สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13 > การละเล่นของหลวง
การละเล่นของหลวง  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13
 
การละเล่นของหลวง โดย พันตรีผะอบ โปษะกฤษณะ
          การละเล่นของหลวงที่มีมาแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์หมายถึง การละเล่นที่แสดงในพระราชพิธีต่างๆ ไม่ได้หมายความว่า แสดงหน้าที่นั่งในเขตพระราชฐาน ข้างนอกก็แสดงได้ เท่าที่ปรากฏในหนังสือต่างๆ และภาพจิตรกรรมฝาผนัง มีอยู่ ๕ อย่าง คือ ระเบ็ง โมงครุ่ม กุลาตีไม้แทงวิสัย และกระอั้วแทงควาย ผู้เล่นเป็นชายล้วน มีครั้งเดียวในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕ โปรดเกล้าฯ ให้ผู้หญิง คือ นางเถ้าแก่เล่นระเบ็งแทนชาย ในงานโสกันต์ พระเจ้าน้องยาเธอและพระเจ้าน้องนางเธอ ๕ พระองค์ มีปรากฏในพระราชนิพนธ์โคลงดั้นเรื่องโสกันต์

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

กุลาตีไม้
          ในสมัยโบราณคงจะเล่นคู่กันกับ "โมงครุ่ม" เพราะการแต่งตัวเหมือนกัน ถือไม้กำพตเหมือนกัน ปัจจุบันแยกออกเป็นการละเล่น ๒ ชนิด คือ กุลาตีไม้ไม่มีดนตรีประกอบ ผู้เล่นจะแบ่งเป็นกลุ่ม กี่กลุ่มก็ได้ตามความเหมาะสมกับสถานที่ กลุ่มหนึ่งต้องมีจำนวนคู่ นั่งคุกเข่าหันหน้าเข้าหากันล้อมเป็นวงกลม วางไม้กำพตพาดทับกันไว้ตรงด้านหน้า เริ่มเล่นด้วยการร้องแล้วตบมือให้เข้ากับจังหวะ แล้วจะหยิบไม้กำพตตีเป็นจังหวะ แล้วหันไปตีกับคนซ้ายและขวา แล้วลุกขึ้นยืนตีกันเป็นคู่ๆ ท่าที่ขยับย่างและใช้ไม้กำพตตีกันจะเป็นไปตามจังหวะเพลงที่ร้อง ทำซ้ำๆ เรื่อยๆ ไปตอนจะเลิกผู้เล่นตีกันเป็นคู่ๆ ออกไปจากสถานที่เล่น

          บทร้องประกอบมีว่า
          ศักดานุภาพล้ำ       แดนไตร
สิทธิครูมอบให้                จึงแจ้ง
ฤทธาเชี่ยวชาญชัย          เหตุใคร นาพ่อ
พระเดชพระคุณปกเกล้า      ไพร่ฟ้าอยู่เย็น

[กลับหัวข้อหลัก]

การเล่นกุลาตีไม้

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ระเบ็ง

          ระเบ็งเป็นการละเล่นในชุดพระราชพิธีที่แปลกกว่าอย่างอื่น คือแสดงเป็นเรื่องมาจากเทพนิยาย เนื้อร้องกล่าวถึงเทวดามาบอกให้บรรดากษัตริย์ร้อยเอ็ดเจ็ดพระนครไปเขาไกรลาส ระหว่างเดินทางก็เดินชมนกชมไม้ไปจนพบพระกาลมาขวางทางไว้ กษัตริย์เหล่านั้นไม่รู้จัก ก็ไล่ให้หลีกทางไปเงื้อธนูจะยิง พระกาลกริ้วมากจึงสาปให้สลบ แล้วพระกาลเกิดสงสารจึงถอนคำสาบให้ฟื้นดังเดิม แล้วขอร้องให้กลับเมืองดังเดิม กษัตริย์ก็เชื่อฟังกลับเมือง

         การแต่งกาย ผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ แต่งกายเหมือนกันทุกคน นุ่งสนับเพลา นุ่งผ้าเกี้ยว สวมเสื้อคอตั้งแขนยาว ปล่อยชายไว้นอกผ้านุ่ง มีผ้าคาดพุง ศีรษะสวมเทริด มือถือธนู

         ผู้เล่นเป็นพระกาลแต่งกายได้ ๒ แบบ คือ เครื่องแต่งตัวเหมือนผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ สวมเสื้อครุยทับ ศีรษะสวมลอมพอก (ชฎาเทวดาตลก สีขาว ยอดแหลมสูง) หรือแต่งตัวยืนเครื่อง ทรงเครื่องเหมือนกษัตริย์ในละครรำ แต่ไม่สวมเสื้อ

