สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13 > การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13
 
การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม โดย นายทรงชัย สหวัชรินทร์
           การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามทำได้หลายวิธี เช่น เลี้ยงในกระชัง เลี้ยงในคอกเฝือก หรือที่ล้อมขังในร่องสวน และในบ่อ แต่ถ้าจะเลี้ยงให้ได้ผลจริงจังแล้ว ควรเลี้ยงในบ่อดิน

           ปัญหาที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม คือ น้ำ  ดังนั้น ในการพิจารณาสถานที่ที่จะเลี้ยงกุ้ง จึงต้องพิจารณาหาแหล่งน้ำที่มีอยู่ใกล้ๆ เช่น แม่น้ำ ลำธาร คลองที่มีน้ำไหลผ่านตลอดปีและน้ำนั้นจะต้องมีคุณภาพดี มีค่าความเป็นกรด-ด่างระหว่าง ๗.๕-๘.๕  ปลอดสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม  และดินจะต้องสามารถเก็บกักน้ำได้ ไม่ควรเป็นดินทรายหรือดินที่มีทรายเกินกว่าร้อยละ ๓๐ เพราะจะมีปัญหาในการเก็บกักน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งถ้าจะแก้ไขจะต้องลงทุนสูง อีกประการหนึ่งที่จะต้องพิจารณาด้วย  คือ ทางคมนาคม ถ้าอยู่ใกล้ทางคมนาคมติดต่อสะดวก การขนส่งไม่ทำให้ลูกกุ้งบอบช้ำมาก สามารถจับกุ้งส่งตลาดได้รวดเร็ว กุ้งไม่เสื่อมคุณภาพและราคาไม่ตก ในบางแห่งอาจใช้น้ำบาดาลเลี้ยงกุ้งก็ได้แต่ต้องลงทุนสูง
   
          สำหรับการเลี้ยงในร่องสวนหรือในที่ล้อมขังที่มีน้ำอยู่แล้วและไม่สามารถสูบน้ำออกหมดได้ ก่อนปล่อยกุ้งต้องฆ่าปลาที่มีอยู่เดิมออกให้หมด มิฉะนั้นปลาเหล่านี้อาจแย่งอาหารหรือกินลูกกุ้งได้ โดยใช้รากโล่ติ๊นสดทุบแช่น้ำไว้ ๑ คืน แล้วขยำให้ยางซึ่งมีสีขาวเหมือนน้ำนมออกให้มากที่สุด แล้วสาดลงในน้ำให้ทั่วในอัตราส่วนโล่ติ๊นสด ๑ กิโลกรัมต่อน้ำ ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร หรือกากเมล็ดชาป่นในอัตรา ๒๕-๓๐ กรัมต่อน้ำ ๑ ลูกบาศก์เมตร หรือจะใช้โซเดียมไซยาไนด์ (Sodium cyanide) ในอัตราส่วน ๑-๓ กรัมต่อน้ำ ๑ ตัน แต่การใช้โซเดียมไซยาไนด์ค่อนข้างเป็นอันตราย ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง หลังจากนั้นปลาใหญ่น้อยจะแสดงอาการสำลักน้ำ ว่ายน้ำผิดปกติขึ้นมาที่ผิวน้ำหรือขอบๆ บ่อ ต้องรีบจับก่อนจะจมลงไปเน่าเสียหมด

          สำหรับบ่อเก่าที่สูบน้ำทิ้งจนแห้งโดยทั่วๆ ไปแล้วจะโรยปูนขาว ในอัตราไร่ละ ๑๕๐-๒๐๐ กิโลกรัม ควรตรวจวัดความเป็นกรด-ด่าง ของดินที่พื้นบ่อเสียก่อน แล้วจึงคำนวณปริมาณปูนขาวที่จะใส่ ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด แล้วปล่อยทิ้งไว้สัก ๗ วัน จึงปล่อยน้ำเข้าและเลี้ยงกุ้งได้ทันที

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

การเตรียมบ่อ
          ถ้าเป็นบ่อเก่าหรือร่องสวนที่มีอยู่เดิมให้ปรับแต่งคันบ่อให้สูงพ้นระดับน้ำท่วม ถ้าก้นบ่อมีดินเลนต้องขุดลอกออก แล้วตากบ่อและโรยปูนขาวดังที่กล่าวมาแล้ว

