เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
หาอะไร  
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ
 
สมัครสมาชิก

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
การเลือกประเภทงานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
 
การเลือกประเภทงานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โดย นายเล็ก จินดาสงวน
          ในการเลือกประเภทงานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ต้องมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการใช้น้ำ ศึกษาสภาพแหล่งน้ำธรรมชาติและตรวจสอบภูมิประเทศในบริเวณที่จะก่อสร้างงานพัฒนาแหล่งน้ำให้ถูกต้องตามหลักวิชาการก่อนเสมอ  เพื่อประกอบการพิจารณาว่าสมควรเลือกสร้างงานพัฒนาแหล่งน้ำประเภทใด จึงจะมีความเหมาะสมและได้ประโยชน์ตามที่ต้องการ
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ความต้องการใช้น้ำ
          ประกอบด้วย
          ๑. ความต้องการน้ำเพื่อการเพาะปลูก เป็นปริมาณน้ำที่พืชต้องการเพื่อการเจริญเติบโต โดยพื้นที่เพาะปลูกอาจได้รับน้ำดังกล่าวจากน้ำฝน ได้จากฝนรวมกับน้ำที่จัดหามาเพิ่มเติมจากงานพัฒนาแหล่งน้ำที่สร้างขึ้น หรือใช้แต่น้ำที่ได้มาจากงานพัฒนาแหล่งน้ำที่สร้างขึ้นอย่างเดียว  ซึ่งปริมาณดังกล่าวเป็นน้ำที่พืชใช้เพื่อการเจริญเติบโตในแปลงเพาะปลูก รวมกับน้ำที่สูญเสีย เนื่องจากการรั่วซึมลงในดินและที่ไหลออกจากแปลงปลูกพืชไปตามผิวดินด้วย
                  ๑.๑. ความต้องการน้ำในนาข้าว ต้นข้าวในระยะแรกปลูก ต้องการน้ำจำนวนไม่มาก และต้องการเพิ่มมากขึ้นๆ จนต้องการน้ำมากที่สุดในระยะที่ต้นข้าวออกรวง จนถึงระยะที่เมล็ดข้าวเริ่มแก่ จึงระบายน้ำออก การทำนาในประเทศไทย น้ำที่ใช้เพื่อการปลูกข้าวโดยเฉลี่ยตั้งแต่ระยะไถคราด เตรียมแปลง แล้วปล่อยน้ำขังในนาตอนเริ่มปักดำถึงระยะเก็บเกี่ยว จะต้องการรวมทั้งหมดเป็นความลึกประมาณ ๑,๓๐๐ มิลลิเมตร
                 ๑.๒ ความต้องการน้ำสำหรับพืชไร่ ผัก และต้นไม้ผล พืชไร่  ผัก  และต้นไม้ผล มีความต้องการน้ำมากหรือน้อยในปริมาณแตกต่างกัน นอกจากนั้น แต่ละช่วงของการเจริญเติบโตสำหรับพืชต่างๆ ก็ต้องการน้ำในอัตราไม่เท่ากัน  นั่นคือ ระยะแรกปลูกพืชมีความต้องการน้ำน้อย และจะต้องการเพิ่มมากขึ้นจนต้องการน้ำมากที่สุดในระยะที่พืชออกดอกและมีผล จน
กระทั่งผลเริ่มแก่เต็มที่จึงต้องการน้ำน้อยมาก   เช่นผักที่ปลูกในประเทศไทยโดยเฉลี่ยจะต้องการน้ำรวมตลอดอายุของผักเป็นความลึกประมาณ    ๔๐๐-๕๐๐ มิลลิเมตร  ส่วนพืชไร่  เช่น ข้าวโพดจะต้องการน้ำรวมตลอดอายุที่ปลูกประมาณ ๓๕๐-๔๐๐ มิลลิเมตร ฯลฯ
          ๒. ความต้องการน้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์ ในท้องถิ่นที่สัตว์เลี้ยงขาดแคลนน้ำเป็นประจำ งานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรควรพิจารณารวมน้ำสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์ด้วย ตามเกณฑ์โดยประมาณคือ วัวและควายต้องการน้ำตัวละประมาณ ๕๐ ลิตรต่อวัน หมูตัวละประมาณ ๒๐ ลิตรต่อวัน และไก่ตัวละประมาณ ๐.๑๕ ลิตรต่อวัน เป็นต้น
          ๓. ความต้องการน้ำของราษฎรในหมู่บ้าน หมู่บ้านและตำบลซึ่งขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง ราษฎรมักขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคงานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรที่จะสร้างอยู่ในบริเวณใกล้กับหมู่บ้าน  จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งแก่ราษฎรในชนบท  ซึ่งจะมีน้ำเพื่อการใช้สอยได้ตลอดทั้งปี โดยทั่วไปราษฎรในชนบทที่ขาดแคลนน้ำจะต้องการน้ำประมาณวันละ ๖๐ ลิตรต่อคน
         ๔. ความต้องการน้ำสำหรับเลี้ยงปลา แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรส่วนใหญ่ใช้เป็นที่เลี้ยงปลาได้  เช่น อ่างเก็บน้ำ สระเก็บน้ำ รวมทั้งหนองและบึงที่ขุดแล้วมีน้ำตลอดปี    ในช่วงปลายฤดูแล้งหรือก่อนที่จะมีน้ำท่าไหลลงมาให้เก็บกักใหม่  ควรกำหนดให้เหลือน้ำในแหล่งน้ำมีความลึกไม่น้อยกว่า ๑ เมตร เพื่อที่ปลาจะได้มีชีวิตและเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องไปได้ดี
[กลับหัวข้อหลัก]

