การสร้างโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย มีประวัติดังนี้
๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๙
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการเป็นคอมมิตตีจัดการโรงพยาบาลรักษาคนป่วยไข้ให้เป็นทานแก่ประชาชนทั่วไป โดยมิเลือกหน้าเป็นครั้งแรก
๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๑
ขณะที่คอมมิตตีกำลังดำเนินงาน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคบิด ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระดำรัสว่า "แม้ลูกเราจะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างดีก็ยังได้รับการทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้ ลูกราษฎรที่ยากจนจะได้รับความทุกข์ทรมานสักเพียงใด"
๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๑
ภายหลังที่คอมมิตตี ได้จัดการถากถางที่รกร้างว่างเปล่าในบริเวณวังหลังแล้วได้สร้างเป็นเรือนไม้ขึ้นใช้สำหรับการรักษาพยาบาลสำเร็จจากไม้และวัสดุจากเมรุที่ใช้ในการพระราชทานเพลิงจึงมีประกาศเปิดโรงพยาบาลรับรักษาโรคแก่ประชาชนทุกรูปทุกนามโดยมิคิดค่ารักษาและค่ายาจากคนไข้เลย และพระราชทานชื่อสถานพยาบาลนั้นว่า "โรงศิริราชพยาบาล" การรักษาใช้ทั้งยาไทย และทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๑
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เลิกคอมมิตตีจัดการโรงพยาบาล และให้ตั้งกรมพยาบาลขึ้น และโปรดเกล้าฯ
ให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ เป็นอธิบดีกรมพยาบาลองค์แรก
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๒
เนื่องจากทางการขาดแพทย์ประจำโรงพยาบาลที่สร้างขึ้นใหม่ และแพทย์แผนโบราณของไทยก็ไม่นิยมมาทำงานร่วม
กัน ทางการจึงเปิดโรงเรียนแพทย์เป็นครั้งแรก มีการสอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันขึ้นในโรงศิริราชพยาบาล โดยมีนายแพทย์เฮยส์ แพทย์คณะมิชชันนารี เป็นอาจารย์สอนคนแรก ภายหลังประกาศรับสมัครนักเรียน มีผู้มาสมัคร ๔๐ คน แต่ค่อยๆ หายไปทีละคนสองคน ที่สุดเหลือ ๑๕ คน นักเรียนแพทย์สมัยนั้นต้องทำสัญญากับกรมศึกษาธิการโดยมีข้อกำหนดว่า
(๑) กำหนดเวลาเรียน ๓ ปี
(๒) ขณะเรียนได้เงินเดือนๆ ละ ๑๒ บาท และเบี้ยเลี้ยงอีกเดือนละ ๗ บาท
(๓) ต้องประจำอยู่ในโรงเรียนตลอดเวลาที่เรียน
(๔) เรียนครบ ๓ ปี แล้วจึงสอบ ถ้าสอบได้จะได้เป็นผู้ช่วยแพทย์ตามโรงพยาบาล ได้เงินเดือนๆ ละ ๒๕ บาทจนถึง ๔๐ บาท เป็นอย่างสูง ถ้าสอบตกอนุญาตให้เรียนต่อไปอีก
(๕) ถ้าไม่เอาใจใส่ในการเรียน หรือละทิ้งการเรียนนับว่ากระทำผิด นักเรียนจะต้องคืนเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงต่อกระทรวงธรรมการทั้งสิ้น
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๓
มีทะเบียนนักเรียนแพทย์เป็นหลักฐานเป็นครั้งแรกนักเรียนแพทย์ในสมัยแรกนี้ ได้เรียนทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ
มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๕
นายแพทย์ ยอร์ช แมคฟาแลนด์ (George McFarland) รับตำแหน่งเป็นนายแพทย์ใหญ่ของโรงศิริราชพยาบาลและสอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันแก่นักเรียนด้วย
ปลาย พ.ศ. ๒๔๓๕
ได้มีการสอบไล่วิชาแพทย์เป็นครั้งแรก มีผู้สอบไล่ได้ ๙ คน
๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๖
กรมพยาบาลประกาศเปิดและตั้งชื่อโรงเรียนแพทย์ว่า "โรงเรียนแพทยากร"
๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๙
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการฝึกหัดวิชาแพทย์ผดุงครรภ์ขึ้น เพื่อเป็นการอนุเคราะห์ประชาชนทั้งหลายโดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และให้กรมพยาบาลเป็นผู้จัดการสอนอาศัยอยู่ในโรงศิริราชพยาบาล
๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๙
ได้เริ่มการสอนวิชาแพทย์ผดุงครรภ์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงภาสกรวงศ์ (เปลี่ยน บุนนาค) เป็นผู้อำนวยการให้พระยาบำบัดสรรพโรค เป็นผู้สอน มีหลักสูตรการเรียน ๓ ปี
พ.ศ. ๒๔๔๐
สมเด็จพระบรมราชินีนาถขณะทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนแพทย์ ให้มีทั้งที่อยู่ที่กินของนักเรียนให้เป็นหลักฐาน
๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๓
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงเรียนและพระราชทาน
นามว่า "โรงเรียนราชแพทยาลัย" ในปีนี้เองมีนักเรียนผดุงครรภ์ สอบไล่ได้ครั้งแรก ๑๐ คน โรงเรียนแพทย์ผดุครรภ์ต้องโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นเสีย ๓ ปี ดังนั้นนางผดุงครรภ์ที่ออกในรุ่นนี้จึงไม่ได้มีการสอบไล่หรือให้ประกาศนียบัตร เมื่อสมเด็จพระศรีพัชริน-
ทราบรมราชินีนาถทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงทรงมีพระราชเสานีย์โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงธรรมการ จัดการวางระเบียบใหม่โดยให้ติดต่อกับโรงศิริราชพยาบาล
พ.ศ. ๒๔๔๖
โอนโรงเรียนราชแพทยาลัยมาขึ้นกับกรมศึกษาธิการรับนักเรียนถึง ๑๐๐ คน สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร (ขณะนั้นคือพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์) เสด็จมาเป็นผู้บัญชาการราชแพทยาลัย ทรงปรับปรุงการแพทย์ โดยเพิ่มวิชาที่เรียนและรับนักเรียนที่มีวุฒิสูงขึ้นและทรงเสาะหาอาจารย์ผู้ช่วยสอนอีกด้วย
พ.ศ. ๒๔๔๘
ขยายหลักสูตรการศึกษาวิชาแพทย์จาก ๓ ปี เป็น ๔ ปี
พ.ศ. ๒๔๔๙
ได้ตั้งต้นฝึกหัดบุรุษพยาบาลขึ้น จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๗ จึงหยุดรับนักเรียนประเภทนี้
พ.ศ. ๒๔๕๐
รวมวิชาแพทย์ไทยกับฝรั่งเข้าเป็นอันเดียวกัน เลิกวิชาการแพทย์แผนโบราณ คงให้มีแต่วิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๔๕๖
ขยายหลักสูตรวิชาแพทย์จาก ๔ ปี เป็น ๕ ปี
๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับทางด้าน
นักเรียนผดุงครรภ์ได้จัดวางระเบียบ และหลักสูตรใหม่โดยมีการสอนวิชาพยาบาลโดยทั่วไป อย่างกว้างขวางอีกด้วย มีหลักสูตร ๓ ปีครึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมโรงเรียนราชแพทยาลัย และโรงศิริราชพยาบาลเข้าในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งเป็นคณะแพทยศาสตร์ และศิริราชพยาบาล
พ.ศ. ๒๔๖๑
มหาวิทยาลัยได้ขยายหลักสูตร ๕ ปี เป็น ๖ ปี
มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๓
นายแพทย์ ไฮเซอร์ (Victor Heiser) ผู้ตรวจการของมูลนิธิร็อกกี เฟลเลอร์ เข้ามาตรวจการสาธารณสุขในประเทศพร้อมด้วยนายแพทย์บานส์ได้มาขอดูกิจการของมหาวิทยาลัยและคณะแพทยศาสตร์โดยละเอียด ได้พบปะกับเจ้าหน้าที่กระทรวงธรรมการ และมีโอกาสได้เข้าเผ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีการทาบทามกันในการให้มูลนิธิช่วยเหลือการแพทย์ของประเทศไทย
๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๔
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ภายหลังที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญไปยังมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ ได้มีหนังสือเชิญไปยังมูลนิธิ
๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๔
มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ ส่งนายแพทย์เปียร์สเข้ามาดูกิจการแพทย์ในประเทศไทย
๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๔
นายแพทย์เปียร์สได้ส่งระเบียบการของมูลนิธิ สำหรับจัดการศึกษาแพทยศาสตร์ในคณะแพทย์มายังรัฐบาลไทยเพื่อวินิจฉัยรับรองภายหลังเมื่อรัฐบาลไทย วินิจฉัยแล้วก็ตอบรับไป และได้ทูลเชิญสมเด็จฯเจ้าฟ้าฯกรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระราชบิดา) ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ในยุโรป เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการติดต่อร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทางฝ่ายมูลนิธิ
นอกจากนั้น ยังทรงพระกรุณาสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อีกเป็นจำนวนมาก เข้าช่วยเหลือในการนี้ตลอดมาด้วย เช่น การสร้างสถานศึกษาและมอบทุนการศึกษา๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ นับเป็นวันเริ่มต้นแห่งการร่วมมือระหว่างมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์กับรัฐบาลไทย ทางมูลนิธิได้ส่งศาสตราจารย์ เอ.จี. เอลลิส(A. G. Ellis) ซึ่งเข้ามาแล้วครั้งหนึ่งในฐานะศาสตราจารย์ทางพยาธิวิทยา เป็นผู้แทนมูลนิธิ และเป็นผู้อำนวยการสอน และดัดแปลงวิชาการแพทย์ ได้ปรับปรุงหลักสูตรในคณะแพทยศาสตร์เพิ่มการสอนถึงระดับปริญญา
ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๖-๒๔๗๗
เป็นระยะเวลา ๑๒ ปี ซึ่งการแพทย์ในประเทศไทยได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ คือ
ก. ช่วยทุนในการสร้างตึกตามโครงการให้เหมาะสมเป็นสถานที่เล่าเรียนวิชาแพทย์ตามมาตรฐานของต่างประเทศ
ข. ช่วยจัดหาศาสตราจารย์ชาวต่างประเทศมาประจำแผนกวิชาชั่วคราว รวมทั้งออกเงินเดือน และค่าใช้จ่ายเพิ่มเฉพาะตัวศาสตราจารย์ค. ให้ทุนคนไทยอย่างน้อยแผนกละ ๒ คนออกไปศึกษาเพิ่มเติมในต่างประเทศเพื่อจะได้กลับเข้ามาเป็นอาจารย์
นอกจากนั้นมูลนิธิยังได้ร่วมมือช่วยปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราช และโรงเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ โดยส่งพยาบาลชาวต่างประเทศเข้ามาชั่วคราว ๕ คน และปรับปรุงทำนองเดียวกับโรงเรียนแพทย์
พ.ศ. ๒๔๗๘
เป็นปีที่การร่วมมือกับมูลนิธิสิ้นสุดลง คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลศิริราชก็ได้ดำเนินการตามรูปงานที่ได้วางไว้
และขยายกิจการบางส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ตลอดจนได้ปรับปรุงทั้งฝ่ายวิชาการและธุรการให้ก้าวหน้า
ตลอดมา เพิ่มจำนวนอาจารย์ แพทย์ และพยาบาล เจ้าหน้าที่อื่นๆ รวมทั้งสิ่งก่อสร้าง รากฐานที่วางไว้อย่างดี ทำให้สามารถ
ดำเนินการรักษาพยาบาลและการสอนได้ตลอดสงครามโลกครั้งที่สอง การช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาหลังสงครามสงบก็ดำเนินไปด้วยดีบนรากฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว
พ.ศ. ๒๔๘๕
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ออกประกาศพระราชกฤษฎีกา
