สนุก! ดาวเดือน Season 3 ชิงทุนการศึกษากว่า 2 แสนบาท
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
หาอะไร  
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ
 
สมัครสมาชิก

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
การแพทย์แผนปัจจุบันในสมัยรัตนโกสินทร์  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
 
การแพทย์แผนปัจจุบันในสมัยรัตนโกสินทร์ โดย นายแพทย์สุด แสงวิเชียร
           หลังจากที่ประเทศไทยในแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖) ได้ขับไล่ชาวฝรั่งเศสออกไปจากประเทศไทยแล้ว การแพทย์แผนปัจจุบันที่นำมาโดยชาวฝรั่งเศสก็พลอยสูญไปด้วย กลับไปใช้การแพทย์แผนโบราณตามเดิม การแพทย์แผนปัจจุบันได้กลับมาอีก พร้อมกับการเข้ามาของนักสอน ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๓๙๔) พ.ศ. ๒๓๗๑ มีนักสอนคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนท์ ๒ คน เข้ามาในประเทศไทย เป็นแพทย์ชาวเยอรมนีคนหนึ่งชื่อ กุตซ์ลัฟฟ์  (Rev. Carl Augustus Gutzlaff) และหมอสอนศาสนาชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ ทอมลิน (Rev. Jacob Tomlin) นอกจากการสอนศาสนา  แจกหนังสือภาษาจีน และแจกยาแล้วก็ไม่ได้ทำการทางการแพทย์แผนปัจจุบันไว้ให้เป็นหลักฐานประการใด 

           ต่อจากบุคคลทั้งสองแล้วก็มีนักสอนศาสนาเป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ติดตามเข้ามาอีกหลายคน แต่ผู้ที่นำการแพทย์แผนปัจจุบันและวิทยาศาสตร์ เข้ามาเผยแผ่จนเป็นที่รู้จักกันดีมี ๒ ท่าน คนแรกเป็นแพทย์คือ ดร.บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) เข้ามาใน พ.ศ. ๒๓๗๗ อีกผู้หนึ่งคือ ดร.เฮาส์ (Reynolds Samuel House) เป็นทั้งแพทย์และเป็นนักวิทยาศาสตร์ในสาขาเคมี  ฟิสิกส์ และสนใจทางชีววิทยาด้วย 

           ดร.บรัดเลย์ได้มาปฏิบัติงานทางแพทย์ มีชื่อเสียงเป็นที่    รู้จักกันทั่วไป ทั้งในหมู่ข้าราชการและประชาชนตลอดจนบุคคลชั้นสูงสุดของประเทศ  เป็นการนำการแพทย์แผนปัจจุบันมาสู่ประเทศไทย หลังจากที่การแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการเจริญเปลี่ยนแปลง กิจการสำคัญๆ ที่ได้มีบันทึกไว้ชัดเจนมีดังต่อไปนี้

           ๑. เป็นคนแรกที่ทำการถ่ายเลือด เพื่อแก้ไขผู้ป่วยที่เสียเลือดไปเป็นจำนวนมาก  แม้การถ่ายเลือดจะไม่ได้ทำในประเทศไทยก็ตาม ก็ได้ทำกับบุคคลที่จะเข้ามาในประเทศไทย  คือคนที่รอเรืออยู่ที่เมืองสิงคโปร์ก่อนเข้ามากรุงเทพฯ เช่น ภรรยาของนักสอนศาสนาดีน (Rev. William Dean) ตกเลือด เนื่องจากการ คลอดบุตร  ดร.บรัดเลย์ได้ถ่ายเลือดจากสามีให้ แม้ความรู้พื้นฐาน  ของการถ่ายเลือดในสมัยนั้นจะรู้กันน้อยก็ตาม

            ๒. เป็นผู้ตั้งร้านจำหน่ายยา (dispensary) และเนื่องจากได้ให้การตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรค  จึงมีลักษณะเป็นคลินิก ซึ่งเป็นแบบอย่างของคลินิกต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน คลินิกของ ดร.บรัดเลย์ไม่เก็บเงิน การทำคลินิกแล้วเก็บค่าตรวจและ  ค่ายา ทำขึ้นตอนต่อมาโดย ดร.เฮยส์ (T. Hayward Hays)

            ๓. เป็นผู้นำวิธีป้องกันโรคฝีดาษ ซึ่งทำให้คนไทยเสียชีวิตไปปีละมากๆ แม้เดิมจะไม่ค่อยได้ผล คือการใช้สะเก็ดจาก
แผลของผู้ป่วยเอามาปลูก ต่อมาการปลูกฝีก็สำเร็จอย่างดี เมื่อ ดร.บรัดเลย์ได้สั่งพันธุ์หนองผีมาทางเรือ จากเมืองบอสตัน อันเป็นเหตุให้มีแพทย์ไทยออกไปฝึกการทำหนองฝีที่ประเทศฟิลิปปินส์จนนำมาใช้ได้เองในประเทศ