          ถ้าเป็นที่ใหม่ยังไม่ได้ขุดบ่อจะต้องวางผังให้ถูกต้อง ประการแรกจะต้องตรวจสอบระดับดินว่าพื้นเรียบและน้ำท่วมหรือไม่ เพื่อจะได้กำหนดระดับขอบคันบ่อให้พ้นน้ำไว้ การวางผังบ่อจะต้องให้ด้านยาวมากกว่าด้านกว้าง และยาวไปตามทิศทางของลม คือจากเหนือไปใต้ ขนาดของบ่อไม่ควรจะเล็กหรือใหญ่เกินไป ควรมีขนาด ๑-๕ ไร่ กว้าง ๒๕-๓๐ เมตร เพราะถ้าเล็กเกินไปจะเลี้ยงกุ้งได้น้อย ระดับความลึก ๘๐-๑๐๐ เซนติเมตร ให้คันบ่อมีความลาด ๑:๒  หรือ ๑:๓ ถ้าไม่เป็นดินเหนียว ความกว้างบนคันบ่อไม่ควรต่ำกว่า  ๓ เมตร พร้อมทั้งบดอัดคันบ่อให้แน่น เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม และใช้ปลูกต้นไม้เป็นร่มเงาได้ ขอบบ่อควรปลูกหญ้าคลุมดินเพื่อป้องกันคันดินขอบบ่อพัง ตรงท้ายบ่อควรปักไม้ไผ่หรือปลูกพืชลอยน้ำ เช่น ผักบุ้ง หรือผักตบชวาไว้รอบๆ เพื่อลดการปะทะของคลื่นลมและเป็นที่หลบซ่อนของกุ้งด้วย

          แต่ละบ่อจะต้องมีประตูน้ำสำหรับระบายน้ำออก และมีท่อส่งน้ำเข้าบ่อทุกบ่อเป็นอิสระ ท่อส่งน้ำสำหรับบ่อขนาด ๑-๒ ไร่ ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า ๖ นิ้ว และประตูน้ำมีขนาดกว้าง ๐.๘๐-๑.๒๐ เมตร จะต้องทำร่องเพื่อใส่ตะแกรงไว้ป้องกันไม่ให้ลูกกุ้งออกและลูกปลาเข้าในขณะระบายน้ำออก

          นอกจากจะต้องถมคันบ่อด้านนอกสุดให้สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมแล้ว ยังต้องใช้ตาข่ายไนล่อนสีฟ้าหรือเฝือกกั้นรอบบ่อทั้งนี้เพื่อป้องกันปลาหรือสัตว์เลื้อยคลานอื่นที่จะไปกินกุ้งในบ่อ

          สำหรับด้านท้ายบ่อจะต้องขุดคูเพื่อระบายน้ำออกจากบ่อด้วย ถ้าใช้น้ำจากธรรมชาติเลี้ยงกุ้งจะทุ่นค่าใช้จ่ายมาก โดยเฉพาะถ้าใช้น้ำธรรมชาติจากลำธารหรือคลองส่งน้ำที่มีระดับสูงกว่าระดับบ่อ เช่น การเลี้ยงกุ้งบางแห่งในจังหวัดภาคเหนือซึ่งได้น้ำจากลำธารธรรมชาติทดไหลเข้าบ่อเองโดยไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำ แต่ถ้าหาทำเลที่ดีดังกล่าวไม่ได้ก็จำเป็นต้องใช้เครื่องสูบน้ำหรือกังหันลมโดยปกติบ่อขนาด ๑ ไร่  ถ้าอยู่ในที่โล่งมีความชื้นต่ำ น้ำจะระเหยวันละประมาณ ๒๐ ตัน ในกรณีที่น้ำไม่รั่วซึม แต่บางแห่งที่เป็นดินทราย น้ำอาจซึมหายไปมากกว่านี้ ฉะนั้น ปริมาณน้ำที่ใช้ทั้งหมดสำหรับบ่อขนาด ๒ ไร่ จำนวน ๕ บ่อ ประมาณ ๒๐๐ ตันต่อวัน ดังนั้น จะต้องใช้เครื่องสูบน้ำที่มีกำลังพอที่จะสูบน้ำได้วันละไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ตันต่อวัน