ตั้งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ประกอบด้วยคณะแพทยศาสตร์ และศิริราชพยาบาล คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์
และคณะสัตวแพทยศาสตร์ ซึ่งต่อมาได้ดำเนินกิจการของตนโดยอิสระ
พ.ศ. ๒๕๐๒
มีประกาศพระราชกฤษฎีกาโอนมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จากกระทรวงสาธารณสุข ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วต่อมาจึงเปลี่ยนมาสังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเปลี่ยนชื่อจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นมหาวิทยาลัยในสังกัดของทบวงมหาวิทยาลัย มีคณะแพทยศาสตร์ ๒ คณะคือคณะแพทยศาสตร์ศิริราช และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะอายุรศาสตร์เขตร้อน คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และตั้งคณะวิทยาศาสตร์ทำการอบรมนักศึกษาในชั้นเตรียมที่จะเข้าศึกษาต่อในคณะต่างๆ ซึ่งเดิมสอนที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การสร้างโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลศิริราชเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้การแพทย์แผนโบราณของไทยเลิกล้มไป แม้ในระยะแรกโรงพยาบาลจะให้การรักษาพยาบาลทั้ง ๒ แบบ คือ แบบแผนโบราณ และแผนปัจจุบัน พร้อมทั้งการสอนก็สอนทั้ง ๒ แบบเช่นกัน แต่ต่อมาการสอนการแพทย์แผนโบราณของไทยไม่เป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษา (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๐) วิธีรักษาพยาบาลตามการแพทย์แผนโบราณ จึงมีอยู่เฉพาะในหมู่ประชาชนเท่านั้น
จากการตั้งโรงพยาบาลศิริราชขึ้นเป็นผลสำเร็จ ทางการได้สร้างโรงพยาบาลเฉพาะเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลโรคทรวงอก โรงพยาบาลโรคเรื้อน และสถานสงเคราะห์ผู้อนาถา เป็นต้น
เพื่อเป็นอนุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงก่อสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ขึ้น
นอกจากจะเป็นโรงพยาบาลทั่วไปแล้ว ยังเป็นที่ทำการของสภากาชาดด้วย และต่อมาก็ได้ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่ ๓ ขึ้น
เป็น คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การแพทย์แผนปัจจุบันของประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้าขึ้นอีกมาก เมื่อทางการได้ย้ายกรมสาธารณสุข ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย มาตั้งเป็นกระทรวงสาธารณสุข รวมการศึกษาแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช และสัตวแพทย์เป็นกรมมหาวิทยาลัยพร้อมกันนั้นก็กระจายกิจการแพทย์แผนปัจจุบันไปสู่หัวเมืองและชนบท ทำให้ทุกจังหวัดในประเทศไทยขณะนี้มีโรงพยาบาลประจำจังหวัด และมีโรงพยาบาลขนาดเล็กประจำอำเภอเกือบครบถ้วน
ในการขยายกิจการแพทย์ออกไปมากขึ้น ความต้องการแพทย์ก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ ทางการจึงได้สร้างโรงเรียนแพทย์
ขึ้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และได้ขยายกิจการของการแพทย์ของกองทัพเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ขึ้นหลาย
แห่ง และก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้นเป็นแห่งที่ ๒ ในกองทัพบก(โรงเรียนนายทหารเสนารักษ์) ต่อมาได้เลิกล้ม ขณะนี้กำลังดำเนินการให้โรงเรียนแพทย์ทหาร มีมาตรฐานเท่าเทียมกับคณะแพทย์ของฝ่ายพลเรือน
[กลับหัวข้อหลัก]