            ๔. ได้ร่วมมือกับนายแพทย์เฮาส์ ไปทำการคลอดให้พระสนมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสำหรับ ดร.เฮาส์ที่ทำงานแทน ดร.บรัดเลย์ระหว่างการไปพักผ่อนในอเมริกา ก็ได้ปฏิบัติการในทางการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์เป็นที่สนใจของข้าราชการ และประชาชนยิ่งขึ้น ประกอบกับที่รัชกาลที่ ๔ ทรงซาบซึ้งในทางภาษาอย่างดี โดยอาศัยบุคคลในคณะมิชชันนารีเป็นครูสอน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยศิลปวิทยาของชาวตะวันตกเพิ่มขึ้นทีละน้อย เตรียมประเทศและประชาชนไทยให้พร้อมที่จะรับการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ซึ่งได้มีขึ้นอย่างมากมายในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในทางการแพทย์ก็มีการจ้างแพทย์ชาวอังกฤษมาประจำในราชสำนัก แต่กิจการที่สำคัญที่ทำให้การแพทย์แผนปัจจุบัน เข้ามาปักหลักมั่นคงในประเทศไทย  ก็คือพระราชดำริให้สร้างโรงศิริราชพยาบาลเป็นที่พักถาวรสำหรับราษฎรที่เกิดการป่วยไข้ขึ้น ก่อนหน้านั้น ถ้ามีโรคระบาดเกิดขึ้น ก็อาศัยวังของเจ้านายและเคหสถานของขุนนางใหญ่ทำเป็นที่พักชั่วคราว



คาร์ล ออกัสตุส กุตซ์ลัฟฟ์

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

โรงพยาบาลศิริราช สถาบันการแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย

การสร้างโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย มีประวัติดังนี้

 ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๙
          พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ 
และข้าราชการเป็นคอมมิตตีจัดการโรงพยาบาลรักษาคนป่วยไข้ให้เป็นทานแก่ประชาชนทั่วไป โดยมิเลือกหน้าเป็นครั้งแรก

๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๑
          ขณะที่คอมมิตตีกำลังดำเนินงาน  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคบิด ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระดำรัสว่า "แม้ลูกเราจะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างดีก็ยังได้รับการทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้  ลูกราษฎรที่ยากจนจะได้รับความทุกข์ทรมานสักเพียงใด"

๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๑
          ภายหลังที่คอมมิตตี ได้จัดการถากถางที่รกร้างว่างเปล่าในบริเวณวังหลังแล้วได้สร้างเป็นเรือนไม้ขึ้นใช้สำหรับการรักษาพยาบาลสำเร็จจากไม้และวัสดุจากเมรุที่ใช้ในการพระราชทานเพลิงจึงมีประกาศเปิดโรงพยาบาลรับรักษาโรคแก่ประชาชนทุกรูปทุกนามโดยมิคิดค่ารักษาและค่ายาจากคนไข้เลย และพระราชทานชื่อสถานพยาบาลนั้นว่า "โรงศิริราชพยาบาล" การรักษาใช้ทั้งยาไทย และทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๑
          มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เลิกคอมมิตตีจัดการโรงพยาบาล และให้ตั้งกรมพยาบาลขึ้น และโปรดเกล้าฯ
ให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ เป็นอธิบดีกรมพยาบาลองค์แรก

พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๒
          เนื่องจากทางการขาดแพทย์ประจำโรงพยาบาลที่สร้างขึ้นใหม่ และแพทย์แผนโบราณของไทยก็ไม่นิยมมาทำงานร่วม
กัน ทางการจึงเปิดโรงเรียนแพทย์เป็นครั้งแรก มีการสอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันขึ้นในโรงศิริราชพยาบาล โดยมีนายแพทย์เฮยส์ แพทย์คณะมิชชันนารี เป็นอาจารย์สอนคนแรก ภายหลังประกาศรับสมัครนักเรียน มีผู้มาสมัคร ๔๐ คน แต่ค่อยๆ หายไปทีละคนสองคน ที่สุดเหลือ ๑๕ คน นักเรียนแพทย์สมัยนั้นต้องทำสัญญากับกรมศึกษาธิการโดยมีข้อกำหนดว่า 
         