          น้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งจะต้องกรองเสียก่อน โดยใช้ถุงผ้ากรองไนล่อนหรือตะแกรงลวดไร้สนิม ขนาดตาถี่ไม่น้อยกว่า  ๖๐ ตาต่อนิ้ว กรองน้ำดังกล่าว และต้องหมั่นทำความสะอาด มิฉะนั้น ตะแกรงจะอุดตัน




[กลับหัวข้อหลัก]

การเตรียมบ่อดินสำหรับเลี้ยงกุ้ง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การเลี้ยง
          ปกติจะปล่อยลูกกุ้งขนาดลำตัวยาว ๑-๒ เซนติเมตร ซึ่งยังเป็นขนาดเล็ก หากคนที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนจะไม่รู้เลยว่าลูกกุ้งก้ามกรามต่างกับกุ้งฝอยอย่างไร จึงมักมีข่าวอยู่เสมอว่าซื้อลูกกุ้งก้ามกรามไปปล่อยแล้วกลายเป็นกุ้งฝอย ฉะนั้นจึงขอแนะวิธีสังเกตลูกกุ้งก้ามกรามกับกุ้งฝอยดังตารางข้างล่างนี้

          ถ้าเลี้ยงในกระชังไม้หรือที่ล้อมขัง ควรจะปล่อยกุ้งที่มีขนาดใหญ่กว่าขนาดดังกล่าว คือ กุ้งจะต้องมีขนาดลำตัวยาวไม่น้อยกว่า ๒ นิ้ว



[กลับหัวข้อหลัก]

ตารางเปรียบเทียบลักษณะลูกกุ้งก้ามกรามและกุ้งฝอย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การขนส่งลูกกุ้ง
           ตามปกติจะบรรจุลงในถุงพลาสติกขนาด ๔๕x๗๕ เซนติเมตร ใส่น้ำประมาณ ๓-๕ ลิตร บรรจุลูกกุ้ง ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ ตัว (ขนาด ๑.๒-๒ เซนติเมตร) เดินทางในระยะไม่เกิน ๖ ชั่วโมง ถ้าจะต้องเดินทางไกลกว่านี้  หรือลูกกุ้งมีขนาดใหญ่จะต้องบรรจุลูกกุ้งน้อยกว่านี้ หรือลดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ ๒๐-๒๔ องศาเซลเซียส จะทำให้ลูกกุ้งมีโอกาสรอดมากขึ้น โดยใช้น้ำแข็งใส่ข้างๆ ถุง ข้อสำคัญในขณะลำเลียงอย่าให้ถุงกุ้งก้ามกรามถูกแดดหรือให้น้ำอุ่นเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ลูกกุ้งใช้ออกซิเจนมากขึ้นและออกซิเจนในถุงหมดเร็ว เมื่อถึงปลายทางลูกกุ้งจะอ่อนแอจมอยู่ก้นถุงและตายได้ ฉะนั้นเมื่อ
ปล่อยลงบ่อหากไม่ได้ตรวจแล้วบางทีอาจเหลืออยู่ไม่กี่ตัว

[กลับหัวข้อหลัก]

การบรรจุลูกกุ้งลงในถุงพลาสติกเพื่อขนส่งไปปล่อยในบ่อเลี้ยง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
อัตราการปล่อยลูกกุ้ง
          ก่อนปล่อยลูกกุ้งต้องสูบน้ำเข้าบ่อไว้ก่อน ๑ วัน ถ้าเป็นบ่อใหม่ไม่ควรสูบน้ำใส่บ่อนานเพราะจะทำให้แมลงปอมาไข่และเกิดตัวอ่อน ซึ่งสามารถจับลูกกุ้งกินได้ ถ้าเป็นบ่อเก่าที่เลี้ยงอยู่แล้ว ควรใช้อวนมุ้งไนล่อนสีฟ้ากั้นเป็นคอกภายในบ่อไว้ส่วนหนึ่งสำหรับอนุบาลลูกกุ้งระยะหนึ่ง ประมาณ ๑ เดือน

