สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10 > การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10
 
การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดย นายแพทย์อวย เกตุสิงห์
          การออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็น  ถ้าเราไม่ออกกำลังหรือออกกำลังไม่พอ  ร่างกายก็ผิดปกติ  หย่อนสมรรถภาพ บางครั้งถึงกับเป็นโรค ผู้ที่เป็นโรคเพราะเหตุดังนี้ หากได้ออกกำลังก็หายได้ ดังนั้น จึงเปรียบการออกกำลังว่าเป็นอาหารก็ได้ เป็นยาก็ได้ 
          การออกกำลังในที่นี้  หมายความถึงการให้กล้ามเนื้อทำงานเพื่อประโยชน์ต่างๆ  เช่น การประกอบอาชีพ การทำงานอดิเรก หรือแม้การเล่นสนุก  อีกคำหนึ่งที่มีความหมายเกี่ยวข้องกันคือ  "กีฬา"  หมายความถึงการออกกำลังที่เป็นการเล่นอย่างมีระเบียบหรือกฎเกณฑ์   เช่น  แบดมินตัน ฟุตบอล รวมทั้งไม้หึ่งหรือตี่จับด้วย การกระโดดโลดเต้นไปตามเรื่องไม่ควรจะเรียกว่ากีฬา   เป็นแต่เพียงการเล่น  โดยเหตุผลทำนองเดียวกับการตักน้ำรดต้นไม้ก็ไม่ใช่กีฬา แต่ถ้ามีการแข่งขันตักน้ำใส่ตุ่ม ก็นับว่าเป็นกีฬาได้ เพราะจะมีกฎเกณฑ์และกำหนดเวลา ปัจจุบันนี้นิยมใช้คำว่า "กีฬา" สำหรับการใช้กำลังกายเพื่อประโยชน์อื่นๆ นอกจากงานอาชีพหรืองานประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้สำหรับการออกกำลังกายเพื่อประโยชน์เกี่ยว กับการบริหารกาย  การเล่นสนุก และการแข่งขัน ชื่อของบทความนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้คำ "กีฬา" ตามความหมายในปัจจุบัน
   
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ประเภทของกีฬา
          กีฬา ตามความหมายปัจจุบัน อาจแบ่งตามจุดประสงค์ได้เป็นสองประเภท คือ กีฬาเพื่อแข่งขันกับกีฬาเพื่อสุขภาพ ในประเภทแรกนั้น ผู้เล่นจำต้องฝึกซ้อมอย่างหนักเต็มที่เพื่อจะเอาชนะคู่ต่อสู้  แต่ในประเภทหลังคือ กีฬาเพื่อสุขภาพนั้นไม่มีความจำเป็นต้องซ้อมหนัก การปฏิบัติหรือฝึกซ้อมกระทำเพียงให้ได้ผลที่ต้องการเท่านั้น ผลที่ว่านี้อาจมีได้หลายอย่าง ดังต่อไปนี้
          ๑. เพื่อรักษาสภาพของร่างกายไว้ ไม่ให้เสื่อมโทรม เรียกว่า กีฬาอนุรักษ์
          ๒. เพื่อแก้ไขสภาพที่เสื่อมโทรมให้กลับเป็นปกติ เรียกว่า กีฬาแก้ไข
          ๓. เพื่อป้องกันการเกิดโรคบางอย่าง เรียกว่า กีฬาป้องกัน
          ๔. เพื่อรักษาโรคบางโรค เรียกว่า กีฬาบำบัด
          ๕. เพื่อช่วยให้ร่างกายที่เจ็บป่วยกลับเป็นปกติ เรียกว่า กีฬาฟื้นสภาพการกีฬาบำบัดและการกีฬาฟื้นสภาพเป็นเรื่องของแพทย์โดยเฉพาะ  ดังนั้น จะไม่กล่าวถึงในที่นี้ส่วนกีฬาอนุรักษ์  กีฬาแก้ไข  และกีฬาป้องกันนั้น  ให้ผลที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ดังนั้นจะบรรยายร่วมกันไป