(๑) กำหนดเวลาเรียน ๓ ปี
          (๒) ขณะเรียนได้เงินเดือนๆ ละ ๑๒ บาท และเบี้ยเลี้ยงอีกเดือนละ ๗ บาท
          (๓) ต้องประจำอยู่ในโรงเรียนตลอดเวลาที่เรียน
          (๔) เรียนครบ ๓ ปี แล้วจึงสอบ ถ้าสอบได้จะได้เป็นผู้ช่วยแพทย์ตามโรงพยาบาล ได้เงินเดือนๆ ละ ๒๕ บาทจนถึง ๔๐ บาท เป็นอย่างสูง ถ้าสอบตกอนุญาตให้เรียนต่อไปอีก
          (๕) ถ้าไม่เอาใจใส่ในการเรียน หรือละทิ้งการเรียนนับว่ากระทำผิด นักเรียนจะต้องคืนเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงต่อกระทรวงธรรมการทั้งสิ้น

พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๓
          มีทะเบียนนักเรียนแพทย์เป็นหลักฐานเป็นครั้งแรกนักเรียนแพทย์ในสมัยแรกนี้ ได้เรียนทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ

มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๕
          นายแพทย์ ยอร์ช แมคฟาแลนด์ (George McFarland) รับตำแหน่งเป็นนายแพทย์ใหญ่ของโรงศิริราชพยาบาลและสอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันแก่นักเรียนด้วย

ปลาย พ.ศ. ๒๔๓๕
          ได้มีการสอบไล่วิชาแพทย์เป็นครั้งแรก มีผู้สอบไล่ได้ ๙ คน

๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๖
          กรมพยาบาลประกาศเปิดและตั้งชื่อโรงเรียนแพทย์ว่า  "โรงเรียนแพทยากร"

๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๙
          สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการฝึกหัดวิชาแพทย์ผดุงครรภ์ขึ้น เพื่อเป็นการอนุเคราะห์ประชาชนทั้งหลายโดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และให้กรมพยาบาลเป็นผู้จัดการสอนอาศัยอยู่ในโรงศิริราชพยาบาล

๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๙
          ได้เริ่มการสอนวิชาแพทย์ผดุงครรภ์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงภาสกรวงศ์ (เปลี่ยน บุนนาค) เป็นผู้อำนวยการให้พระยาบำบัดสรรพโรค เป็นผู้สอน มีหลักสูตรการเรียน ๓ ปี

พ.ศ. ๒๔๔๐
          สมเด็จพระบรมราชินีนาถขณะทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนแพทย์ ให้มีทั้งที่อยู่ที่กินของนักเรียนให้เป็นหลักฐาน

๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๓
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงเรียนและพระราชทาน
นามว่า "โรงเรียนราชแพทยาลัย" ในปีนี้เองมีนักเรียนผดุงครรภ์
  สอบไล่ได้ครั้งแรก ๑๐ คน โรงเรียนแพทย์ผดุครรภ์ต้องโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นเสีย ๓ ปี ดังนั้นนางผดุงครรภ์ที่ออกในรุ่นนี้จึงไม่ได้มีการสอบไล่หรือให้ประกาศนียบัตร เมื่อสมเด็จพระศรีพัชริน-
ทราบรมราชินีนาถทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท  จึงทรงมีพระราชเสานีย์โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงธรรมการ จัดการวางระเบียบใหม่โดยให้ติดต่อกับโรงศิริราชพยาบาล

พ.ศ. ๒๔๔๖
          โอนโรงเรียนราชแพทยาลัยมาขึ้นกับกรมศึกษาธิการรับนักเรียนถึง ๑๐๐ คน สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร (ขณะนั้นคือพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์)  เสด็จมาเป็นผู้บัญชาการราชแพทยาลัย  ทรงปรับปรุงการแพทย์ โดยเพิ่มวิชาที่เรียนและรับนักเรียนที่มีวุฒิสูงขึ้นและทรงเสาะหาอาจารย์ผู้ช่วยสอนอีกด้วย

พ.ศ. ๒๔๔๘
          ขยายหลักสูตรการศึกษาวิชาแพทย์จาก ๓ ปี เป็น ๔ ปี

พ.ศ. ๒๔๔๙
          ได้ตั้งต้นฝึกหัดบุรุษพยาบาลขึ้น จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๗ จึงหยุดรับนักเรียนประเภทนี้

พ.ศ. ๒๔๕๐
          รวมวิชาแพทย์ไทยกับฝรั่งเข้าเป็นอันเดียวกัน เลิกวิชาการแพทย์แผนโบราณ คงให้มีแต่วิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน

พ.ศ. ๒๔๕๖
          ขยายหลักสูตรวิชาแพทย์จาก ๔ ปี เป็น ๕ ปี

๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙
          พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับทางด้าน
นักเรียนผดุงครรภ์ได้จัดวางระเบียบ และหลักสูตรใหม่โดยมีการสอนวิชาพยาบาลโดยทั่วไป  อย่างกว้างขวางอีกด้วย มีหลักสูตร ๓ ปีครึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้รวมโรงเรียนราชแพทยาลัย และโรงศิริราชพยาบาลเข้าในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งเป็นคณะแพทยศาสตร์ และศิริราชพยาบาล
 
พ.ศ. ๒๔๖๑
          มหาวิทยาลัยได้ขยายหลักสูตร ๕ ปี เป็น ๖ ปี

มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๓
          นายแพทย์ ไฮเซอร์ (Victor Heiser) ผู้ตรวจการของมูลนิธิร็อกกี  เฟลเลอร์ เข้ามาตรวจการสาธารณสุขในประเทศพร้อมด้วยนายแพทย์บานส์ได้มาขอดูกิจการของมหาวิทยาลัยและคณะแพทยศาสตร์โดยละเอียด ได้พบปะกับเจ้าหน้าที่กระทรวงธรรมการ และมีโอกาสได้เข้าเผ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีการทาบทามกันในการให้มูลนิธิช่วยเหลือการแพทย์ของประเทศไทย

๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๔
          เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ภายหลังที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญไปยังมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ ได้มีหนังสือเชิญไปยังมูลนิธิ

๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๔
          มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ ส่งนายแพทย์เปียร์สเข้ามาดูกิจการแพทย์ในประเทศไทย

๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๔
          นายแพทย์เปียร์สได้ส่งระเบียบการของมูลนิธิ  สำหรับจัดการศึกษาแพทยศาสตร์ในคณะแพทย์มายังรัฐบาลไทยเพื่อวินิจฉัยรับรองภายหลังเมื่อรัฐบาลไทย วินิจฉัยแล้วก็ตอบรับไป  และได้ทูลเชิญสมเด็จฯเจ้าฟ้าฯกรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระราชบิดา) ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ในยุโรป เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการติดต่อร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทางฝ่ายมูลนิธิ
นอกจากนั้น ยังทรงพระกรุณาสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อีกเป็นจำนวนมาก เข้าช่วยเหลือในการนี้ตลอดมาด้วย เช่น การสร้างสถานศึกษาและมอบทุนการศึกษา๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๖  นับเป็นวันเริ่มต้นแห่งการร่วมมือระหว่างมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์กับรัฐบาลไทย ทางมูลนิธิได้ส่งศาสตราจารย์ เอ.จี. เอลลิส(A. G. Ellis) ซึ่งเข้ามาแล้วครั้งหนึ่งในฐานะศาสตราจารย์ทางพยาธิวิทยา เป็นผู้แทนมูลนิธิ และเป็นผู้อำนวยการสอน และดัดแปลงวิชาการแพทย์ ได้ปรับปรุงหลักสูตรในคณะแพทยศาสตร์เพิ่มการสอนถึงระดับปริญญา

ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๖-๒๔๗๗
          เป็นระยะเวลา ๑๒ ปี ซึ่งการแพทย์ในประเทศไทยได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ คือ
ก. ช่วยทุนในการสร้างตึกตามโครงการให้เหมาะสมเป็นสถานที่เล่าเรียนวิชาแพทย์ตามมาตรฐานของต่างประเทศ
ข. ช่วยจัดหาศาสตราจารย์ชาวต่างประเทศมาประจำแผนกวิชาชั่วคราว รวมทั้งออกเงินเดือน และค่าใช้จ่ายเพิ่มเฉพาะตัวศาสตราจารย์ค. ให้ทุนคนไทยอย่างน้อยแผนกละ ๒ คนออกไปศึกษาเพิ่มเติมในต่างประเทศเพื่อจะได้กลับเข้ามาเป็นอาจารย์
นอกจากนั้นมูลนิธิยังได้ร่วมมือช่วยปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราช และโรงเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ โดยส่งพยาบาลชาวต่างประเทศเข้ามาชั่วคราว ๕ คน และปรับปรุงทำนองเดียวกับโรงเรียนแพทย์