         การเล่นในสมัยก่อนใช้ฆ้อง ๓ ใบเถา เรียกว่า "ฆ้องระเบง" ตีรับท้ายคำร้องทุกๆ วรรค โดยตีลูกเสียงสูงมาหาต่ำ จากต่ำมาหาสูง ปรากฏในพระราชนิพนธ์โคลงดั้น เรื่อง "โสกันต์" ต่อมาใช้ปี่พาทย์บรรเลง เริ่มต้นจะบรรเลงเพลง "แทงวิสัย" ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะกับการเต้นของผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ ซึ่งจะมีจำนวนเท่าไรก็ได้ให้พอกับเวทีหรือสนามที่เล่น เมื่อเต้นไปสุดเวที ผู้เล่นที่อยู่หัวแถวจะร้องต้นบทว่า "โอละพ่อถวายบังคม" ผู้เล่นทั้งหมดจะร้องรับพร้อมๆ กันว่า "โอละพ่อถวายบังคม" ผู้เล่นทำท่าถวายบังคมไปด้วย เป็นการรำถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดิน

         ต่อจากรำถวายบังคมแล้ว ผู้เล่นจะแปรแถวอย่างเป็นระเบียบ แล้วผู้เล่นก็ร้องบทต่อไปลุกขึ้นเต้น ปากก็ร้องบทไปเรื่อยๆ เมื่อยกขาขวาจะทำท่าเอาลูกธนูตีลงไปบนคันธนู วางขาขวา ยกขาซ้าย เหยียดมือขวาออกไปข้างตัวจนสุดแขนเป็นท่าง้างธนู จนกระทั่งมาพบพระกาล  ตัวอย่างบทถวายบังคมตอนหนึ่งมีว่า
          โอละพ่อขอถวายบังคม
โอละพ่อประนมกรทั้งปวง
โอละพ่อบัวตูมทั้งปวง
โอละพ่อบัวบานทั้งปวง ฯลฯ

         มีบทเดินดง ชมนก ชมไม้ บทปะทะ พบพระกาล บทพระกาลสาป และบทคืนเมือง


[กลับหัวข้อหลัก]

การเล่นระเบ็ง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โมงครุ่ม (มงครุ่ม)
          เป็นการละเล่นมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา การแต่งตัวของผู้เล่นเหมือนกับระเบ็ง มือถือไม้กำพต คือ กระบองสั้นแต่มีด้ามยาว มีกลองประกอบการเล่น กลองใหญ่เหมือนกลองทัด หน้ากว้างประมาณ ๕๕ เซนติเมตร ผู้เล่นแบ่งออกเป็นกลุ่ม จะมีกี่กลุ่มก็ได้ กลุ่มละ ๔ คน กลุ่มหนึ่งมีกลองโมงครุ่ม ๑ ใบ อยู่ตรงกลาง ด้านหน้ามีผู้เล่น ๒ คน ด้านหลัง ๒ คน ต้องมีผู้เล่น ๑ คน มายืนตรงหน้าคอยตีโหม่งบอกท่าทางให้ผู้เล่นทำตาม

         เมื่อผู้ตีโหม่งให้สัญญาณผู้เล่นเข้าประจำที่แล้ว คนตีโหม่งจะร้อง"อีหลัดถัดทา" และตีโหม่ง ๒ ทีแล้วบอกท่าต่างๆ ผู้เล่นจะยักเอวซ้ายที ขวาที จะร้อง "ถัดถัดท่า ถัดท่าท่าถัด" จนกว่าคนตีโหม่งจะให้สัญญาณเปลี่ยนท่า ผู้ตีโหม่งจะรัวสัญญาณให้ผู้เล่นหยุดยืนอยู่กับที่ด้วยวิธีร้องบอกว่า "โมงครุ่ม" ตีโหม่ง ๒ ที (มงๆ) ผู้เล่นจะใช้ไม้กำพตตีหนังกลอง ซ้ายที ขวาที (ดังครุ่มๆ) ผู้ตีโหม่งจะรัวสัญญาณให้ผู้เล่นหยุด แล้วบอกท่าใหม่ ท่าที่เล่นมีมากมายหลายท่า เช่น ท่าบัวตูม ท่าบัวบาน ท่าลมพัด ท่ามังกรฟาดหาง พระจันทร์ทรงกลด เมขลาล่อแก้ว รามสูรขว้างขวาน ฯลฯ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงพระนิพนธ์ท่ารำโบราณไว้ในสาส์นสมเด็จ การเล่นแบบนี้บางท่านเรียก "อีหลัดถัดทา" ที่เรียกว่าโมงครุ่ม สันนิษฐานว่าคงจะเรียกชื่อตามเสียงโหม่งและเสียงกลองที่ดัง