[กลับหัวข้อหลัก]

กีฬาเพื่อสุขภาพ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ปฏิกิริยาและการปรับตัวของร่างกายต่อการออกกำลัง
          การออกกำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในร่างกาย เรียกว่า "ปฏิกิริยา"   ซึ่งมีลักษณะและ ความรุนแรงต่างไปตามความหนักหน่วงของการออกกำลัง  เมื่อเลิกออกกำลัง ปฏิกิริยาก็จะหายไป ถ้าออกกำลังซ้ำบ่อยๆ  จะเกิด "การปรับตัว" ขึ้นในร่างกายทำให้สมรรถภาพเพิ่มขึ้นและปฏิกิริยามีความรุนแรงน้อยลง แม้จะออกกำลังหนักเท่าเดิม ตัวอย่างเช่น ในการวิ่งเหยาะ  ผู้ที่วิ่งเป็นครั้งแรกอาจวิ่งได้เพียง ๕๐๐ เมตรก็เหนื่อย มีอาการหายใจหอบ  หัวใจเต้นเร็ว  ปวดเมื่อยขา ฯลฯ จนในที่สุดต้องหยุด     อาการที่กล่าวนี้เป็นปฏิกิริยาซึ่งเกิดตั้งแต่เริ่มวิ่ง    และเพิ่มความรุนแรงขึ้นไปตามปริมาณของการออกกำลัง   จนทำต่อไปไม่ไหวถ้าออกกำลังเช่นที่กล่าวนี้บ่อยๆ โดยไม่ทิ้งระยะนานนักจะพบว่าการวิ่งระยะเท่าเดิม (๕๐๐ เมตร) ทำให้เหนื่อยน้อยลงตามลำดับ  จนในที่สุดอาจวิ่งไกลออกไปถึง  ๘๐๐หรือ  ๙๐๐ เมตร นี้คือผลของการปรับตัว
          ปฏิกิริยาต่อการออกกำลังกายเกิดขึ้นในหลาย ส่วนและมีลักษณะต่างๆ กัน จะกล่าวถึงเฉพาะที่สำคัญๆ
          ๑. กล้ามเนื้อ  การออกกำลังทุกครั้งต้องอาศัยกล้ามเนื้อหดตัวดึงกระดูกซึ่งประกอบเป็นแขนขาและส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง อาจมีการเคลื่อนไหวของส่วนนั้นๆ เรียกว่า การออกกำลังแบบเคลื่อนไหว (isotonic)หรือไม่มีก็ได้เรียกว่า  การออกกำลังแบบเกร็งกล้าม(isometric) การหดตัวของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นโดยมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในกล้ามเนื้อนั้นเอง คือ สารชื่ออะดีโนซีนไทรฟอสเฟต  (adenosine  triphospate) สลายตัวเป็นอะดีโนซีนไดฟอสเฟต  (adenosine  diphosphate)  หลังจากกล้ามเนื้อหดตัวแล้วมีการกลับสังเคราะห์อะดีโนซีนไทรฟอสเฟตขึ้นใหม่    โดยขบวนการที่สลับซับ-ซ้อนซึ่งรวมการ  "เผา"  (ออกซิไดซ์) กลูโคส เพื่อให้เกิดพลังงานสำหรับการสังเคราะห์สารที่เกี่ยวข้อง กล้ามเนื้อมีกลูโคสสะสมไว้ในปริมาณจำกัด ดังนั้น  หากหดตัวติดต่อไปเป็นเวลานาน ก็จำต้องได้รับมาเพิ่มเติม เลือดนำกลูโคสมาจากตับซึ่งมีไกลโคเจน เก็บไว้เพื่อแปรเป็น กลูโคสเมื่อมีความต้องการ  เมื่อกล้ามเนื้อหดตัว หลอดเลือดภายในนั้นจะขยายให้เลือดไหลมากขึ้น นำกลูโคสและออกซิเจนมาส่งเพิ่มขึ้น และนำ คาร์บอนไดออกไซด์    และกรดต่างๆ  ตลอดจนความร้อนที่เกิดขึ้นนำไปปล่อยที่ปอด ที่ไต และที่ผิวหนังตามลำดับ    ที่กล่าวมานี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อ 
