) ผลจากนโยบายดังกล่าวทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยสินเชื่อสู่ชนบทใน พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นจำนวน ๑๒๑,๕๔๕.๐ ล้านบาท แยกเป็นส่วนสำหรับเกษตรกรโดยตรงและอุตสาหกรรมขนาดย่อมในส่วนภูมิภาค ๘๕,๐๘๑.๕ ล้านบาท  และเป็นส่วนสำหรับธุรกิจการเกษตร (รวมโรงสีข้าว) ๓๖,๔๕๓.๕ ล้านบาท
          นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยส่วนใหญ่เพื่อแก้ปัญหาราคาพืชไร่ตกต่ำโดยเฉพาะข้าว และเป็นการแก้ปัญหาเป็นปีๆ ไป ใน พ.ศ. ๒๕๓๐ ธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยสินเชื่อผ่านธนาคารพาณิชย์ ๕,๐๐๐ ล้านบาทสำหรับการเพิ่มการรับซื้อข้าว  และ ๓,๐๐๐ ล้านบาทสำหรับการเพิ่มการรับซื้อข้าวโพด ปอ และปาล์มน้ำมัน ในด้านข้าวธนาคารแห่งประเทศไทยจะคิดอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์ ร้อยละ ๑ ต่อปี และให้ธนาคารพาณิชย์คิดจากผู้กู้ร้อยละ ๓ ต่อปี ซึ่งเดิมคิดร้อยละ ๕ ต่อปี และให้เพิ่มวงเงินปล่อยกู้จากร้อยละ ๖๐ ของมูลค่าข้าวที่รับซื้อไว้ เป็นร้อยละ๘๐ สำหรับพืชไร่ ธนาคารแห่งประเทศไทยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ต่อปี และให้ธนาคารพาณิชย์คิดจากผู้กู้ร้อยละ ๕ ต่อปี และเพิ่มวงเงินปล่อยกู้ในสัดส่วนเช่นเดียวกับข้าว