          ในกรณีที่เลี้ยงกุ้งอย่างเดียวและมีน้ำถ่ายเทดี  ควรปล่อยกุ้งในอัตราส่วน ๑๕-๓๐ ตัวต่อตารางเมตร เมื่อกุ้งมีอายุได้ประมาณ ๒-๓ เดือน จึงคัดกุ้งที่มีขนาดใกล้เคียงกันไปเลี้ยงในบ่อเดียวกัน ในอัตราส่วน ๕-๑๐ ตัวต่อตารางเมตร ซึ่งจะทำให้กุ้งในบ่อที่เลี้ยงหลังจากการคัดขนาดแล้ว มีอัตราการเจริญเติบโตที่ใกล้เคียงกัน ถ้าน้ำถ่ายเทไม่มากต้องลดจำนวนลงเหลือ ๓-๕ ตัวต่อตารางเมตร จากการสำรวจผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดสุพรรณบุรี  และจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ปล่อยกุ้งในอัตราส่วน ๕-๑๐ ตัวต่อตารางเมตร จะได้ผลิตผล ๑๕๐-๒๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ในระยะ ๗-๘ เดือน ถ้าปล่อยกุ้งแน่นเกินไปกุ้งจะโตช้า

          ในกรณีที่ใช้วิธีทยอยจับกุ้งโตออกตลอดปี ควรปล่อยกุ้งเป็นระยะทุก ๓-๔ เดือน ในจำนวนที่มากกว่ากุ้งที่จับออก ๓ เท่า เช่น ถ้าจับกุ้งใหญ่ขาย ๑,๐๐๐ ตัว ในระยะ ๔ เดือน ก็ต้องปล่อยกุ้งเล็กลงไปแทนประมาณ ๓,๐๐๐ ตัว เป็นต้น

          ในกรณีที่เลี้ยงรวมกับปลา อาจปล่อยกุ้งได้น้อย คือ ไม่เกิน ๕ ตัวต่อตารางเมตร ปลาที่เลี้ยงรวมกับกุ้งได้ คือ ปลาที่กินพืช เช่น ปลาสลิดและปลาจำพวกปลาจีน ได้แก่ ปลาลิ่น ปลาซ่ง และปลาเฉา ในอัตราไม่เกิน ๔๐ ตัวต่อไร่ สำหรับปลาจีนสามารถปล่อยเลี้ยงได้ ๒ รุ่นในรอบปี อย่างไรก็ดีมีข้อพิจารณาว่าถ้าต้องการเลี้ยงกุ้งเพื่อธุรกิจการค้าแล้วควรเลี้ยงกุ้งเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพราะการปล่อยปลาลงเลี้ยงรวมด้วยจะมีปัญหาตามมา ๒ ประการ คือ  ปลาแย่งอาหารกุ้ง ทำให้เสียค่าอาหารเพิ่มขึ้น และปลาจะรบกวนในขณะใช้อวนลากกุ้ง  นอกจากนี้ การเลี้ยงปลารวมกับกุ้งยังได้ผลิตผลต่ำกว่าการเลี้ยงกุ้งอย่างเดียว

          ในบางแห่งนิยมเลี้ยงปลากินยุงไว้ให้แพร่พันธุ์ในบ่อกุ้ง ทั้งนี้เพราะปลากินยุงกินอยู่บนผิวน้ำจึงใช้กำจัดตัวอ่อนของแมลงผิวน้ำและแมลงปอ ซึ่งชอบกินลูกกุ้ง ปลาชนิดนี้มีขนาดใหญ่ไม่เกิน ๒ นิ้ว กินลูกกุ้งไม่ได้ แต่กุ้งจับเป็นอาหารได้หรือถ้ามีมากๆ ก็บดให้กุ้งกินเป็นอาหาร จึงควรเลี้ยงไว้ในบ่อกุ้ง