          หากกล้ามเนื้อถูกใช้ให้ทำงานหนักบ่อยๆ ก็จะปรับตัวโดยเพิ่มขนาด (บางครั้งไม่เพิ่มจำนวนด้วย)ของเส้นใยในตัวมัน ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและแข็งแรงมากขึ้น ดังที่ทราบกันโดยทั่วไป ถ้าหากในการออกกำลังครั้งหนึ่งๆ กล้ามเนื้อต้องทำงานซ้ำติดต่อไปเป็นเวลานาน    ก็จะมีการปรับตัวในด้านความอดทนอีกด้วย
         ๒. หัวใจและหลอดเลือด  เมื่อมีการออกกำลัง หัวใจจะได้รับการกระตุ้นทางระบบประสาทให้เต้นเร็วและแรงขึ้น    สูบฉีดเลือดได้ปริมาณมากขึ้น  หากต้องทำการเช่นนี้บ่อยๆ หัวใจก็จะปรับตัวโดยเพิ่มขนาดของเส้นใย (แบบเดียวกับกล้ามเนื้อแขนขา) ทำให้ผนังห้องหัวใจหนา  มีแรงสูบฉีดและกำลังสำรองมากขึ้นขณะเดียวกันหลอดเลือดแดงซึ่งรับเลือดไปจากหัวใจต้องรับเลือดในปริมาณเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่หัวใจเต้น เท่ากับถูกบังคับให้ออกกำลัง ทำให้มีความยืดหยุ่นดีและเกิดอาการแข็งกระด้างน้อยลง   ทั้งสองประการนี้ทำให้เลือดไหลได้สะดวกและความดันเลือดไม่ขึ้นสูงมาก
        ๓. ปอดและการหายใจ  ในการหายใจตามปกติ  "ศูนย์หายใจ"  ซึ่งอยู่ในส่วน  "ท้ายสมอง " (medulla oblongata) สั่งการให้กล้ามเนื้อซี่โครงและกะบังลมหดตัว   ทำให้ทรวงอกขยาย  อากาศภายนอกดันผ่านจมูกหลอดลมคอ  และหลอดลมปอดเข้าไปในถุงลม เป็นโอกาสให้ออกซิเจนในอากาศผ่านเข้าไปในเลือดในผนังของถุงลม  ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดผ่านสวนทางมาสู่อากาศในถุงลม    นั่นคือการหายใจเข้า   เมื่ออากาศตันถุงลมพองถึงขนาด  ศูนย์หายใจจะหยุดทำงาน   กล้ามเนื้อซี่โครงและกะบังลมหย่อนตัวทรวงอกยุบ บีบอากาศออกมาจากถุงลมสู่ภายนอกนั้นคือการหายใจออก  เมื่อออกกำลังศูนย์หายใจจะได้รับการกระตุ้นแรงกว่าปกติ การหายใจเข้าแรง  เร็วหรือลึก  หรือทั้งสองอย่างมากกว่าธรรมดา การหายใจออกก็เปลี่ยนตามไปด้วย  ยิ่งออกกำลังหนักเท่าไร  การหายใจก็เพิ่มปริมาณมากขึ้นเท่านั้น  จนกระทั่งถึงขีดที่เรียกว่า  "หายใจหอบ" ซึ่งแสดงถึงความเหนื่อย  หากออกแรงหนักขึ้นๆ อาการหอบเพิ่มมากขึ้นๆ จนกระทั่งถึงขั้นที่ศูนย์หายใจทำการเพิ่มต่อไปไม่ไหว  การออกกำลังก็ต้องหยุดลง 
          ถ้าหากมีการออกกำลังหนักเสมอๆ  กล้ามเนื้อหายใจจะเพิ่มความแข็งแรงและอดทนขึ้น  พร้อมกับศูนย์หายใจอดทนต่อการกระตุ้นมากขึ้น    ทั้งสองอย่างนี้ช่วยให้สามารถหายใจหอบได้มากและนานขึ้น   ข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวซึ่งช่วยให้สามารถทำการได้ด้วยความอดทนมากขึ้น