[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การอำนวยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์แก่ภาคเกษตรกรรม
          ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีอิสระที่จะดำเนินกิจการอำนวยสินเชื่อแก่ภาคเกษตรกรรมตามแนวทางของตนเอง จะมีการดำเนินการในรายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง แต่ในหลักการใหญ่ๆ แล้ว จะมีหลักการดำเนินการคล้ายคลึงกัน ซึ่งสามารถแยกพิจารณาในประเด็นต่างๆ ดังนี้
          ๑. วงเงินสินเชื่อ ธนาคารพาณิชย์จะให้สินเชื่อโดยพิจารณาจากหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นสำคัญ ปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยกู้ต่อรายจะแปรผันตามมูลค่าของหลักทรัพย์ค้ำประกัน เกษตรกรที่มีพื้นที่ทำการเกษตรน้อยหรือไม่มีเลยหรือต้องเช่าที่ ธนาคารพาณิชย์จะให้สินเชื่อในรูปกลุ่มซึ่งจะได้สินเชื่อในวงเงินเพียง ๓,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาทต่อราย และการให้สินเชื่อลักษณะนี้มีน้อยมาก
          ๒. หลักประกัน กรณีการให้สินเชื่อประเภทรายบุคคล ธนาคารจะให้เกษตรกรจำนองหลักทรัพย์ เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างที่ติดอยู่กับที่ดิน และหรือเงินฝากเป็นประกันไว้แก่ธนาคารหรืออาจให้บุคคลที่ธนาคารเชื่อถือเป็นผู้ค้ำประกันก็ได้ สำหรับประเภทกลุ่ม ธนาคารจะให้สมาชิกในกลุ่มค้ำประกันร่วมกัน และหรือต้องทำสัญญาเงินกู้ระยะสั้นไว้กับธนาคาร โดยยินยอมมอบผลิตผลอันเกิดจากการกู้เงินเป็นหลักประกันแก่ ธนาคารด้วย
         ๓. อัตราดอกเบี้ย ธนาคารแห่งประเทศไทยให้อิสระกับธนาคารพาณิชย์ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ให้กู้แก่ภาคเกษตรกรรม โดยสมาคมธนาคารไทยจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งถือปฏิบัติ  ซึ่งธนาคารชั้นนำจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงร้อยละ ๑-๑.๕ ต่อปี
         ๔. การจัดบริการแก่เกษตรกร การกำกับและการควบคุมการให้สินเชื่อแก่เกษตรกร ธนาคารจะให้บริการต่างๆ แก่เกษตรกร เช่น การให้ความรู้ทางด้านการผลิต ความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและข่าวสาร การตลาด  การประสานงานกับหน่วยงานราชการเพื่อขอรับบริการด้านสาธารณูปโภค  การให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบสหกรณ์การเกษตร สำหรับด้านการกำกับและควบคุมการให้สินเชื่อ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การให้สินเชื่อแก่เกษตรกรเป็นไปตามวัตถุประสงค์มากที่สุด โดยการส่งเจ้าหน้าที่ของธนาคารออกไปเยี่ยมเยียนลูกค้าภายหลังจากที่ได้รับสินเชื่อแล้วเป็นระยะๆ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติดังกล่าวกระทำกันอยู่ไม่กี่ธนาคาร เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีเจ้าหน้าที่ทางด้านนี้ไม่เพียงพอ และการขยายการดำเนินงานออกไปมากจะทำให้ต้นทุนการปล่อยกู้ของธนาคารสูงขึ้น
          ๕. การประสานงานหรือร่วมโครงการกับสถาบันอื่น นอกจากธนาคารจะปล่อยสินเชื่อการเกษตรโดยอิสระเองแล้ว ยังมีการร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานราชการและหรือเอกชนในรูปของโครงการอีกด้วย โดยทางราชการจะทำหน้าที่จัดหาที่ดินพร้อมทั้งบริการสาธารณูปโภค เอกชนทำหน้าที่ปรับปรุงที่ดิน ก่อสร้างโรงเรือน ตลอดจนอบรมเกษตรกรที่ได้รับคัดเลือก สำหรับธนาคารพาณิชย์จะทำหน้าที่อำนวยสินเชื่อ และควบคุมการดำเนินงาน
