ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีอิสระที่จะดำเนินกิจการอำนวยสินเชื่อแก่ภาคเกษตรกรรมตามแนวทางของตนเอง จะมีการดำเนินการในรายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง แต่ในหลักการใหญ่ๆ แล้ว จะมีหลักการดำเนินการคล้ายคลึงกัน ซึ่งสามารถแยกพิจารณาในประเด็นต่างๆ ดังนี้
๑. วงเงินสินเชื่อ ธนาคารพาณิชย์จะให้สินเชื่อโดยพิจารณาจากหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นสำคัญ ปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยกู้ต่อรายจะแปรผันตามมูลค่าของหลักทรัพย์ค้ำประกัน เกษตรกรที่มีพื้นที่ทำการเกษตรน้อยหรือไม่มีเลยหรือต้องเช่าที่ ธนาคารพาณิชย์จะให้สินเชื่อในรูปกลุ่มซึ่งจะได้สินเชื่อในวงเงินเพียง ๓,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาทต่อราย และการให้สินเชื่อลักษณะนี้มีน้อยมาก
๒. หลักประกัน กรณีการให้สินเชื่อประเภทรายบุคคล ธนาคารจะให้เกษตรกรจำนองหลักทรัพย์ เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างที่ติดอยู่กับที่ดิน และหรือเงินฝากเป็นประกันไว้แก่ธนาคารหรืออาจให้บุคคลที่ธนาคารเชื่อถือเป็นผู้ค้ำประกันก็ได้ สำหรับประเภทกลุ่ม ธนาคารจะให้สมาชิกในกลุ่มค้ำประกันร่วมกัน และหรือต้องทำสัญญาเงินกู้ระยะสั้นไว้กับธนาคาร โดยยินยอมมอบผลิตผลอันเกิดจากการกู้เงินเป็นหลักประกันแก่ ธนาคารด้วย
๓. อัตราดอกเบี้ย ธนาคารแห่งประเทศไทยให้อิสระกับธนาคารพาณิชย์ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ให้กู้แก่ภาคเกษตรกรรม โดยสมาคมธนาคารไทยจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งถือปฏิบัติ ซึ่งธนาคารชั้นนำจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงร้อยละ ๑-๑.๕ ต่อปี
๔. การจัดบริการแก่เกษตรกร การกำกับและการควบคุมการให้สินเชื่อแก่เกษตรกร ธนาคารจะให้บริการต่างๆ แก่เกษตรกร เช่น การให้ความรู้ทางด้านการผลิต ความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและข่าวสาร การตลาด การประสานงานกับหน่วยงานราชการเพื่อขอรับบริการด้านสาธารณูปโภค การให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบสหกรณ์การเกษตร สำหรับด้านการกำกับและควบคุมการให้สินเชื่อ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การให้สินเชื่อแก่เกษตรกรเป็นไปตามวัตถุประสงค์มากที่สุด โดยการส่งเจ้าหน้าที่ของธนาคารออกไปเยี่ยมเยียนลูกค้าภายหลังจากที่ได้รับสินเชื่อแล้วเป็นระยะๆ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติดังกล่าวกระทำกันอยู่ไม่กี่ธนาคาร เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีเจ้าหน้าที่ทางด้านนี้ไม่เพียงพอ และการขยายการดำเนินงานออกไปมากจะทำให้ต้นทุนการปล่อยกู้ของธนาคารสูงขึ้น
๕. การประสานงานหรือร่วมโครงการกับสถาบันอื่น นอกจากธนาคารจะปล่อยสินเชื่อการเกษตรโดยอิสระเองแล้ว ยังมีการร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานราชการและหรือเอกชนในรูปของโครงการอีกด้วย โดยทางราชการจะทำหน้าที่จัดหาที่ดินพร้อมทั้งบริการสาธารณูปโภค เอกชนทำหน้าที่ปรับปรุงที่ดิน ก่อสร้างโรงเรือน ตลอดจนอบรมเกษตรกรที่ได้รับคัดเลือก สำหรับธนาคารพาณิชย์จะทำหน้าที่อำนวยสินเชื่อ และควบคุมการดำเนินงาน