[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ที่หลบซ่อน
          การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามจำเป็นจะต้องจัดหาที่หลบซ่อนให้ด้วย เนื่องจากกุ้งเจริญเติบโตด้วยการลอกคราบ ขณะลอกคราบใหม่ๆ กุ้งมีลำตัวนิ่มและช่วยตัวเองไม่ได้ ธรรมชาติของกุ้งเป็นสัตว์ที่กินกันเอง ฉะนั้นถ้าไม่มีที่หลบซ่อนในขณะลอกคราบ กุ้งมักถูกกุ้งตัวอื่นกินเสมอทั้งๆ ที่มีอาหารสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การเลี้ยงกุ้งมีอัตรารอดตายต่ำ วิธีที่จะช่วยบรรเทาอัตราการตายดังกล่าวได้ก็โดยจัดหาอวนเก่าหรือผ้าพลาสติกหนาสีทึบๆ หรือวัสดุอื่นที่ไม่เน่าผุง่าย ทิ้งไว้ในบ่อเป็นระยะๆ  หรือจะปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้งหรือผักตบชวาไว้ข้างบ่อก็จะช่วยได้ ยกเว้นในกรณีที่บ่อเลี้ยงกุ้งมีขนาดใหญ่มาก
ก็ไม่จำเป็นต้องมีที่หลบซ่อน เพราะโอกาสที่กุ้งจะพบกันนั้นมีน้อยลง

         ในการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม มีอุปกรณ์จำเป็น อีกอย่างหนึ่งคือ เครื่องเพิ่มออกซิเจน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ชนิดที่เป็นเครื่องตีน้ำ (agitator) หรือเครื่องเป่าอากาศ (air blower) ช่วยเพิ่มออกซิเจนในเวลากลางคืน

[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
อาหารและการให้อาหาร
          ส่วนประกอบของอาหาร กุ้งเป็นสัตว์ที่กินอาหารไม่เลือก ทั้งซากสัตว์และเมล็ดพืช กุ้งหากินในเวลากลางคืนตามพื้นก้นบ่อ ฉะนั้นอาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งในบ่อจึงได้แก่ เนื้อปลาสด เนื้อหอย และอาหารผสมบดและอัดเม็ดตากแห้ง และเนื่องจากกุ้งกินอาหารช้า อาหารผสมจึงควรจมอยู่ในน้ำได้นาน ไม่ละลายน้ำเร็ว อย่างน้อยจะต้องคงรูปอยู่ได้นานไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่วโมง ส่วนผสมของอาหารควรมีโปรตีนร้อยละ ๒๐-๓๐ และมีอัตราส่วนผสมโดยน้ำหนัก ดังนี้

          ปัจจุบันนี้มีอาหารเม็ดสำเร็จรูปขายเป็นถุงมีปริมาณบรรจุถุงละ ๒๐-๒๕ กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละประมาณ ๑๐ บาท นับว่าสะดวกดี

          การให้อาหาร สำหรับกุ้งเล็กที่มีขนาด ๑-๒ เซนติเมตร ที่เลี้ยงในบ่อดิน เริ่มให้อาหารตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงประมาณ ๑/๒ กิโลลกรัมต่อจำนวนกุ้ง ๑๐,๐๐๐ ตัวต่อวัน หว่านให้กินวันละ ๒ ครั้ง เช้าและเย็น และให้เพิ่มอีกประมาณร้อยละ ๓๐-๕๐ ของน้ำหนักอาหารเดิมต่อทุก ๒ สัปดาห์ จนอายุประมาณ ๔ เดือน จึงให้เพิ่มในอัตราร้อยละ ๒๕-๓๐ ของน้ำหนักอาหารเดิมต่อทุก ๓-๔ สัปดาห์ โดยลดจำนวนครั้งเหลือเพียงครั้งเดียวในเวลาเย็น ในการพิจารณาให้อาหารเรามีวิธีการพิจารณาดังนี้ ถ้าเป็นกุ้งเล็กต่ำกว่า ๑๐๐ ตัวต่อกิโลกรัมให้อาหารประมาณร้อยละ ๑๐-๑๒ ของน้ำหนักกุ้ง ถ้าเป็นกุ้งขนาด๕๐-๘๐ ตัวต่อกิโลกรัมให้อาหารประมาณร้อยละ ๕-๘ ของน้ำหนักกุ้ง ถ้ากุ้งใหญ่กว่านี้ให้อาหารประมาณร้อยละ ๑-๓ ของน้ำหนักกุ้ง ถ้าเป็นอาหารสดจะต้องให้มากกว่านี้ประมาณ ๓-๕ เท่า