          ๔. ระบบประสาท  การออกกำลังเกิดขึ้นเพราะสมองสั่งให้กล้ามเนื้อหดตัว เมื่อกล้ามเนื้อทำงานไปเรื่อยๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงทางประสาทและเคมีย้อนไป "กด" ศูนย์สั่งการในสมองมากขึ้นๆ โดยลำดับในที่สุดเมื่อออกกำลังกายเหนื่อยถึงขีดหนึ่ง (ซึ่งขึ้นอยู่กับความเคยชินต่อการออกกำลัง) ศูนย์สั่งการก็ถูกกดจนต้องหยุดทำงานคือ  ถึงระยะ "เหนื่อยจนหมดแรง"(ซึ่งที่จริง "แรง" ยังมีแต่สมองไม่สั่งการ) 
          ถ้าออกกำลังเสมอๆ  ศูนย์สั่งการจะปรับตัวโดยมีความอดทนต่อการกดมากขึ้น ทำให้สามารถทำงานได้นานออกไปกว่าเคย และการออกกำลังกายดำเนินไปด้วยความอดทนมากขึ้น
          ในร่างกายยังมีระบบประสาทอีกระบบหนึ่งซึ่งไม่อยู่ในบังคับของจิตใจ  เรียกว่า  ระบบประสาทเสรีซึ่งทำการโดยอิสระเพื่อช่วยเหลืออวัยวะต่างๆ  โดยเฉพาะในการปรับการงานให้เหมาะสมกับเหตุการณ์และความต้องการของส่วนต่างๆ ในร่างกาย เช่น บังคับให้หัวใจเต้นเร็วหรือช้า  ให้หลอดเลือดและหลอดลมภายในปอดขยายหรือบีบ  ให้เหงื่อหลั่งมากหรือน้อยเป็นต้น  การออกกำลังทุกครั้งเป็นการกระตุ้น และ"การฝึก"  ประสาทเสรี เมื่อทำการออกกำลังบ่อยๆ ก็มีการกระตุ้นบ่อยๆ เร่งให้ระบบประสาทเสรีปรับตัวให้ทำงานได้ว่องไวและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
          ๕. ระบบและส่วนอื่นๆ  การออกกำลังอย่างค่อนข้างหนักและอย่างหนัก   ย่อมทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างมากในร่างกาย  นอกจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีที่ควรทราบอีกดังต่อไปนี้
              ๕.๑ กระดูกที่ถูกกล้ามเนื้อดึงจะมีผิวหนาและแข็งแรงขึ้น ในเด็ก กระดูกบางชิ้นจะยาวขึ้นด้วย  ทำให้ร่างกายสูงใหญ่
              ๕.๒ เลือดจะมีสีเม็ดเลือด  (เฮโมโกลบิน) และจำนวนเม็ดเลือดแดงมากขึ้น ปริมาตรเลือดสำรองที่เก็บไว้ในม้ามและที่อื่นๆ จะมากขึ้น
              ๕.๓ ต่อมน้ำเลี้ยงภายในที่หลั่งฮอร์โมนบางอย่าง เช่น ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง (พิทูอิทารี)  ถูกกระตุ้นให้หลั่งมากขึ้น ทำให้เกิดผลเสมือนฉีดฮอร์โมนนั้นๆ เข้าในร่างกาย
              ๕.๔ มีการสะสมสารเคมีบางอย่างไว้สำหรับใช้ระหว่างการออกกำลัง เช่น กลูโคส  เก็บไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ อะดีโนซีนไทรฟอสเฟต เก็บไว้ที่กล้ามเนื้อ วิตามินซี เก็บไว้ในต่อมหมวกไต เป็นต้น