   
[กลับหัวข้อหลัก]

การเล่นโมงครุ่ม หรือมงครุ่ม

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
แทงวิสัย
          เป็นการละเล่นที่ใช้เวลาไม่นานนักเพียงชั่วแห่ขบวนโสกันต์ ผู้เล่นแต่งตัวสวมเสื้อผ้ารุ่มร่าม ผัดหน้าติดหนวดเคราคล้ายตัวเสี้ยวกางของจีน ศีรษะสวมเทริด มือถือหอกหรือทวน ผู้เล่นจะใช้ปลายอาวุธแตะกันข้างบนบ้างข้างล่างบ้าง เต้นเวียนไปเวียนมา ซ้ายที ขวาที ตามทำนองและจังหวะของปี่พาทย์ที่บรรเลงประกอบ เพลงนี้บางท่านว่าชื่อเพลง "แทงวิสัย"

[กลับหัวข้อหลัก]

การเล่นแทงวิสัย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
กระอั้วแทงควาย
          กระอั้วแทงควายเป็นการเล่นของทวายหรือของพม่า มอญ มีผู้เล่น ๔ คน คำว่า "กระอั้ว" ไม่ใช่ภาษาไทย เป็นภาษาทวาย เป็นชื่อสามีของนาง "กะแอ" ผู้เล่นชุดนี้มี ๔ คน คือ ตากระอั้ว นางกะแอ และความซึ่งใช้ผู้เล่น ๒ คน อยู่ในชุดควาย คือ เป็นตอนหัวควาย ๑ คน และตอนท้ายอีก ๑ คน ผู้เล่นเป็นกระอั้วใส่เสื้อกะเหรี่ยงยาว ชายเสื้อคลุมถึงน่อง หัวใส่ลองเป็นเกล้าผมสูง ถือหอกใหญ่ ใบกว้าง ทำด้วยกระดาษ ผู้ที่เล่นเป็นนางกะแอ แต่งตัวเป็นผู้หญิง ผัดหน้าขาว แต้มไฝเม็ดใหญ่ หัวสวมผมปีก นุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อเอว ห่มผ้าแถบสีแดงห้อยบ่า กระเดียดกระทาย ถือร่ม ในขณะเล่นใช้ร่มคอยค้ำควายไว้เพื่อป้องกันตัว

         การดำเนินการแสดงไม่มีอะไรแสดงว่ายุ่งยากมากนัก เพราะเป็นการเล่นสนุกๆ ให้เกิดความขบขันมากกว่าอย่างอื่น เป็นการแสดงการล่าควาย ในระหว่างที่แสดงก็ทำท่าขบขันต่างๆ เช่น การหลอกล่อ หลบหนี การไล่ติดตามระหว่างควายและตากระอั้ว ประกอบกับการทำท่าทาง ตกอกตกใจของนางกะแอจนผ้าห่มหลุดลุ่ย เป็นที่สนุกขบขันเฮฮา และท่าทางดีใจของสองผัวเมียเมื่อฆ่าควายได้สำเร็จ เป็นต้น

         นอกจากการละเล่นทั้ง ๕ อย่างแล้ว ยังมีการรำเบิกโรงชื่อว่า "ประเลง" คำว่าประเลงอาจมาจากคำว่า "บรรเลง"

[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ประเลง
          เป็นการละเล่นของหลวงที่เก่าแก่มาก โดยเฉพาะใช้เป็นรำเบิกโรง ผู้แสดงแต่งตัวเป็นเทวดา สวมหน้าศีรษะโล้น (ไม่มียอดแหลม) สองมือถือหางนกยูง มาร่ายรำตามขบวนเพลงต่างๆ รำประเลงนี้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่เรียกว่า ปัดรังควาน ขับไล่สิ่งอปมงคลให้หายไป นำสิริมงคลมาสู่โรงและผู้แสดง


         (ดูเพิ่มเติมเรื่อง ดนตรีไทย เล่ม ๑ และเรื่อง นาฏศิลป์ไทย เล่มเดียวกัน)
[กลับหัวข้อหลัก]

การเล่นประเลง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• พันตรีผะอบ โปษะกฤษณะ

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การละเล่นของเด็กชายเฉพาะ
การละเล่นของไทย
การเล่นเลียนแบบผู้ใหญ่
การเล่นสะท้อนสังคม
เขตชนบทก้าวหน้า
ธนาคารออมสิน
ประเภทของวัสดุตามธรรมชาติที่ใช้ในการประดิษฐ์
เรือนไทย
ลักษณะของเรือนไทยภาคกลาง
วิธีปรุงอาหารไทย
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 7
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 25
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 27
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 29
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13 > การละเล่นของหลวง