เมื่อพิจารณาการปล่อยสินเชื่อการเกษตรของสถาบันการเงินในระบบแล้วพบว่า ระบบ ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทอย่างสำคัญในการอำนวยสินเชื่อให้แก่ภาคเกษตรกรรม โดยใน พ.ศ. ๒๕๒๙ สินเชื่อการเกษตรจากสถาบันการเงินในระบบจำนวน ๙๒,๔๕๒.๗ ล้านบาท เป็นสินเชื่อจากระบบธนาคารพาณิชย์ที่ให้แก่ธุรกิจการเกษตรและเกษตรกรโดยตรง โดยไม่รวมส่วนที่นำไปฝาก ธกส. มีจำนวนทั้งสิ้น ๖๗,๓๒๖.๖ ล้านบาท (ร้อยละ ๗๒.๘) ที่เหลือ ๒๕,๑๒๖.๑ ล้านบาท (ร้อยละ ๒๗.๒) เป็นสินเชื่อจาก ธกส. ซึ่งรวมเงินที่ธนาคารพาณิชย์นำไปฝาก ธกส. ด้วย อย่างไรก็ตาม สินเชื่อที่ระบบธนาคารพาณิชย์ให้แก่ภาคเกษตรกรรมยังมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับสินเชื่อที่ระบบธนาคารปล่อยกู้ทั้งหมด แต่สัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๓.๔ ใน พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นร้อยละ ๗.๔ ใน พ.ศ. ๒๕๒๘
เมื่อพิจารณาการปล่อยกู้ของระบบธนาคารพาณิชย์ตามประเภทของสินค้าพบว่าส่วนใหญ่ จะปล่อยกู้ให้กับการผลิตพืช เลี้ยงสัตว์ และประมงตามลำดับ ซึ่งใน พ.ศ. ๒๕๒๘ ปล่อยกู้ให้กับพืช ๒๖,๕๔๗ ล้านบาท (ร้อยละ ๗๐.๑) เลี้ยงสัตว์ ๗,๗๒๐ ล้านบาท (ร้อยละ ๒๐.๓) และประมง ๓,๖๒๘ ล้านบาท (ร้อยละ ๙.๖) และเมื่อพิจารณาตามประเภทของผู้กู้พบว่า ส่วนใหญ่ปล่อยกู้ให้กับผู้กู้รายบุคคล นิติบุคคลอื่นๆ สหกรณ์การเกษตร และกลุ่มเกษตรกร ตามลำดับ โดย พ.ศ.๒๕๒๘ ปล่อยให้แก่ผู้กู้รายบุคคล ๓๒,๗๔๖ ล้านบาท (ร้อยละ ๘๖.๔) นิติบุคคลอื่นๆ ๔,๘๐๘ ล้านบาท (ร้อยละ ๑๒.๗) สหกรณ์การเกษตร ๒๐๕ ล้านบาท (ร้อยละ ๐.๕) และกลุ่มเกษตรกร ๑๓๗ ล้านบาท (ร้อยละ ๐.๔) การที่ธนาคารพาณิชย์นิยมการปล่อยกู้แก่ผู้กู้รายบุคคลมากกว่าเพราะว่า การพิจารณาคำขอกู้และการติดตามกำกับการใช้เงินกู้ทำได้ง่ายกว่า โดยการพิจารณาคำขอกู้ก็จะดูจากหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งการปล่อยกู้ผ่านกลุ่มเกษตรกรมีความเสี่ยงสูงเพราะใช้เกษตรกรสมาชิกค้ำประกัน ผลคือทำให้เกษตรกรรายเล็กที่ไม่มีที่ดินทำกินค้ำประกันการกู้จะไม่ได้รับสินเชื่อหรือได้น้อยกว่าที่ต้องการ สรุปแล้วสินเชื่อจากระบบธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อระยะสั้นตามฤดูกาลผลิตหนึ่งๆ และยังเน้นที่การผลิตข้าวเป็นสำคัญ
การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในทางการเกษตรนี้ เราพอจะมองเห็นได้ว่าหน่วยงานที่ตั้งขึ้นนี้ มีวัตถุประสงค์ที่น่ายินดี และมีการดำเนินการอย่างเป็นหลักเป็นฐาน โดยในการดำเนินการแต่ละขั้นตอนมีความมุ่งหวังที่จะปิดกั้นช่องโหว่ของปัญหาทุกๆ ปัญหา ผลที่ได้นั้นปรากฏเป็นการช่วยบรรเทาความรุนแรงของปัญหาด้วยมิอาจที่จะแก้ปัญหาให้หมดไปได้โดยสิ้นเชิง
ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ให้พิจารณาจัดตั้งธนาคารข้าวของราษฎรขึ้นนั้น ทรงมุ่งเน้นแก้ปัญหาการขาดแคลนข้าวบริโภคและปัญหาราคาข้าวที่ไม่ยุติธรรมการจัดตั้งมีวิธีดำเนินการที่รัดกุม สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรงได้ แต่เมื่อได้ดำเนินการแล้ว ได้เกิดปัจจัยที่ก่อตัวขึ้นเป็นปัญหาใหม่อีก อย่างไรก็ตามพระราชดำริในองค์พระประมุขของชาติและความคิดริเริ่มของบุคคลผู้มองเห็นปัญหาอย่างแท้จริง ก็ได้เกิดเป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวง ในการแก้ปัญหาหลักในทางการเกษตรได้อย่างตรงจุด และแนวคิดของหน่วยงานที่น่าชื่นชมนี้ ก็จะเป็นแนวทางในการพัฒนาการแก้ปัญหาทางการเกษตรต่อไป
(ดูเพิ่มเติมเรื่อง การเลี้ยงปศุสัตว์ หมวดการพัฒนาการเกษตรในชนบท เล่มเดียวกัน)
[กลับหัวข้อหลัก]