คูส่งน้ำสามารถกระจายน้ำให้แก่นาข้าวได้เป็นอย่างดี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
สภาพแหล่งน้ำ

         แหล่งน้ำที่เหมาะสมสำหรับงานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
          ๑. แหล่งน้ำที่ควรสร้างอ่างเก็บน้ำ
         
เป็นแหล่งน้ำบนผิวดินประเภทลำน้ำ ได้แก่ ลำน้ำที่มีน้ำไหลตลอดปี มีน้ำไหลเฉพาะในฤดูฝน หรือลำน้ำซึ่งไม่มีน้ำไหลในฤดูแล้ง อ่างเก็บน้ำที่สร้างจะเก็บน้ำที่ไหลลงมามากตอนช่วงฤดูฝน ให้เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับใช้เพื่อการเกษตรได้ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง
          ๒. แหล่งน้ำที่ควรสร้างสระเก็บน้ำ
          เป็นแหล่งน้ำบนผิวดินเช่นเดียวกับอ่างเก็บน้ำ แต่สระเก็บน้ำเป็นงานขนาดเล็กซึ่งเก็บน้ำได้น้อยตามจำนวนดินที่ขุดขึ้นไปจากสระ จึงไม่ต้องการแหล่งน้ำบนผิวดินที่เป็นลำธารหรือลำห้วยเหมือนกับงานอ่างเก็บน้ำ  แหล่งน้ำที่ควรเลือกสร้างงานสระเก็บน้ำ ได้แก่ ร่องน้ำขนาดเล็ก บริเวณพื้นที่ลาดเอียงซึ่งมีน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ พื้นที่ราบ พื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมเป็นครั้งคราว ตลอดจนพื้นที่บริเวณที่มีระดับน้ำใต้ผิวดินอยู่ตื้น
          ๓. แหล่งน้ำที่ควรขุดลอก
          ได้แก่หนองและบึงที่มีสภาพตื้นเขินจนเก็บขังน้ำตอนช่วงฤดูฝนไว้ได้ไม่มากเท่าที่ควร และเป็นเหตุให้น้ำที่เก็บไว้มีไม่พอใช้ในฤดูแล้ง
          ๔. แหล่งน้ำที่ควรสร้างฝายทด
         
ได้แก่ลำน้ำลำห้วยที่มีน้ำไหลตลอดปีหรือเกือบตลอดปี โดยฝายจะมีโอกาสทดและผันน้ำไปใช้เพื่อเพาะปลูกพืชได้ทุกเวลาที่ต้องการ และเมื่อลำน้ำสายใดไม่มีน้ำไหลตลอดเวลาหรือเกือบทั้งปีถ้าหากภูมิประเทศไม่สามารถสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำได้แล้ว ที่ลำน้ำดังกล่าวก็ควรพิจารณาสร้างเป็นฝายแทน   ซึ่งจะสามารถทดน้ำไปใช้ในการเพาะปลูกได้ตลอดระยะฤดูฝนที่มีน้ำไหล ส่วนในฤดูแล้งเมื่อไม่มีน้ำไหล ฝายจะทำหน้าที่เก็บน้ำไว้ในลำน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค  หรืออาจแบ่งไปใช้ปลูกพืชผักสวนครัวได้บ้าง
          ๕. แหล่งน้ำที่ควรสร้างคลองส่งน้ำ
          เป็นแหล่งน้ำบนผิวดินประเภทต่างๆ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำถาวรมีน้ำให้ใช้ตลอดปี แหล่งน้ำด้านหน้าฝายและเขื่อนระบายน้ำ  และลำน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำไหลมามากในฤดูกาลเพาะปลูกจนมีระดับเสมอตลิ่งหรือใกล้เคียงกับตลิ่งทุกปี
          ๖. แหล่งน้ำที่ควรสูบน้ำไปใช้ ได้แก่
          แหล่งน้ำที่มีน้ำตลอดปีหรือมีน้ำให้สูบขึ้นมาใช้เมื่อต้องการ  เช่น อ่างเก็บน้ำในกรณีสูบน้ำขึ้นไปใช้เพาะปลูกในบริเวณของอ่างเก็บน้ำ และลำน้ำต่างๆ ซึ่งมีน้ำไหลในฤดูกาลเพาะปลูก เป็นต้น