พ.ศ. ๒๔๗๘
          เป็นปีที่การร่วมมือกับมูลนิธิสิ้นสุดลง คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลศิริราชก็ได้ดำเนินการตามรูปงานที่ได้วางไว้
และขยายกิจการบางส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ตลอดจนได้ปรับปรุงทั้งฝ่ายวิชาการและธุรการให้ก้าวหน้า
ตลอดมา เพิ่มจำนวนอาจารย์ แพทย์ และพยาบาล เจ้าหน้าที่อื่นๆ รวมทั้งสิ่งก่อสร้าง รากฐานที่วางไว้อย่างดี ทำให้สามารถ
ดำเนินการรักษาพยาบาลและการสอนได้ตลอดสงครามโลกครั้งที่สอง การช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาหลังสงครามสงบก็ดำเนินไปด้วยดีบนรากฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว

พ.ศ. ๒๔๘๕
          คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ออกประกาศพระราชกฤษฎีกา
ตั้งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ประกอบด้วยคณะแพทยศาสตร์ และศิริราชพยาบาล คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์
และคณะสัตวแพทยศาสตร์ ซึ่งต่อมาได้ดำเนินกิจการของตนโดยอิสระ

พ.ศ. ๒๕๐๒
          มีประกาศพระราชกฤษฎีกาโอนมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จากกระทรวงสาธารณสุข ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วต่อมาจึงเปลี่ยนมาสังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเปลี่ยนชื่อจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นมหาวิทยาลัยในสังกัดของทบวงมหาวิทยาลัย มีคณะแพทยศาสตร์ ๒ คณะคือคณะแพทยศาสตร์ศิริราช และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะอายุรศาสตร์เขตร้อน  คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และตั้งคณะวิทยาศาสตร์ทำการอบรมนักศึกษาในชั้นเตรียมที่จะเข้าศึกษาต่อในคณะต่างๆ ซึ่งเดิมสอนที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          การสร้างโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลศิริราชเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้การแพทย์แผนโบราณของไทยเลิกล้มไป แม้ในระยะแรกโรงพยาบาลจะให้การรักษาพยาบาลทั้ง ๒ แบบ คือ แบบแผนโบราณ และแผนปัจจุบัน พร้อมทั้งการสอนก็สอนทั้ง ๒ แบบเช่นกัน แต่ต่อมาการสอนการแพทย์แผนโบราณของไทยไม่เป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษา (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๐) วิธีรักษาพยาบาลตามการแพทย์แผนโบราณ จึงมีอยู่เฉพาะในหมู่ประชาชนเท่านั้น

          จากการตั้งโรงพยาบาลศิริราชขึ้นเป็นผลสำเร็จ ทางการได้สร้างโรงพยาบาลเฉพาะเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลโรคจิต  โรงพยาบาลโรคทรวงอก  โรงพยาบาลโรคเรื้อน และสถานสงเคราะห์ผู้อนาถา เป็นต้น

          เพื่อเป็นอนุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงก่อสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ขึ้น
นอกจากจะเป็นโรงพยาบาลทั่วไปแล้ว ยังเป็นที่ทำการของสภากาชาดด้วย และต่อมาก็ได้ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่ ๓ ขึ้น
เป็น คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

          การแพทย์แผนปัจจุบันของประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้าขึ้นอีกมาก เมื่อทางการได้ย้ายกรมสาธารณสุข  ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย มาตั้งเป็นกระทรวงสาธารณสุข รวมการศึกษาแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช และสัตวแพทย์เป็นกรมมหาวิทยาลัยพร้อมกันนั้นก็กระจายกิจการแพทย์แผนปัจจุบันไปสู่หัวเมืองและชนบท ทำให้ทุกจังหวัดในประเทศไทยขณะนี้มีโรงพยาบาลประจำจังหวัด และมีโรงพยาบาลขนาดเล็กประจำอำเภอเกือบครบถ้วน

          ในการขยายกิจการแพทย์ออกไปมากขึ้น ความต้องการแพทย์ก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ ทางการจึงได้สร้างโรงเรียนแพทย์
ขึ้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และได้ขยายกิจการของการแพทย์ของกองทัพเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ขึ้นหลาย
แห่ง และก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้นเป็นแห่งที่ ๒ ในกองทัพบก(โรงเรียนนายทหารเสนารักษ์) ต่อมาได้เลิกล้ม ขณะนี้กำลังดำเนินการให้โรงเรียนแพทย์ทหาร มีมาตรฐานเท่าเทียมกับคณะแพทย์ของฝ่ายพลเรือน


[กลับหัวข้อหลัก]

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


นายแพทย์ยอร์ช แมคฟาแลนด์ (พระอาจวิทยาคม)


พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์


สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระราชบิดา)


สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร


นายแพทย์วิกเตอร์ ไฮเซอร์


คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายแพทย์สุด แสงวิเชียร

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
อยากเห็นเว็บไซต์ของท่านตรงนี้ คลิกที่นี่
สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8