          เมื่อพิจารณาการปล่อยสินเชื่อการเกษตรของสถาบันการเงินในระบบแล้วพบว่า ระบบ ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทอย่างสำคัญในการอำนวยสินเชื่อให้แก่ภาคเกษตรกรรม โดยใน พ.ศ. ๒๕๒๙ สินเชื่อการเกษตรจากสถาบันการเงินในระบบจำนวน  ๙๒,๔๕๒.๗ ล้านบาท เป็นสินเชื่อจากระบบธนาคารพาณิชย์ที่ให้แก่ธุรกิจการเกษตรและเกษตรกรโดยตรง โดยไม่รวมส่วนที่นำไปฝาก ธกส. มีจำนวนทั้งสิ้น ๖๗,๓๒๖.๖ ล้านบาท (ร้อยละ ๗๒.๘) ที่เหลือ ๒๕,๑๒๖.๑ ล้านบาท (ร้อยละ ๒๗.๒) เป็นสินเชื่อจาก ธกส. ซึ่งรวมเงินที่ธนาคารพาณิชย์นำไปฝาก ธกส. ด้วย อย่างไรก็ตาม สินเชื่อที่ระบบธนาคารพาณิชย์ให้แก่ภาคเกษตรกรรมยังมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับสินเชื่อที่ระบบธนาคารปล่อยกู้ทั้งหมด แต่สัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๓.๔ ใน พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นร้อยละ ๗.๔ ใน พ.ศ. ๒๕๒๘
          เมื่อพิจารณาการปล่อยกู้ของระบบธนาคารพาณิชย์ตามประเภทของสินค้าพบว่าส่วนใหญ่ จะปล่อยกู้ให้กับการผลิตพืช เลี้ยงสัตว์ และประมงตามลำดับ ซึ่งใน พ.ศ. ๒๕๒๘ ปล่อยกู้ให้กับพืช  ๒๖,๕๔๗ ล้านบาท (ร้อยละ ๗๐.๑) เลี้ยงสัตว์ ๗,๗๒๐ ล้านบาท (ร้อยละ ๒๐.๓) และประมง  ๓,๖๒๘ ล้านบาท (ร้อยละ ๙.๖) และเมื่อพิจารณาตามประเภทของผู้กู้พบว่า ส่วนใหญ่ปล่อยกู้ให้กับผู้กู้รายบุคคล นิติบุคคลอื่นๆ สหกรณ์การเกษตร และกลุ่มเกษตรกร  ตามลำดับ โดย พ.ศ.๒๕๒๘ ปล่อยให้แก่ผู้กู้รายบุคคล ๓๒,๗๔๖ ล้านบาท (ร้อยละ ๘๖.๔) นิติบุคคลอื่นๆ ๔,๘๐๘ ล้านบาท (ร้อยละ ๑๒.๗) สหกรณ์การเกษตร ๒๐๕ ล้านบาท (ร้อยละ ๐.๕) และกลุ่มเกษตรกร ๑๓๗ ล้านบาท (ร้อยละ ๐.๔) การที่ธนาคารพาณิชย์นิยมการปล่อยกู้แก่ผู้กู้รายบุคคลมากกว่าเพราะว่า การพิจารณาคำขอกู้และการติดตามกำกับการใช้เงินกู้ทำได้ง่ายกว่า โดยการพิจารณาคำขอกู้ก็จะดูจากหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งการปล่อยกู้ผ่านกลุ่มเกษตรกรมีความเสี่ยงสูงเพราะใช้เกษตรกรสมาชิกค้ำประกัน ผลคือทำให้เกษตรกรรายเล็กที่ไม่มีที่ดินทำกินค้ำประกันการกู้จะไม่ได้รับสินเชื่อหรือได้น้อยกว่าที่ต้องการ สรุปแล้วสินเชื่อจากระบบธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อระยะสั้นตามฤดูกาลผลิตหนึ่งๆ และยังเน้นที่การผลิตข้าวเป็นสำคัญ 
          การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในทางการเกษตรนี้ เราพอจะมองเห็นได้ว่าหน่วยงานที่ตั้งขึ้นนี้ มีวัตถุประสงค์ที่น่ายินดี และมีการดำเนินการอย่างเป็นหลักเป็นฐาน โดยในการดำเนินการแต่ละขั้นตอนมีความมุ่งหวังที่จะปิดกั้นช่องโหว่ของปัญหาทุกๆ ปัญหา ผลที่ได้นั้นปรากฏเป็นการช่วยบรรเทาความรุนแรงของปัญหาด้วยมิอาจที่จะแก้ปัญหาให้หมดไปได้โดยสิ้นเชิง
          ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ให้พิจารณาจัดตั้งธนาคารข้าวของราษฎรขึ้นนั้น ทรงมุ่งเน้นแก้ปัญหาการขาดแคลนข้าวบริโภคและปัญหาราคาข้าวที่ไม่ยุติธรรมการจัดตั้งมีวิธีดำเนินการที่รัดกุม สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรงได้ แต่เมื่อได้ดำเนินการแล้ว ได้เกิดปัจจัยที่ก่อตัวขึ้นเป็นปัญหาใหม่อีก อย่างไรก็ตามพระราชดำริในองค์พระประมุขของชาติและความคิดริเริ่มของบุคคลผู้มองเห็นปัญหาอย่างแท้จริง ก็ได้เกิดเป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวง  ในการแก้ปัญหาหลักในทางการเกษตรได้อย่างตรงจุด และแนวคิดของหน่วยงานที่น่าชื่นชมนี้ ก็จะเป็นแนวทางในการพัฒนาการแก้ปัญหาทางการเกษตรต่อไป

          (ดูเพิ่มเติมเรื่อง การเลี้ยงปศุสัตว์ หมวดการพัฒนาการเกษตรในชนบท  เล่มเดียวกัน)
[กลับหัวข้อหลัก]

ธนาคารพาณิชย์ องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการอำนวยสินเชื่อให้แก่ภาคเกษตรกรรม

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายสุเมธ ตันติเวชกุล

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
อยากเห็นเว็บไซต์ของท่านตรงนี้ คลิกที่นี่
สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12