          อาหารเม็ดแห้งต้องใช้ประมาณ ๓ กิโลกรัม จึงจะเทียบได้กับอัตราส่วนน้ำหนักกุ้ง ๑ กิโลกรัม ราคาอาหารเม็ดกิโลกรัมละประมาณ ๘-๑๐ บาท เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งประมาณ ๓๐-๔๐ บาทต่อน้ำหนักกุ้ง ๑ กิโลกรัม โดยมีอัตรารอดตายประมาณร้อยละ ๓๐-๔๐



[กลับหัวข้อหลัก]

อัตราส่วนอาหารผสมสำหรับกุ้ง (โดยน้ำหนัก)


การให้อาหารกุ้ง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรคและศัตรู
          การเลี้ยงกุ้งในบ่อไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับโรคมากนัก เท่าที่พบเป็นโรคที่ไม่รุนแรง ได้แก่
          ๑.โรคเหงือกดำ เกิดจากเชื้อบัคเตรีจับที่เหงือก มองเห็นเป็นสีดำ ทำให้กุ้งหายใจไม่สะดวก สาเหตุเกิดจากพื้นบ่อมีการหมักหมม น้ำมีออกซิเจนต่ำ วิธีป้องกันและแก้ไข คือ เปลี่ยนน้ำแล้วย้ายกุ้งไปเลี้ยงในบ่อซึ่งเตรียมใหม่ให้ลอกคราบ เชื้อบัคเตรีที่จับอยู่ก็จะหลุดหายไป

          ๒.โรคเปลือกเน่า เกิดจากเชื้อบัคเตรีทำให้ขอบหรือปลายเหงือกมีสีดำและขาดหายไป ถ้าเกิดที่ปลายขาจะทำให้ขากุด โรคนี้จะค่อยๆ ลุกลามไป ทำให้กุ้งเกิดการระคายเคือง ไม่กินอาหารและตายในที่สุด สาเหตุเกิดจากการเลี้ยงกุ้งหนาแน่นและเปลี่ยนน้ำไม่เพียงพอ

          ๓. ศัตรู ศัตรูของกุ้งที่เลี้ยงในบ่อมีหลายชนิด เช่น นกเป็ดน้ำ นกยาง กบ เต่า งู ปลากินเนื้อทุกชนิด โดยเฉพาะปลาช่อน แม้ขนาดเล็กก็สามารถกินลูกกุ้งได้ เมื่อจับได้จะพบลูกกุ้งอยู่ในท้องเสมอ จึงเป็นปลาที่มีอันตรายและป้องกันยากมากชนิดหนึ่ง เพราะสามารถกระโดดข้ามขอบบ่อได้และมีอยู่ทุกแห่ง ส่วนปลาอื่นๆ ที่ไม่กินลูกกุ้งโดยตรงก็จะแย่งอาหาร ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การป้องกันทำได้โดยใช้อวนมุ้งไนล่อนกั้นรอบบ่อและกรองน้ำก่อนปล่อยเข้าบ่อกุ้ง เพื่อป้องกันไข่และลูกปลา สำหรับการกำจัดปลานั้นทำได้โดยสูบน้ำออกให้เหลือประมาณ ๕๐ เซนติเมตร แล้วจึงใช้กากเมล็ดชาป่น แช่น้ำในอัตรา ๒๕-๓๐ กรัมต่อน้ำ ๑ ตัน หรือใช้โล่ติ๊นสดในอัตรา ๑ กิโลกรัมต่อน้ำ ๑๐๐ ตัน ทุบโล่ติ๊นแช่น้ำ ๑ คืนแล้วสาดให้ทั่วบ่อ ปลาจะตายหมดแต่กุ้งไม่ตาย หลังจากนั้นจึงสูบน้ำให้เข้าไปเท่าเดิม

[กลับหัวข้อหลัก]

กุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่อายุ ๔ - ๖ เดือน ตายด้วยอาการต่าง ๆเช่น ขาเดินมีสีน้ำตาล ตัวแดง จากการตรวจ พบพยาธิชูแทมเนียมจำนวนมากในกุ้งเหล่านี้

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ปัญหาในการเลี้ยงกุ้ง
          ปัญหาสำคัญที่พบเสมอในการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งไม่ใช่โรคและศัตรูแต่ทำให้เกิดความเสียหาย มีดังนี้