              ๕.๕ ระบบควบคุมอุณหภูมิกายจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถกำจัดความร้อนที่เกิดจากการทำงานออกไปได้รวดเร็ว ร่างกายร้อนช้าลง ช่วยให้สามารถออกกำลังด้วยความอดทนมากขึ้น
[กลับหัวข้อหลัก]

การวิ่งเหยาะ


การออกกำลังแบบเกร็งกล้าม


หน้าที่ส่วนต่าง ๆ ของสมองแสดงบริเวณด้วยสี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การออกกำลังกายที่พอเหมาะ น้อยไป และมากไป
          ถ้าเรากินอาหารน้อยไปเราก็หิว ถ้ากินมากไปก็ท้องอืด ต้องกินพอดีๆ จึงจะสบาย การออกกำลังก็เช่นเดียวกัน ถ้าทำน้อยไปก็ไม่ได้ผล ทำมากไปก็มีโทษ ต้องทำให้พอเหมาะจึงจะได้ประโยชน์ที่ต้องการดังนั้น จึงควรทราบว่าเมื่อไรออกกำลังพอแล้ว ต่อไปนี้ เป็นวิธีง่ายๆ สำหรับใช้กับตัวเองหรือแนะนำผู้อื่นในเวลาออกกำลัง
          ๑. อาการเมื่อย  เหมาะสำหรับใช้กับกายบริหาร   กำหนดดูว่าส่วนที่กำลังใช้อยู่นั้นเริ่มมีอาการเมื่อยเมื่อใด (ตัวอย่างเช่น เริ่มเมื่อยเมื่อ "ชกลม"  ได้ ๑๐  ครั้ง) ลองทำต่อไปอีกประมาณ ๑ ใน ๔ หรือ ๑ ใน ๕ ของที่ทำแล้ว จึงหยุด สังเกตว่าอาการเมื่อยที่เกิดแต่ต้นนั้นจะคงอยู่ต่อไปอีกนานสักเท่าใด  ถ้าหายไปในเวลาสองสามชั่วโมง แสดงว่าที่ทำแล้วยังไม่พอ ควรจะเพิ่มได้อีก ถ้าหายภายใน ๒๔ ชั่วโมง แสดงว่าพอเหมาะแล้ว ถ้ายังเมื่อยอยู่เกิน ๓๖ ชั่วโมง แสดงว่าที่ทำนั้นมากเกินควร ครั้งต่อไป ต้องลดลง วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลัง  จะได้ทราบความสามารถของ ตัว เมื่อกำหนดได้แล้วก็ออกกำลังไปตามนั้น ภายในระยะหนึ่งจะสังเกตว่า เมื่อยน้อยลง หรือไม่เมื่อยเลยนี้แปลว่าร่างกายมีสมรรถภาพสูงขึ้นแล้ว ถ้าต้องการให้เพิ่มขึ้นอีกก็ต้องออกกำลังให้มากขึ้น   โดยลองสังเกต เช่นในครั้งแรก ทำเป็นขั้นๆ ไปเช่นนี้จนได้ผลที่ต้องการ 
          ข้อพึงจำคือหากออกกำลังเป็นประจำจนสมรรถภาพสูงขึ้นแล้ว    ถ้าเว้นว่างไปเสีย สมรรถภาพจะลดลง ภายในหนึ่งสัปดาห์สมรรถภาพที่สูงขึ้นจะกลับลดลงไปประมาณร้อยละ  ๓๐  และหมดสิ้นไปภายในสามสัปดาห์ ข้อนี้จะต้องระลึกถึงเมื่อกลับเริ่มออกกำลังใหม่  จะออกมากหรือหนักเท่าที่เคยไม่ได้  แต่ต้องลดน้อยลงตามส่วน  แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นใหม่ด้วยความระมัดระวัง  เพื่อป้องกันผลร้ายของการออกกำลังเกิน
เช่นที่เคยเกิดขึ้นกับนักกีฬาเก่งๆ  ที่เว้นว่างกายฝึกซ้อมไปนาน เมื่อกลับมาเล่นใหม่ก็เล่นเต็มที่เหมือนเคยลืมนึกถึงความเสื่อมที่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่ไม่ได้เล่นผลร้ายอาจมีตั้งแต่การบาดเจ็บน้อยหรือมากไปจนถึงกับอันตรายหนัก
          ๒. อาการเหนื่อย  วิธีนี้เหมาะสำหรับการออกกำลังประเภทอดทน  เช่น วิ่งเหยาะ  (วิ่งช้าๆ  เพื่อให้ได้ระยะทางมาก) สังเกตว่าวิ่งไปได้ระยะไกลหรือระยะเวลาประมาณเท่าใดจึงเริ่มมีอาการหอบปานกลางจะประมาณจากความรู้สึกว่าเหนื่อยค่อนข้างมากก็ได้หรือจะนับจำนวนครั้งที่หายใจใน ๑  นาทีก็ได้  สำหรับวิธีหลังนี้ต้องนับไว้ก่อนว่าเวลาอยู่เฉยๆ หายใจนาทีละกี่ครั้ง
 (หายใจเข้า ๑  ที    หายใจออก ๑ ที    นับเป็น ๑ ครั้ง)สมมติว่า ๒๐ ครั้ง  เมื่อออกกำลังไปจนรู้สึกเหนื่อยค่อนข้างมากก็ลองนับดูใหม่ ถ้าการหายใจเพิ่มขึ้นไปเป็น ๒๖ หรือ  ๒๘ ครั้งต่อนาที (คือเพิ่มร้อยละ ๓๐-๔๐)  ก็ควรจะหยุดได้  ตัวเลขที่แสดงนี้เป็นเพียงตัวอย่างให้เข้าใจเท่านั้น แต่ละคนไม่เหมือนกัน  ข้อสำคัญที่สุดคือความรู้สึกว่า "เหนื่อยค่อนข้างมากแล้ว" 
          โดยทำนองเดียวกับในข้อที่แล้ว หากออกกำลังซ้ำไปๆ อาการเหนื่อยจะเกิดช้าเข้าและจะสามารถออกกำลังได้นานหรือมากขึ้นกว่าเดิม    เป็นผลของการปรับตัวและการเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย
         ๓. อัตราชีพจร  ผู้ที่สนใจการออกกำลังอย่างจริงจังควรนับชีพจรของตนเอง  อาจนับที่ข้อมือหรือที่คอก็ได้ วิธีแรกใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางกดปลายลงไปในร่องข้างเอ็นข้อมือทางด้านโคนนิ้วหัวแม่มือ (ของอีกมือหนึ่ง)  ขยับจนรู้สึกการเต้นของหลอดเลือดเป็นจังหวะ ถือนาฬิกาที่มีเข็มวินาทีไว้ในมือที่ถูกคลำ (หรือสวมไว้ในมือที่ใช้คลำ) นับการเต้นของชีพจรตามไปขณะที่ตาดูนาฬิกา นับชั่ว ๑๐ วินาทีแล้วคูณด้วย ๖ เป็นอัตราใน ๑ นาทีก็ได้ (วิธีนี้ไม่แม่นทีเดียว แต่ดีพอสำหรับการกีฬา)
          วิธีนับชีพจรที่คอ  เหมาะสำหรับผู้ไม่ชำนาญเพราะหาหลอดเลือดได้ง่าย ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางค่อยๆ กดลงไปที่ข้างลูกกระเดือกจนรู้สึกการเต้นของหลอดเลือด (อย่ากดหนักเกินจำเป็น) นับแบบเดียวกับที่ข้อมือ
          ๔. ผลตามหลัง  ผู้ที่ไม่เคยออกกำลังมาก่อน หลังจากออกกำลังครั้งแรก  อาจมีอาการปวดข้อดึงกล้ามเนื้อหรือปวดกล้ามเนื้อด้วยในวันเดียวกันนั้นหรือวันรุ่งขึ้น  และอาจเป็นอยู่ต่อไปอีกหนึ่งหรือสองวันเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา  แต่ถ้าอาการยังอยู่เกินสองวันควรสงสัยว่าการออกกำลังที่ได้ทำนั้นอาจจะมากเกินไปครั้งต่อไปควรทำให้น้อยลง
[กลับหัวข้อหลัก]

การจับชีพจรบริเวณข้อมือ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การออกกำลังน้อยไป
          การออกกำลังน้อยไป หมายความว่าออกกำลังแล้วไม่ได้ผลที่ต้องการ  เช่น ร่างกายไม่แข็งแรง หรือไม่รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น การออกกำลังน้อยไปไม่ให้ผลร้าย เหมือนกับการออกกำลังมากไป เพียงแต่ทำให้ผิดหวังและเสียเวลา ทั้งนี้เป็นเพราะเมื่อออกกำลังน้อย ปฏิกิริยาของร่างกายก็มีน้อยหรือเบาหรืออ่อนไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการปรับตัว หากได้ออกกำลังไปแล้วหลายวัน  ไม่รู้สึกหรือสังเกตไม่ได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในเชิงร่างกายดีขึ้นหรือแข็งแรงขึ้น  ควรสงสัยว่าออกกำลังไม่พอ  ควรลองเพิ่มความหนักหรือความบ่อยของการออกกำลังขึ้น จนสังเกตได้ว่ามีผลดังที่ต้องการ
          จากที่ได้บรรยายมานี้คงจะเข้าใจได้แล้วว่าผลดีของการออกกำลังนั้น  เกิดจากการปรับตัวของร่างกายที่อวัยวะส่วนที่เกี่ยวข้องเช่น  กล้ามเนื้อ   หัวใจ    และต่อมน้ำเลี้ยงภายใน เป็นต้น การปรับตัวบ่อยๆ ทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นๆ กลายเป็นการพัฒนาส่วนนั้นๆ ให้เพิ่มขนาดหรือความสามารถขึ้น  มีกำลังสำรองมากขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อออกกำลังมากเกินไป   ผลร้ายเพียงส่วนน้อยอาจเกิดจากการปรับตัวจนเกินขีด  ส่วนใหญ่เกิดจากความบุบสลายหรืออันตรายต่ออวัยวะ  เช่น  กล้ามเนื้อ   เอ็น  พังผืดข้อกระดูก  และเยื่อหุ้มข้อ  เป็นต้น  การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นสาเหตุของอาการต่างๆ ที่กล่าวแล้วซึ่งมักไม่รุนแรงมาก  แต่การปรับตัวจนเกินความสามารถหรือเกินกำลังสำรอง   มักเป็นผลของการออกกำลังเกินสมควรอย่างมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่ออวัยวะที่เกี่ยวข้องมีสภาพไม่ค่อยปกติอยู่ก่อนแล้ว    อวัยวะที่มีความสำคัญเป็นพิเศษในเรื่องนี้คือหัวใจ
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายแพทย์อวย เกตุสิงห์

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
บุคลิกภาพ
โรคของเลือด
โรคคุดทะราด
โรคตา แบ่งตามสาเหตุ
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
โรคเบาหวาน
โรคประสาท
โรคผิวหนังที่เกิดจากบัคเตรี
โรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นตุ่มพองน้ำ
โรคเรื้อน
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 6
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 18
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 25
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10 > การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