ควรมีลักษณะดังนี้
ก. ในแง่ทางชีววิทยาและสรีรวิทยา
๑. โตเร็ว
๒. กินอาหารสมทบที่ให้
๓. สามารถเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้ดี
๔. สามารถอยู่ได้หนาแน่นแออัด
๕. ทนต่อสภาวะแวดล้อมโดยเฉพาะในน้ำที่มีก๊าซออกซิเจนต่ำ
๖. ทนทานและมีความต้านทานโรคสูง
๗. หาลูกปลาได้สะดวก มีปริมาณพอเพียง
ข. ในแง่เศรษฐกิจ
๑. ราคาซื้อขายสูง
๒. ขายง่าย ขายสดไม่ต้องผ่านกรรมวิธีมาก
๓. ชนิดที่ตลาดต้องการ
ปลาน้ำจืดที่มีความต้านทานที่เหมาะจะเลี้ยงในกระชังมีอยู่ ๕ ครอบครัว คือ ไซพรินิดี (Cyprinidae) ได้แก่ ปลาไนซิลูริดี (Siluridae) ได้แก่ ปลาสวาย ปลาเทโพ คลาริไอดี(Clariidae) ได้แก่ ปลาดุก โอฟิเซฟาลิดี (Ophicephalidae) ได้แก่ ปลาช่อน และซิคลิดี (Cichlidae) ได้แก่ ปลาในสกุลตีลาเบียชนิดต่างๆ เช่น ปลานิล ผลการทดลองปรากฏว่า ปลานิลเหมาะแก่การเลี้ยงในกระชังมาก มีการเจริญเติบโตดีและมีอัตรารอดสูงกินอาหารเม็ดและเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้ดี มีความต้านทานโรคสูงและสามารถปรับตัวอยู่ได้หนาแน่น
ข้อเสียของปลาสกุลตีลาเบียที่เลี้ยงในบ่อดินก็คือ อัตราการขยายพันธุ์ปลาสกุลตีลาเบีย เช่น ปลาหมอเทศ มีอัตราการขยายพันธุ์รวดเร็วมาก จึงทำให้การเจริญเติบโตชะงักงัน แต่เมื่อนำไปเลี้ยงในกระชัง การสืบพันธุ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากปลาไม่สามารถทำหลุมวางไข่ในกระชังลอย ในปัจจุบันได้มีการทดลองเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกันในกระชัง ซึ่งจะทำให้ผลผลิตปลาสูงขึ้น โดยปล่อยปลาไนร้อยละ ๖๕ ปลาลิ่นร้อยละ ๑๘และปลาซ่งร้อยละ ๑๘ ในระยะเวลาเลี้ยง ๑๑๗ วัน ปลาไนจะโตจาก ๑๑๐ กรัม เป็น ๕๔๐ กรัม ปลาลิ่นจะโตจาก ๑๕๐ กรัมเป็น ๓๗๐ กรัม และปลาซ่งจะโตจาก ๑๗ กรัม เป็น ๒๐๐ กรัม
กระชังที่เลี้ยงปลาควรจะทำด้วยวัสดุที่มีราคาถูก มีความคงทนและง่ายต่อการรักษาดูแล แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็แตกต่างกันไปตามท้องที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่มีใช้อยู่ในท้องที่นั้นๆ รวมทั้งรูปแบบและการลงทุนซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจ
[กลับหัวข้อหลัก]