          ๑. การขาดแคลนออกซิเจนในบ่อ มักเป็นกับบ่อที่เลี้ยงกุ้งไว้หลังจากอายุ ๔ เดือนเป็นต้นไป โดยเฉพาะในฤดูร้อนน้ำน้อยและวันที่มีอากาศครึ้ม อบอ้าว อาการที่แสดงว่าขาดออกซิเจน คือ ในตอนเช้ามืดกุ้งจะขึ้นมาปรากฏอยู่ที่ขอบบ่อมากผิดปกติ บางตัวอาจจะกระโดดขึ้นมาบนตลิ่ง ซึ่งแสดงว่ามีออกซิเจนในน้ำต่ำกว่า ๑.๕ ส่วนในล้าน ต้องรีบแก้ไข มิฉะนั้น กุ้งอาจตายหมดบ่อ การแก้ไขกระทำโดยสูบน้ำเข้าทันทีพร้อมทั้งให้อากาศ หรือใช้เครื่องตีน้ำเพิ่มออกซิเจนในเวลากลางคืน ปริมาณออกซิเจนในบ่อควรให้มีไม่ต่ำกว่า ๓ ส่วนในล้าน

          ๒. กุ้งไม่โตเนื่องจากกุ้งไม่ลอกคราบ จะปรากฏลักษณะคล้ายตะไคร่น้ำจับที่เปลือกกุ้ง ทำให้กุ้งผอม น้ำหนักเบาสาเหตุเนื่องจากให้อาหารน้อยและอาหารมีคุณค่าไม่เพียงพอ หรือให้อาหารมากเกินไป ซึ่งทำให้ดินและน้ำในบ่อเกิดการเน่าเสีย วิธีป้องกันคือ ไม่ปล่อยกุ้งลงเลี้ยงจนแน่นบ่อ ต้องถ่ายน้ำบ่อยๆ หรือใส่โล่ติ๊นหรือกากเมล็ดชาในอัตราส่วนตามที่กล่าวมาแล้ว

          นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้วยังพบปัญหาอื่นอีก คือ กุ้งก้ามโตแต่ตัวเล็กที่เรียกว่า "กุ้งจิ๊กโก๋"  ปัญหานี้เกิดจากความไม่สมดุลของจำนวนกุ้งในบ่อ กล่าวคือ มีกุ้งตัวผู้น้อยกว่ากุ้งตัวเมียหลายเท่า ทำให้กุ้งตัวผู้เสียพลังงานไปกับการผสมพันธุ์  อันเป็นเหตุให้กุ้งตัวผู้แคระแกร็น ไม่สมส่วน สามารถแก้ไขได้โดยการจับตัวเมียออกให้เหลือจำนวนใกล้เคียงกับตัวผู้

[กลับหัวข้อหลัก]

เครื่องเป่าอากาศเพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ผลิตผล
          กุ้งที่เลี้ยงควรจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๗ เดือน ควรจับเมื่อตัวผู้มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า ๘๐ กรัม และตัวเมียไม่ควรต่ำกว่า ๕๐ กรัม
          ปริมาณผลิตผลนั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างคือ การจัดการแหล่งน้ำและอาหาร ในต่างประเทศ เช่น ที่ฮาวายได้ผลิตผลสูงกว่า ๔๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี สำหรับในบ้านเราเท่าที่มีผู้เลี้ยงมาจะได้ผลิตผลประมาณ ๑๕๐-๒๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี


[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การจับกุ้ง
          ในการจับกุ้งนั้นเราควรพิจารณาปัจจัย ๒ ประการ คือ ขนาดที่ตลาดต้องการ และขนาดที่กุ้งเจริญเติบโตถึงจุดอิ่มตัว ผู้เลี้ยงย่อมทราบดีว่ากุ้งโตไม่เท่ากัน ยิ่งเลี้ยงไปตัวผู้ยิ่งโตกว่าตัวเมียเมื่ออายุประมาณ ๘-๑๒ เดือน ตัวผู้จะโตกว่าตัวเมียประมาณ ๒ เท่า จากการสังเกตการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบ่อพบว่า ควรจับกุ้งเมื่อตัวผู้มีขนาด ๘-๑๐ ตัวต่อกิโลกรัมและตัวเมียมีขนาด ๑๕-๑๘ ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระยะที่กุ้งก้ามกรามในบ่อมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วที่สุด ถ้าพ้นจากนี้ไปจะโตช้า