[กลับหัวข้อหลัก]

ถังกรองน้ำเพื่อการบริโภค

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
สภาพภูมิประเทศ
          สภาพภูมิประเทศของบริเวณที่จะก่อสร้างงานพัฒนาแหล่งน้ำทุกประเภท มีความสำคัญที่จะต้องพิจารณาพร้อมกับสภาพแหล่งน้ำเสมอ ในบางท้องที่แม้ว่าแหล่งน้ำจะเอื้ออำนวยให้ทำการพัฒนาได้ ถ้าหากภูมิประเทศไม่เหมาะสม    อาจเป็นสาเหตุทำให้เสียค่าก่อสร้างจำนวนมากจนต้องยกเลิกโครงการเนื่องจากได้รับประโยชน์ไม่คุ้มกับการลงทุนก็ได้
แนวทางการเลือกประเภทงานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพแหล่งน้ำ  ภูมิประเทศและความต้องการน้ำไปใช้ประโยชน์ได้สรุป ไว้ในตาราง ดังนี้

ประเภทงานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร
  ๑) งานอ่างเก็บน้ำ



  ๒) งานสระเก็บน้ำ





  ๓) งานขุดลอกหนองและบึง



  ๔) งานฝายทดน้ำ









  ๕) งานคลองส่งน้ำ




  ๖) งานสูบน้ำ

 แหล่งน้ำที่เหมาะสม

  ลำน้ำ ลำธาร ลำห้วยที่มีน้ำไหลตลอดปี และลำห้วยที่มีน้ำไหลเฉพาะในฤดูฝน

  ร่องน้ำขนาดเล็กหรือพื้นที่ลาดเอียง ที่มีน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ พื้นที่แบนราบ  พื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมเป็นครั้งคราว หรือ พื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ผิวดินอยู่ตื้น

  หนองและบึง



  แหล่งน้ำที่ดีที่สุดควรเป็นลำน้ำ  ลำธาร และลำห้วยที่มีน้ำไหล  ตลอดปี สำหรับลำน้ำที่ไม่มีน้ำ  ไหลตลอดปี หากสภาพภูมิประเทศ ไม่เหมาะที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำ ก็อาจพิจารณาสร้างฝายทดน้ำเพื่อผันน้ำช่วยได้ในกรณีลำน้ำมีพื้นที่รับน้ำฝนมากพอควร

  อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำด้านหน้าฝายและเขื่อนระบายน้ำ ลำน้ำธรรมชาติที่มีระดับน้ำเสมอหรือใกล้กับตลิ่งทุกปี


  ลำน้ำ และแหล่งน้ำที่มีน้ำใน  เวลาที่ต้องการเสมอ
 ภูมิประเทศที่เหมาะสม

  มีลูกเนินสองฝั่งลำน้ำอยู่ใกล้กัน


 โดยทั่วไปไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับ  สภาพแหล่งน้ำเป็นหลัก




  หนองและบึงในบริเวณที่ตื้นเขิน


  พื้นที่สองฝั่งลำน้ำ ลำธาร และลำห้วย ซึ่งมีสภาพค่อนข้างแบนราบ หรือทำเลที่ไม่สามารถสร้างอ่างเก็บน้ำได้อย่างเหมาะสม




 
พื้นที่ราบ หรือค่อนข้างราบ




  บริเวณใกล้กับแหล่งน้ำควรเป็นพื้นที่ราบหรือค่อนข้างราบ
          ประโยชน์

  เพาะปลูก อุปโภคบริโภคสำหรับ  คนและสัตว์เลี้ยง ใช้เป็นแหล่งเลี้ยงปลา

  เพาะปลูกได้พื้นที่น้อยมาก  อุปโภค-บริโภคสำหรับคนและสัตว์เลี้ยง ใช้เป็นแหล่งเลี้ยงปลา



  เพาะปลูกได้พื้นที่น้อยมาก อุปโภค-บริโภคสำหรับคนและสัตว์เลี้ยง ใช้เป็นแหล่งเลี้ยงปลา

  เพาะปลูก อุปโภค-บริโภคสำหรับ  คนและสัตว์เลี้ยง ใช้เป็นแหล่งเลี้ยงปลา





 

เพาะปลูก อุปโภคบริโภคสำหรับคนและสัตว์เลี้ยง



  เพาะปลูก อุปโภคบริโภคสำหรับคนและสัตว์เลี้ยง

[กลับหัวข้อหลัก]

ภูมิประเทศบริเวณสร้างเขื่อนดินต้องมีเนินสองฝั่งลำน้ำใกล้กัน

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายปราโมทย์ ไม้กลัด
• นายเล็ก จินดาสงวน

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
อยากเห็นเว็บไซต์ของท่านตรงนี้ คลิกที่นี่
สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12