          สำหรับการจับกุ้งนั้นทำได้ ๒ วิธี คือ จับเป็นครั้งคราวโดยใช้อวนไนล่อน และจับโดยการสูบน้ำออกหมดบ่อ

          ในการเลี้ยงกุ้งเพื่อเป็นธุรกิจนั้น ควรจับกุ้งโดยใช้อวนจะเหมาะกว่าวิธีอื่น ทั้งนี้เพราะกุ้งโตไม่เท่ากัน การใช้อวนทำให้สามารถเลือกจับกุ้งที่โตออกขายก่อน กุ้งไม่บอบช้ำ ช่วยให้ได้ราคาดี และประหยัดทั้งกำลังคนและอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจับกุ้งที่กำลังลอกคราบหรือเพิ่งลอกคราบใหม่ๆ เปลือกยังนิ่ม เพราะจะเกิดบาดแผลง่ายทำให้เน่าเสียเร็ว และไม่ควรจับกุ้งขังไว้ค้างคืน เพราะจะทำให้กุ้งได้รับความเสียหายเนื่องจากกุ้งลอกคราบ ประมาณร้อยละ ๕-๑๐ และส่วนมากจะถูกกุ้งตัวอื่นกิน เหลือบางส่วนเท่านั้น

          อวนที่ใช้จับกุ้งก้ามกรามในบ่อควรใช้อวนไนล่อน ที่มีขนาดตากว้าง ๑.๒-๑.๕ นิ้ว เส้นอวนเบอร์ ๑๗ ยาวไม่น้อยกว่าความกว้างของบ่อ และลึกเป็น ๓ เท่าของความลึกของน้ำ ใช้ลากไปตามความยาวของบ่อ วิธีนี้จะจับกุ้งขนาดน้ำหนักไม่ต่ำกว่าตัวละ ๕๐ กรัม ส่วนกุ้งขนาดเล็กจะลอดไปได้ ทำให้สามารถคัดเอากุ้งที่มีขนาดที่ต้องการได้ในเวลารวดเร็ว และกุ้งไม่บอบช้ำ

          ส่วนวิธีสูบน้ำออกจนหมดบ่อแล้วจึงจับนั้น ควรทำเมื่อกุ้งเหลือน้อยและต้องการจะล้างบ่อ เพราะเมื่อสูบน้ำออกแล้วจะมีกุ้งขนาดเล็กอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งยังจำหน่ายไม่ได้ จำเป็นจะต้องเลี้ยงต่อไป การจับโดยวิธีสูบน้ำออกหมดนี้จะทำให้กุ้งบอบช้ำมาก

          การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในเชิงการค้านั้น มีปัญหาหลายประการ เช่น ผลิตผลต่ำเนื่องจากธรรมชาติของกุ้งชอบกินกุ้งด้วยกัน มีอัตราการเจริญเติบโตช้า และมีปัญหาเกี่ยวกับแหล่งน้ำที่ใช้เลี้ยง นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การตลาด เพราะตลาดต่างประเทศมีจำกัด ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงกุ้งทะเล เช่น การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และกุ้งแชบ๊วย ซึ่งมีตลาดรองรับการผลิตมากกว่าและให้ผลตอบแทนสูงกว่ามากแล้ว ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งทะเลจะได้รับความนิยมมากกว่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

          (ดูเพิ่มเติมเรื่อง การเลี้ยงปลา เล่ม ๗)
[กลับหัวข้อหลัก]

กุ้งขนาดโตพอที่จะจับออกจำหน่าย


การจับกุ้งเพื่อนำไปจำหน่าย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายทรงชัย สหวัชรินทร์

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การเป็นธนาคารของรัฐบาลและของธนาคารพาณิชย์
การเพาะพันธ์กุ้งก้ามกราม
การละเล่นในเทศกาลต่างๆ
ความแตกต่างของอาหารไทยระหว่างภูมิภาค
ชีวิตคนชนบทกับชีวิตคนในเมือง
ธนาคารแห่งประเทศไทย
เรือนพื้นบ้าน
ละครที่ได้รับวัฒนธรรมตะวันตก
วัสดุในการทำอาหารไทย
องค์ประกอบของเรือนไทยภาคกลาง
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 6
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 18
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 25
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13 > การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม